หากพูดชื่อ ‘ดอยม่อนจอง’ เชื่อว่านักเดินป่าร้อยทั้งร้อยต้องร้องอ๋อ ต่อให้ไม่ใช่คนเดินป่าก็น่าจะเคยได้เห็นรูปทุ่งหญ้าสีทองทอดยาวไปตามสันเขาราวคลื่นมหาสมุทรบนผาหัวสิงห์ที่ตั้งตระหง่านตัดกับแผ่นฟ้าในหน้าหนาว
ภาพเหล่านี้ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียไม่ถ้วน บวกกับชื่อเสียงในการเป็นสวนหลังบ้านที่เดินง่าย เดินสบาย เหมาะกับมือใหม่ที่อยากชื่นชมความงามของธรรมชาติบนดอยที่สูงติดอันดับท็อปของไทย จนม่อนจองกลายเป็นชื่อที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เป็นจุดหมายในเส้นทางเดินป่าเชียงใหม่ที่ใคร ๆ ก็อยากไปเยือนสักครั้ง จนโควตาการจองเต็มทุกปี
แต่หลังผาม่อนจอง ยังมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงหินความสูง 1,929 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ผมได้รับคำเชิญให้ร่วมคณะสำรวจความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางเดินป่าสายใหม่ ซึ่งจะได้เห็นผาหัวสิงห์ในมุมที่ยังไม่เคยมีใครเห็น บนเส้นทางที่ยังไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนไหนได้เหยียบย่าง ร่วมกับเจ้าของบ้านตัวจริง
ชุมชนบ้านห้วยไม้หก
ผู้ดูแลผืนป่าและดอยม่อนจองมาตลอดหลายสิบปีโดยที่ไม่มีใครรู้ นี่คือบันทึกการเดินทางสำรวจเส้นทางเดินป่าใหม่ที่เอาชื่อไปเสิร์ช Google ก็ยังหาไม่เจอ
ดอยหละกาโจ หมู่บ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ทางเข้า
“ไม่ต้องนั่งหรอกครับ เดี๋ยวก็ต้องยืน”
พี่บอย หนึ่งในคนนำทางจากชุมชนห้วยไม้หกบอกกับเรา พลางยิ้มกว้างจนตาหยี และดวงตามีประกายระยิบระยับ เหมือนกำลังจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น

ตอนนี้ผมกำลังเกาะท้ายรถกระบะโฟร์วีล เพื่อออกเดินทางจากโรงเรียนบ้านห้วยไม้หกที่เป็นจุดนัดพบ ไปยังจุดเริ่มเดินเท้าขึ้นดอยหละกาโจ
ทันทีที่ล้อรถพ้นจากถนนคอนกรีตเรียบ ๆ เข้าสู่ทางลูกรังแดงเถือกที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ แรงกระแทกแรกก็เคาะให้ผมเข้าใจทันทีว่า “เดี๋ยวก็ต้องยืน” ที่พี่บอยหมายถึงคืออะไร

รถโฟร์วีลโยกไปทางซ้ายทีขวาทีขณะไต่ไปตามแนวสันเขาแคบ ๆ เหมือนเรือประมงเล็ก ๆ ที่กำลังแล่นฝ่ามรสุม เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นแข่งกับเสียงล้อบดหินกรวด ผมต้องเกร็งแขนกำราวเหล็กไว้แน่นเพื่อประคองตัวไม่ให้ร่วงลงไปกองกับพื้นก่อนจะได้เริ่มเดิน ผมก้มมองเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาบนท่อนแขนตัวเอง เดินจบทริปนี้ นอกจากนวดเท้า ผมคงต้องเพิ่มโปรแกรมนวดคอบ่าไหล่เข้าไปด้วย

ผมแหงนหน้ามองดอยหละกาโจที่เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จากที่มองด้วยตาดูแล้วน่าจะชันเกิน 45 องศา เมื่อคิดว่าจุดเริ่มเดินอยู่ที่ความสูง 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วยอดเขาตรงหน้ามีระดับความสูงอยู่ที่ราว ๆ 1,700 เมตร นั่นหมายความว่า วันนี้ผมต้องเดินไต่ระดับความสูง 1,000 เมตร ในระยะทางแค่ 5 กิโลเมตร
แค่คิดก็อยากกระโดดลงรถไปตอนนี้เลย
ทีมสร้างทาง
ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเดิน ขอเล่าให้ฟังก่อนครับว่าทำไมผมถึงมายืนอยู่ตรงนี้
เส้นทางสายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากงบประมาณก้อนโตของหน่วยงานไหน แต่เกิดจากความฝันของ พ่อหลวงแม็ค ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันแห่งบ้านห้วยไม้หก แกฝันอยากเห็นชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยใช้ต้นทุนล้ำค่าที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ ‘ธรรมชาติ’ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลมาตลอดชีวิต
ความจริงที่หลายคนไม่รู้ คือดอยม่อนจองอันโด่งดัง จริง ๆ แล้วอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของบ้านห้วยไม้หก แต่ทางขึ้นดอยที่นักท่องเที่ยวใช้นั้นอยู่ที่หมู่บ้านอื่น คนบ้านห้วยไม้หกจึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ที่คอยดูแลป่า ดับไฟป่าและเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ แต่ไม่เคยได้รับดอกผลทางเศรษฐกิจกลับมาเลย

พ่อหลวงเล่าว่าคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่แทบไม่มีรายได้หลัก ทำเกษตรก็แค่พอกินในครัวเรือน การเปิดเส้นทางเดินป่าจึงเป็นความหวังที่จะสร้างอาชีพจากป่าที่พวกเขาดูแลมาตลอด โดยไม่ต้องทำลายมัน
ด้วยเป้าหมายของการเปิดเส้นทางเดินป่าที่ทำให้คนอยู่ได้และป่าก็อยู่ได้ด้วย จึงเกิดการร่วมมือกันของคนหลายฝ่าย ทั้งชุมชนบ้านห้วยไม้หก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท
และ พี่งบ-ธัชรวี หาริกุล แห่งร้าน Thailand Outdoor ผู้เชี่ยวชาญระดับอาจารย์ที่บุกเบิกเส้นทางเดินป่าโดยชุมชนมาแล้วหลายแห่ง เช่น แม่เหาะหรือแม่เงา และแม้คนทั้งวงการจะยกย่องแกแค่ไหน แต่เจ้าตัวมักจะถ่อมตัวด้วยประโยคติดปากว่า

“ผมทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอกครับ ผมเก่งอยู่อย่างเดียว คือหลอกคนมาเดินป่าได้แค่นั้น”
เรื่องนี้แกเก่งจริง ผมเป็นพยานได้
สามเนิน


ดอยหละกาโจต้อนรับเราด้วยลำธารน้ำใสเย็นขนาบข้างในช่วงต้นของเส้นทาง มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสีเขียวช่วยให้ความร่มรื่นไปตลอดการเดินในเช้าวันแรก ผมก้าวเดินตามพ่อหลวงแม็คและพี่งบได้ไม่ไกลก็ถึงลานหินที่จะเป็นจุดพักแรกของเรา นั่งกินข้าวไปพลาง ฟังเสียงลำธารไปพลาง เป็นการเริ่มต้นที่รื่นรมย์ไม่เบาเลย
แต่หลังจากนี้คือของจริง


ทางเดินต่อจากลานหินหักขึ้น 45 องศาในทันที ผมยืนตาลอยเหมือนปลาช็อกน้ำ เหม่อมองพี่งบปีนขึ้นทางข้างหน้าที่เอียงจนเกือบจะเป็นหน้าผาได้อยู่แล้ว เสียงลำธารไหลเอื่อยเมื่อเช้าถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบแฮ่ก ๆ ของผมที่ให้ความรู้สึกห่างไกลจากคำว่ารื่นรมย์เมื่อเช้าไปมาก

โชคดีที่ระยะทางวันนี้เราเดินกันแค่ 5 กิโลเมตร เราจึงแวะพักได้บ่อย ทุกครั้งที่ผมยืนหอบจนตัวโยน พ่อหลวงแม็คจะหันมาส่งยิ้มหวานผ่านแว่นสายตา พร้อมประโยคปลอบใจสุดคลาสสิก
“อีกแค่ 3 เนินครับ”
ผมพยักหน้ารับ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วกัดฟันเดินต่อ ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เราหยุดพักอีกครั้งที่เนินถัดไป ซึ่งสูงจนมองเห็นแนวเขาฝั่งพม่าลิบ ๆ

“อีกแค่ 3 เนินครับ”
อ้าว เมื่อกี้ก็ 3 เนินนะพ่อหลวง
พอทักพ่อหลวงไปแบบนี้ พ่อหลวงยิ้มเขิน ๆ ตอบ
“จะได้มีกำลังใจไงครับ”

สาปป่า



พวกเรานั่งล้อมวงรอบกองไฟกองเล็ก ๆ เพียงกองเดียวกลางแคมป์ เพราะอยากจำกัดการรบกวนพื้นที่ให้น้อยที่สุด แสงไฟวูบไหวบนใบหน้าของพ่อหลวงแม็คและพี่บอย อากาศเย็นจัดจนเราต้องเบียดเข้าหากองไฟ เพื่อฟังเรื่องราวจากพ่อหลวงและพี่บอย
“แถวนี้เคยเป็นเมืองโบราณครับ ชื่อเมืองนันทบุรีหรือเมืองตื่น” พ่อหลวงเริ่มเล่า “พญาช้างเผือกและพญาเสิกอพยพจากเมืองเชียงใหม่มาตั้งเมืองใหม่ที่นี่เมื่อประมาณ พ.ศ. 1985 แถวที่ผมบอกว่าได้ยินเสียงคนคุยเดินมาเดินไป เขาไปขุดเจอของเก่าเยอะเลย เป็นพวกไห จาน ชาม”
เรื่องเล่าเพิ่มมากขึ้นพร้อม ๆ กับไม้ฟืนที่ใส่ลงไปในกองไฟ จากตำนานคนโบราณสู่เรื่องราวของสัตว์ป่า พ่อหลวงเล่าถึงรอยเท้าเสือที่แกเคยเห็นกับตาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และฝูงช้างป่าแถวม่อนจองที่น่าจะสืบเชื้อสายมาจากช้างของเจ้าเมืองในสมัยนั้น
“นอกจากการที่ชุมชนช่วยกันดูแลแล้ว เราก็ใช้จิตวิญญาณและความเชื่อดูแลด้วย อย่างเวลาเจอไฟป่า เราก็สาปแช่งคนที่เผา สำหรับปกาเกอะญอ การสาปแช่งคือสุด ๆ แล้วครับ เราสาปแช่งลงไปในผืนน้ำ ผืนดิน ในต้นไม้ เป็นพิธีกรรมของคนเฒ่าคนแก่ เขาถวายของแด่ผีป่าผีน้ำที่เป็นเจ้าของดูแลสิ่งนั้น ๆ”
นี่ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่คือกุศโลบายในการรักษาป่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
“มีอยู่ปีหนึ่งที่แล้งสุด ๆ หมู่บ้านอื่นไม่มีน้ำกินเลย เขาต้องมาตักที่บ้านห้วยไม้หก ขนรถกระบะมาตัก แสดงให้เห็นว่าป่าไม้ธรรมชาติไม่ได้ช่วยแค่หมู่บ้านเรานะ มันช่วยทั้งตำบลเลย
“บรรพบุรุษเราถ่ายทอดบอกเล่ามาแต่ไหนแต่ไร
“ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีชีวิต”
ทางแยก


เช้าวันที่ 2 พี่งบกางแผนที่ออกมาเพื่อหารือเรื่องแผนการเดินทางและหาจุดตั้งแคมป์สำหรับคืนสุดท้าย
เส้นทางของเมื่อวานจนมาถึงจุดแคมป์แรกเป็นเส้นทางที่พวกพ่อหลวงและเจ้าหน้าที่ขึ้นมากันบ่อย ๆ อยู่แล้ว แต่ทางของวันนี้ที่เรากำลังจะไปเป็นการเปิดเส้นทางที่ปกติไม่ค่อยมีใครไปเดิน นอกจากเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน


แผนเดิมคือเดินต่อเลาะไปตามสันเขาที่ชื่อว่าสันม้าวิ่ง เป็นแนวสันเขาที่ขนานไปกับดอยม่อนจอง เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วไปพักแคมป์ 2 ที่ ‘กิ่วกว้าง’ ซึ่งเป็นที่โล่งบนสันเขา หันไปด้านหลังจะเห็นม่อนจองเป็นผาหินเต็มหลัง มองไปด้านหน้าจะเห็นวิวแนวเขาสุดลูกหูลูกตาจากซ้ายจรดขวา แถมเป็นทิศที่พระอาทิตย์ตกตรงหน้าพอดี ถ้าได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกเย็นนี้ ต้องได้รูปโปรไฟล์ใหม่แน่นอน

แต่พ่อหลวงเสนออีกทางเลือก
“มีอีกจุดหนึ่งครับ” พ่อหลวงชี้ลงไปบนแผนที่ “ใกล้แหล่งน้ำกว่า และเป็นจุดที่ผมอยากนำเสนอ”
ผมดูจากเส้นความชันและพิกัด ตรงนั้นน่าจะเป็นตีนดอยหน้าผาตรงจุดชมวิวผาหัวสิงห์ของม่อนจอง พ่อหลวงมีท่าทีไม่มั่นใจ เสนอให้เราวางเป้แล้วลองไปสำรวจดูก่อน ถ้าไม่โอเคก็ค่อยเดินกลับมาเอาเป้แล้วไปนอนที่กิ่วกว้าง ดูแล้วแกคงไม่มั่นใจว่าที่ที่เลือกให้จะดีสู้วิวพระอาทิตย์บนกิ่วกว้างได้หรือเปล่า
พี่งบมองดูบนแผนที่แล้วพูดขึ้นมา
“ผมเชื่อใจพ่อหลวงครับ”
เป็นอันว่าเราจะลงไปสำรวจจุดกางเต็นท์ที่พ่อหลวงเสนอกันก่อน
กำแพง
เราแบ่งทีมสำรวจกลุ่มเล็ก ทิ้งสัมภาระไว้ แล้วเริ่มบุกเบิกเส้นทางใหม่ลงไปตามที่พ่อหลวงบอก ทันทีที่ก้าวพ้นแนวสันม้าวิ่ง สภาพทางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ทางเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูแล้วน่าจะไม่เคยมีคนมาใช้เส้นทางนี้ พี่คนนำทางต้องคอยใช้มีดถางเบิกทางกอหนามที่ขึ้นเต็มพื้นที่ เราเดินกันอย่างระมัดระวัง เพราะต้นหนามขึ้นเยอะกว่าที่จะเคลียร์ทางให้เดินได้อย่างสบายใจ หนามเกี่ยวเอาเสื้อและกางเกงผมเป็นระยะ ๆ เหมือนจะรั้งไว้ถามว่า “แน่ใจเหรอว่าจะไปทางนี้ ไม่งั้นขากลับต้องเดินขึ้นดอยอีกนาา”
แต่พอผมเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผาหัวสิงห์โผล่หัวรออยู่ตรงหน้าแล้ว ใครจะถอย
ในที่สุดผมก็พ้นดงหนามออกมาถึงลานกว้างใต้หุบเขา

“เชี่ย อย่างกับ Yosemite นี่อยู่ต่างประเทศปะเนี่ย” ผมอุทานในใจ ถึงผมจะไม่เคยไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Yosemite ที่สหรัฐอเมริกาจริง ๆ ก็เถอะ
ภาพตรงหน้าคือผาหัวสิงห์ของดอยม่อนจองที่โด่งดัง แต่ไม่ใช่มุมมหาชนที่เห็นกันจนชินตา


นี่คือมุมมองจากด้านข้างที่ไม่เคยมีใครได้มาเห็น ผาหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทอดตัวเป็นแนวยาวเหมือนกำแพงใน Attack on Titan ที่น่าจะมีไททันมหึมาซ่อนตัวอยู่สักร้อยตัว
ทุกคนได้แต่ยืนมองผาหินตรงหน้าด้วยความประทับใจ กับภาพตรงหน้าที่แตกต่างจากวิวของเส้นทางเดินป่าทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะเป็นการมองจากบนยอดเขา ดูทะเลหมอก และแนวภูเขาสลับทับซ้อนกันไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้คือวิวที่เราต้องแหงนหน้ามองด้วยความเคารพต่อความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
พ่อหลวงหันมารอคำตอบจากพวกเราด้วยท่าทีไม่มั่นใจ แกคงลุ้นอยู่ว่าพวกเราจะชอบไหม
“ต้องที่นี่เลยครับ นี่มันสุดยอดมาก” พี่งบพูดขึ้นทำลายความเงียบ
พวกผมรีบประสานเสียงตอบพร้อมกับพี่งบ พ่อหลวงผุดยิ้มกว้างในทันที รอยยิ้มของพ่อหลวงแม็คกว้างจนดันแก้มขึ้นไปชนกรอบแว่นสายตา มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่คุณพ่อมองลูกชายตอนรับปริญญา
รอยยิ้มของความภาคภูมิใจของเจ้าบ้านที่ได้อวด ‘ของดีที่สุด’ ให้แขกดู

เสียดาย
หลังจากทีมสำรวจกลับมารวมตัวกันครบ เราก็จัดการกางเต็นท์เพื่อจับจองที่นั่งชม Light Maping ของแสงอาทิตย์ยามเย็นที่เปลี่ยนกำแพงหินสีเทาทะมึนให้กลายเป็นสีส้มหลายโทนตามช่วงเวลา
พวกเรานั่งมองผาหัวสิงห์ที่ค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนกินจนเหลือเพียงเงาตะคุ่ม ตัดกับท้องฟ้าที่เริ่มมีดาวระยิบระยับ
ในขณะที่ทุกคนเตรียมมุดเข้าเต็นท์เพื่อหลบหนาว พี่งบกลับทำในสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง แกกางถุงนอนออกมาปูราบไปกับพื้นดินข้างกองไฟดื้อ ๆ แบบนั้น

“พี่งบไม่หนาวเหรอครับ” ผมถาม
“วิวสวยจนน่าเสียดายถ้าต้องเข้าไปอยู่ในเต็นท์” แกตอบสั้น ๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ยอดผา

“ขยะที่เกิดจากการท่องเที่ยวม่อนจองเยอะมาก” พ่อหลวงแม็คเริ่มเปิดประเด็นในค่ำคืนรอบกองไฟที่ส่องสว่างกลางหมู่ดาวบนฟ้าโล่ง “มันเป็นป่าต้นน้ำของบ้านผม แต่ผมต้องเอาชาวบ้านขึ้นไปเก็บขยะออกมาให้หมด บางทีเจอคนเอาขยะใส่ถุงแล้วหาก้อนหินถ่วง โยนลงไปในหุบเขา ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น
“ปัญหาอย่างหนึ่งคือพอมีลูกหาบ นักท่องเที่ยวก็ขนของที่ไม่จำเป็นขึ้นมาเยอะ” พี่งบเสริม “ลังโฟม อาหารแช่เย็น แล้วมันก็เกิดขยะ ถ้าต้องแบกเองทั้งหมดเหมือนที่เราแบกกันมา จะแบกอะไรไม่ได้มาก กินแล้วก็เบาลง เอากลับไปได้
“หลายคนคิดว่าเราจะเปิดท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ผมบอกเลยว่าไม่ใช่” พ่อหลวงพูดต่อ “เราจะเปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ไม่มีลูกหาบ ไม่มีร้านขายของ ไม่มีห้องน้ำ สำหรับคนที่อยากมาเห็นธรรมชาติจริง ๆ”
การจัดการที่พ่อหลวงวางไว้ชัดเจน คือรับนักท่องเที่ยวแค่วันละ 1 กลุ่ม ต้องแบกของเอง ต้องเอาขยะกลับทุกชิ้น และที่สำคัญคือปิดป่า 9 เดือนให้สัตว์ป่าฟื้นตัว เปิดรับคนแค่ 3 เดือนในช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคม นอกจากนั้นจะคืนพื้นที่ให้เจ้าของที่แท้จริง
การเปิดเส้นทางสักเส้นมีความเสี่ยงเสมอ เสี่ยงที่ธรรมชาติจะถูกทำลาย เสี่ยงที่ความเงียบสงบจะหายไป แต่ถ้าไม่เปิด ชุมชนที่ดูแลป่ามาตลอดก็ไม่มีทางได้รับอะไรกลับมา คนนอกก็ไม่ได้มาสัมผัสธรรมชาติเพื่อที่จะเข้าใจและรัก
“ตอนแรกผมก็เกร็ง ๆ ตอนที่รู้ว่าจะต้องพาพวกคุณคนเมืองขึ้นมาบนดอย” พ่อหลวงยอมรับ “ผมยังคุยกับทีมอยู่เลยว่า มีสัมภาระที่ต้องช่วยแบกไหม แต่พอขึ้นมาจริง พวกผมไม่ต้องแบกอะไรให้สักอย่าง”
แกหยุดนิดหนึ่ง เหมือนถามตัวเองมากกว่าถามเรา
“มันมีด้วยเหรอครับ นักท่องเที่ยวแบบนี้”
เสียงเก้งร้องดังแว่วขึ้นมาจากในป่า อากาศเย็นชื้นจนเสื้อคลุมมีไอน้ำเกาะเป็นละออง ผมมองกลับไปที่ผาหัวสิงห์ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงเงาดำตัดกับดาว
เสียดาย… ถ้าจะไม่มีใครได้เห็นวิวแบบนี้
แต่ก็เสียดาย… ถ้ามันจะถูกทำลายด้วยฝีมือคนที่ได้มาเห็น

คน


เช้าวันสุดท้าย เราเดินย้อนกลับขึ้นมาที่สันม้าวิ่งเพื่อมุ่งหน้าสู่กิ่วกว้าง จุดเริ่มต้นของมหกรรมขาลงยาว 5 กิโลเมตร
ใครที่บอกว่าเดินลงง่ายกว่าเดินขึ้น ผมขอเถียงขาดใจ
ผมยืนมองทางจากกิ่วกว้างที่ตอนนี้ยังคงมีทะเลหมอกบาง ๆ มองออกไปเห็นความชันและเส้นทางแล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกระโดดหน้าผามากกว่าเดินลง


ระหว่างทาง ผมถามพี่งบว่า การสำรวจเพื่อเปิดเส้นทางเดินป่าสักเส้น มีเรื่องไหนที่สำคัญที่สุด เส้นทาง แหล่งน้ำ หรือการจัดการ
“คนครับ” พี่งบตอบสั้น ๆ
แกหมายถึงชุมชนที่เข้มแข็ง ต้องมีความคิดแบบเดียวกัน และรักในผืนป่าของตัวเอง เพราะเส้นทางจะเปิดได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าชุมชนเขาพร้อมแค่ไหน
ผมคิดต่อว่า คนที่ว่านั้น รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาด้วย
นักท่องเที่ยวแบบที่พ่อหลวงเคยถาม
“มันมีด้วยเหรอครับ นักท่องเที่ยวแบบนี้”

ข้อมูลเส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจ
ที่ตั้ง : บ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ความสูง : 700 – 1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ระยะทาง : 12 กิโลเมตร (ไป-กลับ)
ระยะเวลา : 3 วัน 2 คืน
ช่วงเปิด : พฤศจิกายน-มกราคม (3 เดือน)
กำหนดการเปิด : พฤศจิกายน พ.ศ. 2569
Facebook : บ้านห้วยไม้หกเลเจทะ
FAQ
ตั้งอยู่ในบ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
มีแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกเดือนพฤศิกายน พ.ศ. 2569
ระดับกลาง ต้องไต่ระดับ 1,000 เมตร ในระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่มีลูกหาบ ต้องแบกของเอง
เป็นเส้นทางใหม่ที่เห็นผาหัวสิงห์จากด้านข้าง มุมที่ไม่เคยมีนักท่องเที่ยวได้เห็น
มีสัญญาณบางเครือข่ายเฉพาะบริเวณสันเขาเปิดโล่ง ส่วนในหุบเขาและจุดแคมป์สองไม่มีสัญญาณ
ไม่มี เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 100% ไม่มีห้องน้ำ (ต้องขุดหลุมกลบ) ไม่มีร้านค้า และต้องนำขยะกลับลงมาทุกชิ้น
รอประกาศอย่างเป็นทางการจากเพจ บ้านห้วยไม้หกเลเจทะ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ






