เดินป่าต้องเรียนด้วยเหรอ?
หลายคนคงสงสัยตอนที่ได้ยินชื่อโครงการ ‘โรงเรียนนักเดินป่า’ คงไม่จำเป็นถ้าคิดว่าการเดินป่าเป็นการท่องเที่ยวที่แค่เดินไปให้ถึงจุดชมวิวแล้วถ่ายรูปกลับมา แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากเห็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเคารพธรรมชาติ โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดีนั้นสร้างได้
หลายปีมานี้กระแสการท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่มีการแนะนำหรือการสอนอย่างจริงจังในการปฏิบัติ ให้เป็นนักเดินป่าที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดี และลดปัญหาดราม่าในชุมชนนักเดินป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ซึ่งมักจะนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การตำหนิกันไปมาในโลกออนไลน์ ที่บั่นทอนบรรยากาศการท่องเที่ยว
ภาพการเดินป่าที่เราอาจจะไม่ต้องมีป้ายห้ามทิ้งขยะแผ่นใหญ่ ไม่ต้องคอยห้ามคนส่งเสียงดังรบกวนนักเดินป่าคนอื่น ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่เดินคุมในเส้นทางง่าย ๆ เหมือนในต่างประเทศที่คนเดินป่ากันได้เองโดยช่วยกันรักษาธรรมชาติไว้ ใหญ่-ธำรงรัตน์ ธนภัคพลชัย ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ในขณะนั้น) เล่าภาพฝันที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนนักเดินป่าให้ผมฟัง


ภู 1700 คือเส้นทางที่พบเจอจากการสำรวจพื้นที่ว่าเหมาะสำหรับหลักสูตร ด้วยระยะทางและระดับความยากที่ไม่มากจนเกินไป อีกทั้งยังมีวิวสวยงาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักเดินป่ามือใหม่ที่จะมาหัดเดินป่า เรียนรู้วัฒนธรรมการเดินป่าที่ถูกต้อง ก่อนจะกลับไปส่งต่อสู่นักเดินป่าอื่น ๆ
ด้วยการสนับสนุนของ ตี๋-ฉัตรชัย โยธาวุธ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ในขณะนั้น) เป้-ชิดชนก สุขมงคล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (ในขณะนั้น) และ งบ-ธัชรวี หาริกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Thailand Outdoor ซึ่งมองเห็นภาพอนาคตของการท่องเที่ยวอุทยานแบบยั่งยืน โรงเรียนนักเดินป่าแห่งแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้น
สมัครเรียน
ก่อนจะลงภาคสนามก็ต้องผ่านภาคทฤษฎีให้ได้ก่อน ใครที่อยากสมัครเข้าโรงเรียนนักเดินป่าต้องทำแบบฝึกหัดผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บ nationalparkoutdoor-edu.com เป็นอย่างแรก เมื่อจบหลักสูตรถึงจะได้ใบ Certificate เพื่อยื่นสมัครไปเป็นนักเรียนนักเดินป่าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานไม่กี่บาท โดยตอนนี้นอกจากอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแล้ว โครงการนี้ได้ขยายไปไปยังอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง สามารถไปติดตามแต่ละโรงเรียนได้ที่เพจโรงเรียนนักเดินป่า Outdoor Education ส่วนโรงเรียนวิทยาเขตแรกอย่างอุทยานแห่งชาติดอยภูคาที่หายไปนาน กำลังเปิดรับนักเรียนรุ่นที่ 13 ใน วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นี้! ถ้าผ่านด่านการสมัครจนได้เป็นหนึ่งใน 20 คนของรุ่น ก็เตรียมร่างกาย จิตใจ และจัดกระเป๋าให้พร้อม ก่อนจะไปลงสนาม หลักสูตร 2 วัน 1 คืน ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 10 – 11 มกราคม 2569


เริ่มเรียน
สายฝนตกลงลงมาต้อนรับทันทีที่ผมมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เราเริ่มต้นบทเรียนแรกด้วยการทบทวนหลักสูตรอีกครั้ง เพื่อทำความรู้จักพื้นที่และจุดประสงค์ของโครงการ และที่สำคัญที่สุด คือการรู้จักหลักการ ‘Leave No Trace’ (LNT) หรือ ‘การท่องเที่ยวอย่างไร้ร่องรอย’ ซึ่งเป็น ‘หัวใจ’ ของโรงเรียนนักเดินป่าแห่งนี้ ผู้ช่วยใหญ่ย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่ ‘กฎ’ แต่คือ ‘จิตสำนึก’ ที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวเดินป่ายั่งยืน ด้วยวิธี 7 ข้อ นี้
- วางแผนและเตรียมตัวให้พร้อม (Plan Ahead and Prepare) การศึกษาข้อมูลเส้นทาง สภาพอากาศ กฎระเบียบ และเตรียมอุปกรณ์ อาหาร ให้พร้อมและเพียงพอ จะช่วยให้เราเดินทางได้อย่างปลอดภัย และลดการสร้างผลกระทบที่ไม่จำเป็นต่อผืนป่า
- เดินและตั้งแคมป์บนพื้นที่ที่กำหนด (Travel and Camp on Durable Surfaces) เลือกใช้เส้นทางเดินที่มีอยู่แล้ว และตั้งแคมป์ในจุดที่กำหนดหรือบนพื้นที่โล่ง เช่น ดินทราย หรือหิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำทำลายพืชพรรณที่เปราะบาง และป้องกันการขยายพื้นที่ของทางเดิน
- จัดการขยะให้ถูกต้อง (Dispose of Waste Properly) หลักการง่ายๆ คือ (Pack it in, Pack it out!) ทุกสิ่งที่เรานำเข้าไป รวมถึงขยะอินทรีย์อย่างเศษอาหาร เปลือกผลไม้ หรือกระดาษชำระ ต้องถูกเก็บใส่ถุงและนำกลับออกมาทั้งหมด ห้ามทิ้ง ฝังกลบ หรือเผาในป่าเด็ดขาด
- ไม่นำสิ่งที่พบเห็นกลับออกมา (Leave What You Find) ปล่อยให้ก้อนหิน ดอกไม้ กิ่งไม้ และวัตถุตามธรรมชาติทุกชนิดอยู่ในที่ของมัน “เก็บกลับมาเพียงภาพถ่าย ทิ้งไว้เพียงรอยเท้า” เพื่อให้นักเดินทางคนต่อไปได้ชื่นชมความงามนั้นเหมือนที่เราเห็น
- จัดการเรื่องไฟอย่างระมัดระวัง (Minimize Campfire Impacts) การใช้เตาแก๊สพกพาสำหรับปรุงอาหารเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากจำเป็นต้องก่อไฟ ให้ใช้จุดก่อไฟเดิมที่มีอยู่ ใช้วัสดุเชื้อเพลิงที่ร่วงหล่นตามพื้น (ไม่ตัดกิ่งไม้สด) ดูแลไฟอย่างใกล้ชิด และต้องดับให้สนิท 100% จนมั่นใจว่าเย็นสนิทก่อนออกจากพื้นที่
- เคารพสัตว์ป่า (Respect Wildlife) สังเกตสัตว์ป่าจากระยะไกล ไม่เข้าใกล้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และที่สำคัญคือ ห้ามให้อาหารสัตว์ป่า เพราะจะกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมการหาอาหารตามธรรมชาติของพวกมัน
- เคารพนักเดินทางคนอื่น (Be Considerate of Other Visitors) แบ่งปันเส้นทางและพื้นที่ใช้สอย รักษาระดับเสียงให้เป็นไปตามธรรมชาติ พักผ่อนในจุดที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ความสงบของธรรมชาติอย่างเท่าเทียมกัน
หลักจากเข้าใจ ‘ปรัชญา’ ร่วมกันแล้ว เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ผมขอเรียกว่าคุณครู จะพาไปแนะนำเกี่ยวกับสัมภาระที่ควรเอาไป ไม่ควรเอาไป และการจัดของทั้งหมดลงกระเป๋าให้ถูกต้อง ผมเช็กกระเป๋าและลองตรวจสอบน้ำหนักว่าพอเหมาะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะน้ำหนักทุกอย่างผมจะต้องเป็นคนแบกไปด้วยตัวเอง เมื่อมั่นใจดีแล้วก็โยนมันขึ้นท้ายรถ เพื่อออกเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นที่จุดชมวิว 1715




ตลอดเส้นทางการเดินป่าสู่ยอดภูพันเจ็ด ที่นี่ไม่มีกระดานดำ มีแต่ป่าจริงตรงหน้า คุณครูจะหยุดให้เรา ‘อ่าน’ ธรรมชาติเป็นระยะ นี่คือห้องเรียนที่แท้จริง เราได้เรียนรู้ทั้งความเป็นมาของพื้นที่, ความสำคัญของผืนป่า, และตระหนักถึงผลกระทบจากทุกย่างก้าวที่เราเหยียบลงไป


เศษพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่เราทิ้งลงบนพื้นโดยไม่คาดคิด อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในผืนป่าแสนกว้างใหญ่ แต่เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้อาจจะตกลงมาบนพลาสติกแผ่นนั้น และกั้นขวางมันกับผืนดินจนไม่ได้งอกเงย แล้วถ้าไม่ใช่แค่ตัวเราแต่สิ่งแปลกปลอมนี้มาจากทุกคนที่เดินเข้ามา มันจะส่งผลกระทบขนาดไหน นี่เป็นแค่เรื่องหนึ่งในหลายเรื่อง ๆ ที่ถ้าเราอยากรักษาความสวยงามของธรรมชาติไว้ ก็ต้องร่วมมือกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไม LNT ข้อ 3 (จัดการขยะให้ถูกต้อง) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาด แต่คือการปกป้อง ‘อนาคต’ ของผืนป่าโดยตรง




นอกจากนี้ คุณครูยังสอนความรู้พื้นฐานสำหรับใช้ดำรงชีพในป่า อย่างการเลือกพื้นที่กางเต็นท์ให้ปลอดภัย หรือการขุดหลุมขับถ่ายโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในป่า หลายเรื่องเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนเดินป่าหลายคนอาจจะบอกว่า “ใคร ๆ ก็รู้” ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดว่า ‘รู้แล้ว’
ผมเคยคิดว่าแค่ขุดหลุมขับถ่ายและฝังให้มิดชิดก็พอ เช็ดก้นก็ใช้ทิชชู่เปียกเพราะสะดวกและเคยชินสำหรับคนติดล้างน้ำแบบผม รวมถึงควรทำเครื่องหมายไว้บนหลุมให้คนอื่นรู้ แต่ผมเข้าใจผิดถนัด คุณครูอธิบายว่า ทิชชู่เปียกไม่ย่อยสลาย และการที่เราทิ้ง “เครื่องหมาย” ใดๆ ไว้ (แม้จะเป็นทิชชู่ธรรมดา) คือการทำลายทัศนียภาพดั้งเดิมของป่า ลองนึกภาพนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนทิ้ง “เครื่องหมาย” ของตัวเองไว้ มันจะกลายเป็น “ขยะสายตา” ที่รบกวนบรรยากาศของป่า
การได้มาทบทวนวิชาเหล่านี้พร้อมฟังเทคนิคที่คิดไม่ถึงกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าผู้ชำนาญ ทำให้เราได้ตระหนักถึงเรื่องพื้นฐาน ที่หลายคนปล่อยปละละเลยมันไป
(หลังจากทริปนี้ผมเลยได้อุปกรณ์คู่กายเดินป่าใหม่เป็นเจ้ากระบอกฉีดก้นแบบพกพา ขนาดที่ว่าจะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่ลืมสิ่งนี้คือล้มทริปเดินป่าได้เลยทีเดียว)



พอถึงจุดกางเต็นท์ ทุกคนก็แยกย้ายไปเลือกพื้นที่ตั้งแคมป์ของตัวเองด้วยเทคนิคที่ได้เรียนมา ผมยืนมองเต็นท์ของตัวเองที่เพิ่งกางเสร็จด้วยความภูมิใจ มั่นใจมากว่าต้องชนะสายฝนที่ตามเรามาตั้งแต่ที่ทำการอุทยาน และน่าจะอยู่ด้วยกันทั้งคืนไปจนจบหลักสูตรพรุ่งนี้ได้แน่

ยังพอมีเวลาก่อนถึงเวลาอาหาร ผมยังพอมีเรี่ยวแรงเหลือให้เดินขึ้นจุดชมวิวที่อยู่ไม่ไกลจากจุดกางเต็นท์ ทันทีที่ผมก้าวข้ามบันไดขั้นสุดท้าย พร้อมประคองลมหายใจไม่ให้หอบจนเกินไป วิวภูเขาแบบพาโนรามาที่งดงามอยู่ตรงหน้าผมแล้ว เพียงแต่มันอยู่หลังม่านหมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่ ผมถอนหายใจ


ถึงจะเสียดายนิด ๆ แต่ก็เป็นปกติของการเดินป่า วิวสีขาวนี้เป็นวิวของช่วงเวลานี้ กลับมาครั้งหน้าผมอาจจะได้เห็นวิวอีกแบบ แต่นั่นก็เป็นวิวของช่วงเวลานั้น ขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับลงไป สายลมก็พัดเปิดให้เราได้เห็นวิวทิวทัศน์ครู่หนึ่งราวกับเป็นรางวัลปลอบใจ ก่อนจะกลับไปหลบหลังม่านสีขาวอีกครั้ง ผมหยุดนิ่งเพื่อซึมซับช่วงเวลาแสนสั้นนี้ วิวของภู 1700 ที่สวยไม่แพ้เส้นทางเดินป่ายาก ๆ ที่ผมเคยไปมา ม่านหมอกที่ปิดบังวิวไว้ และสายลมที่พัดเปิดให้เห็นเพียงครู่เดียวนี้เอง ก็เป็นเหมือน ‘บทเรียน’ ที่ธรรมชาติสอนเราเรื่อง ‘การรอคอย’ และ ‘การยอมรับ’ ว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ และถ้าไม่ใช่นักเรียนนักเดินป่าก็ไม่มีสิทธิ์ได้มาสัมผัส


สำหรับมื้อค่ำ นักเรียนทุกคนจะนำอาหารที่เตรียมมา รวมกันในพื้นที่กองกลางสำหรับทำอาหาร ช่วยกันคนละไม้คนละมือรังสรรค์เมนูมาแบ่งปันกัน แต่เมนูที่ทำให้ทุกคนฮือฮาที่สุด ต้องยกให้เมนูจากฝีมือของเจ้าหน้าที่
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือเมนูอะไร หรือทำจากวัตถุดิบไหน แต่มันถูกจัดเสิร์ฟมาอย่างประณีตบน “ภาชนะ” ธรรมชาติอย่างกระบอกไม้ไผ่และใบไม้ มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกิน อาหารป่าชั้นสูงที่หรูหราและใส่ใจ จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือมื้ออาหารกลางป่าเลยทีเดียว


ชั่วโมงเรียนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ เราได้วิทยากรพิเศษ บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานสายอนุรักษ์ นักเขียนและช่างภาพ ผู้ทำงานกับสัตว์ป่ามากว่า 30 ปี หม่อมเชน-ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ มาแบ่งปันประสบการณ์และทัศนคติที่มีต่อสัตว์ป่า ผ่านการนั่งพูดคุยอย่างใกล้ชิดใต้เสียงฝนที่กระหน่ำลงมาทั้งคืน


ตลอดการพูดคุย พี่เชนย้ำเรื่อง ความเคารพ’ อยู่เสมอ ตั้งแต่ที่เราก้าวเท้าเข้ามาในป่า เราก็เป็นเหมือนแขกที่เข้ามาในบ้าน จึงต้องเคารพเจ้าบ้าน เคารพต่อป่าและสัตว์ป่า
พี่เชนเล่าถึงเหตุการณ์สมัยหนุ่มที่เขาไปถ่ายเสือ ด้วยความมั่นใจ (หรืออาจจะ ‘หยิ่งผยอง’ ในฝีมือ) เขาจึง “ล้ำเส้น” เข้าไปในอาณาเขตของมัน ใกล้เกินกว่าที่เจ้าป่าจะอนุญาต “เสือจู่โจมผม” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “โชคดีที่มันตบเข้าที่กล้อง ไม่ใช่ที่หน้า” เสือตัวนั้นโจมตีเพียงครั้งเดียวแล้วก็จากไป…
“มันไม่ได้ตั้งใจจะฆ่า” พี่เชนสรุป “มันแค่เตือน…เตือนว่าเราเป็นใคร และที่นี่คือบ้านของใคร”
“เราไม่ได้เข้าป่ามาเพื่อเอาชนะธรรมชาติ”
มนุษย์จะเอาชนะธรรมชาติไปทำไม นั่นสิ เราสู้กับอะไรกัน ผมนอนคิดอยู่ในเต็นท์ที่ผมเคยมั่นใจว่าจะ ‘เอาชนะ’ สายฝนในคืนนี้ได้ ความคิดนั้นช่างดูเย่อหยิ่งเหลือเกิน



รุ่งเช้าผมลุกออกมาจากเต็นท์ หลังจากแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ผมนอนแช่อยู่บนพื้นที่น้ำค่อยๆ ซึมขึ้นมาจากดิน ขณะที่ด้านบนน้ำฝนก็หยดลงมาไม่ขาดสาย ไม่มีพื้นที่ในเต็นท์แม้แต่ตารางนิ้วเดียวที่ไม่เปียก
ผมยืนมองเต็นท์ที่พังยับเยินของตัวเอง แล้วมองดูสภาพ “เละเทะ” ของตัวเองที่เปียกปอนไม่ต่างกัน… ถ้าผมเคยบอกว่ามาสู้ ใครเห็นสภาพผมตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าผม “แพ้ยับเยิน”
ความพ่ายแพ้ต่อสายฝนในคืนนั้น คือบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดของโรงเรียนแห่งนี้
หลังจากเก็บกู้สัมภาระตัวเองและทานอาหารเช้าจนเสร็จ เราทบทวนหลักสูตรในห้องเรียนภาคสนามเป็นครั้งสุดท้าย
เดินป่าต้องเรียนด้วยเหรอ? ผมได้คำตอบของคำถามที่ถามไว้เมื่อตอนแรก
มันไม่ใช่การไปเรียนวิชาใหม่ที่ซับซ้อน หรือเทคนิคเดินป่าขั้นเทพอะไร แต่คือการเรียนรู้ที่จะถ่อมตน
โรงเรียนนักเดินป่าคือการกลับมาทบทวน วิชาพื้นฐานที่เราหลายคนคิดว่ารู้แล้ว จนเผลอละเลยมันไป ที่นี่สอนให้เราตระหนักว่า ความรู้เหล่านั้นจะไร้ความหมาย หากปราศจากความเคารพ
มันคือการเรียนรู้ที่จะเป็นเพียง ‘แขก’ ที่มาเยือนบ้านของเขาอย่างอ่อนน้อมที่สุด
ก่อนหิ้วกระเป๋าขึ้นบ่าเพื่อเตรียมออกเดินทางลงจากเขา ผมหันหลังกลับมามองเขาอีกครั้ง…
“นักเรียนทำความเคารพ”

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
