บ่ายวันพุธ ฝนจาง ฟ้าเปิด เราก้าวจากทางออก 1 ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีบางซ่อน ลัดเลาะเลียบถนน 6 เลนใกล้ทางด่วน
ประมาณ 30 เมตรก็มาหยุดหน้าอาคาร 1 คูหา โครงร้านเป็นไม้ทาสีเขียว ไม่เข้มไปและไม่อ่อนเกิน พร้อมอักษรสีขาวบนประตูร้านว่า ‘หนังสือบางเล่ม รอเจ้าของที่ใช่มานานแล้ว’
อาคารนี้คือที่ตั้งของ ‘รักสยาม’ ร้านหนังสือเก่ามีชื่อในวงการของ โอ๋-ปนัท บุรงค์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2552 เริ่มจากขายแบกะดิน งานออกร้าน และเป็นเจ้าแรก ๆ ในยุคนั้นที่ขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง
หลังโลดแล่นแต่บนออนไลน์และเทศกาลออกร้านมากว่า 16 ปี ตอนนี้ปัจจัยทุกอย่างลงตัว แถมระยะหลังได้ โอลาฟ-ภูริภัทร์ อามีนเจริญ หลานน้าของโอ๋ที่กำลังเรียนโฆษณา มาผนึกกำลังช่วยโปรโมตร้านจนเริ่มแมสในคนรุ่นใหม่ ยิ่งเป็นแรงส่งสำคัญให้รักสยามได้ฤกษ์ลงหลักปักร้าน จนมีที่ทางประจำของตัวเองใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วงและแดง สถานีบางซ่อน เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เราอาศัยวาระนี้ ขอแวะมาแสดงความยินดีกับโอ๋ โอลาฟ และบรรดาพนักงานที่ร้านรักสยาม พร้อมขอเวลานั่งจับเข่าคุย ให้รู้ว่าทำไมร้านหนังสือเก่าอายุเท่าเด็กมัธยมปลายแห่งนี้ยังมีที่ทางให้ไปต่อ ในห้วงที่ธุรกิจหนังสือซบเซาลง

รักสยามแต่เก่าก่อน
ร้านรักสยามอายุ 16 ย่าง 17 ปี แต่จุดเริ่มต้นที่ส่งให้โอ๋อยากทำร้าน ต้องย้อนไปไกลกว่านั้นนานโขอยู่
สมัยวัยมัธยม โอ๋เผอิญเจอหนังสือเก่า ศรุตานุสรณ์ อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ เจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 ที่ห้องสมุดโรงเรียน โอ๋ประทับใจความงามของรูปประกอบหนังสือดังกล่าว เป็นแรงใจให้ค้นหาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่ม จนนำพาโอ๋ไปรู้จักร้านหนังสือเก่าเป็นครั้งแรก
“พอได้เห็นก็ทำให้เราเกิดความอยากรู้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นยังไง มีประวัติยังไง พออ่านไปก็เจอเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ทำให้สนใจ จนต้องไปค้นคว้าหนังสือเล่มอื่น ๆ มาศึกษาเพิ่มเติม และการจะดูหนังสือเพิ่มเติมในสมัยนั้นต้องไปที่ร้านหนังสือเก่า” เจ้าของร้านย้อนความหลัง
“ร้านแรกที่เข้าชื่อร้านป้าวิมล เป็นร้านหนังสือเก่าแบบที่เห็นนี่แหละ (หมายถึงเหมือนร้านรักสยาม) หนังสือเก่าเต็มตู้ เต็มชั้น เราไปนั่ง ไปดู ไปรื้อ เราติดใจเนื้อหาที่อ่านจากแหล่งอื่นไม่ได้ เลยเริ่มสะสมหนังสือเก่าตั้งแต่นั้นมา”


ความรักนี้ไม่ได้งอกงามจนออกผลให้เห็นทันที แต่สั่งสมอยู่ในใจเรื่อยมาจนเข้าวัยเลข 3 หนังสือเก่าในตู้มีทั้งเพิ่มเข้าและขายออกไป แต่ความรู้เรื่องวงการหนังสือเก่าก็ไม่ได้ลด ยังโตตามประสบการณ์ ถึงจุดหนึ่งโอ๋ตัดสินใจเปลี่ยนความชอบเป็นงานเสริม ตั้งธุรกิจร้านหนังสือเก่าของตัวเองเมื่อ พ.ศ. 2552 โดยอาศัยหนังสือในครอบครองเพียง 10 กว่าเล่มเป็นทุน ลองผิดลองถูกจนพัฒนาเป็นแบบที่เราเห็น
เพราะตั้งต้นจากหนังสือเล่าเรื่องประเทศในอดีต จึงเหมือนมีความผูกพันบางอย่างระหว่างความรักหนังสือเก่าของโอ๋ และอดีตที่น่าหลงใหลของไทย-สยามในหนังสือเหล่านั้น เมื่อต้องตั้งชื่อร้าน รักไทยก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โอ๋ชอบ แต่ตัดสินใจอยู่พักหนึ่งก็เลือกเปลี่ยนจากไทย เป็นสยาม เพราะสื่อความเดียวกัน แต่เป็นชื่อที่ไปกันได้กับความเก่าของสิ่งที่ขาย แถมยังคุ้นหูผู้ฟัง เข้าปากผู้พูดกว่าด้วย
“เอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมของเรามีมูลค่ามากอยู่แล้ว น่าเอามาเป็นจุดขาย แต่คำว่ารักไทยก็จะตรงตัว ไม่เข้ากับความเป็นหนังสือเก่า เลยคิดว่า เอ้ย รักสยามดีกว่า” เจ้าของร้านหนังสืออธิบาย

ร้านเก่า เปิดใหม่
เหตุที่รักสยามไม่เคยมีหน้าร้าน เพราะโอ๋เองก็มีงานประจำ ธุรกิจหนังสือเก่าเป็นเหมือนอาชีพเสริมสำหรับอนาคตหลังเกษียณ และช่วงแรกยังไม่มีพนักงานมาช่วย ต้องลุยเองคนเดียวตลอดกระบวนการซื้อ-ขาย จนแล้วจนรอดรักสยามจึงยังปรากฏแต่บนออนไลน์เท่านั้น
จนระยะหลัง มีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าประจำประกอบกับโอ๋เองก็คิดถึงบรรยากาศร้านหนังสือเก่า ที่ปัจจุบันเลิกกิจการไปเกือบหมด จึงเริ่มมองหาที่ลงหลักปักร้าน แต่ก็ยังไม่จริงจังกับความคิดนี้นัก
“เราคิดถึงบรรยากาศร้านหนังสือแบบดั้งเดิม คิดถึงการที่เราไปเจอคนขาย มีความรู้พูดคุยกับเขา ขอความรู้จากเขา เดี๋ยวนี้แทบไม่เห็นแล้ว อีกอย่างหนึ่ง คือได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย เราไปเห็นว่าญี่ปุ่น ปารีส หรืออังกฤษ รัฐเขาส่งเสริมร้านหนังสือ ทั้งหนังสือเก่าและใหม่ แล้วทำไมบ้านเราไม่มีบ้างล่ะ”

ปลาย พ.ศ. 2568 โอ๋มาเจออาคาร 1 คูหา ติดถนนในชุมชนบางซ่อน ผู้เช่าเดิมเพิ่งย้ายออก บรรยายกาศสงบ ไม่วุ่นวาย และเจ้าของปรับปรุงสภาพด้านในไว้บ้างแล้ว จึงลองมาดูสถานที่จริงพร้อมเล่าเรื่องร้านรักสยามให้ตัวแทนขายฟัง
เหมือนมีสิ่งดลใจ ตัวแทนขายขณะนั้นคลับคล้ายว่าเจ้าของตึกก็ชอบซื้อหนังสือเก่า จึงสอบถามกลับไป ปรากฏว่าเจ้าของตึกเป็นลูกค้าประจำร้านรักสยาม เคยติดต่อซื้อ-ขายหนังสือกันร่วม 10 เล่ม ฝ่ายนั้นรู้ว่าผู้ขอเช่าเป็นใคร จึงเจรจากันง่าย แถมได้ลดค่าเช่าลงมาพอสมควร ด้วยเงื่อนไขที่ประจวบกันโอ๋จึงตัดสินใจเลือกอาคารนี้เป็นที่ตั้งร้าน
หลังตกลงสัญญา โอ๋ใช้เวลารีโนเวต ตกแต่งอยู่ราว 3 เดือน ใช้โทนสีเขียวเป็นหลัก เพราะเป็นมิตร สบายตา และเป็นโทนเดียวกับร้านหนังสือในดวงใจที่ปารีสของโอ๋ ส่วนเครื่องเรือนก็เลือกแบบย้อนยุคที่เข้ากับหนังสือในร้าน ทั้งโต๊ะ ตู้ไม้โบราณ เก้าอี้ทรงวินเทจ หาเองบ้าง ซื้อต่อจากลูกค้าประจำบ้าง แล้วเอามาจัดวางตำแหน่งที่ชอบ ทั้งหมดนี้โอ๋บอกว่าเป็นวิธี ‘สถาปนึก’ คือทำตามใจ ตามรสนิยมตนร่วมกับปรึกษาผู้รับเหมาที่เชื่อใจ
ถึงเครื่องเรือนไม่ได้เข้าชุดทั้งหมด แต่เรากลับเห็นว่าดูลงตัว ทั้งยังเข้ากับความเป็นร้านหนังสือเก่า ที่แต่ละเล่มไม่ได้พิมพ์พร้อมกัน แต่กลับมารวมในที่เดียว รอให้คนมาจับจองอยู่ไม่น้อย


หนังสือเก่า วิธีขายไม่เก่า
ไม่ใช่แค่ร้านใหม่ แต่วิธีขายก็ทันสมัยหรือต้องเรียกว่านำสมัยด้วยซ้ำ เพราะรักสยามขายหนังสือออนไลน์มาตั้งแต่ก่อตั้ง คิดดูว่าในปีนั้น (พ.ศ. 2552) เฟซบุ๊กเข้าไทยไม่ถึง 3 ปี อินสตาแกรมยังไม่เกิด ชาวเน็ตไทยยังสิงเว็บบอร์ด Hi5 และ MSN แต่ธุรกิจหนังสือเก่าแห่งหนึ่งกลับวางขายบนเว็บดังอย่าง ThaiSecondhand.com และ TARAD.com จนต่อมาถึงขั้นมีเว็บไซต์ตัวเอง
ในยุคที่มีหน้าร้านนี้ รักสยามก็ยังเท่าทันกระแสอยู่เหมือนเคย เมื่อแอปฯ ใหม่เข้ามา รักสยามก็ไปปรากฏตัวเสมอ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ อาศัยวิธีนำเนื้อหาจากหนังสือที่น่าสนใจมาเล่าลงโซเชียล ยอดดีบ้างน้อยบ้าง แต่ก็มีผู้สนใจติดตามเพิ่มขึ้นตลอด จนถึงหลักหลายหมื่นคนในทุกช่องทาง
จนเมื่อเมษายน พ.ศ. 2568 โอ๋ไปชักชวน โอลาฟ ภูริภัทร์ หลานน้าของโอ๋ที่กำลังเรียนโฆษณา ชั้นปีที่ 3 มาช่วยคุมหลังบ้าน ทำคอนเทนต์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทั้งคลิปสั้นและโพสต์ให้ไวรัล เพื่อเปิดตลาดใหม่

โอลาฟเล่าว่า เขายังยึดวิธีการของร้าน คือโพสต์เนื้อหาให้ความรู้จากหนังสือเป็นหลัก แต่พยายามสรุปให้เข้าใจง่าย ผสมกับสื่อใหม่อย่างมีมหรือประโยคทันกระแส ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะคอนเทนต์เรื่องผีในรั้ววังหรือผีโบราณที่มีคนสนใจเป็นพิเศษ วิธีนี้ทำให้โอลาฟเหมือนเป็นตัวเชื่อมยุคสมัย ระหว่างความเก่าของหนังสือที่ขายกับผู้อ่านที่มีหลายช่วงวัย (รวมถึงตัวเขาเอง) ให้ประสานเข้าด้วยกันได้ดีขึ้นโดยอาศัยสื่อออนไลน์เป็นตัวกลาง
“หนึ่งในเรื่องที่ประทับใจเราจากหนังสือเก่า คือคดีอำแดงเหมือนกับนายริด เป็นเรื่องคดีความสิทธิสมรสของสตรีสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ไม่ต้องการโดนคลุมถุงชน เรื่องนี้เคยทำเป็นละครซึ่งทีแรกผมไม่รู้จัก แต่หลังจากได้อ่านเรื่องนี้ ผมเพิ่งมารู้ว่าโปสเตอร์ที่ติดบนผนังบ้านตัวเองมาเป็นสิบปี มาจากละครเรื่องนี้ ทำให้รู้ว่าประวัติศาสตร์อยู่รอบตัวเราจริง ๆ”

แม้กระนั้นรักสยามก็ไม่ได้ละเลยวิธีขายแบบดั้งเดิม โอ๋และพนักงานร้านยังออกไปหา และรับซื้อหนังสือเก่าเอง ทั้งที่คนติดต่อขอขาย ขอมอบให้ รวมถึงจากเครือข่ายร้านหนังสือเก่าด้วยกัน นำมาจัดระบบวางขายทั้ง 2 ช่องทาง (หน้าร้าน-ออนไลน์) อยู่เช่นเดิม
เราแอบแวะถามโอ๋ว่าในบรรดาหนังสือหลายพันหลายหมื่นเล่มที่เปลี่ยนมือไปมาตลอด 10 กว่าปีในวงการ มีเล่มใดที่ติดใจโอ๋เป็นพิเศษไหม โอ๋คิดอยู่ชั่วครู่ แล้วเลือกมาเล่าให้ฟังด้วยกัน 4 เล่ม
1. เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ ๕ (อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ จุดเริ่มต้นให้โอ๋สนใจหนังสือเก่า)
2. พระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน
3. จุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ (หนังสือสาแหรกราชตระกูลที่สืบมาจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5)
4. ตาลปัตรพัดยศ
ทั้งหมดนี้มีเหตุให้ตรึงใจโอ๋ต่างกัน แต่จุดร่วมที่เราจับความได้ คือการเล่าเรื่องอดีตของประเทศ และชีวิตบุคคลสำคัญ ด้วยแว่นของความเป็นมนุษย์ที่น่าติดตาม เข้าถึงได้ ให้ทั้งความรู้และเพลิดเพลิน เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ก็สมชื่อ ‘รักสยาม’ ดีเหมือนกัน
นอกจากนั้น รักสยามยังแบ่งส่วนพื้นที่ร้านตามแนวคิดผสานเก่า-ใหม่อย่างที่เล่าไปก่อนหน้า คือพื้นที่ชั้นแรกมีแต่หนังสือที่จำหน่ายทางออนไลน์ จัดวางคละหมวดหมู่ อาศัยเลขระบุข้อมูลชุดเดียวกับบนเว็บไซต์ในการจัดตำแหน่ง ส่วนมากเป็นหนังสือเก่ามีราคา แต่ไม่ถึงกับหายาก เช่น วรรณกรรมร่วมสมัยพิมพ์แรก ๆ หรือหนังสือสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม ส่วนนี้ลูกค้าสั่งจองและชำระเงินให้ร้านจัดส่งได้
ส่วนชั้น 2 มีเฉพาะหนังสือที่ไม่มีในระบบออนไลน์ รวมถึงหนังสือหายากที่บางชุดมีเพียงแค่เล่มเดียว ทั้งวรรณกรรมเก่าของนักเขียนเอก บทวิจารณ์หนังสือ ตำราวิชาการ อนุสรณ์พิธีศพบุคคลสำคัญ สารานุกรมฉบับพิมพ์พิเศษ และอีกมากมายหลายประเภท ผู้สนใจต้องมาเดินชม มาค้น มาคุ้ยกองที่ร้านเอง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการหาหนังสือเก่ามือสองที่โอ๋ยังอยากรักษาไว้


ฝันไม่เคยเก่า
คุยกันนานสองนานจนดวงตะวันเปลี่ยนทิศ ส่องแดดทะลุช่องกระจกทั้งหน้าและข้างร้านมา ขับเน้นบรรยากาศร้านขายหนังสือเก่าแต่ทันสมัยนี้ให้ยิ่งอบอุ่น น่านั่ง น่าใช้เวลาว่างสักวันมาทอดกาย ผ่อนใจ เลือกซื้อหนังสือ คุ้ยกองนั้น เปิดชั้นนี้ ตามหาเล่มที่ชอบ
ก่อนลาจาก เรานึกเรื่องที่ติดใจขึ้นมาได้ คือทำไมโอ๋ถึงอาจหาญเปิดหน้าร้าน ในยุคที่ความนิยมอ่านหนังสือถอยลง ยิ่งเป็นหนังสือเก่าที่เฉพาะกลุ่มกว่ายิ่งแล้วใหญ่
คำตอบก็ตามประโยคที่ติดอยู่บนประตูร้าน ว่าหนังสือบางเล่มก็รอเจ้าของที่ใช่อยู่ โอ๋มองว่ารักสยามก็เป็นเหมือนตัวกลางที่ให้นักอ่านที่ใช่กับหนังสือที่ชอบได้มาพบกัน มีครั้งหนึ่งที่ลูกหลานของ เทียน เหลียวรักวงษ์ ผู้เขียนนวนิยาย ผู้พิชิตมัจจุราช มาขอให้รักสยามช่วยตามหานวนิยายที่ว่ามาสะสมไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งร้านก็ช่วยหาจนสำเร็จ เป็นเรื่องราวประทับใจถึงขั้นที่รักสยามโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ และโอ๋ยังหยิบมาเล่าซ้ำด้วยความสุขใจเสมอ เพื่อยืนยันว่าหน้าที่ตัวกลางระหว่างหนังสือกับนักอ่านนี้ ไม่เคยล้าสมัย
อนาคตของร้านหนังสือก็เช่นกัน โอ๋เชื่อว่า ‘ตราบใดที่คนยังอ่านหนังสืออยู่ หนังสือก็ไม่มีวันตาย’ รักสยามจะขอสู้ ยืนหยัดทำตามความเชื่อนี้ไปให้นานเท่าที่ไหว แม้สุดท้ายหน้าร้านจะไปต่อไม่ได้ ก็ยังพร้อมหาทางถอยกลับไปทำออนไลน์เหมือนเก่า
เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมนักอ่านกับหนังสือเก่า อย่างที่เป็นมาต่อไป




