ผมเดินฝ่าเปลวแดดกลางฤดูร้อนในเวลาบ่ายโมงจากถนนวิทยุ ผ่านประตูเหล็กและระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเข้าสู่ความร่มและเย็นใต้เรือนยอดของจามจุรี ทางเดินโค้งยาวพาผมมาหยุดที่อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสูง 2 ชั้น หลังคาจั่ว ซึ่งมีจุดเด่นเป็นหอคอยด้านหน้า สร้างขึ้นเมื่อปี 1911
อาคารหลังนี้หมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าของและการใช้งานมากมายในเวลากว่าร้อยปี เคยเป็นทั้งบ้านพักแพทย์ประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 5 เป็นที่ตั้งของสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสำนักงานของกองทัพญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก สุดท้าย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ก็ขายให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี 1949
ปัจจุบันเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ หรือ บ้านพักท่านทูต แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco Johannes van Wijngaarden)
(อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้ได้ที่นี่)

ผมมีนัดสัมภาษณ์ แร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในโอกาสที่เขากำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางสถานทูตฯ เพิ่งแถลงว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดิน 20 ไร่กลางเมืองผืนนี้ โดยสถานทูตและทำเนียบทูตจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569
ก่อนจะถึงประเด็นร้อนที่ระอุกว่าอากาศ เราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องขนมที่ทั้งอุ่นและอบอุ่น

รสชาติของบ้านเกิด
เราเริ่มเรื่องกันที่ Stroopwafel
ขนมแกล้มการสนทนาของเราคือแผ่นวาฟเฟิลบาง 2 ชิ้นประกบกัน ตรงกลางสอดไส้ไซรัปเหนียวหวานแบบดัตช์ ถ้ากินตอนเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ มันจะยังหนึบแน่นอยู่ แต่ถ้าอุ่นด้วยการวางบนถ้วยกาแฟร้อนหรือชา ความหวานนั้นจะคลายตัวออกมา นุ่มขึ้น ละมุนขึ้น และชวนให้เผลอกินอีกชิ้นโดยไม่รู้ตัว
“มันเป็นความสุขแบบรู้สึกผิดของพวกเรา” ท่านทูตเล่าด้วยรอยยิ้ม นี่คือสิ่งที่คนดัตช์มักทำซ้ำ ๆ ราวกับมันไม่ใช่ขนม แต่เป็นความทรงจำที่กินได้
คำที่แปลไม่หมด
ชิม Stroopwafel หมดคำแล้ว ผมชวนคุยเรื่องความเป็นดัตช์อีกคำ
Gezellig
มันคือภาษาดัตช์ที่ไม่มีคำแปลตรง ๆ ในภาษาอังกฤษ ท่านทูตไม่เห็นด้วยนัก ท่านว่าแปลได้ เพียงแต่ไม่ทั้งหมด แท้จริงแล้วคำนี้หมายถึงบรรยากาศบางอย่าง ความรู้สึกบางแบบ ช่วงเวลาที่ทุกอย่างลงตัวพอดี คุณอยู่กับเพื่อนหรือครอบครัว บทสนทนาไหลลื่น อาหารอร่อย แสงสวย คนรอบตัวอารมณ์ดี ไม่มีใครรีบลุกกลับ นั่นแหละ Gezellig
“มันอาจเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณก็ได้” ท่านทูตบอก
ถึงจะเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดัตช์ แต่ชาวเนเธอร์แลนด์ก็ไม่ได้อยู่ในโหมดนี้ตลอดเวลา พวกเขาทำงานหนัก จริงจัง ตรงไปตรงมา และบางครั้งก็ยึดผลลัพธ์จนดูเร่งรีบ แต่เมื่อถึงเวลาพัก พวกเขาอยากให้มันรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองจริง ๆ
เป็นการรักษาสมดุลของชีวิตแบบชาวดัตช์

นักการทูตที่โตมากับข่าว
ข่าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่านทูต แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน มาตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้เขาอ่านหนังสือพิมพ์ดัตช์วันละ 4 – 5 ฉบับ และยอมรับว่าตัวเอง ‘ติดข่าว’ มานานแล้ว ความอยากรู้ว่าโลกกำลังเกิดอะไรขึ้น คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลือกเดินเข้าสู่อาชีพนักการทูต
อาชีพที่ไม่ได้มองข่าวเป็นเพียงข้อมูล แต่เป็นพื้นที่ทำงาน
ทุกความเปลี่ยนแปลงในโลกสะเทือนถึงระเบียบระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และชีวิตของผู้คน แม้แต่ในกรุงเทพฯ ท่านทูตเล่าว่าช่วงที่เที่ยวบินผ่านตะวันออกกลางบางสายถูกยกเลิก สถานทูตต้องช่วยเหลือชาวดัตช์ที่ติดค้างอยู่ในไทยทุกวัน บางคนหาตั๋วกลับไม่ได้ บางคนอยู่เกินกำหนดวีซ่า งานกงสุลจึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือการจัดการผลกระทบจากโลกที่ไม่แน่นอนในระดับปัจเจก

โลกที่กำลังเปลี่ยนกติกา
สิ่งที่ท่านทูตสนใจที่สุดในข่าวคือระเบียบโลกที่ยึดถือกฎกติกา (Rules-based International Order) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ระเบียบโลกแบบเดิมที่เราคุ้นเคยออกแบบมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามเย็น นั่นคือสิ่งที่ประเทศส่วนใหญ่เข้าใจและพยายามปฏิบัติตาม
“ประเทศที่ค่อนข้างเล็กอย่างเนเธอร์แลนด์ต้องพึ่งพาการเล่นตามกฎกติกาอย่างมาก เราไม่ใช่ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เราเบ่งกล้ามตลอดเวลาไม่ได้” ท่านทูตอธิบายต่อว่า ในการทำงานต้องอาศัยกฎเกณฑ์ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
ถ้าท่านทูตรับบทนักข่าวรุ่นใหญ่ที่ขอสัมภาษณ์ใครก็ได้ในโลกเรื่องการเมืองโลกที่วุ่นวายอยู่ในตอนนี้ ท่านขอเลือกคุยกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เลขาธิการ NATO ซึ่งเป็นชาวดัตช์คือ มาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) และท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อฟังว่าท่านคิดอย่างไรกับการพัฒนาในเวทีโลก
“ผมจะถามประธานาธิบดีสีเรื่องแผนการของเขา” เป็นคำถามที่ใคร ๆ ก็อยากฟังคำตอบ

ความทรงจำที่ดีที่สุด
เมื่อถามถึงความทรงจำที่ดีที่สุดตลอดเกือบ 5 ปีในประเทศไทย เขาตอบทันทีว่า “การได้ร่วมงานกับทีมงานของผม”
ถ้าเป็นเรื่องงาน เขาชอบการทำงานการทูตเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงการนำศิลปินดัตช์มาแสดงในไทย แต่ทำให้ศิลปินไทยและดัตช์ได้พบกัน เรียนรู้กัน เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ และความสัมพันธ์ รวมไปถึงการแสดงงานของช่างภาพ นักดนตรี นักแสดง ทั้งภายในสถานทูตและศูนย์วัฒนธรรม
“โชคดีที่ผมได้ทำเรื่องนี้บ่อยพอสมควร” ท่านทูตยืนยันว่าสิ่งนี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป
งานหลักของสถานทูต : เศรษฐกิจและกงสุล
แม้เขาจะรักงานด้านวัฒนธรรม แต่งานหลักของสถานทูตแห่งนี้คือเศรษฐกิจและกงสุล
ชุมชนชาวดัตช์ในไทยมีขนาดใหญ่ มีผู้อาศัยอยู่ราว 15,000 – 20,000 คน มีนักท่องเที่ยวดัตช์เดินทางมาไทยประมาณปีละ 250,000 คน รวมถึงนักธุรกิจอีกจำนวนมาก นั่นทำให้งานกงสุลของสถานทูตมีความสำคัญมาก ตั้งแต่การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพ ไปจนถึงการจัดการเรื่องวีซ่าและการดูแลชาวดัตช์ที่มีปัญหาระหว่างอยู่ในประเทศไทย
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ เนเธอร์แลนด์คือแหล่งลงทุนจากสหภาพยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในไทย คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนจาก EU ทั้งหมดในประเทศ ตั้งแต่บริษัทเล็กด้านซอฟต์แวร์และเกษตรกรรม ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อย่าง FrieslandCampina ที่ผลิตนมโรงเรียนให้เด็กไทย มีบริษัทดัตช์ในไทยประมาณ 300 แห่ง ถ้ารวมบริษัทที่ดัตช์มาร่วมลงทุนด้วยก็น่าจะถึง 1,000 แห่ง
หลายบริษัทมาเริ่มต้นทำธุรกิจที่ไทยด้วยเหตุผลเพียงแค่ชอบเมืองไทย หลายรายก็ประสบความสำเร็จมาก
“บริษัทดัตช์ที่น่าสนใจที่นี่อย่างเช่น B-Quik เจ้าของเดิมเขามีธุรกิจ KwikFit ในเนเธอร์แลนด์ที่ทุกคนรู้จักดี เขาตกหลุมรักเมืองไทย เลยมาตั้ง B-Quik ที่นี่ ตอนนี้เราเห็นมันอยู่ทุกที่เลย” ท่านทูตเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างชาวดัตช์กับชาวไทยที่หลายคนอาจไม่ทราบ

คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจในไทย
ถ้าบริษัทต่างชาติอยากติดต่อกับหน่วยงานรัฐของไทย สิ่งที่ท่านทูตแนะนำให้ทำเป็นอย่างแรกคือ
“ต้องฟัง”
คนดัตช์จำนวนมากคุ้นเคยกับการทำงานแบบตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ และรีบไปสู่ผลลัพธ์ แต่ในไทย จังหวะของความสัมพันธ์สำคัญไม่แพ้เนื้อหาของการเจรจา
“คุณต้องนั่งลงก่อน คุยก่อน ฟังก่อน แล้วทำความเข้าใจว่าคุณกำลังคุยกับใคร และอยู่ในวัฒนธรรมแบบไหน” ท่านทูตพูดถึงสิ่งที่แนะนำให้กับบริษัทดัตช์ทุกแห่ง
ต่างกัน แต่เข้ากัน
ท่านทูตมองว่า คนไทยกับคนดัตช์ต่างกันพอสมควร
คนดัตช์ตรงกว่า เร็วกว่า และบางครั้งก็ดูรีบไปข้างหน้ามากกว่า
ส่วนคนไทยมีจังหวะที่นุ่มกว่า ผ่อนคลายกว่า และมีน้ำใจในแบบที่โดดเด่นมาก
แต่เมื่อคน 2 กลุ่มนี้ได้รู้จักกันจริง ๆ พวกเขามักเข้ากันได้ดีอย่างรวดเร็ว เพราะทั้ง 2 สังคมมีความเป็นมิตรอยู่ในตัว เพียงแสดงออกคนละวิธี และเมื่อผ่านพิธีการไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนดัตช์มักเป็นกันเองและง่ายอย่างน่าประหลาด
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ชาวดัตช์จำนวนไม่น้อยกลับมาเมืองไทยซ้ำอีก และบางคนก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่
ประเทศจักรยาน
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศจักรยาน
ใครเคยแวะมาที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ น่าจะเห็นจักรยานดัตช์หลายคันจอดอยู่ คนที่ใช้งานก็มีตั้งแต่ท่านทูตไปจนถึงคนสวน
ท่านทูตเล่าว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ก็ขี่จักรยานไปทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเรื่องปกติมาก มาร์ก รุตเตอ ก็ขี่จักรยานไปทำงาน
“มันคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา” ท่านทูตว่า
ท่านทูตเล่าว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่ต้องทำคือซื้อจักรยานแล้วขี่ไปมหาวิทยาลัย ไปทำทุกอย่าง ไปซื้อของ ไปกินข้าว ไปบาร์
“แล้วพวกคุณก็ทำทุกอย่างบนอานจักรยาน เช่น พิมพ์ข้อความในโทรศัพท์” ผมเสริม
“ห้ามทำแบบนั้นนะ” ท่านทูตหัวเราะ “แต่คนก็ทำกันเยอะแยะเลย แม้แต่ลูก ๆ ผม สิ่งแรกที่เขาฝึกตอนขี่จักรยานก็คือขี่ปล่อยมือ ในชีวิตจริง เราปั่นจักรยานมือเดียว อีกมือถือของ หรือปั่นไปจูงลูกที่ขี่จักรยานอีกคันไปด้วย หรือจูงจักรยานอีกคันไปด้วย”
เหตุผลหนึ่งที่ชาวดัตช์ทำแบบนี้ได้ก็เพราะมีเลนจักรยานที่ปลอดภัย ยุค 1970 เมืองอัมสเตอร์ดัมมีแต่รถยนต์ ไม่มีเลนจักรยาน เหมือนเมืองอื่นในโลก จนคนเริ่มไม่พอใจเพราะไม่ปลอดภัยและมีมลพิษเยอะ จึงเกิดการปฏิวัติจักรยานขึ้น จนตอนนี้การเดินทางด้วยจักรยานในอัมสเตอร์ดัมเร็วกว่ารถยนต์เยอะเลย


บ้านพักที่เป็นมากกว่าบ้านพัก
แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดินคือเอกอัครราชทูตคนสุดท้ายที่ได้ทำงานและพำนักในพื้นที่สีเขียวขนาด 20 ไร่บนถนนวิทยุแห่งนี้จนครบวาระ
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตและทำเนียบทูตปัจจุบันในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการย้ายไปสู่สถานที่แห่งใหม่ที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมต่อความต้องการในอนาคตมากกว่าเดิม
“ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย และบ้านพักแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สวยงามและน่าประทับใจนี้อย่างแน่นอน” ท่านทูตกล่าว


เมื่อพูดถึงทำเนียบทูตแห่งนี้ สิ่งแรกที่ท่านทูตนึกถึงคือสวน ความสงบกลางเมือง เสียงนก ต้นไม้ และความรู้สึกว่าได้อยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเผชิญความเร่งรีบของกรุงเทพฯ ตลอดเวลา
สำหรับเขา การได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถือเป็นพรอย่างหนึ่งของการเป็นทูต บ้านหลังนี้ไม่ได้มีความหมายในเชิงส่วนตัวเท่านั้น มันยังเป็น ‘เครื่องมือทางการทูต’ ที่สำคัญอย่างยิ่ง
ที่นี่คือสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง มื้อค่ำ การประชุม เวิร์กช็อป คอนเสิร์ต การฉายหนัง และงานวันชาติของเนเธอร์แลนด์ ทั้งในตัวบ้านและในสวน ซึ่งใช้งานสัปดาห์ละหลายวัน
“ถ้าคุณมีบ้านพักที่สวยแบบนี้ คุณก็มีหน้าที่ต้องใช้มันให้คุ้มค่า” ท่านทูตเล่าพร้อมรอยยิ้ม

บ้านของนักการทูต
หลังจบภารกิจที่ไทย ท่านทูตจะย้ายไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เขารู้สึกโชคดีที่ยังได้อยู่ในอาเซียนต่อ และยังอยู่ใกล้ประเทศไทย
ลูกของเขาเติบโตที่นี่ คนโตอายุ 9 ขวบ ฝาแฝดอายุ 7 ขวบ พวกเขารักทะเลไทย และเสียใจที่ต้องย้ายออกไป เช่นเดียวกับพ่อแม่ของพวกเขา
“งานนักการทูตคือการย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ เหมือนผู้อพยพ สำหรับผม ‘บ้าน’ จึงเป็นสถานที่ที่ผมอยู่กับครอบครัว ผมอยู่บ้านหลังนี้มา 4 ปีครึ่ง และรู้สึกว่าเป็นบ้านจริง ๆ” ท่านทูตว่า
สิ่งที่เขาได้จากการเป็นนักการทูต คือการได้ทำงานที่กว้างใหญ่ น่าสนใจ และบางครั้งก็ได้เปลี่ยนโลกไม่มากก็น้อย ส่วนสิ่งที่ต้องเสียไป คือต้องทิ้งผู้คนไว้ข้างหลังเสมอ ต้องย้ายครอบครัวไปเริ่มต้นใหม่ในที่ต่าง ๆ ซึ่งนั่นคือชะตาของคนที่เลือกชีวิตแบบนี้ และเขาเป็นผู้เลือกมันเอง
“มันคุ้มค่านะ” ท่านทูตพูดด้วยเสียงหนักแน่น

ลาเพื่อเริ่ม
เราลาจากกันเพื่อเริ่มต้นใหม่ แล้วเก็บกันและกันไว้ในความทรงจำ
“เมืองไทยจะคิดถึงคุณครับ” ผมกล่าวคำลากับท่านทูต
“ผมก็จะคิดถึงเมืองไทยเสมอ ผมสัญญา” ท่านทูตปิดท้ายบทสนทนา
เช่นเดียวกัน, พวกเราจะคิดถึงสถานที่แห่งนี้
และน่าจะเช่นเดียวกัน, สถานที่แห่งนี้ก็น่าจะมีพวกเราอยู่ในความทรงจำ






