17 ธันวาคม 2025
5 K

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เดินป่าในไทยเลย

ไม่ใช่ไม่อยากไป แต่เบื่อที่จะ ‘ไป’ 

เดี๋ยวนี้จะไปทีต้องวางแผนเหมือนไปออกรบ ทุกครั้งที่ถึงวันเปิดจอง ผมต้องนั่งเฝ้าหน้าจอเหมือนแย่งซื้อบัตรคอนเสิร์ตศิลปินดัง กดรีเฟรชจนนิ้วล้า เต็มในไม่ถึงนาที วนแบบนี้หลายเส้นทาง 

พอไปถึงก็เบียดกันเป็นแถวยาวตั้งแต่ทางขึ้น จุดชมวิวต้องต่อคิวถ่ายรูปแบบรีบ ๆ ไม่มีเวลาให้ปล่อยใจสัมผัสสายลมและวิวตรงหน้า ตามมาด้วยดราม่าในโซเชียลมีเดีย คนส่งเสียงดัง คนทิ้งขยะ คนไม่รู้มารยาทในป่า

คนอยากเงียบก็มีเหตุผล คนอยากสนุกก็มีเหตุผล 

ผมคิดไปคิดมา ปัญหาจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่อง ‘คน’ 

มันยังมีเรื่องของ ‘สถานที่’ ด้วย

เส้นทางเดินป่าที่เปิดให้เข้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทยมีไม่กี่แห่ง คนอยากไปเยอะ ป่าที่ให้ไปกลับมีน้อย คนก็ต้องแย่งกัน พอแย่งกันก็แออัด พอแออัดก็เกิดปัญหา วนเป็นวงจรไม่จบสิ้น

แล้วจะทำยังไง

ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้ คือการมีเส้นทางใหม่ ๆ เกิดขึ้น

และนั่นคือเหตุผลที่ผมมายืนอยู่ที่นี่ – ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะ ‘นักเดินป่ากลุ่มแรก’ ของเส้นทางที่เพิ่งถือกำเนิด

ภูเขาในวันมีหมอก ของชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

“มาเป็นหนูทดลองเส้นทางเดินป่าเส้นใหม่ไหม” พี่งบ-ธัชรวี หาริกุล ผู้ก่อตั้ง Thailand Outdoor ชวนผมสั้น ๆ

สิ่งที่ผมรู้ตอนตอบตกลงมีเพียงว่า นี่เป็นเส้นทางใหม่ที่พี่งบไปช่วยสำรวจและออกแบบให้ชุมชน ระยะทาง 25 กิโลเมตร เดิน 3 วัน 2 คืน อยู่ในอำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านที่อากาศดีตลอดปี ไม่มีปัญหาฝุ่นควัน เดือนเมษายนอากาศยังหนาว 

และความแน่นอนอีกอย่างที่ไม่ต้องบอกก็รู้ คือเส้นทางที่พี่งบชวนนั้นเหนื่อยแน่นอน ผมควรหาเข่ามือสองใกล้ฉันไว้ตั้งแต่ก่อนไป

จุดนัดพบคือศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อยาวแต่หาง่าย เพราะตั้งอยู่ริมถนนสายหลักพอดี มีรถทัวร์จากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านหน้าศูนย์ แค่บอกคนขับว่าลง ‘บ้านแม่เหาะ’ พอถึงเขาก็มาปลุกให้ลง ไม่ต้องต่อรถ ไม่ต้องเช่ารถตู้ ไม่ต้องหาคนมารับ

ผมนึกไม่ออกว่ามีเส้นทางเดินป่าที่ไหนในประเทศไทยที่สะดวกขนาดนี้อีก นั่งรถทัวร์ข้ามคืน มาถึงตอนตี 4 ครึ่ง สาย ๆ ก็แบกเป้ข้ามถนนเดินขึ้นเขาได้เลย เดินเสร็จก็กลับมาแวะอาบน้ำพักผ่อน ก่อนจะออกไปยืนรอรถกลับกรุงเทพฯ ที่จุดเดิม

หรือถ้าอยากนอนพักเอาแรงสักคืน ที่ศูนย์ฯ ก็มีที่พักหลายรูปแบบให้เลือก ทั้งบ้านพักเป็นหลัง หอพักรวม และกระท่อมกลางสวน ได้บรรยากาศกระท่อมปลายดอย มีห้องน้ำกึ่งเอาต์ดอร์ ลานก่อกองไฟ ลานกางเต็นท์ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ครบครัน

แค่บรรยากาศที่ศูนย์ก็คุ้มค่านั่งรถขึ้นมาแล้ว ที่นี่อยู่กลางหมู่บ้านที่ล้อมรอบด้วยภูเขา นอกจากอากาศจะเย็นสบาย ยังมีต้นไม้-ดอกไม้แปลกตาเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ กลางศูนย์มีต้นยูคาลิปตัสอายุ 61 ปีที่เปลือกไม้มีสีเหลือบหลายเฉดเหมือนสายรุ้ง จนตอนแรกผมนึกว่าที่นี่จัดงาน Light Mapping ด้วยเหรอ

หันหลังกลับไปทางถนน มองข้ามหลังคาบ้านเรือนของชุมชนออกไป จะเห็นภูเขาลูกใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกบาง ๆ นั่นคือ ‘ดอยหัวสิงห์’ หมุดหมายแรกของเส้นทางที่ผมจะเดินในวันพรุ่งนี้

ผมเริ่มปวดเข่าขึ้นมาทันที

เช้าวันเริ่มเดิน บรรยากาศที่ศูนย์คึกคักและเต็มไปด้วยพลังงานจากทั้งเจ้าหน้าที่ในชุมชนและนักเดินป่า แตกต่างจากอากาศเย็นสบายที่ชวนให้กลับไปมุดตัวอยู่ในผ้าห่มเสียเหลือเกิน

นักเดินทางทยอยมากันครบแล้ว บางส่วนเพิ่งลงจากรถทัวร์ตอนตี 4 โดยมีพี่คนนำทางออกไปยืนรอรับตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พี่เขามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตื่นเต้นมาก นี่คือนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกของเขา

ผมก็ตื่นเต้นครับพี่

แผงกั้นรถตรงป้อมยามหน้าทางเข้าศูนย์ตอนนี้ประดับดอกไม้และใบไม้ด้วยความพิถีพิถัน ดูแล้วพี่ ๆ เจ้าหน้าที่คงตั้งใจจะใช้แทนริบบิ้นเปิดงาน ตรงหน้าริบบิ้นมี กำนันประเสริฐ ใสสะอาด ผู้นำชุมชนที่ออกมากล่าวต้อนรับ และขอฝากเนื้อฝากตัวเส้นทางเดินป่าน้องใหม่นี้กับพวกเรา 

ริบบิ้นใบไม้ถูกยกขึ้นแล้ว 

เป็นสัญญาณปล่อยตัวของนักเดินป่ากลุ่มแรก บนเส้นทางเดินป่าชุมชนแม่เหาะ

พวกเราเรียงแถวกันเดินข้ามถนนจากศูนย์เข้าสู่ชุมชนที่ตอนนี้ยืนเป็นเจ้าบ้าน ตั้งแผงขายของต้อนรับอยู่ ทั้งร้านขายขนม ร้านข้าวหมูทอด ร้านน้ำ เส้นทางเดินไม่ยาว แต่เราใช้เวลาแวะซื้อกันนานอยู่ กว่าจะพ้นบ้านเรือนจนมาถึงสวนหลังบ้านหรือก็คือตีนเขาสู่ดอยหัวสิงห์ เป้าหมายของเราในวันนี้

ป่าอยู่ใกล้บ้านจนน่าอิจฉา

ใกล้จนเป็นเหมือนสวนสาธารณะประจำหมู่บ้าน เป็นแปลงผักสวนครัวที่ขึ้นมาเก็บพืชผักกลับไปทำอาหารกินได้ และใกล้จนเป็นกระทั่งสุสานของชุมชน

ตลอดทางที่นั่งรถมา มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็น

ที่นี่ไม่มีภูเขาหัวโล้น

ไม่มีไร่ข้าวโพดเรียงรายจนชินตาเหมือนที่อื่นในภาคเหนือ 

มีแต่ภูเขาสีเขียวสดตลอดสองข้างทาง ผมรู้สึกเหมือนกำลังล่องเรืออยู่กลางคลื่นทะเลต้นไม้สีเขียวเข้ม ที่เรียงเป็นคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า

เส้นทางมาชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

“ที่นี่ไม่มีการปลูกข้าวโพดครับ” กำนันประเสริฐ ผู้ดูแลชุมชนและหนึ่งในคนที่ตั้งใจเปิดเส้นทางเดินป่าแม่เหาะตอบคำถามที่ค้างคาในหัวผมมาตั้งแต่ลงรถ “เราคุยกันในชุมชนมา 23 ปีแล้วว่าจะไม่ให้ปลูก”

23 ปี ไม่ใช่เวลาสั้น ๆ

กำนันประเสริฐเล่าว่า ถ้าปลูกข้าวโพด ป่าจะหายแน่นอน เพราะมันต้องใช้พื้นที่กว้างมาก ชุมชนจึงตกลงกันว่าจะปลูกพืชอย่างอื่นแทน เช่น ถั่วแดง กาแฟ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ ฟักทอง

ฟังดูง่าย แต่ผมรู้ว่ามันไม่ง่าย การทำให้คนทั้งชุมชนยอมสละรายได้ระยะสั้นเพื่อรักษาป่าระยะยาว ต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและบังคับใช้จริง รวมถึงใช้ทั้งความเข้าใจและความไว้วางใจของคนในชุมชน

ผลลัพธ์คือพื้นที่นี้ไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นหมอกควัน ไม่มีไฟป่ามาหลายปี เพราะชุมชนช่วยกันเฝ้าระวัง ถ้ามีไฟป่าเกิดขึ้น ชาวบ้านจะรีบเข้าไปดับให้เร็วที่สุด แถมพื้นที่ความสูง 1,100 เมตรยังอยู่เหนือระดับหมอกควันจากพื้นที่รอบข้าง อากาศที่บ้านแม่เหาะจึงดีตลอดทั้งปี

ภูเขาบนจุดชมวิว ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

“ตอนมาสำรวจเส้นทางครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน พี่ยังต้องนั่งผิงไฟอยู่เลย หนาวมาก” พี่งบยืนยัน

นี่อาจเป็นที่เดียวในภาคเหนือที่มาเที่ยวได้ทั้งปีโดยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฝุ่นควัน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ทางชันตั้งแต่ก้าวแรก

โชคดีที่ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา อากาศเย็น ทางชันแต่ไม่ร้อน แถมยังมีดอกไม้แปลกตาให้ชมเรื่อย ๆ แทรกไปกับต้นกาแฟของชาวบ้าน

เดินได้ไม่ถึงชั่วโมงก็เห็นแล้วว่าป่านี้สมบูรณ์ขนาดไหน

นี่แค่เริ่มต้น พี่คนนำทางบอกว่า ถ้ามาช่วงหน้าร้อน นอกจากดอกไม้ ยังมีผลเบอร์รีป่าข้างทางให้เก็บกิน ในหมู่บ้านก็มีคนทำไวน์จากผลไม้และกาแฟพวกนี้ด้วย 

เราลัดเลาะขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดดอยหัวสิงห์ ตรงหน้าคือวิวขุนเขาและสายหมอกที่โอบล้อมเป็นวงกว้างเหมือนชามก๋วยเตี๋ยว ขณะที่กำลังซดสายหมอกอย่างเอร็ดอร่อย ตรงกลางก้นถ้วยก็ปรากฏหมู่บ้านแม่เหาะที่เราเพิ่งเดินขึ้นมา

ผมว่าผมกำลังหิว 

ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน
เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ลงมาจากยอดจุดชมวิวไม่ไกล เราก็แวะพักนั่งกินข้าวเติมแรงกัน ก่อนจะเจอของจริงในช่วงบ่าย 

เส้นทางต่อจากนี้คือการบุกเบิกทางใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเดินมาก่อน

ทางรกชัฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พี่คนนำทางต้องหยิบมีดพร้ามาฟันเปิดทางเป็นระยะ บางช่วงชันจนต้องใช้มือจับกิ่งไม้เพื่อดึงตัวขึ้น บางช่วงลาดลงจนต้องจิกนิ้วเท้าจนแทบจะทะลุรองเท้า

นี่คือความหมายของคำว่า ‘หนูทดลอง’ 

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน
เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

พี่งบเล่าให้ฟังว่า ตอนมาสำรวจครั้งแรกกับชุมชน ชาวบ้านยังนึกไม่ออกว่าเส้นทางเดินป่าควรเป็นอย่างไร ควรให้คนเดินไปเจออะไรบ้าง เดินบนถนนได้ไหม

“ตามหลักการเดินป่า ทางเดินที่ดีที่สุดคือทางบนสันเขา เพราะไม่ต้องขึ้นลงเยอะ ซึ่งมันก็คือทางเดินเก่าของชาวบ้านนั่นแหละ แต่ตอนนี้เขาทำเป็นถนนไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหลบถนน ต้องเลาะข้างเขาแทน ทางแคบและเอียงกว่า แต่เป็นธรรมชาติกว่า” 

ด้วยความที่เป็นเส้นทางใหม่ และมีการลองทางใหม่กว่าตอนสำรวจ กว่าจะถึงจุดแคมป์แรกที่ดอยหม้อนึ่ง ความมืดก็ปกคลุมทุกอย่างแล้ว

ผมมาถึงเป็นกลุ่มท้าย ๆ ทันทีที่เท้าซ้ายก้าวเข้าโซนแคมป์ ผมวางกระเป๋าแล้วกางเต็นท์ทันที ตอนนี้ร่างกายผมเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ขีดเหลือง 20% ผมต้องรีบทำทุกอย่างให้เสร็จแล้วเอนตัวก่อนเข้าโหมดขีดแดง

แต่ถึงจะพร้อมล้มตัวลงนอนแค่ไหน เสียงไม้ปะทุ กลิ่นควันจาง ๆ อากาศเย็น ๆ และเสียงพูดคุยรอบกองไฟ ก็ดึงให้ผมลุกออกมาจากเต็นท์จนได้

ตั้งแคมป์แล้วไม่ล้อมวงข้างกองไฟ มันก็ไม่ใช่การตั้งแคมป์

การนั่งล้อมวงรอบกองไฟ คือกิจกรรมที่ผมชอบเป็นอันดับต้น ๆ ในช่วงเวลาของการเดินป่า

การได้พูดคุยและบ่นถึงความยากลำบากที่พบเจอตลอดวัน เป็นเหมือนการปลดปล่อยความเหนื่อยออกไปจากตัว ร่วมแบ่งปันความเหนื่อยนั้นกับเพื่อนร่วมทาง และแชร์เรื่องสนุกเป็นพลังให้แก่กัน

ในความเงียบของป่ามีเพียงเสียงกองไฟและเสียงพูดคุยของนักเดินป่ากับชาวบ้านเพียงกลุ่มเดียว ถ้าไปที่อื่นที่คนเยอะ ๆ อาจจะเจอดราม่าจากการแย่งจุดกางเต็นท์ ทิ้งขยะ ความแออัด เสียงดังแบบไม่เกรงใจกัน

ผมเคยถามพี่งบว่า จะแก้ปัญหาพวกนี้ยังไง

“ต้องมี 3 เรื่องประกอบกัน” พี่งบตอบผม “หนึ่ง คือการจัดการที่ดี จำกัดจำนวนคนให้เหมาะสม สอง คือวัฒนธรรม การประพฤติตัวของคนที่ใช้เส้นทางร่วมกัน สาม คือต้องมีเส้นทางเยอะกว่านี้”

พี่งบถามต่อว่า คำว่า ‘วัฒนธรรม’ คืออะไร

ผมตอบว่า การที่คนหมู่มากทำ เห็นชอบร่วมกัน และยึดถือสิ่งนั้น

“และทำตาม ๆ กันโดยไม่ต้องเขียนเป็นกฎ เพราะฉะนั้น มันต้องทำโดยคนหมู่มาก ถ้าเรามีเส้นทางแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีคนมาเดิน มาเรียนรู้ มันก็จะเกิดวัฒนธรรมขึ้น

“ที่นี่รับแค่กลุ่มเดียวต่อวัน มา 2 คนก็เดินแค่ 2 คน จ่ายเยอะหน่อยแต่ได้เดินจริง ๆ ได้มาเห็นของจริง พี่อยากให้มีเส้นทางแบบนี้เยอะขึ้น คนจะได้ไม่ต้องไปแย่งกันที่เดียว”

ในคืนนั้นพี่งบบอกกับพวกเราว่า 

“แด่เรา และผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก” 

ประโยคนั้นติดอยู่ในหัวผมข้ามคืน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

วันที่ 2 สายฝนเคาะเต็นท์ปลุกผมให้ตื่นด้วยเสียงเปาะแปะตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

บรรยากาศรอบแคมป์ถูกปกคลุมด้วยหมอกขาว เห็นเพียงเงาต้นไม้ตั้งเรียงอย่างลึกลับ

ผมแง้มเต็นท์เล็กน้อยพอให้มองเห็นหมอกและรับไอฝน พร้อมจิบชาร้อน ๆ ไม่ต้องรีบไปไหน ไม่ต้องแย่งจุดถ่ายรูป ไม่มีเสียงรบกวนใด ๆ

แต่รอจนชาหมดไป 3 แก้ว ฝนก็ยังไม่หยุด ผมยัดเต็นท์เปียก ๆ ลงเป้ รู้สึกเหมือนแบกน้ำขึ้นเขา

สายฝนที่ตกลงมาทำให้ทางที่ชันอยู่แล้วยากขึ้นอีกหลายเท่า พื้นกลายเป็นโคลนสีน้ำตาลเหลว ๆ เหมือนบราวนี่ลาวาไส้ทะลัก ดูแล้วคนทำน่าจะใส่ช็อกโกแลตเยอะไปหน่อย มันเลยทะลักมาตั้งแต่ยอดเขาจนเดินลงมาเป็นกิโลแล้วก็ยังไม่หมด 

ระหว่างทางลงผมได้ยินเสียงกรีดร้องเป็นระยะจากด้านหน้าบ้าง ด้านหลังบ้าง ถึงแม้จะมองไม่เห็นเพราะต้นไม้บังอยู่ ก็รู้ได้ว่ามีคนลื่นล้มลงไปนั่งบนโคลนแล้ว แน่นอนว่าคนอ่อนทางลงแบบผมก็ไม่พ้นต้องร้องกรี๊ดเหมือนกัน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน
เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

พี่เอ๊ะ คนนำทาง ต้องมาเดินประคองผมอยู่นาน

พี่เขาเคยไปทำงานเกษตรที่ญี่ปุ่น 2 รอบ แล้วกลับมาอยู่บ้านเกิด

“ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าคนเมืองจะมาเดินป่าแบบไหน” พี่เอ๊ะเล่า “พวกผมมันคนดอย อยู่บนเขามาตั้งแต่เกิด เดินป่าไปทำงาน เดินป่าหาอาหาร เป็นเรื่องปกติ การที่คนเมืองยอมจ่ายเงินมาลำบากแบบนี้ น่าจะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างสินะ”

พี่เอ๊ะถามตรง ๆ ว่า พวกผมมาเดินป่ากันทำไม

หลายคนในกลุ่มตอบคนละแบบ บางคนอยากออกกำลังกาย บางคนอยากหนีความวุ่นวาย บางคนอยากท้าทายตัวเอง

ผมเองก็รู้สึกว่ามีคำตอบอยู่ในใจ แต่อธิบายออกมาไม่ถูก

ทำไมถึงยอมลำบาก ทำไมถึงยอมเหนื่อย ทำไมถึงยอมจ่ายเงินมาเดินในโคลน ลื่นล้ม เปียกฝน แทนที่จะนอนตากแอร์อยู่ในเมือง

คำตอบมันไม่ชัด แต่ความรู้สึกมันชัด

ผมรู้แค่ว่าผมมีความสุข

ช่วงบ่ายพวกเราเดินผ่านดงทาก ทากบนขาคงยังไม่ทันอิ่มเลือดก็เจอป้ายไม้ปักอยู่

‘ป่าอนุรักษ์’

พี่งบอธิบายว่า ชุมชนแม่เหาะแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรกคือ ‘ป่าบวช’ หรือป่าสงวน ห้ามทำการเกษตร ห้ามตัดไม้ ห้ามล่าสัตว์ทุกชนิด ห้ามแตะต้อง พื้นที่ประมาณ 600 ไร่

ส่วนที่ 2 คือ ‘ป่าอนุรักษ์’ ที่เรากำลังจะเดินเข้าไป ห้ามตัดไม้ แต่ล่าสัตว์ได้ตามจำเป็น

ส่วนที่ 3 คือพื้นที่ทำกิน ตัดไม้ใช้สอยได้ ทำการเกษตรได้

“ที่นี่มีพื้นที่ป่า 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้เป็นพื้นที่ทำกินแค่ 30 เปอร์เซ็นต์” พี่งบบอก “นี่คือการจัดการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น เขาควบคุมการใช้ประโยชน์ได้จริง จะล่าเก้ง ล่าหมูก็ทำ แต่มันไม่เคยหมด เพราะใช้เท่าที่จำเป็น”

ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าอนุรักษ์ ความเย็นก็โอบกายทันที

ต้นไม้สูงทะมึนแผ่ใบเขียวเข้มบดบังทั้งแสงและฝน พื้นชุ่มไปด้วยน้ำ ชื้น ๆ เหมือนป่าดิบในภาคใต้ จนไม่คิดว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนดอยในแม่ฮ่องสอน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

เราเดินไปอย่างเงียบ ๆ เพราะต้องตั้งสมาธิกับเส้นทางตรงหน้า ทางลงบราวนี่เมื่อเช้าว่ายากแล้ว ทางข้างเขาแคบ ๆ ลาดเอียงลงข้างแบบเละโคลนตอนนี้ยากยิ่งกว่า 

กว่าจะมาถึงจุดพักสุดท้ายที่ลำธารก่อนขึ้นดอย ผมก็ใช้ข้อเท้า ใช้แรงขา และใช้น้ำดื่มไปหมดถัง

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ระหว่างนั่งแช่เท้าในลำธารเย็น ๆ ให้พอหายระบม ผมมองไปรอบ ๆ จุดพัก ตอนนี้คนที่ ‘หมด’ ไม่ได้มีแค่ผม เพื่อนร่วมทางกระจายตัวกันไปใช้พื้นที่ของตัวเองตามลำธาร บางคนกำลังเติมน้ำดื่มอยู่ตรงต้นน้ำ บางคนนั่งแช่เท้าเหมือนผม บางคนลงไปแช่ทั้งตัว ทุกคนอยู่ไม่ใกล้กันจนเบียดเสียด แต่ก็ไม่ไกลจนห่างเหิน แค่แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนแล้วใช้เวลาร่วมกัน โดยไม่รบกวนกัน

ธรรมชาติไม่จำเป็นต้องแย่งชิง

ถ้ามีมากพอ

เนินสุดท้าย แต่ผมแทบไม่เหลือแรง

การพักที่ลำธารก่อนหน้าเติมแบตให้ผมได้ไม่พอ หรือไม่งั้นแบตผมก็คงเสื่อมไปแล้วจากการใช้งานหนัก มันถึงได้หมดเร็วขนาดนี้

ทุกครั้งที่ผมเดินขึ้นมาถึงจุดที่คิดว่าถึงแล้ว ก็มีเนินถัดไปรออยู่ แล้วก็รออยู่ ถัดจากนั้นก็ยังมีรออยู่อีก

บรรยากาศรอบตัวเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ ด้วยความที่พื้นที่ตรงนี้เป็นป่าทึบ แสงส่องไม่ค่อยถึงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเวลากลางคืน

วันนี้ผมไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกอีกแล้วสินะ

ขณะที่กำลังเดินจ๋อย ๆ อยู่ ๆ ฟ้าก็สว่างสดใสขึ้นมา เหมือนผมเพิ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเห็นท้องฟ้า หลังจากจมอยู่ในทะเลที่มืดมิดมานาน

ผมหลุดออกมาจากป่าทึบแล้ว 

ภาพตรงหน้าคือแสงสีทองที่แทรกตัวออกมาจากหมู่เมฆ ฉายแสงเป็นฉากหลังให้กับเพื่อน ๆ ที่เดินมาถึงก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังจับจองเลือกที่กางเต็นท์ของตัวเองกัน

ผมไม่มีแรงและเวลาเดินไปถึงจุดชมวิวที่ปลายทางหรือเดินเลือกหาที่กางเต็นท์สวย ๆ

แต่นั่นไม่จำเป็นเลย

แค่ช่วงเวลานี้ ผมกำลังยืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่ตรงหน้าช่วงเวลาที่สวยงามของธรรมชาติและผู้คนเหล่านี้ แค่นี้ก็เติมเต็มมากแล้ว

กองไฟและวงล้อมของผู้คนในคืนนั้นยังมีเสียงหัวเราะเหมือนเมื่อวาน แม้ว่าวันนี้ทุกคนจะหมดแรงไปกับเส้นทางวันที่ 2 ต่างกันตรงที่กลางกองไฟตอนนี้มีหมูย่างทั้งตัวที่พี่ ๆ คนนำทางแบกขึ้นมาเพื่อเป็นมื้อพิเศษ สำหรับนักเดินป่าที่มาถึงที่นี่เป็นกลุ่มแรก

รสชาติของหมูย่างในคืนนั้นที่หมักด้วยเครื่องปรุงชื่อประสบการณ์ เพื่อนร่วมทาง ภูเขาในม่านหมอก และแสงอาทิตย์ยามเย็นนั้น อร่อยจริง ๆ

เช้าวันสุดท้าย สายหมอกยังคงอยู่กับผมเหมือนทุกวัน

เป็นอันว่าผมอดดูพระอาทิตย์ขึ้นทั้ง 2 วัน แต่ไม่เป็นไร เพราะมันจะเป็นข้ออ้างให้ผมกลับมาอีก

ระยะทางวันนี้พวกเราเดินกันแค่ 5 กิโลเมตรก็จะถึงทางออกที่ชาวบ้านเอารถมารอรับ สบายละ ผมคิดในใจ 

เช้านั้นพวกเราเลยไม่ต้องเร่งรีบนัก หลังจากทำอาหาร เก็บเต็นท์ และตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ในธรรมชาติ ก็เริ่มออกเดิน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

แค่เริ่มก็เจอทางชัน ผมประมาทเกินไป 2 วันที่ผ่านมาไม่เคยมีคำว่าสบาย แล้วจะคาดหวังอะไรกับวันที่ 3 

เนินลูกสุดท้ายตั้งอยู่หลังจุดกางเต็นท์ในระยะที่เดินไม่ไกล แต่ความชันไม่ต้องพูดถึง

พี่ ๆ คนนำทางเรียกมันว่า ‘เนินส่งแขก’ ใครจะลงก็ต้องผ่านทางนี้กันทุกคน

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน
เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

และแน่นอนว่าผมไม่ควรคาดหวังมากเกินไป หลังจากขึ้นถึงยอด ผมก็ยังเห็นเนินถัดไป และเนินถัดไปเรียงกันรออยู่ตรงหน้า ผมทำใจ แล้วค่อย ๆ เดินตามสันเขาที่เรียงร้อยกันไปเรื่อย ๆ ผ่านทางแคบบ้าง กว้างบ้าง ลงบ้าง ชันขึ้นบ้าง

ในขณะที่คิดว่าเดินมาขนาดนี้ คงไม่มีทางชันกว่านี้อีกแล้ว เนินสุดท้ายก็รอต้อนรับผมด้วยความชันแบบที่ต้องห้อยเชือกเอาไว้ปีนเลยทีเดียว

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน
เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ในที่สุดผมก็มายืนอยู่บนยอดดอยที่สูงที่สุดในทริป ดอยแม่โถ 360 องศา ถ้าฟ้าเปิดจะเห็นวิวได้รอบตัว ทั้งฝั่งแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

แต่วันนี้ได้เห็นแต่หมอก

กำนันชี้ให้ดูว่า ฝั่งโน้นมีไร่ข้าวโพด ป่าไม่ค่อยมีแล้ว มันจะโล้น ส่วนฝั่งนี้เป็นป่าทึบ สมบูรณ์มาก

เป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่างป่าที่มีคนดูแล กับป่าที่ไม่มีคนดูแล

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

ระหว่างทางลง ผมผ่านเข้าไปในดงต้นไม้ที่รูปร่างดูแปลกตา

ทุกต้นเรียงกันเป็นระเบียบ มีหญ้าปกคลุม กิ่งก้านและบรรยากาศเงียบเชียบราวกับฉากป่าแม่มดในนิทาน

 ผมกำลังจะพูดว่าสวยจัง แต่พี่งบพูดขึ้นมาก่อน

“ต้นไม้พวกนี้คือ กระถินณรงค์ เอเลียนสปีชีส์ที่หน่วยงานเอามาปลูกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน”

ผมมองต้นไม้พวกนั้นอีกครั้ง ขนาดมันไม่ใหญ่โตเมื่อเทียบกับอายุ

“ไม้พวกนี้ไม่ให้ประโยชน์อะไรกับพื้นที่ ไม่มีอาหารให้สัตว์ป่า ชาวบ้านเอาไปใช้ก็ไม่ได้”

ต้นไม้ที่อยู่ในป่าใหญ่ผืนเดียวกัน แต่ไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใดเลย 

ผมเดินผ่านดงต้นไม้ที่เห็นแก่ตัวต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่เขตป่าบวช พื้นที่ที่ชาวบ้านสงวนไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง เพื่อรักษาเป็นป่าต้นน้ำ

เส้นทางเดินป่า ชุมชนบ้านแม่เหาะ จ.แม่ฮ่องสอน

โซนนี้อาจดูไม่สวยแปลกตาเหมือนดงกระถินณรงค์ แต่ผมรู้สึกได้ถึงความเป็น ‘ป่า’ ที่คุ้นเคย

ในเขตป่าบวชมีต้นไม้หลากชนิด ทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่ มีผล มีใบ ปะปนเคียงข้างกัน พอลองเงี่ยหูฟังก็มีเสียงนก เสียงแมลงก้องไปทั่ว บนพื้นมีร่องรอยสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ มีการพึ่งพาอาศัยกันของชีวิตมากมาย

รวมถึงผู้คน

ชาวบ้านใช้ป่าอนุรักษ์หาอาหาร ใช้พื้นที่ทำกินปลูกพืช และรักษาป่าบวชไว้เป็นแหล่งต้นน้ำ ทุกส่วนเชื่อมโยง พึ่งพา และตอบแทนกัน

ป่าที่แท้จริงมีการพึ่งพาอาศัยกันของสรรพสิ่ง นั่นรวมถึงคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าด้วย

ก่อนลงจากดอย กำนันประเสริฐพูดทิ้งท้ายว่า อยากให้เส้นทางเดินป่าบ้านแม่เหาะเป็นที่รู้จัก ไม่ใช่เพื่อให้คนมาเยอะ ๆ แต่เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้จากป่าที่พวกเขาดูแลมาตลอด

ตลอด 23 ปีที่ชุมชนแม่เหาะรักษาป่า รักษาน้ำจากป่าต้นน้ำ และรักษาอากาศที่บริสุทธิ์ 

การเปิดเส้นทางเดินป่าคือการตอบแทนความพยายามนั้น

มันคือรายได้ที่เกิดขึ้นเพราะ ‘ป่ายังอยู่’ ไม่ใช่รายได้ที่ต้องแลกมาด้วยการทำลายป่า

เส้นทางนี้คือผลงานชั่วชีวิตของคนทั้งชุมชน และพวกเขาเปิดให้คนนอกเข้ามาเดินชม

ในที่สุด หลังพ้นเขตป่าบวช ผมก็เดินออกมาถึงพื้นที่นา มองไปไม่ไกลมีรถชาวบ้านจอดรอรับกลับ พร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เหมือนเด็กที่กำลังอวดผลงาน

มองย้อนกลับไปทางภูเขาที่เพิ่งลงมา หมอกยังคงปกคลุม วิว 360 องศาที่ว่าสวยมากนั้นผมยังไม่ได้เห็น แต่ได้อย่างอื่นกลับมา 

ผมนึกถึงคำถามของพี่เอ๊ะว่า คนเมืองมาเดินป่าทำไม และนึกถึงประโยคของพี่งบในคืนแรก

ข้อมูลเส้นทางเดินป่าตำบลแม่เหาะ

ที่ตั้ง: ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ความสูง: 1,100 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ระยะทาง: 25 กิโลเมตร

ระยะเวลาแนะนำ: 3 วัน 2 คืน

จำนวนนักท่องเที่ยว: รับกลุ่มละไม่เกิน 20 คน วันละ 1 กลุ่มเท่านั้น

ช่วงเปิดให้เที่ยว: ตลอดทั้งปี (ไม่มีปัญหาฝุ่นและไฟป่า)

ระดับความยาก: ปานกลาง-ยาก (เหมาะกับผู้มีประสบการณ์)

ค่าใช้จ่าย : นักท่องเที่ยวมา 1 คน 10,000 บาท

2 คน คนละ 5,000 บาท

3 คน คนละ 4,000 บาท

4 คน คนละ 3,500 บาท

5-6 คน คนละ 3,000 บาท

7-8 คน คนละ 2,500 บาท

9-20 คน คนละ 2,000 บาท

การเดินทาง : รถทัวร์สมบัติทัวร์สายกรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน ลงที่บ้านแม่เหาะ หรือขับรถมาที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ติดต่อจองทริปได้ที่ : Facebook เดินป่าตำบลแม่เหาะ หรือ กำนันประเสริฐ ใสสะอาด โทรศัพท์ 09 9847 9598

FAQ

เส้นทางเดินป่าแม่เหาะ อยู่ที่ไหน และมีความพิเศษอย่างไร?

เส้นทางนี้ตั้งอยู่ที่ ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษามานานกว่า 23 ปี ไฮไลต์คือเป็นเส้นทางที่ “เที่ยวได้ตลอดทั้งปี” ไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นควันและไฟป่า เส้นทางเดินป่ามีระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ผ่านทั้งป่าสน ไร่กาแฟ และจุดชมวิว 360 องศาที่สวยงามและเงียบสงบ

เส้นทางเดินป่าแม่เหาะ ยากไหม มือใหม่ไปได้หรือเปล่า?

ระดับความยากอยู่ที่ ปานกลางถึงยาก (4/5) เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล (25 กม.) และมีความชันในบางช่วง โดยเฉพาะการดันดอยเพื่อขึ้นสู่ยอด 1,700 เมตร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เคยมีประสบการณ์เดินป่ามาบ้าง หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

ค่าใช้จ่ายในการเดินป่าเท่าไหร่ และติดต่อจองทริปได้ที่ไหน?

ทางชุมชนรับนักท่องเที่ยวจำกัดเพียง วันละ 1 กลุ่มเท่านั้น (ไม่เกิน 20 คน) เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม
กลุ่ม 7-8 คน: ราคาท่านละ 2,500 บาท
กลุ่ม 9-20 คน: ราคาท่านละ 2,000 บาท
วิธีจอง: ติดต่อได้ที่เพจ Facebook เดินป่าตำบลแม่เหาะ หรือโทรติดต่อ กำนันประเสริฐ ใสสะอาด (09 9847 9598)

การเดินทางไปจุดเริ่มเดินป่าแม่เหาะ ทำอย่างไร?

เดินทางสะดวกมาก สามารถนั่งรถทัวร์ สมบัติทัวร์ (สายกรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน) มาลงที่ “บ้านแม่เหาะ” ได้เลย หรือถ้าขับรถส่วนตัวมา ก็สามารถนำรถมาจอดที่ “ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน” ได้ โดยทางชุมชนจะมีรถมารับเพื่อไปยังจุดเริ่มเดิน

บนดอยมีสัญญาณโทรศัพท์ไหม

 มีสัญญาณตลอดเส้นทาง

มีห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกไหม

ไม่มี เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 100% ไม่มีห้องน้ำ (ต้องขุดหลุมกลบ) และต้องนำขยะกลับลงมาทุกชิ้น

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟและกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที (ถ้า IG: @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า)