วันหนึ่งฉันเปิดอีเมลแล้วพบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนมาถามว่า สนใจที่จะเป็นเจ้าภาพรับอาสาสมัครนานาชาติมั้ย 

องค์กรนี้ชื่อว่า ‘Worldpackers’ มีออฟฟิศใหญ่อยู่ที่บราซิล ลองค้นหาประวัติขององค์กรดู​ พบว่า เริ่มจากผู้ชาย 2 คนที่เคยเป็นนักเดินทางทั่วโลกเป็นแรมปี เขาพบว่าการเดินทางของพวกเขาตื้นเขิน ไปแต่สถานที่ท่องเที่ยวที่คนอื่น ๆ ก็ไปกัน แล้วก็ได้แต่เป็นผู้ไปบริโภค เสพ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย พวกเขาคิดว่าจะต้องมีการเดินทางที่พาไปเห็นโลกที่แตกต่างจริง ๆ และได้สร้างความหมาย ฟุตปรินต์ที่ดีสำหรับโลกใบนี้ด้วย 

พวกเขาจึงสร้าง Worldpackers ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เราเดินทางด้วยการเป็นอาสาสมัครไปทั่วโลก เราตอบน่าสนใจ เรานัดคุยกันหลายรอบ ทั้งเราสัมภาษณ์เขาและเขาสัมภาษณ์เรา กว่าจะได้ทำงานร่วมกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้สึกว่าองค์กรนี้เป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย เพราะเรากำลังจะเปิดบ้านให้อาสาสมัครนานาชาติเข้ามา ซึ่งคุยกันแล้ว ดูจากกระบวนการรับสมัครอาสาสมัครแล้ว เราจะได้เห็นใบสมัคร เห็นโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของผู้สมัคร มีคอร์สออนไลน์ให้อาสาสมัครเรียนรู้วิธีการเป็นอาสาสมัครก่อนมา 

ในขณะเดียวกัน องค์กร Worldpackers ก็ตรวจสอบคัดเลือกเราที่จะเป็นเจ้าภาพรับอาสาสมัครด้วยว่า เราเป็นเจ้าภาพที่ปลอดภัยให้อาสาสมัครรึเปล่า คนที่สนใจจะเข้าร่วมกับองค์กรนี้ แค่สมัครค่าสมาชิกรายปี แล้วจะมีสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อของเจ้าภาพที่ไปทำงานอาสาสมัครได้ 140 ประเทศทั่วโลก 

หลังจากโปรไฟล์ของสวนศิลป์บินสิ Film Farm School ลงในแพลตฟอร์มได้ไม่กี่วัน Racheal อาสาสมัครคนแรกจากออสเตรเลีย เป็นครูอนุบาลที่อยากจะออกมาพักใช้ชีวิต เป็นอาสาสมัครสอนหนังสือให้กับที่นี่ ตอนนั้นเรากำลังเริ่มโครงการ English in the Village หรือภาษาอังกฤษในหมู่บ้าน ด้วยทักษะการเป็นครูอนุบาลทางเลือกในออสเตรเลีย Racheal มาช่วยสร้างโปรแกรมการสอนให้กับเรา เน้นที่การเรียนผ่านประสบการณ์ สร้างความสัมพันธ์ เล่นสนุก และสะท้อนกลับ สิ่งที่ Racheal เสนอมา สอดคล้องกับสิ่งที่ทางสวนศิลป์บินสิเชื่ออยู่แล้ว เราจึงทำงานด้วยกันไม่ต้องพูดอะไรกันมาก 

จากนั้นอาสาสมัครคนที่ 2 3 4 ก็ตามมาในระยะเวลาไล่ ๆ กัน 

ตอนที่ตัดสินใจเปิดรับอาสาสมัครนานาชาตินั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะรับกี่คน แต่ 1 ปีผ่านไป เรารับอาสาสมัครจาก Worldpackers มา 70 คน ในเดือนหน้าจะครบรอบ 2 ปี มีอาสาสมัคร 100 กว่าคนแล้ว 

จากประสบการณ์การรับอาสาสมัครมาเกือบ 2 ปี เราว่าอาสาสมัครนานาชาติเหล่านี้ไม่ได้มาแค่ Baggage (กระเป๋าเดินทาง) แต่พวกเขามากับ Package คือมีกล่องชีวิตที่ห่อหุ้มอย่างมิดชิดติดมาด้วย พวกเขาเดินทางมาหาความหมายที่หายไปจากชีวิตที่พวกเขามี นับร้อยกว่าคนที่มาจากอาการหมดไฟกับงานที่ทำ เป็นนักศึกษาที่ไม่รู้ว่าเรียนมาทำไม หรือมาจากความสัมพันธ์ที่แตกสลายจึงออกมาหาความหมายใหม่ หรือจะเรียกว่า ‘การเยียวยา’ จากการเดินทางมาเป็นอาสาสมัคร

อาสาสมัครคนหนึ่งเป็นเกมเมอร์จากอิตาลี เป็นผู้สร้างเกมในบริษัทต้น ๆ ของโลก เขาบอกว่า ทุกอย่างกำลังจะดีอยู่แล้ว จากนักคิดพัฒนาเกม เขาได้ขึ้นไปเป็นผู้บริหาร แล้วก็พบว่าเกมที่สร้างมา กลุ่มเป้าหมายมันคือ ‘การเสพติด’ ทำอย่างไรให้คนติดเกมมากที่สุด และคนที่ว่านั้นก็คือเด็ก ประกอบกับวิวาห์เหาะ ในวันแต่งงาน เจ้าสาวของเขาหนีไป 

เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งได้ออกมาเดินทางเห็นโลกกว้างขึ้นกว่าโลกของการเรียนและการทำงาน เขาจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะเขาแสดงความรักที่ผิด เขาได้รับการเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่เรียนดี ทำคะแนนดี ได้รางวัล แต่ถ้าทำผิด ได้คะแนนน้อย เขาจะถูกทำโทษ ถูกโบยตี เขาคิดว่านั่นคือวิธีแสดงความรักทีี่ใคร ๆ ก็ทำกัน แต่ไม่ใช่กับคนที่จะมาเป็นเจ้าสาวของเขา 

นักศึกษาจบใหม่หลายคนก็บอกว่า ไม่รู้ว่าจะเรียนมาทำไม เรียนจบแล้วเคว้งคว้างกว่าเดิม 

นักศึกษาสาว Drop out จากโซลคนหนึ่งมาทำงานอาสากับเรา 1 เดือน อยู่กันไปมาก็ได้รู้ว่า เธอมาจาก SKY หรือมหาวิทยาลัยใน Top 3 ของเกาหลีใต้ เธอบอกว่าอายที่จะบอกอย่างนั้น 

วันหนึ่งเราเข้าไปสอนที่โรงเรียนในหมู่บ้าน เธอสอนเด็ก ๆ ทำกิมจิ สอนภาษาเกาหลีเบื้องต้น และให้ดูสารคดีเรื่อง Reach for the SKY ซึ่งเกี่ยวกับชีิวิตเด็กนักเรียนเกาหลีใต้ที่ต้องเรียนหนัก ออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่ตื่น กลับบ้านหลังดวงดาวนอนหลับแล้ว เพื่อที่จะแข่งขันสอบซูนึงเข้าไปในมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของเกาหลีให้ได้ 

เมื่อดูสารคดีแล้ว เราบอกว่าพี่สาวเกาหลีคนนี้เป็นผู้ผ่านด่านแสนโหดอันนั้นมาได้ และได้เข้ามหาลัย Y เด็ก ๆ ถามว่า แล้วพี่มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ถ้าพี่ได้เรียนที่ดี ๆ ก็คงได้ทำงานดี ๆ แล้วทำไมพี่มีเวลามาเป็นอาสาสมัคร 

อาสาสมัครสาวชาวเกาหลีคนนั้นอึ้ง ไม่รู้จะตอบเด็กอย่างไร 

เด็กอีกคนถามพี่สาวต่อว่า แล้วพี่ได้ใช้ชีวิตเด็ก ๆ วัยรุ่นรึเปล่า ถ้าต้องเรียนหนักขนาดนั้น มันจะสนุกยังไง สนุกตอนไหน 

คำถามนี้เล่นเอาอาสาสมัครของเราน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว 

กลับมาที่สวนศิลป์บินสิวันนั้น อาสาสมัครสาวชาวเกาหลีของเรานิ่งเงียบ นอนเปล แล้วก็ผล็อยหลับไป 

ตื่นมาตอนเย็น เรานั่งคุยกัน เธอบอกว่าเปลเป็นสิ่งวิเศษที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นมาได้ ทำไมเธอถึงไม่เคยได้นอนกลางวันบนเปลแบบนี้ ตลอดชีวิตนี้เธอพลาดอะไรไป เธอไม่เคยได้นอนงีบตอนกลางวันมาก่อนเลย

ลีโอ อาสาสมัครหนุ่มหน้ามนจากสเปน คนที่สมัครมาอยู่ด้วยยาวที่สุด 3 เดือน เราตั้งฉายาให้เขาว่า ‘ลูกชายแห่งชาติ’ 

เราถามเขาว่าทำไมสมัครมาตั้ง 3 เดือน เขาบอกว่าอยากตัดขาดกับชีวิตที่เคยใช้มาสักพักใหญ่ ๆ 3 เดือนน่าจะกำลังดี 

เขาเป็นนักศึกษาเคมีปี 3 ที่มหาลัยในสเปน วันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาในห้องแล็บแล้วถามตัวเองว่า อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดหรือ แล้วก็ตอบตัวเองว่าไม่ใช่ เขาจึงลาออกแล้วหางานทำ ทำงานพิเศษเป็นบาร์เทนเดอร์ หาเงินได้มากกว่าเพื่อนที่เรียนจบเคมีด้วยกันมา แต่เขาบอกว่าทนทำต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะงานบริการแบบนี้สั่งเขาว่า ‘ลูกค้าคือพระเจ้า’ 

เขาจึงเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านที่เขาเติบโตขึ้นมา เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีคนอยู่ไม่ถึง 200 คน ทุกคนรู้จักกันหมด เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้าน วันหนึ่งเราเปิด Google Maps ส่องดูหมู่บ้านของเขา เขาก็ชี้ได้หมดจริง ๆ ว่าตรงไหนคือที่ที่หนุ่มสาวไปอยู่กัน ตรงไหนที่เป็นสภากาแฟตอนเช้าของหมู่บ้าน แต่การกลับไปหมู่บ้านครั้งนี้ของเขา ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม อยู่ดี ๆ วันหนึ่งรัฐบาลสเปนก็มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในหมู่บ้านเล็ก ๆ เขาตื่นขึ้นมาแล้วในหมู่บ้านมีนักท่องเที่ยว 600 กว่าคน มากกว่าคนที่เติบโตมาในหมู่บ้าน 3 เท่า เขาจึงบอกว่าถึงเวลาหนีไปให้ไกล ๆ 

3 เดือนผ่านไปไวมาก ลีโอมาอยู่ที่สวนศิลป์บินสิตอนที่เราเริ่มขยายพื้นที่ไปที่ดินใหม่อีกฝั่งแม่น้ำ ลีโอมาอยู่ตั้งแต่เรากำลังขึ้นเสาบ้านต้นแรก ได้ทำบ้านจนถึงมีหลังคา ผนังบ้าน และทำเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน 

เขาบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปและสิ่งที่เขาได้จากที่นี่ เขาคิดว่าคงหนีไปไหนไม่ได้ 

เขาหนีจากหมู่บ้านไม่ได้ เพราะเขารักวิถีชีวิตแบบนั้นมาก เขาเรียนรู้ที่จะกลับบ้าน ไปปรับตัวให้เข้ากับวิถีที่เปลี่ยนไป และสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่เขาเปลี่ยนแปลงมันได้ 

เขาจะไม่เอาแต่พร่ำบ่นกับสิ่งที่นโยบาย รัฐ สังคม ภายนอก กำหนด ตั้งกฎเกณฑ์มาที่เขา 

เพราะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เขาเรียนรู้จากที่นี่ว่า เราก็แค่ต้องลงมือทำ ทำในสิ่งที่เราทำได้ เขาคิดว่าเขาพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา นั่นคือการทำงานไม้ 

ทั้งที่ปู่และพ่อของเขาเป็นช่างไม้ แต่เขาไม่เคยได้ลงมือทำงานพวกนี้ ทั้งปู่และพ่อไม่เคยให้เขาได้ลองเล่นลองใช้เครื่องมือทำงานไม้เลย แต่มาที่นี่ เขาได้ทำทุกอย่าง ทำบ้านทั้งหลัง เขาบอกว่าเขาไม่กลัวที่จะกลับไปหมู่บ้านของเขาแล้ว เพราะมองเห็นที่ทางของตัวเองในหมู่บ้านนั้นชัดขึ้นแล้ว

เราเรียกการเปิดบ้านให้อาสาสมัครนี้ว่า เปิดบ้านให้เป็นโรงเรียน (เดินทาง) แต่อย่างไรบ้านก็คือบ้าน เราต้องวางขอบเขตของคนที่เข้ามากับคนที่อยู่ประจำให้ชัดเจน เรากำหนดให้ทำงานวันละ 5 ชั่วโมง เริ่มด้วยการพบกันประจำทุกสัปดาห์ แล้วแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ตอนเย็นก็เป็นเวลาของแต่ละคนตามอัธยาศัย บางกลุ่มชอบปาร์ตี้ เล่นเกม ดูหนัง บางกลุ่มก็เข้ามุมอ่านหนังสือ เขียนบันทึก ทำโยคะ ทำสมาธิ 

ตำแหน่งงานที่เราต้องการให้อาสาสมัครเข้ามาช่วยแจ้งไว้ชัดเจนในเว็บไซต์ Worldpackers เช่น สถาปนิกชุมชน ครูสอนภาษาผ่านกิจกรรม นักระดมทุน ช่างไม้ ทำสวน คนทำคอนเทนต์ ระบุขอบข่ายงานที่อยากให้อาสาสมัครช่วยอย่างชัดเจน วันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน แนะนำแผนที่เมือง สถานที่ใกล้เคียงให้ออกไปเที่ยว วันศุกร์เย็นจะทำอาหาร ทำพิซซ่าร่วมกัน วันตลาดนัดก็พาออกไปตลาดชิมอาหารเมือง 

มีงานชุมชนหมู่บ้านก็พาออกไปช่วยกันทำ 

อาสาสมัครที่เข้ามาทุกคนอาจจะมาด้วยเจตนาที่ดี แต่ไม่ได้มีประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกันด้านบริบท วัฒนธรรม เราต้องทำความเข้าใจ ฝึกสอนพวกเขาให้เข้าใจพื้นฐานก่อน บางคนได้ลองสอนเด็กแล้วบอกว่า วันนี้ควบคุมเด็กไม่ได้เลย เด็ก ๆ วิ่งวุ่น เสียงดังไปหมด เราก็จะบอกว่า อาจจะผิดตั้งแต่ตั้งต้นที่ว่า เราต้องควบคุมเด็ก จริง ๆ เราต้องทำงานร่วมกับเด็ก สร้างข้อกติการ่วมกันก่อน เด็กเสียงดังอาจจะดีกว่าเด็กไม่ตอบสนองเลย และสุดท้ายถ้าคิดว่าไม่ไหวจริง ๆ ก็สื่อสารความรู้สึกกับเด็กไปเลยว่า ไม่ไหวแล้วนะ รู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ฟัง ถ้าสื่อสารกันด้วยความรู้สึกจริง ๆ เด็ก ๆ จะฟังมากกว่าชี้คำสั่งไปที่เขา” 

อาสาสมัครหลายคนมาแล้วปรับตัวไม่ได้ ขอกลับไปก่อนก็มี มีคนหนึ่งที่สมัครมาจากเคนยา เราดีใจมาก รีบรับเขาเข้ามา แต่กลายเป็นว่าแม่เธอจ้างให้มาหาประสบการณ์ เธอทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่เคยล้างจานเอง ไม่เคยตากผ้าเอง ไม่ยอมลองกินอาหารที่แม่ทำเลย ตอนทำงานร่วมกับอาสาสมัคร เธอถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดต่างวัฒนธรรมไม่ได้ สอนเด็กแบบท่องจำแล้วอ่านตาม 

1 เดือนที่มาเป็นทำงานอาสาที่นี่ ทำอะไรเธอไม่ได้เลย เธอบอกว่าการทำบ้านดินเป็นบ้านของคนจนในเคนยาเท่านั้น เธอคงกลับไปเรียนต่อด้านธุรกิจได้แล้ว เพราะแม่เธอหวังว่าถ้ามาทำงานอาสาสมัครแล้วเธออาจจะอยากกลับไปทำงาน UN เป็นหมอเหมือนแม่ ตามเงื่อนไขของแม่ 

ประสบการณ์นี้สอนให้เราเห็นว่า บางทีการเดินทางไกลมาเป็นอาสาสมัครข้ามโลกเปิดใจใครบางคนไม่ได้ทั้งหมดหรอก 

เด็ก ๆ ในหมู่บ้านถามตลอดเลยว่า ทำไมพี่ ๆ เขาถึงต้องมาเป็นอาสาสมัคร

นักวิทยาศาสตร์คืออะไร เหมือนพี่ ๆ เขาออกมาจากยูทูบเลย ผมพี่ ๆ เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ ตาพี่ ๆ เขาเป็นสีฟ้า พี่เขาใช้ครีมอะไรทาผิว ทำไมผิวถึงได้ขาวขนาดนั้น 

พี่ ๆ อาสาสมัครเดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อมาทำงานฟรี ๆ ให้เราจริง ๆ หรือ

เราได้แต่ยิ้มให้เด็ก ๆ และเราเชื่อว่าเด็ก ๆ จะจำได้ว่ามีคำว่า ‘อาสาสมัคร’ อยู่บนโลกใบนี้ ฝังอยู่ในใจของพวกเขา และวันหนึ่ง เมล็ดพันธุ์นั้นจะเติบโต พาเขาออกเดินทางสู่โลกกว้างด้วยการเป็นอาสาสมัครบ้างก็ได้ 

เราพบคนหนุ่มสาวหลายคนที่ใช้ชีวิตโดยการเป็นอาสาสมัครแบบนี้หลาย ๆ ปีหรือทุกปี เพราะนอกจากจะเป็นการเดินทางที่ถูกแล้ว มันยังมีความหมาย พวกเขาจะได้ไปอยู่กับวัฒนธรรมที่แตกต่างกับคนท้องถิ่น คนที่ทำงานด้านนั้นจริง ๆ และได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ หมู่บ้าน ครอบครัว หรือเมือง ซึ่งการเป็นนักท่องเที่ยวอาจพาไปไม่ถึง 

ที่สำคัญ อาสาสมัครจะได้รู้จักคำว่า ‘ให้’ และ ‘รับ’ ไปด้วยกัน

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School