23 เมษายน 2026
5 K

“ไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายที่ตอนเด็ก ๆ เราเล่นละครเยอะมาก แต่ไม่ได้มีคนรู้จักเยอะ เลยไม่ค่อยมีภาพจำติดตัวตอนโต” 

ประโยคที่ ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน บอกกับเราในบางช่วงบางตอนของการสนทนา 

บางคนอาจรู้จักเขาในฐานะดาราจากค่าย GMMTV บางคนก็รู้จักเขาผ่านบทบาทนักแสดงที่ฝากผลงานไว้มากมาย ทั้ง มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee, ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม, TASTE เด็กเจนแซ่บ ฯลฯ หรือบางคนอาจเคยฟังเพลงของเขามาก่อน จึงได้รู้จักเขาในฐานะนักร้อง

ชีวิตในวงการบันเทิงของภูวินทร์เริ่มต้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เขาเข้าวงการด้วยบทบาทนักแสดงเด็ก ผ่านงานโฆษณา ละครเวที และละครโทรทัศน์มามากมาย แต่อย่างที่เจ้าตัวบอก ไม่ค่อยมีใครจดจำเขาในช่วงเวลานั้นได้ 

การสนทนาครั้งนี้เราเลยชวนเขาย้อนกลับไปในวันแรก การเดินทางตลอด 11 ปีที่ผ่านมาหลากหลายวงการ และมีส่วนหล่อหลอมให้เขากลายเป็นภูวินทร์อย่างในปัจจุบัน

วันนี้เราพบภูวินทร์ที่อยู่ในชุดคล้ายกับชุดที่ใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง แค่นาทีเดียว (A Minute) ผลงานเพลงล่าสุดของเขา จากค่าย RISER MUSIC พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเอเนอร์จีเต็มร้อย (แต่เจ้าตัวบอกว่าต้องรอดูตอนหมดวันว่ายังเหลือแรงไหม)

เด็กที่ไม่กลัวการล้ม

ถ้าย้อนกลับไปช่วงวัยเด็ก สิ่งที่ภูวินทร์คิดถึงมากที่สุดคืออะไร 

น่าจะคิดถึงเพื่อน ผมเป็นคนติดเพื่อนมาก ๆ ชอบอยู่กับเพื่อนโดยเฉพาะตอนพักเที่ยง มันเป็นช่วงที่จะมีความสุขที่สุด เพราะผมไม่ชอบเรียน (หัวเราะ)

แต่คุณเรียนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุ 20 

ใช่ เหตุผลที่เรียนเร็วก็เพราะผมไม่ชอบเรียนเนี่ยแหละ ในเมื่อไม่ชอบ เลยอยากรีบ ๆ เรียนให้จบไปเถอะ (หัวเราะ) จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น 

ผมคิดว่าหลายคนน่าจะเจอเหมือนกัน คือที่บ้านกำหนดว่าอย่างน้อยต้องเรียนจบปริญญาตรีนะ บ้านผมก็เป็น โอเค งั้นรีบทำสิ่งนี้ให้จบดีกว่า

คุณเคยเล่าว่าตอนเด็ก ๆ ลองเอามือจุ่มในหม้อน้ำเดือดเพื่อทดสอบ ทำไมถึงกล้าทำแบบนั้น 

(นิ่งคิด) เพราะผมเป็นคนที่ล้มได้มั้ง ผมไม่ค่อยกลัวที่จะผิดพลาดเท่าไหร่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่กลัวเลยนะ รู้สึกว่าผิดแล้วก็ช่างมัน พลาดแล้วช่างมัน ก็แค่ทำใหม่ ถึงบางครั้งที่พลาดมันก็ไม่ดีหรอก แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ในชีวิตนี้เคยเจอความผิดพลาดสุด ๆ แล้วหรือยัง

มีนะ แต่ไม่รู้ว่าพลาดที่สุดในชีวิตหรือยัง เพราะคงมีเรื่องเข้ามาให้ผมพลาดได้อีกเรื่อย ๆ คนเราจะไม่ค่อยรู้ตัวว่ากำลังทำพลาดจนกว่าเราจะรู้สึกว่าฉิบหาย! แก้อะไรไม่ได้แล้ว 

ที่ไม่กลัวพลาดหรือกลัวการล้ม เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ไหม

ใช่ คุณพ่อชอบพูดว่า ทำไปเถอะ ถ้าไม่เจ็บเอง มันไม่เรียนรู้หรอก ซึ่งผมเชื่อประโยคนี้มาก ๆ เพราะต่อให้ใครเตือนหรือพูดอะไรไม่มีทางที่คนจะฟัง หรือฟังแต่ไม่เชื่อ จนกระทั่งพลาดเองจริง ๆ เราถึงจะเก็บสิ่งนั้นมาเป็นบทเรียน

ส่วนคุณแม่เป็นขั้วตรงข้าม เป็นคนที่เตือนเราก่อนเสมอ เขาทำทุกอย่างไม่ให้เราพลาด แต่ด้วยความที่เราไม่ชอบฟังผู้ใหญ่ (ยิ้ม) เลยชอบท้าทายระบบ ยิ่งแม่เตือนก็ยิ่งทำตรงข้าม ทำให้หลาย ๆ ครั้งเราล้มบ่อยจนชิน คงเป็นเพราะสิ่งนี้มั้งที่ทำให้เราไม่กลัวที่จะพลาด

ความกล้านี้ทำให้ภูวินทร์ตัดสินใจเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 11 ขวบ

ใช่ จริง ๆ มันง่ายมากเลย ตอนเด็ก ๆ เราไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าทำแล้วได้เงินเยอะดี (ยิ้ม) เริ่มงานในวงการจากการถ่ายโฆษณา จำได้ว่าถ่ายโฆษณาตัวแรกได้เงิน 30,000 บาท ซึ่งสำหรับเด็ก 11 ขวบ เงินจำนวนนี้เยอะมากนะ เอาไปซื้อของเล่น ซื้อเกมได้เยอะมาก เรารู้สึกว่าทำสิ่งนี้ได้เรื่อย ๆ อีกอย่างเราเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้องให้กลับไปเล่นด้วย งั้นไปทำงานดีกว่า

ความรู้สึกตอนถ่ายงานชิ้นแรก

เหนื่อย (หัวเราะ) งานแรกของผมเป็นงานโฆษณาขนมแบรนด์หนึ่ง เขาทำแคมเปญร่วมกับตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่น ผมถูกทาสีทั้งตัว ข้างหนึ่งสีเขียว อีกข้างสีม่วง ก็เลยเหนื่อย แต่เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ๆ 

จากเด็กถ่ายโฆษณาขยับไปเล่นละครเวทีได้ยังไง

เราถ่ายโฆษณาได้พักหนึ่งก็ได้ไปอยู่กับพี่ผู้จัดการที่คอยช่วยหางานให้ เลยมีโอกาสได้เล่นละครบ้าง จนได้ไปแคสต์ละครเวทีชื่อว่า The Sound of Music งานนี้พ่อแม่เป็นคนเจอ เขาบอกเราว่าน่าจะลองไปแคสต์ดูนะ เพราะเราเคยเล่นละครมาแล้ว 

ผมแคสต์ได้บทพี่คนโต จริง ๆ ก็แอบเซอร์ไพรส์ที่ได้บทนี้ เพราะตามบทอายุลูกชายคนโตจะประมาณ 15 – 16 ปี แต่ตอนที่ได้เล่นผมอายุ 12 ปี อาจเพราะเราตัวสูงกว่าคนวัยเดียวกัน Growth Hormone มาเร็ว แต่หยุดสูงเร็วเหมือนกัน (ยิ้ม)

สิ่งที่ได้จากการเป็นนักแสดงละครเวที

เป็นบทเรียนดีกว่าว่าเราควรตั้งใจมากกว่านี้ แอบผิดหวังในตัวเองที่ตอนนัั้นไม่ตั้งใจเท่าที่เราในวันนี้รู้สึก เราควรตั้งใจกับโอกาสที่ได้รับมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อยากพูดว่าเพราะตอนนั้นเรายังเด็ก เหมือนเป็นข้ออ้าง แต่เราก็เด็กจริง ๆ จึงทำไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย

คุณเรียนรู้ที่จะทำสิ่งนี้ได้ยังไง

การเล่นละครเวทีต่างกับการเล่นละครโทรทัศน์ตรงที่เป็นการแสดงสด ๆ มีการเซตฉาก ฉะนั้น เราต้องซ้อมเยอะมาก ผมใช้เวลาซ้อมประมาณ 8 เดือน ไปซ้อมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอใกล้ ๆ วันแสดงจริงก็ไปซ้อมทุกวัน แต่เราเป็นเด็กสมาธิสั้น อยู่กับสิ่งนี้แค่ 2 เดือนก็รู้สึกว่าจูนไม่ติดละ หลุดเลย เราเลยอาจจะไม่ตั้งใจกับมันเท่าที่ควร

แต่ก็โชคดีที่เราเป็นคนมี Mindset ว่า กูต้องรอด (หัวเราะ) ไม่ว่าเจอสถานการณ์อะไรก็ตาม ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้รอดให้ได้ ก็เลยผ่านมันมาได้

อาจเพราะคุณมีพื้นฐานการแสดงจากการเล่นละครหลายเรื่อง เลยช่วยให้คุณผ่านไปได้

ตอนเด็ก ๆ ผมแทบไม่เคยเรียนการแสดงเลย เพิ่งมาเรียนจริงจังตอนอายุ 14 – 15 ปี ก่อนหน้านั้นเราทำไปตามธรรมชาติ ทำตามสัญชาตญาณและความรู้สึก จำได้ว่าเคยเกือบร้องไห้ตอนไปแคสต์ละครเรื่องแรก ตอนนั้นต้องไปแคสต์หน้ากองซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกติเท่าไหร่ มีคนบอกให้ทำโน่นทำนี่ หลัง ๆ เริ่มกดดันจนรู้สึกว่านี่มันคืออะไร ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่สุดท้ายเราก็ได้เล่นละครเรื่องนั้น

ตอนเด็ก ๆ ไม่ได้ถึงขั้นคิดว่า ต้องแสดงเรื่องนี้ให้แตกต่างจากเรื่องที่แล้วนะ ยังไม่ได้มีวุฒิภาวะขนาดนั้น เราทำเพราะความสนุกล้วน ๆ ตราบใดที่ยังไม่เบื่อก็ไม่เลิก

นักแสดงที่หาวิธีรักษาตัวตน

หลายคนพูดว่าการเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุน้อยมีแต่ข้อเสีย สำหรับภูวินทร์ที่มีประสบการณ์ตรงคิดเห็นเรื่องนี้ยังไง 

(นิ่งคิด) ผมคิดว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี ข้อดีคือเราได้ทำงาน ได้มีโอกาสทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่คนอื่นอาจจะไม่ได้ทำ ส่วนข้อเสียคือเราอาจสูญเสียตัวตน เสียความเป็นตัวเองไป หรือถ้าบังเอิญได้เล่นบทที่ทำให้ทุกคนรู้จักเด็กคนนั้น ชีวิตเขาจะไม่เหมือนเดิม ยิ่งถ้าอยากเดินในเส้นทางนักแสดง การมีภาพจำตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ผมว่ามันไม่ค่อยส่งผลดีต่ออาชีพนักแสดงเท่าไหร่นัก 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายที่ตอนเด็ก ๆ เล่นละครเยอะมาก แต่ไม่ได้มีคนรู้จักเยอะ เลยไม่ค่อยมีภาพจำติดตัวตอนโต

ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียตัวตนไป

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เจอ เป็นปัญหาตอนโตมากกว่า ตอนที่ต้องใช้เวลาอยู่กับตัวละครตัวหนึ่งนาน ๆ จนติดนิสัยของเขามาด้วย เอากลับมาใช้ในชีวิตจริง ถ้าเป็นตัวละครที่นิสัยดีมาก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าดันเป็นตัวละครที่อารมณ์ร้าย นิสัยไม่ดี จะเกิดปัญหา เพราะไม่มีใครชอบคนนิสัยไม่ดี

ตอนที่เกิดกับผมดันเป็นช่วงที่เล่นเป็นตัวละครนิสัยไม่ดี เราติดเอาตัวตนของเขาออกมาด้วย เลยกระทบกับการใช้ชีวิต เราต้องหาทางแก้ว่าทำยังไงไม่ให้เอาคาแรกเตอร์ตัวละครกลับบ้านมาด้วย พยายามตัดให้ขาด 

เจอวิธีหรือยัง

ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนว่าอะไรคือการกระทำของตัวละคร อะไรคือการกระทำของเรา บางครั้งก็มีหลุดบ้าง แต่ถ้าเรามีสติรับรู้ว่าตอนนี้กำลังเป็นตัวละครนะ เราจะตัดตัวตนของเราได้ หรือถ้าเราไม่ได้กำลังถ่ายละคร แต่ดันมีความคิดตัวละครผุดขึ้นมา เป็นความคิดที่ไม่ใช่ตัวเราเลย เราก็ต้องรู้ตัวถึงจะจัดการได้ 

หลักคิดนี้ส่งผลยังไงกับการบาลานซ์ชีวิตของคุณให้ยังคงความเป็นภูวินทร์ไว้ ไม่สูญเสียตัวตนไปกับวงการบันเทิง

ผมว่าวิธีที่ง่ายที่สุด คือให้ตัวเราเองกับตัวเราที่ออกสื่อเหมือนกัน เป็นวิธีที่ง่ายและดีกับเราที่สุด ไม่ต้องสร้างภาพหรือเปิด-ปิดตัวตนตลอดเวลา เพราะสุดท้ายคนจะชอบที่เราจริง ๆ ไม่ได้ชอบสิ่งที่เราประดิษฐ์ขึ้น

ใช้สัญชาตญาณทำงานบันเทิง

แสดงมาหลายเรื่องแล้ว ภูวินทร์คิดว่าตัวเองมีเอกลักษณ์ทางการแสดงหรือมีบทที่เป็นภาพจำไหม

อาจจะมีนะ แต่ก็ไม่อยากให้มีเลย สำหรับผม การเป็นนักแสดงคืออยากทำให้คนเห็นว่าเราเล่นได้ทุกบทบาท ไม่อยากให้คนมีภาพจำว่าตัวเราต้องเล่นบทแบบนี้เท่านั้น ผมจึงพยายามรับบทที่หลากหลาย

คนอาจจะมีภาพจำกับเรา ขึ้นอยู่กับว่าเขาไปดูเราเล่นเรื่องไหน ถ้าดูเรื่องที่ผมเล่นหนัก ๆ โหด ๆ เช่น บท ดีเซล ใน TASTE เด็กเจนแซ่บ อาจจะคิดว่าตัวจริงผมเป็นคนดุ หรือถ้าดูเรื่องที่ผมเล่นเป็นคนดีจัด ๆ อย่างบท พีช ใน มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee ก็อาจคิดว่าเราเป็นคนอบอุ่นมาก ๆ 

คุณเคยบอกว่าเป็นคนไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานในวงการบันเทิงด้วยสัญชาตญาณล้วน ๆ 

(นิ่งคิด) อธิบายยากมากเลย ผมเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเลข อยู่กับการวางแผน แต่พอทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งไม่มีตัวเลขให้คำนวณหรือคิดเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ แต่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ พูดตามตรงว่าผมไม่มีสิ่งนี้เลย (เน้นเสียง) ผมเลยทำงานด้วยสัญชาตญาณกับความรู้สึก 

การได้เล่นเป็น ‘พีช’ ใน มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee ส่งผลต่ออาชีพนักแสดงของภูวินทร์ยังไง

‘พีช’ เป็นตัวละครที่ทำให้เราแสดงอย่างละเอียดขึ้น เขาเป็นคนใช้ชีวิตช้า ๆ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ ทีละโมเมนต์ในชีวิต ทำให้คนเล่นช้าลงไปด้วย ปกติผมเป็นคนเร็ว รีบ การได้เป็นพีชสอนให้เราช้าลง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้จะส่งผลดีในระยะยาวนะ

นักร้องที่พึ่งโชคและความสามารถ

คุณเริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิงด้วยอาชีพนักแสดง แล้วบทบาทนักร้องมาตอนไหน

นักร้องเป็นสิ่งที่เราฝันไว้ตั้งแต่แรก ๆ ก่อนจะเป็นนักแสดงอีก ช่วงมัธยมเคยทำวงกับเพื่อน แล้วก็มีความฝันว่าโตขึ้นอยากทำวงดนตรี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างที่เราฝันไว้เสมอไป สุดท้ายมือกีตาร์วงผมไปเรียนหมออยู่ที่จุฬาฯ มือกลองไปเรียนทันตแพทย์ มือคีย์บอร์ดเรียนกราฟิก มีมือเบสที่ได้เรียนดนตรีคนเดียว นอกนั้นแยกย้ายไปทำงาน

ผมคิดไว้ตั้งแต่เด็กว่าจะไม่ทำสิ่งนี้เป็นอาชีพแน่ ๆ การจะทำอาชีพนักร้องหรือนักแสดงแล้วประสบความสำเร็จ คุณต้องเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้โอกาส ผมคิดว่ายาก อย่าเป็นเลยดีกว่า แต่พอมีโอกาสได้เป็นนักแสดง เราก็ทำสิ่งนี้ให้เต็มที่ควบคู่กับการเรียน เพราะผมมีแผนว่า ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยจบ สิ่งนี้ก็จบ

หมายถึงจะไม่เป็นนักแสดงแล้ว

ใช่

เพราะอะไร

ผมเคยลองคำนวณรายได้ สมมติไม่ได้เล่นเป็นตัวละครหลักและมีงานแสดงประมาณ 2 เรื่องต่อปี ซึ่งถือว่าเยอะแล้วนะ ผมจะมีเงินเดือนเท่าเด็กจบใหม่ ดังนั้น สู้ไปทำอาชีพอื่นด้วยเงินเดือนเด็กจบใหม่ แล้วค่อย ๆ ไต่ตำแหน่งในบริษัทไม่ดีกว่าเหรอ มันมั่นคงกว่า

สิ่งที่ทำให้คุณเปลี่ยนใจ

เราว่าเราทำสิ่งนี้ได้ เราทำมันเป็นอาชีพได้จริง ๆ ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 3 เป็นช่วงที่ทำงานทุกวัน ถึงขั้นลาเรียนไปทำงาน จนรู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ได้จริง ๆ

กลับมาเรื่องนักร้อง ทำไมถึงมองว่าการทำสิ่งนี้ต้องใช้โชค ใช้โอกาส เพราะบางคนมองว่าต้องใช้ความสามารถนะ

ใช่ ต้องใช้ความสามารถด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง หรืออะไรก็ตาม นอกจากความสามารถก็ต้องใช้โชคด้วย เราไม่รู้ว่าโอกาสจะเข้ามาหาเมื่อไหร่ จะเข้ามาไหม ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเข้ามาแล้วเราไม่มีความสามารถมากพอ เราก็ทำไม่ได้อยู่ดี จึงต้องอาศัยทั้งโชคและความสามารถควบคู่กัน

ที่คุณมาถึงทุกวันนี้คิดว่าเพราะโชคหรือความสามารถ

ผมคิดว่าโชค 70% แต่อย่างที่บอกว่าถ้าไม่มีความสามารถ โชคมาก็เท่านั้น คุณโชคดีที่ได้โอกาส มันก็จะอยู่ได้แป๊บหนึ่ง แต่อาจอยู่ไม่ได้นานถึงขั้น 5 ปี 10 ปี

เพลง แค่นาทีเดียว (A Minute) เล่าเรื่องการได้พบใครสักคนที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตจนขาดเขาไม่ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ภูวินทร์ขาดไปไม่ได้

(นิ่งคิด) ถ้าขาดไม่ได้จริง ๆ สำหรับผมคือสวนสาธารณะ เพราะผมชอบเดิน สวนเป็นที่ที่เราเดินได้เรื่อย ๆ มันสงบและสวย เวลาไปต่างประเทศผมก็ชอบไปเดินดูสวนสาธารณะ

เคยเดินไกลสุดแค่ไหน

เคยเดินจากสามย่านไปตึกแกรมมี่ เพราะว่างแล้วก็บ้าด้วย (หัวเราะ) เป็นช่วงโควิดพอดี เรียนเสร็จตอนบ่าย 3 โมงแล้วมีงานต่อตอน 6 โมงเย็น มีช่วงว่างแต่ไม่รู้จะทำอะไร ห้างก็ปิด เพื่อนก็กลับบ้าน เลยเดินไปทำงาน (หัวเราะ)

คุณมีส่วนร่วมในการทำเพลง แค่นาทีเดียว (A Minute) ยังไงบ้าง 

เราอยู่กับเพลงนี้ตั้งแต่วันแรก จุดเริ่มต้นมาจากการที่เราเป็นแฟนเพลง พี่ข้าว fellow fellow (ปณิธิ เลิศอุดมธนา) เราบอกเขาว่าอยากได้เพลงรักที่มีพื้นที่ให้คนฟังตีความได้ด้วย ตอนที่ฟังเพลง ดาวหางฮัลเลย์ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเพลงบอกรัก แต่สำหรับผมมันเป็นเพลงง้อ เพลงบอกคิดถึง เลยอยากได้เพลงที่ทำให้คนฟังตีความได้เยอะ ๆ พี่ข้าวจึงช่วยทำออกมาได้เป็นเพลงนี้

ไม่กลัวคนตีความเพลงจนเข้าใจเจตนาคนร้องผิดเหรอ

ผมว่าการทำเพลงสักหนึ่งเพลง แม้มันจะมาจากประสบการณ์คนร้องหรือประสบการณ์อะไรก็ตาม แต่สุดท้ายคนฟังไม่ได้อยากรู้ว่าเราไปเจออะไร คนส่วนใหญ่ฟังเพลงเพื่อเอามาเปรียบเทียบชีวิตตัวเอง เราเลยอยากให้เพลงนี้คนฟังตีความเองหรือเอาไปเทียบกับชีวิตตัวเองก็ได้

ถ้าเพลงต่อไปได้มีโอกาสแต่งเพลงเอง อยากเล่าเรื่องอะไร

อยากพูดถึงความสนุกในชีวิตละกัน ก่อนหน้านี้เพลงเราพูดถึงความรัก ความเศร้าแล้ว อยากพูดถึงความสนุกบ้าง

ความสนุกในชีวิตของภูวินทร์ตอนนี้คืออะไร

ถ้าตอนนี้ผมสนุกกับการทำงาน แต่จะเขียนเพลงเรื่องการทำงานก็คงไม่ใช่ (หัวเราะ)

นักแสดงอายุงาน 11 ปี

รู้สึกยังไงที่อยู่ในวงการบันเทิงมาเกินครึ่งชีวิต

เราทำงานมานานเหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะฟังดูเยอะ แต่เราคิดว่าตัวเองยังไม่ได้มีประสบการณ์เท่ากับคนที่ทำงานมาแล้ว 11 ปีมีหรอก

งานวงการบันเทิงประกอบสร้างคุณยังไง

มันทำให้เราโตเร็วขึ้น เพราะเราเจอสังคมทำงานตั้งแต่วัยเด็ก เราต้องหาวิธีปรับตัวให้เข้ากับสังคมนี้

ว่ากันว่าการเป็นคนดังมักจะต้องแลกกับการสูญเสียอิสรภาพ

ก็สูญเสียนะ แต่เคยมีนักแสดงคนหนึ่งบอกว่าการทำงานเบื้องหน้าแปลว่าคุณขายความเป็นส่วนตัวและความเป็นตัวเองเพื่อเม็ดเงินตั้งแต่วินาทีแรกที่ทำ ดังนั้น เราไม่มีสิทธิ์โวยวาย

ถ้ามี 1 วันที่ภูวินทร์ไม่ต้องเป็นศิลปิน ไม่มีใครรู้จัก คุณจะทำอะไร

ก็ใช้ชีวิตตามปกติ เอาจริง ๆ ทุกวันนี้ผมก็ใช้ชีวิตปกติ เดินไปไหนมาไหนปกติ ผมรู้สึกโชคดีที่อยู่เมืองไทย คนไทยเกิน 99% เคารพเรา แม้อยู่ในที่สาธารณะก็ยังเคารพเรา อย่างมากเขาก็แค่เดินมาทักเราแล้วก็ไป ส่วนใหญ่ชอบมองอยู่ห่าง ๆ มากกว่า

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัย 22 ปี

เราบังคับคนอื่นไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ อยากให้คนอื่นมองเราเป็นยังไง เริ่มที่ตัวเอง เราเคยพยายามแก้ความเข้าใจผิดแล้วไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เปลี่ยนตัวเองตั้งแต่แรกง่ายกว่า 

ในฐานะที่อยู่ในวงการมา 11 ปี ถ้ามีรุ่นน้องเดินมาขอคำแนะนำ 1 ข้อจากภูวินทร์ 

อย่าห่วงหล่อห่วงสวย เราเจอสิ่งนี้ในนักแสดงใหม่ ๆ หลายคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดนะ ผมเข้าใจมาก ๆ แต่เราเป็นนักแสดง เรามีหน้าที่ขยายความและถ่ายทอดตัวละครนั้นให้คนดูรู้จัก เขาอาจไม่ใช่คนที่สวย-หล่อตลอดเวลา ผมว่าการเป็นตัวละครที่ไม่ต้องหล่อต้องสวยมีเสน่ห์มากกว่าเยอะ ผู้กำกับเองก็ไม่ได้ต้องการให้ตัวละครสวย-หล่อตลอดเวลาเช่นกัน เขาอยากให้เราถ่ายทอดชีวิตของตัวละครนั้นจริง ๆ 

ถ้าปล่อยสิ่งนี้ได้ รับรองเลยว่าจะสนุกกับการแสดงมากขึ้น (ยิ้ม)

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล