28 มกราคม 2026
3 K

ถ้าคุณเป็นคนชอบเดินป่า ในปีที่ผ่านไปนี้ ข้อไหนตรงกับคุณมากที่สุด

  1. ไปเดินเส้นทางยอดนิยม แล้วท้อกับความแออัด วุ่นวาย และดราม่า
  2. พยายามหนีไปเดินเส้นทางใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก
  3. ตัดสินใจหยุดเดินป่าสักพัก รอให้เขาเลิกเห่อกันก่อน
  4. ถูกทุกข้อ

ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา การเดินป่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ผู้คนมากมายอยากลอง ซึ่งก็เป็นเรื่องดีมาก เพราะเรากำลังจะได้โอกาสให้คนมากมายนี้ไปสัมผัสธรรมชาติ และถ้ามีการจัดการที่ดี พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะรักธรรมชาติอย่างที่เป็นจริง และเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติต่อไป 

ความงดงามของธรรมชาติดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ออกไปแสวงหาด้วยการออกไปเดินป่า

‘แต่’ มีข้อแม้ว่าต้องจัดการให้ดี อย่าให้มีความหงุดหงิด ดราม่า จนผู้คนเหนื่อยหน่ายเสียก่อน ถ้าทำให้ดี ทำให้ผู้คนเข้าถึงง่าย เจอเรื่องดี ๆ เทรนด์เดินป่าก็จะอยู่ยาว และสร้างสิ่งดี ๆ มากมาย

ตามมาเลยครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่าจะจัดการการเดินป่าให้ดีต้องทำอย่างไร และมันจะส่งผลดีต่อเราและประเทศไทยอย่างไรบ้าง

ในเรื่องการจัดการกิจกรรมเดินป่านั้น เราต้องจัดการ 3 เรื่องหลัก ๆ คือการจัดการเส้นทางที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นกว่าเดิม การให้ความรู้และสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับนักเดินป่า เพิ่มเส้นทางใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ที่สำคัญที่สุด ต้องมองเรื่องการเดินป่าเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัญหา

“ผมเข็ดแล้วครับพี่ ป่าตลาดนี่”​ น้องคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มเดินป่ามาเล่าให้ผมฟัง เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า ‘ป่าตลาด’ ซึ่งหมายถึงเส้นทางเดินป่ายอดนิยม

“ก่อนเดินก็แย่งลูกหาบกัน แต่ละคนขนของไปราวกับย้ายบ้าน พอเดินขึ้นไปถึงก็แทบไม่มีที่กางเต็นท์ เพราะทัวร์ทั้งหลายมาจองที่ไว้หมดแล้ว กลางคืนแทบไม่ได้นอน พี่แกเดินเครื่องปั่นไฟทั้งคืน เรื่องห้องน้ำไม่ต้องพูดถึง ทั้งคิวยาว ทั้งสกปรก ผมนี่ต้องหนีไปเข้าในป่าเลย แต่ก็ไปเจอกองทิชชูเพียบเลยครับ”

เส้นทางเดินป่ายอดนิยมล้วนเจอปัญหานักท่องเที่ยวล้นจนเกิดปัญหามากมาย
ส่วนหนึ่งของปัญหา คือการให้มีจำนวนนักเดินป่ามากเกินกว่าเส้นทางและธรรมชาติจะรับได้
นำไปสู่ความแออัด วุ่นวาย แก่งแย่ง ทะเลาะกัน ทำให้เกิดความไม่ประทับใจกับคนที่ไปเดินป่า

การจัดการเส้นทางเดินป่าที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นนั้น ไม่ใช่การพยายามเพิ่มความสะดวกสบายหรือพยายามสร้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น เพราะนั่นคือการเพิ่มปัญหาความแออัดและสร้างภาระให้กับพื้นที่มากเกินกว่าธรรมชาติจะรับได้ การก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เป็นการดัดแปลงสภาพธรรมชาติ พอหนักขึ้นเรื่อย ๆ พื้นที่นั้นก็จะสูญเสียเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นอยู่มากมาย

ในทางกลับกัน การจัดการเส้นทางเดินป่าที่ดีต้องกำหนดจำนวนนักเดินป่าให้เหมาะสมกับที่เส้นทางและจุดพักแรมจะรับได้ โดยไม่รบกวนธรรมชาติจนเกินไป ไม่หนาแน่นจนทำให้นักเดินป่ารู้สึกแออัดวุ่นวาย

นอกจากนี้ แทนที่จะเพิ่ม ‘ความสะดวกสบาย’ ควรลดบริการที่ไม่จำเป็นลงเพื่อลดปริมาณ ‘กิจกรรม’ (Activites) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น จำกัดปริมาณหรือน้ำหนักสัมภาระที่นักเดินป่าแต่ละคนจะใช้บริการลูกหาบได้ (แม้จะบอกว่ามีเงินจ่ายก็ตาม) หรือถ้ากำหนดให้ทุกคนต้องแบกของเอง ไม่มีบริการลูกหาบก็จะยิ่งดี เพราะการควบคุมปริมาณของที่นำเข้าไปจะลดปริมาณขยะ กิจกรรมทำอาหาร และอื่น ๆ ให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

บริการหลาย ๆ อย่างที่ ‘เกินเลย’ ไปสำหรับการใช้ชีวิตในธรรมชาติก็ควรงด เช่น อุทยานแห่งหนึ่งเคยขายน้ำแข็งไสบนดอย ต้องเดินเครื่องปั่นไฟเลี้ยงตู้เย็นทั้งคืน อันนี้ไม่ถูกต้องอย่างมาก

ตัวอย่างการใช้พื้นที่เกินความเหมาะสมมีให้เห็นอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ลานกางเต็นท์บนยอดเขาแห่งหนึ่งกำหนดปริมาณนักเดินป่าไว้ประมาณ 400 คน แต่ในช่วงเทศกาลกลับปล่อยให้มีคนขึ้นไปพักถึงกว่า 900 คน และไม่จำกัดปริมาณสัมภาระที่นำขึ้นไป ผู้คนจึงขนของที่ไม่จำเป็นขึ้นไปมากมาย สร้างความแออัด แก่งแย่งลูกหาบ และสิ่งอื่น ๆ กันจนกลายเป็นดราม่าที่เห็นกันในโซเชียลมีเดีย

การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมในแต่ละวัน จะทำให้ไม่แออัดและทำให้นักเดินป่าได้ชื่นชมธรรมชาติอย่างเต็มที่ และลดการเสื่อมโทรมของธรรมชาติด้วย

นอกจากนี้ ควรรักษาสภาพธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด งดการก่อสร้างที่ไม่จำเป็น ถ้าหากต้องทำก็ใช้วัสดุและวิธีที่กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่นักเดินป่าเข้าไปแสวงหาคือธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม ไม่ใช่สิ่งที่สร้างเพิ่มเติมเข้าไป

ผมเชื่อว่าถ้าคุณได้ไปเดินป่ามาหลายที่ คุณจะบอกได้ทันทีว่าที่ไหนมี ‘การจัดการ’ ที่ดี เพราะมันคือเส้นทางที่คุณเดินแล้วสบายใจ อยากกลับไปอีกครั้ง

การจัดการเส้นทางที่มีอยู่แล้วให้ประสบความสำเร็จได้ต้องทำไปพร้อม ๆ กับการสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดี เพื่อให้นักเดินป่าเดินเข้าไปในป่าโดยลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมกับเปิดเส้นทางใหม่ ๆ เป็นทางเลือกให้กับนักเดินป่า เพื่อลดความแออัดและบังคับใช้การจำกัดจำนวนคนบนเส้นทางได้อย่างจริงจัง

การลดปริมาณของที่นักเดินป่าจะนำเข้าไป เช่น การให้แบกของเองหรือจำกัดน้ำหนักที่จะใช้ลูกหาบ จะลดกิจกรรมให้เหลือเท่าที่จำเป็นและแก้ปัญหาขยะได้อย่างมาก
เมื่อมีปริมาณนักท่องเที่ยวที่เหมาะสม ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และทำให้รักษาสภาพธรรมชาติไว้ได้อย่างสวยงาม

การที่จะบอกว่าเรา ‘ไม่มีวัฒนธรรม’ การเดินป่าที่ดีนั้น ไม่ใช่การดูถูกกัน เพราะวัฒนธรรมคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทำจนทุกคนทำตาม ๆ กันโดยไม่ต้องเขียนออกมาเป็นกฎ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยจับ ไม่ต้องมีการบังคับใช้ แต่ทุกคนจะคอยสอดส่อง แนะนำสิ่งที่ดี และติเตียนสิ่งที่ผิดกันเอง

ในขณะที่การเดินป่าในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ในอเมริกาหรือสแกนดิเนเวีย วัฒนธรรมการเดินป่าแพร่หลายมากว่า 70 ปี จากปู่ สู่พ่อ มาสู่ลูก แต่ในบ้านเราการเดินป่ายังเป็นเรื่องใหม่มาก มีคนจำนวนมากที่กระโดดเข้ามาโดยไม่มีตัวอย่างที่ดีให้ดูมากพอ 

โรงเรียนนักเดินป่าเป็นความร่วมมือกันของเจ้าหน้าที่อุทยานและนักเดินป่าอาสาสมัคร

วัฒนธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเอง เป็นเรื่องที่ต้องสร้างขึ้นมา และสร้างได้ นั่นคือที่มาของ ‘โรงเรียนนักเดินป่า’ โครงการที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือกันของเจ้าหน้าที่อุทยานและนักเดินป่าอาสาสมัคร มุ่งเป้าไปที่การให้ความรู้พื้นฐานกับนักเดินป่า สร้างวัฒนธรรมที่ดีเพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ให้มีการรบกวนระหว่างนักเดินป่าให้น้อยที่สุด ด้วยหลักการ 3 ข้อ 

พึ่งพาตนเอง

เคารพธรรมชาติ 

และให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง

หลักสูตรเริ่มจากการเรียนออนไลน์ ที่ใคร ๆ ก็เรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หัวข้อที่ต้องเรียนและสอบมี 2 หัวข้อหลัก ๆ 

หนึ่ง การเตรียมตัวก่อนไปเดินป่าโดยที่พึ่งพาตัวเองได้ ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และมีความสุขไม่ทุกข์ทรมาน 

สอง คือหลักการเดินป่าอย่างมีความสุข 7 ประการ หรือ Leave No Trace ที่เป็นหลักการสากลและเสาหลักของวัฒนธรรมการเดินป่า ได้แก่ วางแผนล่วงหน้า เดินบนเส้นทาง ไม่ทิ้งขยะ ไม่เก็บของออกจากป่า ใช้กองไฟเท่าที่จำเป็น รักษาระยะปลอดภัยจากสัตว์ป่า และให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง

เมื่อสอบผ่านในระบบออนไลน์แล้ว ก็ไปเรียนภาคปฏิบัติด้วยการไปเดินป่าในเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ไกลจนเกินไป ในเวลา 2 วัน 1 คืน โดยผู้เข้าอบรมจะต้องเตรียมอุปกรณ์มาเอง แบกสัมภาระเอง จัดเตรียมแคมป์พัก และทำอาหารเองทั้งหมด รวมถึงการหัด ‘เข้าห้องน้ำในธรรมชาติ’ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้

ให้ความรู้เบื้องต้นในการเดินป่าและสร้างวัฒนธรรมการเดินป่า โดยพาไปเห็นธรรมชาติที่แท้จริง

หลักสูตรนี้เราเรียกว่าหลักสูตรขั้นต้น ปัจจุบันโรงเรียนนักเดินป่าพัฒนาและเปิดสอนหลักสูตรขั้นกลางเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้ความรู้และสร้างทักษะให้เดินป่าในเส้นทางระยะไกลหลาย ๆ วันได้ 

และข่าวดีที่สุดในเรื่องการสร้างวัฒนธรรมการเดินป่า คือในขณะนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และมีแผนการจัดอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อขยายโรงเรียนนักเดินป่าไปให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค

โรงเรียนนักเดินป่าดำเนินการด้วยอาสาสมัคร คนที่เคยเป็นนักเรียนกลับมาเป็นครูช่วยสอนให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ ช่วยกันขยายผลไปที่เส้นทางใหม่

พี่เตอ สมาชิกรุ่นก่อตั้งและอาสาสมัครที่อาสาไปสอนทุกที่ที่เปิดหลักสูตรใหม่บอกพวกเราว่า 

“ได้รับโอกาสมาช่วยงานชมรมก็ดีใจแล้วครับ ยินดีทุกครั้ง ถ้าไม่ติดภารกิจครับ” ใช่ล่ะครับ วัฒนธรรมคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทำจนทุกคนทำตาม ๆ กันโดยไม่ต้องเขียนออกมาเป็นกฎ ผมว่าเรามาถูกทางแล้วครับ สำหรับการสร้างสังคมของนักเดินป่าที่ดี

ด้วยความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น จำนวนนักเดินป่าเพิ่มขึ้นมากมาย แต่เส้นทางเดินป่าเรามีน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าต้องการลดปัญหาความแออัดบนเส้นทางที่มีอยู่และจัดการให้ดีได้โดยไม่มีดราม่า เราก็ต้องเปิดเส้นทางเดินป่าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการ

แต่เดิมนั้นเราเคยมีเส้นทางเดินป่ามากกว่าปัจจุบันมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าย้อนเวลาไปสัก 30 ปี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เคยมีเส้นทางเดินป่าถึง 13 เส้นทาง ทั้งระยะใกล้เดิน 1 วัน หรือระยะไกลหลาย ๆ วัน อุทยานเกือบทุกแห่งมีเส้นทางที่ติดต่อขอเดินกับเจ้าหน้าที่หรือขออนุญาตแล้วให้ชาวบ้านนำทางได้

แต่เมื่อไม่มีการจัดการที่ดีและเกิดปัญหา เส้นทางเหล่านี้ก็ทยอยปิดไปจนเกือบหมด

แผนที่แสดงเส้นทางเดินป่าที่เปิดให้เดินในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ในอดีตมีถึง 13 เส้นทาง

ในด้านหนึ่งก็เข้าใจได้ เพราะเจ้าหน้าที่อุทยานมีน้อยและมีภารกิจมากมาย ทั้งลาดตระเวน ปราบปราม และดูแลนักท่องเที่ยว แต่ถ้าเราเห็นความสำคัญของกิจกรรมเดินป่า เราก็ร่วมกันแก้ปัญหานี้ได้

ถ้าจะเปิดเส้นทางใหม่ สำคัญมากที่ต้องมีการจัดการที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น 

การแก้ปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่มีจำกัด อุทยานหลายแห่งแก้ไขปัญหาโดยการทำงานร่วมกับชุมชน ให้จัดกลุ่มผู้นำทางมาทำงานร่วมกัน หรือจะให้ชุมชนจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อเข้ามาดำเนินการภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ 

การจัดการเส้นทางเดินป่าร่วมกันระหว่างอุทยานและชุมชนนี้มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายเส้นทาง

เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

เช่น ‘เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา’ เป็นการริเริ่มของโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริของกรมอุทยานฯ ร่วมกับชาวบ้านจัดทำเส้นทางเดินป่าระยะไกล 50 กิโลเมตรที่สวยงามมากตั้งแต่ พ.ศ. 2560 จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันไว้อย่างเหมาะสม ให้นักท่องเที่ยวแบกสัมภาระเอง และจัดการดูแลเส้นทางได้อย่างดีมาก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเดินป่าและพายเรือหลายร้อยคน สร้างรายได้ให้ชุมชนนับล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีการขยายเส้นทางไปถึง 101 กิโลเมตรแล้ว

‘ขุนน้ำปัว’ เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงามมากในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน เป็นอีกตัวอย่างที่มีการจัดการที่ดี วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากอุทยานให้สำรวจเส้นทางและเปิดให้บริการนำทางมาตั้งแต่ พ.ศ. 2565 มีนักท่องเที่ยวใช้บริการในแต่ละปีประมาณ 20 – 30 ทริป เป็นจำนวนหลายร้อยคนต่อปี สร้างรายได้ค่านำทางหลายแสนบาทต่อปี

ประเทศไทยยังมีเส้นทางเดินป่าสวย ๆ อีกมาก

เมื่อมีตัวอย่างที่ดีจากแม่เงาและขุนน้ำปัว จึงมีเส้นทางที่จัดการได้ดีเช่นนี้เกิดขึ้นตามมามากมาย เช่น ที่ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง และที่บ้านห้วยไม้หก อำเภออมก๋อย ฯลฯ

เส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจ บ้านห้วยไม้หก
เส้นทางเดินป่าตำบลแม่เหาะ

การทำงานร่วมกันระหว่างอุทยานและชุมชน นอกจากแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่พอเพียงแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทำให้เขาเห็นความสำคัญของป่าและธรรมชาติที่สร้างประโยชน์แบบจับต้องได้จริง ๆ และยังสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับชุมชนที่อยู่รอบ ๆ ป่าอีกด้วย

“เมื่อผมมาครั้งแรก ต้องไปจับคนตัดไม้ในหมู่บ้านนี้ แทบจะยิงกัน แต่ตอนนี้หมู่บ้านนี้คือพันธมิตรที่ดีที่สุดของเรา เขาคอยดูแลป่า คอยสอดส่องไม่ให้ใครแอบมาตัดไม้หรือล่าสัตว์ ช่วยดับไฟป่า เพราะป่าคือรายได้ของพวกเขา”​ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังถึงหมู่บ้านขุนน้ำปัว

การให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นผู้นำทางและดูแลเส้นทาง เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากในหลาย ๆ เส้นทาง

การสร้างเส้นทางลักษณะนี้เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ความตั้งใจ และลงมือทำ โครงการเช่นนี้อยู่ในอำนาจและขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหวังพึ่งพาให้เป็นนโยบายระดับชาติ ซึ่งมักจะเป็นไฟไหม้ฟางเสียแทบทุกเรื่อง

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การจัดการกิจกรรมและเส้นทางเดินป่าประสบความสำเร็จได้ คือต้องมองเห็นประโยชน์และความสำคัญของการเดินป่าเสียก่อน

‘เรา’ ในที่นี่ไม่ได้ฝากทุกเรื่องไว้กับหน่วยราชการ แต่ผมหมายถึงทุกคนในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับการเดินป่า 

ถ้าเราเห็นว่าการเดินป่าคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาสทั้งกับสุขภาพ การพักผ่อน การสร้างความเข้าใจและจิตสำนึกให้รักธรรมชาติ ไปจนถึงเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราก็จะมีแรงผลักดันให้เกิดการวางแผนและดำเนินการที่ดี ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศทั่วโลก ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่าเขามีวิธีอย่างไร

Writer & Photographer

ธัชรวี หาริกุล

นักเดินป่าที่เขียนบทความได้นิดหน่อย มีความเชื่ออย่างหนักแน่นว่า จะให้คนรักป่าได้ ต้องให้โอกาสเขาสัมผัสป่าได้อย่างที่มันเป็นจริงๆ