24 มีนาคม 2026
1 K

บนเวที World Brewers Cup ผู้เข้าแข่งขันมีเวลาเพียง 10 นาทีในการชงกาแฟ 3 แก้วให้กรรมการชิม พร้อมอธิบายเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังรสชาติกาแฟในถ้วยนั้น ตั้งแต่แหล่งปลูก วิธี Process น้ำที่ใช้ชง อุณหภูมิ อุปกรณ์ ไปจนถึงวิธีสกัดรสชาติ 

เวทีนี้มักเป็นพื้นที่ของบาริสต้ามืออาชีพ คนที่อยู่กับกาแฟในร้านทุกวัน

แต่แชมป์ Thailand National Brewers Cup Championship 2026 กลับไม่ได้มีร้านกาแฟ ไม่ได้ทำงานในวงการ และเริ่มชงกาแฟอย่างจริงจังได้ไม่นาน

เต๋า-อินทัช เอื้อศักดิ์อารี คือ Home Brewer หรือคนที่ชงกาแฟกินเองอยู่ที่บ้าน เต๋าลงแข่งชงกาแฟเพียง 2 ครั้ง และคว้าแชมป์ประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจกว่าชัยชนะ อาจไม่ใช่ว่าเขาชงกาแฟเก่งแค่ไหน แต่คือเขาคิดกับมันอย่างไร

นอกสนามแข่งขันกาแฟ เต๋า-อินทัช เอื้อศักดิ์อารี คือใคร

ผมทำงานออกแบบที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม แล้วก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา 3D Modeling ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จริง ๆ สิ่งที่ผมสนใจมาตลอดไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร แต่เป็นวิธีคิดเบื้องหลัง 

อย่างตอนที่ไปเรียนต่อที่สเปน ผมเรียนด้าน Computational Design for Architecture ที่ Institute for Advanced Architecture of Catalonia (IAAC) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีและการเขียนโปรแกรมมาสร้างฟอร์มของอาคาร แทนที่จะวาดแบบแล้วค่อยพัฒนา เราเริ่มจากการตั้งเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ถ้าอยากให้ฟาซาดอาคารรับแสงไม่เท่ากันในแต่ละมุม จะต้องกำหนดระยะ ความถี่ หรือความหนาของระแนงยังไง เป็นการออกแบบที่ไม่ได้เริ่มจากความรู้สึกอย่างเดียว แต่เริ่มจากตรรกะ

อะไรทำให้เต๋าสนใจวิธีคิดแบบนี้

ตอนเรียนปริญญาตรี ผมเคยอยากได้ Pritzker Prize นะ (หัวเราะ) แต่พอทำงานไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดนั้นก็ได้ ผมสนใจว่าจะทำอะไรบางอย่างให้ลึกจริง ๆ ได้ยังไงมากกว่า พอได้ไปเรียนต่อ ก็ยิ่งรู้สึกว่าการโฟกัสเฉพาะทาง เช่น เรื่องเทคโนโลยีหรือวัสดุใหม่ ๆ อย่าง Biomaterial ก็มีคุณค่าในตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับวงการได้เหมือนกัน

กาแฟเข้ามาในชีวิตคุณได้ยังไง

ตอนนั้นผมกำลังออกแบบบ้านให้ตัวเองและครอบครัวในช่วงโควิด-19 แฟนก็เลยซื้อเครื่องบดให้เป็นของขวัญเพราะดีไซน์เครื่องสวย เข้ากับบ้าน ก่อนหน้านั้นก็กินกาแฟทั่วไป เคยลองดริปเองแต่ไม่อร่อย เริ่มจากดู YouTube ไปเรื่อย ๆ อย่างช่องของ James Hoffmann บาริสต้าแชมป์โลกปี 2007 ผู้ก่อต้องโรงคั่วกาแฟ Square Mile ประเทศอังกฤษ, Lance Hedrick ยูทูบเบอร์สายกาแฟ แล้วก็ Patrik Rolf เจ้าของโรงคั่ว April ประเทศเดนมาร์ก แชมป์ Barista และ Brewers Cup ตัวแทนเดนมาร์กและสวีเดนหลายสมัย แล้วลองทำตาม 

จุดเปลี่ยนคือวันหนึ่งได้ลองกาแฟของ Patrik Rolf ที่เขามาป๊อปอัปที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า กาแฟอร่อยได้ขนาดนี้เลยเหรอ ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ทำให้เริ่มสงสัยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

จากความสงสัยในวันนั้น เต๋าค่อย ๆ เข้าใจกาแฟมากขึ้นได้ยังไง

ผมชงกาแฟแล้วตั้งคำถามกับมัน อย่างวันนี้เปรี้ยว ทำไมเปรี้ยว ถ้าปรับวิธีเทน้ำหรือบดละเอียดขึ้น รสชาติจะเปลี่ยนไหม ไม่จำเป็นต้องอร่อยทุกวันก็ได้ แค่ทำให้วันพรุ่งนี้มีโจทย์ใหม่ พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าคล้ายกับตอนทำงานออกแบบ 

อย่างสถาปัตยกรรม เราต้องดูบริบทก่อนว่าจะสร้างอะไร แล้วค่อยปรับตัวแปรต่าง ๆ กาแฟก็เหมือนกัน เรามีพารามิเตอร์หลายอย่าง ทั้งอัตราส่วน อุณหภูมิ เวลา วิธีริน ซึ่งแต่ละอย่างส่งผลกับรสชาติทั้งหมด สำหรับผมจึงเหมือนการตั้งสมการ เราปรับตัวแปรหนึ่ง แล้วดูว่าผลลัพธ์เปลี่ยนยังไง แล้วค่อย ๆ เข้าใจจากการทดลองซ้ำ ๆ ตอนเรียนผมเคยทำ Biomaterial ต้องทดลองผสมเองเหมือนกันว่ากี่นาที กี่รอบ ถึงจะได้ผลลัพธ์แบบไหน กาแฟก็เลยยิ่งรู้สึกว่าไม่ต่างกัน

จากคนที่ชงกาแฟที่บ้าน กลายมาเป็นคนลงแข่งได้ยังไง

ตอนแรกก็อยากรู้ว่าที่เราชงอร่อยจริงไหม เลยไปลงแข่ง April Brewers Cup ตอนนั้นแทบไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเขาให้คะแนนยังไง รู้แค่ว่าชงให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ สุดท้ายได้ที่ 4 ทำให้รู้ว่าเรายังไม่เข้าใจโลกของการแข่งขันนี้เลย คิดว่าถ้าเราอธิบายรสชาติกาแฟตอนนำเสนอได้น่าจะทำได้ดีกว่านี้ จึงตัดสินใจว่าจะลองแข่งระดับประเทศ

เต๋ากลับไปพัฒนาตัวเองยังไง

ไปเรียนชิมกาแฟ (Sensory) และเรียนชงกาแฟ สิ่งที่ได้คือทำให้เข้าใจว่าอะไรคือความอร่อย แล้วทำไมถึงอร่อย ได้รู้ว่าทำไมเคนยาถึงรสนี้ เอธิโอเปียถึงเป็นรสนี้ กาแฟเคนยาไปปลูกที่ประเทศอื่นทำไมรสชาติถึงใกล้เคียงกับที่ปลูกในเคนยา ทำไมกาแฟ Geisha ถึงได้คะแนนดี หรือแม้แต่กาแฟที่นิยมนำไปใช้แข่ง ทำไมถึงได้คะแนนที่ดี ไปจนถึงเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ของกาแฟ ไม่ว่าจะเป็น Flavour, Acidity, Sweetness ฯลฯ หรือการ Calibrate การให้คะแนน ทำให้เรามีภาษาในการอธิบายสิ่งที่ชิม

อะไรทำให้คุณอยากเก่งขึ้นจริงจัง

ใบให้คะแนน (Score Sheet) ครับ 

มันเหมือนเป็นหน่วยวัดว่าเรายังขาดอะไร เช่น ความแม่นยำในการอธิบายรสชาติ (Accuracy) ถ้าเราบอกรสชาติ (Taste Note) ได้แม่นขึ้น เราก็ได้คะแนนเพิ่ม แล้วเราจะชงยังไงให้รสออกมาตรงตามที่อธิบายได้บ้าง หรือชงยังไงให้รสสัมผัสดี ไม่ฝาด ทำให้เรารู้ว่าควรพัฒนาอะไร

อะไรคือบทเรียนจากการแข่งปีแรกที่เอามาปรับในปีถัดมา

ปีแรกเป็นการต่อยอดมาจากตอนที่ไปแข่ง April Brewers Cup แล้วได้ที่ 4 ตอนนั้นจากคนที่ไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไร ก็เริ่มพอรู้ว่าต้องพูดตรงไหนถึงจะได้คะแนน แต่จริง ๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมพูดแบบนั้นแล้วถึงได้คะแนน หรือกาแฟแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี ตอนนั้นเลือกกาแฟที่ตัวเองชอบ เพราะมันอร่อย เป็น Geisha จากปานามา เป็นกาแฟ Washed Process ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากรรมการเขาประเมินยังไง เช่น เขาไม่ได้ชิมแค่คำแรกแล้วให้คะแนน แต่ชิมหลายครั้งแล้วดูภาพรวมว่าสม่ำเสมอไหม ปีที่ 2 คิดว่ายังไงก็ต้องชนะ เลยตั้งใจใส่เต็ม 

อะไรทำให้มั่นใจขนาดนั้น 

ทุกปีญี่ปุ่นจะมีการจัดลำดับคนดวงดีตามวันเกิด ปีนั้นวันเกิดผมได้อันดับ 1 ซึ่งนอกจากถวายส้ม 10 ลูกให้อาม่ากับตี่จู้เอี๊ยะที่บ้านเพื่อขอให้สมัครทัน ก่อนแข่งผมก็ถวายเพิ่มเป็น 20 ลูกเพื่อขอให้การแข่งขันราบรื่น

ถ้ามองการแข่ง Brewers Cup เหมือนการออกแบบบ้าน คุณกำลังออกแบบอะไรอยู่

การแข่งขันชงกาแฟเหมือนการเริ่มสร้างอาคารจากที่ดินว่างเปล่า ระหว่างชงกาแฟ เราต้องนำเสนอไอเดียไปด้วย ต้องตั้งคำถามก่อนว่าโจทย์ที่เราอยากนำเสนอคืออะไร มีอะไรบ้างที่จะมาสนับสนุนให้โจทย์นั้นแข็งแรง เหมือนกับการออกแบบสถาปัตยกรรม เช่น ถ้าโจทย์คือออกแบบพิพิธภัณฑ์ เราก็ต้องถามต่อว่าพิพิธภัณฑ์อะไร อยู่ในบริบทแบบไหน หรือถ้าเป็นงานที่ Artistic มาก ๆ อย่างงานของ Tadao Ando ที่ทำ Museum of Light ซึ่งเล่นกับปรากฏการณ์ของแสง มันก็คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ 

สุดท้ายก็โยงกลับมาที่กาแฟได้เหมือนกัน ว่าเราจะเล่ารสชาติยังไง จะเล่าความสว่าง ความมืด หรือความรู้สึกแบบไหนผ่านกาแฟแก้วนั้น

ถ้าในงานออกแบบต้องเจอลูกค้า แต่บนเวทีต้องเจอกรรมการ วิธีรับมือเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร 

ค่อนข้างเหมือนกันครับ เราต้องบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ โดยที่ยังมีตัวตนของเราอยู่ในนั้น อย่างกาแฟที่เราจะเสิร์ฟให้กรรมการ บางทีเรารู้ว่ากาแฟตัวนี้ทำคะแนนได้ดี แต่ถ้ามันไม่ใช่กาแฟที่เราอยากดื่มในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้เราพรีเซนต์แบบไม่มั่นใจ 

ผมเลือกจากสิ่งที่ผมอยากเล่าเป็นหลัก อย่างปีนี้เป็นกาแฟปานามาจาก Lost Origin Santamaria เป็นสายพันธุ์ Geisha ความพิเศษคือเขาใช้ยีสต์ 2 ตัว ทั้งยีสต์และแบคทีเรีย ไปหมักในแทงก์สเตนเลสที่ดัดแปลงมาจากการหมักเบียร์ ทำให้ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และเวลาได้ค่อนข้างแม่น รสชาติจะออกไปทางผลไม้สุก มีความหมักนิด ๆ แต่ยังคลีน ช่วงที่ดีที่สุดจะได้โน้ตพวกบลูเบอร์รี องุ่นแดง แอปเปิลแดง ส้ม และพีช คล้าย ๆ น้ำผลไม้รวม แต่สิ่งที่ผมชอบคือไม่เคยออกมาเหมือนเดิม 100% เหมือนมันเลือกเองว่าวันนั้นจะโชว์อะไร เป็นความสนุกของกาแฟตัวนี้ว่าเราจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้ยังไง อีกอย่างคือมันค่อนข้างคงที่ (Stable) ตั้งแต่ร้อนจนเย็น การเปลี่ยนรสชาติจากตอนร้อนไปเย็นก็ค่อนข้างสวยงาม

เต๋าออกแบบการซ้อมของตัวเองยังไง

ผมซ้อมไม่เยอะนะ ถ้าคนอื่นซ้อมวันละ 10 รอบ ผมซ้อมวันละ 1 – 2 รอบ แต่ทำทุกวัน แล้วก็จะจดว่าในแต่ละวันมีอะไรที่ส่งผลกับ Performance บ้าง ผมเชื่อว่าการทำซ้ำจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเข้าใจว่าเราจะพัฒนาจากการซ้ำนั้นยังไง จึงพยายามเว้นจังหวะให้ตัวเองได้พัก ประเมินผล แก้ แล้วค่อยกลับมาทำใหม่ เหมือนมีหลายลูป ไม่ใช่ทำซ้ำแบบเดิมไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะรอบ Open Service (ผู้เข้าแข่งขันนำเสนอกาแฟพร้อมชงกาแฟ 3 แก้วในเวลา 10 นาที) ที่ต้องพูดไปด้วยชงไปด้วย สำหรับผมต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง ยิ่งต้องมีการประเมินและปรับในแต่ละรอบ

ช่วงแรกผมโฟกัสแค่ตัวเอง แต่แฟนแนะนำว่าสถานการณ์จริงบนเวทีมักจะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เยอะ ผมจึงลองจำลองสถานการณ์ตอนซ้อม เช่น ถ้าที่บ้านมีน้องหมา ก็ปล่อยให้เขาวิ่งเล่น ส่งเสียงไปเลยตอนเราซ้อม หรือให้เพื่อนแกล้งทำเป็นกรรมการ เดินไปเดินมา ลุกไปกินน้ำระหว่างที่เราพรีเซนต์ เพื่อดูว่าถ้ามีอะไรมารบกวน เราจะรับมือยังไง

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคุณ

น่าจะเป็นการดูแลจิตใจตัวเอง จะมีวันที่กาแฟไม่ดีเลย วันที่เหนื่อยมาก ๆ จนคิดอะไรไม่ออก หรือวันที่เอาไปให้คนอื่นชิมแล้วได้ฟีดแบ็กที่ทำให้รู้สึกเฟล การทำให้ตัวเองกลับมามีพลังแบบเดิม เพื่อจะฮึบลุกขึ้นมาซ้อมต่อในวันถัดไป ใช้พลังเยอะมาก

อะไรคือความท้าทายของการแข่งขัน Brewers Cup 

ผมว่าคือการที่ผลลัพธ์ของกาแฟไม่ตายตัว ต่อให้เราคุมทุกปัจจัยเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็อาจไม่เหมือนเดิมก็ได้ กลายเป็นว่าเราต้องฝึกจนเข้าใจทุกปัจจัยว่าอะไรส่งผลกับอะไร เหมือนกับการทำพาราเมตริกดีไซน์ เราใส่ตัวแปรลงไป แล้วศึกษาผลลัพธ์ ถ้าออกมาดีมันก็ดี แต่ถ้าวันไหนไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ ความท้าทายคือเราจะรู้ไหมว่าต้องกลับไปแก้ตรงไหน การฝึกซ้อมจึงเป็นกระบวนการของการเก็บข้อมูล และประเมินผล เพื่อเข้าใจว่าทำยังไงถึงจะดึงศักยภาพของกาแฟออกมาได้ดีที่สุด

หลังจากได้แชมป์ Thailand National Brewers Cup 2026 แล้ว คุณเตรียมตัวไปแข่งระดับโลกยังไง

จริง ๆ ได้ดีใจบนเวทีแค่แป๊บเดียว พอจบวันนั้นก็รู้สึกว่าต้องแข่งอีก จากนั้นก็เบลอเลย ส่วนใหญ่คนที่เป็นตัวแทนประเทศไปแข่งระดับโลก จะมีโค้ชที่มีประสบการณ์คอยบอกว่าควรทำอะไรบ้าง แต่ผมเลือกที่จะไม่มีโค้ชแบบนั้น ผมมีคนรอบตัวที่คอยช่วยมากกว่า ถ้ามีคนบอกให้เราทำตามประสบการณ์ของเขา สำหรับผมทำให้ได้เรียนรู้น้อยกว่าการไปเจอด้วยตัวเอง ผมจึงเลือกที่จะฟังประสบการณ์จากพี่ ๆ ที่เคยไปแข่งมาก่อน แล้วเอามาจินตนาการต่อว่าควรเตรียมตัวยังไง แต่สุดท้ายก็ต้องไปลองเองอยู่ดี

แปลว่าคุณไม่เชื่อเรื่องการมีคำตอบแบบสำเร็จรูปเท่าไหร่

ใช่ครับ ถ้ามีคนมาบอกว่าให้ทำสคริปต์แบบนี้แล้วจะได้คะแนนเต็ม ผมก็ยังไม่อยากทำตามแบบนั้น ผมอยากรู้ด้วยตัวเองมากกว่าว่า ถ้าทำแบบนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น 

สำหรับผมมันคือการเชื่อในกระบวนการมากกว่ามุ่งไปที่ผลลัพธ์ เหมือนมีเฉลยข้อสอบให้ แต่เราไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เป็น Fact อย่างเรื่องคุณภาพกาแฟ แบบนี้ผมเชื่อหมดเลยนะ เพราะพิสูจน์ได้ เพียงแต่ว่าในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ผมชอบคนที่สอนกระบวนการมากกว่าการชี้ผลลัพธ์

อย่างไปเรียนชิมกาแฟ (Sensory) เราก็เข้าใจในเชิงข้อเท็จจริง (Fact) ว่ารสชาติแบบนี้เกิดจากอะไร แต่ในแง่วิธีการ ผมอยากลองด้วยวิธีของตัวเอง เทคนิคของคนอื่นเราเอามาลองได้ บางอย่างถูกต้องก็จริงเพราะเขาทดลองมาแล้ว แต่ผมคิดว่าไม่ได้มีวิธีเดียว อยากหาทางที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ในแบบที่เราอยากนำเสนอ เป็นการทดลองแบบ Trial and Error มากกว่า ผมค่อนข้างชอบการเรียนรู้แบบนี้ อาจจะยากหน่อย แต่ได้เข้าใจมันจริง ๆ

ในการเตรียมตัว คุณให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษ

เรื่องพื้นฐานอย่างการดูแลร่างกาย การนอน ทีมของ บอส-ฉัตรเฉลิม เลิศเอนกวัฒนา แชมป์โลก Cup Tasters 2025 แนะนำว่าการนอนสำคัญมาก เช่น กินแมกนีเซียมเพื่อให้หลับลึก หรือการจัดกิจวัตรให้ตรงกับเวลาที่เราจะแข่งจริง เช่น ถ้ารู้ว่าแข่งช่วงบ่าย ก็ต้องฝึกซ้อมในช่วงเวลานั้น ตื่นให้เหมือนวันแข่งจริง เพื่อให้นาฬิกาชีวิตพร้อม รวมถึงเรื่องอาหาร การดูแลตัวเองไม่ให้ป่วย เพราะสุดท้ายร่างกายกับจิตใจสำคัญพอ ๆ กัน

การมีทีมสำคัญกับเต๋ายังไง

ถึงผมจะไม่มีโค้ช แต่ก็ไม่ได้ทำคนเดียวครับ ผมมีทีมที่ช่วยกัน สำหรับผม ทีมสำคัญมาก เป็นอันดับ 1 เลย ไม่ใช่เรื่องจำนวนคน แต่เป็นกลุ่มคนที่คุยกันรู้เรื่อง มองหน้ากันแล้วเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร เราเริ่มต้นไปด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วก็ช่วยกันจัดการทุกปัจจัยที่อยู่รอบ ๆ การแข่ง 

อีกอย่างที่เราคิดตรงกัน คือถ้ามีอะไรผิดพลาด เราจะไม่โทษกัน มองว่าเป็นเรื่องของจังหวะหรือโชคชะตา จริง ๆ ทุกคนมีโอกาสชนะ ยิ่งตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันแข็งแกร่งใกล้เคียงกันมาก ความรู้ก็เข้าถึงง่ายขึ้น มี AI มีข้อมูลเปิดกว้าง คนในวงการก็แชร์กันมากขึ้น บางคนจะเก็บสูตรไว้ใช้เองก็ได้ แต่หลายคนก็เลือกแชร์ให้คนอื่นใช้ด้วย วงการกาแฟจึงพัฒนาไปเรื่อย ๆ

ในฐานะ Home Brewer คนแรกที่ได้เป็นแชมป์ประเทศไทย ตอนนี้คุณมองตัวเองเป็นคนในวงการกาแฟหรือยัง

ผมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็น Home Brewer อยู่นะ ยังชอบชงกาแฟกินเองที่บ้าน ยังสนุกอยู่ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปทำร้านหรือเปลี่ยนสายอาชีพ

นอกจากงานออกแบบ เต๋าเป็นครูด้วย คุณเป็นครูแบบไหน

ผมสอนวิชาคอมพิวเตอร์และดีไซน์ ผมเป็นครูที่ไม่ค่อยเฉลยถูกผิด ไม่ค่อยล้มแบบนักศึกษา แต่จะให้เขาพูดมาแล้วช่วยเขาคิดมากกว่า จะไม่บอกว่าไอเดียนี้ไม่ดีตั้งแต่ต้น แต่ช่วยผลักดันไปให้สุดทาง เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดเอง

การเป็นอาจารย์มีผลกับการแข่งยังไงบ้าง

ผมคิดว่าช่วยเรื่องการสื่อสาร เวลาสอนเราต้องอธิบายเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจได้ ซึ่งบนเวทีก็คล้ายกัน เราต้องอธิบายสิ่งที่คิดให้กรรมการเข้าใจภายในเวลาจำกัด 

คนที่ทำได้หลายอย่างแบบคุณ มีเกณฑ์ยังไงในการตัดสินใจว่าจะลงลึกกับอะไร

ผมใช้การแข่งขันเป็นตัวประเมินตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เราทำได้ดีไหม มันใช่ทางของเราจริงหรือเปล่า ยิ่งลองลงลึกไปเรื่อย ๆ เราก็จะเริ่มรู้ว่าชอบจริงไหม อย่างการแข่งกาแฟ การได้ที่ 4 ในครั้งแรก บอกเราได้ระดับหนึ่งว่าเราน่าจะไปต่อกับสิ่งนี้ได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าสมมติผมไปลงประกวดงานสถาปัตยกรรม แล้วไม่เคยชนะเลย อาจเป็นสัญญาณให้เราหยุดแล้วกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า เราทำสิ่งนี้ได้ดีจริงไหม แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการเลือกสนามด้วยว่าเราเลือกเวทีที่เหมาะกับตัวเองหรือเปล่า บางทีพออยู่ในสนามที่ใช่ เราก็อาจทำได้ดีเหมือนกัน

งานอดิเรกอย่างการอ่านนิยายกำลังภายในให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ให้ทั้งปรัชญาและวิธีมองชีวิต ในเรื่องมักจะมีทั้งพุทธ เต๋า และขงจื๊อ สอดแทรกอยู่ มีทั้งเรื่องฟ้าลิขิตและการฝืนโชคชะตา 

สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือความคิดที่ว่า ไม่มีใครกำหนดชีวิตเราได้นอกจากตัวเราเอง ต่อให้เหมือนมีอะไรบางอย่างกำหนดทางไว้แล้ว เราก็ยังเลือกได้ว่าจะเดินยังไง อีกอย่างคือแนวคิดแบบเต๋า เรื่องการกลับไปสู่ธรรมชาติ การปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปในแบบของมัน ทำให้มองชีวิตเบาขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่ามีสิทธิ์เลือกทางของตัวเองอยู่

ถ้ามีคนที่อยากเป็นแบบคุณแต่รู้สึกว่ายังไม่เก่งพอ หรือถ้ามีคนที่ทำงานประจำอยู่แต่อยากจริงจังกับสิ่งที่รักและหลงใหลอย่างคุณบ้าง คุณอยากบอกอะไรเขา

ผมคิดว่าความตั้งใจสำคัญกว่าประสบการณ์ และถ้าเราไม่ใช้ความตั้งใจนั้นเริ่มต้น ก็จะไม่มีทางเกิดประสบการณ์ขึ้นมาเลย 

บางทีไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมก่อนก็ได้ แค่เริ่มก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ระหว่างทาง ยิ่งถ้าเกิดแรงบันดาลใจแล้วก็ควรลงมือทำ ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น 

คนเรามี Learning Curve ไม่เหมือนกัน บางคนได้ประสบการณ์นิดเดียวก็ไปได้ไกลมาก บางคนอาจค่อย ๆ ไปช้าหน่อย แต่มั่นคงกว่า บางคนใช้เวลาหลายปีกว่าจะไปถึงจุดนั้น ไม่มีจังหวะที่ตายตัว แต่สิ่งที่ต้องมีตั้งแต่ต้นคือความตั้งใจว่าเราเลือกสิ่งนี้จริง ๆ ในขณะเดียวกัน ถ้าเราจะทำอะไรจริงจัง ผมว่าทัศนคติก็สำคัญ ต้องเปิดรับกับความคิดเห็นของคนอื่น แล้วก็ Appreciate คนรอบตัวที่ช่วยเรา สุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องว่าเก่งหรือไม่เก่ง แต่เราพร้อมจะเรียนรู้และไปต่อกับมันแค่ไหนมากกว่า

Writers

นภษร ศรีวิลาศ

แม่บ้านและฝ่ายจัดซื้อจัดหานิตยสารประจำร้านก้อนหินกระดาษกรรไกร ผู้ใช้เวลาก่อนร้านเปิดไปลงเรียนตัดเสื้อ สานฝันแฟชั่นดีไซเนอร์ในวัย 33 ปัจจุบันเป็นแม่ค้าที่ทำเพจน้องนอนในห้องลองเสื้อบังหน้า ซึ่งอนาคตอยากเป็นแม่ค่ะ

เฟื่องฟู จิรัฐิติวณิชย์

ผู้ร่วมเขียนหนังสือ ‘LOVE ZINE เรื่องจริงหวังแต่ง’ และพ่อค้ากาแฟที่อยากเป็นพ่อค้าขายหนังสือ มีความฝันที่จะพัฒนาทั้ง hard skills และ soft skills เพื่อปรับตัวให้ทันตามโลก และพูดเก่งเหมือน ChatGPT

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา