บทความตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายสำหรับซีรีส์ชีวิตต้องสู้ของเชฟหนุ่มอเมริกันสายเลือดไนจีเรีย Kwame Onwuachi ค่ะ
ผู้อ่านท่านใดที่ติดตามอ่านบทความ 3 ตอนก่อนหน้านี้และทึ่งกับความใจสู้ของ Kwame อยากบอกว่าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ชีวิตหยิบยื่นให้เขาในวัยเพียง 20 ต้น ๆ เท่านั้นเองค่ะ
จุดเปลี่ยนของชีวิตมาถึงอีกครั้งเมื่อเขาต้องดิ้นรนหาความรู้เพื่อดำเนินธุรกิจรับจัดเลี้ยงของตัวเองให้อยู่รอด เขาเห็นหนังสือคู่มือการดำเนินธุรกิจรับจัดเลี้ยงที่ร้าน Barnes & Nobles ที่เป็นเหมือนคัมภีร์ช่วยชีวิต Kwame ในช่วงนั้น
ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นคือ เชฟ Bruce Mattel ที่ทำงานสอนอยู่ที่ Culinary Institute of America หรือ CIA สถาบันสอนทำอาหารชื่อดังของโลก Kwame จึงได้ความคิดว่า ถ้าจะยึดการทำอาหารเป็นอาชีพ ถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะต้องเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง

ในยุคนั้น (ปี 2012) Kwame อายุเพียง 22 ปี และการเป็นเชฟยังไม่ได้กลายเป็นอาชีพที่ ‘เก๋’ อย่างทุกวันนี้ Kwame กล่าวในหนังสือของเขาว่า ตอนนั้นอาชีพเชฟเป็นงานหนักของจริง นักเรียนส่วนใหญ่ (43 คนจาก 44 คน) เป็นผู้ชายที่ตัดสินใจมาทำงานเชฟเพื่อซัปพอร์ตครอบครัว ไม่ได้มาจากบ้านฐานะดี อย่างไรก็ดี Kwame ตัดสินใจซื้อตั๋วรถทัวร์ไปดูโรงเรียนก่อน
ตัวเขาเองเป็นแฟนตัวยงของหนังสือ Harry Potter (ระดับที่ไปเข้าคิวรอหน้าร้านหนังสือตั้งแต่เที่ยงคืนเวลาหนังสือแต่ละเล่มเปิดขายวันแรก!) เมื่อเห็นแคมปัส CIA เขาบอกว่า แหม มันสวยยังกับเห็น Hogwarts เลยทีเดียวเชียว

ภาพ : studynewyork.us
แต่แคมปัสสวยแค่ไหนก็ไม่เท่าความจริงอันโหดร้าย ค่าเล่าเรียนที่ CIA ปีละ 33,000 เหรียญฯ (หรือประมาณ 1 ล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยนในตอนนั้นกับตอนนี้ใกล้เคียงกันมากค่ะ คือ 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 31 บาทในปี 2012 และ 32 บาทในปีนี้) แน่นอนว่า Kwame ไม่มีเงิน แม้จะเป็นเจ้าของธุรกิจรับจัดเลี้ยง แต่เงินกำไรที่ได้มาก็ต้องนำไปหมุนต่อสำหรับงานครั้งต่อไป
เขากล่าวว่า การเป็นคนรุ่นใหม่ในสหรัฐอเมริกาก็ยากแล้ว นี่ยังเป็นคนผิวดำอีก หากยอมรับโชคชะตาที่ประเทศนี้กำหนดให้ก็คงไปได้ไม่ถึงไหน ดังนั้น เขาจึงเชื่อมาโดยตลอดว่าคนเราจะทำอะไรก็ได้ถ้าพยายามมากพอ แต่ก็เข้าใจดีว่าความคิดบ้าบิ่นแบบนี้ทำให้เขาอยู่ในสถานการณ์ ‘หาเรื่องใส่ตัว’ อยู่เป็นระยะ เช่นครั้งนี้ที่จะเอาเงินล้านบาทจากที่ไหนมาเรียน Kwame พยายามทุกวิถีทาง เขามีเงินเก็บบ้างเล็กน้อยแต่ก็ห่างไกลจากเงิน 33,000 เหรียญฯ เหลือเกิน เขาตัดสินใจโทรหาแม่
แม่เห็นดีเห็นงามด้วยที่ Kwame ต้องการจะไปเรียน แต่เธอเองก็ไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก แม่เจียดเงินออมของตัวเองมาให้ Kwame จำนวน 2,000 เหรียญฯ (ประมาณ 64,000 บาท) และแนะนำให้ไปขอพ่อ เพราะพ่อเขาเป็นสถาปนิกที่ค่อนข้างมีฐานะทีเดียว

Kwame ไม่มีทางเลือก เขาไม่อยากเจอพ่อ แต่ความอยากไปเรียนที่ CIA มีมากล้น แม้ว่าจะตัดขาดกับพ่อมานานหลายปี เขาก็บากหน้าไปที่บ้านพ่อจนได้ Kwame เล่าว่า พ่อให้เขาเข้าบ้านด้วยสีหน้าที่รู้ว่าจะต้องโดนขออะไรแน่ ๆ แต่เมื่อเอ่ยปากอธิบายว่าเขาจะเอาเงินไปเรียน คำตอบของพ่อทำให้ Kwame ช็อกไปเลย
“ทำไมแกไม่กลับไปขายยาล่ะ สมัยก่อนเห็นทำเงินได้หลายพันเหรียญฯ ต่อสัปดาห์นี่”
Kwame ไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อตอบเช่นนั้น พ่อประเภทไหนกันที่ลูกมาขอเงินเพื่อการศึกษา แต่กลับตอบว่าให้ไปขายยาหาเงินเอาเอง เขาเล่าว่าวันนั้นเจ็บปวดมาก สุดท้ายพ่อยอมให้เงินมาไม่กี่ร้อยเหรียญฯ และให้รถจี๊ปเก่า ๆ เพื่อขับรถไปเรียน ทั้งที่ Kwame รู้ว่าพ่อให้ได้มากกว่านั้นมาก ตั้งแต่วันนั้นเขาจึงตัดขาดทุกสิ่งกับพ่อไปเลยโดยสิ้นเชิง
ในเมื่อเงินไม่พอ เขาจึงออกปากหยิบยืมเพื่อนเท่าที่จะหาได้ และดิ้นรนไปเรียนจนได้ในที่สุด
เงินที่รวบรวมมาได้มีพอให้เรียนได้แค่เดือนเดียว แต่ Kwame ก็ยังลองเสี่ยง ใช้วิธีเรียนไปทำงานไป เขาพยายามสมัครขอทุนจากที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ จึงต้องทำงานต่อไปและเก็บหอมรอมริบมาเรียนได้จนจบในที่สุด
Kwame เล่าว่าเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่เพิ่งจบมัธยมปลายกันมาหมาด ๆ และส่วนใหญ่เป็นคนขาว รวมเขาแล้วมีนักเรียนผิวดำแค่ 4 คน เขาอายุมากกว่าเพื่อน และมีประสบการณ์ทำงานในครัวมาแล้ว เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่มีประสบการณ์มาน้อยมาก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงกลายเป็นเหมือนหัวหน้าห้องกลาย ๆ เขาทำทุกอย่างเสร็จเร็วกว่าเพื่อนเพราะเคยทำงานครัวมาแล้วหลายปี แล้วก็คอยบอกให้เพื่อน ๆ ดูแลสเตชันตัวเองให้สะอาดเรียบร้อย เขาคอยช่วยเหลือเวลาเพื่อนทำไม่ได้ และคอยชมเวลาเพื่อน ๆ ทำได้ดี อีกทั้งยังวาดรูปสารพัดมีดพร้อมชื่อกำกับให้เพื่อน ๆ จำได้ว่ามีดอะไรไว้หั่นอะไร เพราะนักเรียนทำอาหารจะมีมีดและอุปกรณ์เยอะมากเป็นสิบ ๆ ชิ้น จนได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ ด้วยใจ
ช่วงกลางคืน แทนที่จะได้นอน Kwame ต้องขับรถไปทำงานเพื่อหาเงินมาเรียนต่อให้จบ แน่นอนว่างานที่เขาหาได้ก็คืองานในครัว เขาทำงานร่วมกับคนครัวชาวเอกวาดอร์และเม็กซิกันกะกลางคืน แถมสุดสัปดาห์ก็ขับรถกลับไปนิวยอร์กเพื่อไปคุมกิจการรับจัดเลี้ยงของตัวเองอีก ที่กิจการยังไปต่อได้ก็เพราะ Kwame ใช้วิธีจ้างเพื่อน ๆ ที่เคยรู้จักกันให้มาคุมกิจการแทนเวลาเขาไปเรียน
ด้วยวิธีนี้ Kwame หาเงินค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 2,000 เหรียญฯ ซึ่งพอสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ที่ CIA แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ เขาได้เงินทุนการศึกษามาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงพอจะต่อไส้ไปได้
Kwame กล่าวว่า วันคืนเหล่านั้นไม่ง่ายเลย แต่สิ่งที่ทำให้เขาผ่านมาได้คือความรู้สึกที่ไม่อยากดิ้นรนเอาตัวรอดในชีวิตอีกแล้ว ไม่อยากถูกตราหน้าว่าล้มเหลว โดยเฉพาะจากพ่อ เขาไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่ต้องการเป็นคนที่ใครก็ดูถูกไม่ได้ เป็นคนที่ทุกคนต้องเกรงใจ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยฝีมือ
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่ CIA คือก่อนจบการศึกษา นักเรียนทุกคนต้องผ่านการฝึกงาน
Kwame เล่าว่าเพื่อนร่วมชั้นของเขามี 3 ประเภท ประเภทที่ 1 คือตั้งใจอยากเป็นเชฟในโรงแรมใหญ่ ๆ ดูแลทีมจัดเลี้ยงของโรงแรม และชอบการทำงานแบบเลี้ยงแขกคืนละเป็นพันคน ก็จะเลือกสมัครฝึกงานที่โรงแรมที่มีชื่อเสียง ประเภทที่ 2 คือพวกที่รักสบายหน่อย ก็จะสมัครฝึกงานในร้านอาหารที่ไม่ค่อยดังนัก งานจะไม่หนักมาก สบาย ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่ Kwame ไม่ชอบทั้ง 2 ทาง เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนประเภทที่ต้องได้ในสิ่งที่ดีที่สุด แม้จะยากแค่ไหนก็ตาม และเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงจะอยากได้อะไรมาแบบสบาย ๆ
“ถ้าเอาตัวเองไปอยู่ในที่สบาย ๆ ก็อย่าไปโทษคนอื่นถ้าเขาจะมองคุณเป็นแบบนั้นไปด้วย” Kwame กล่าว “อยากเก่งที่สุดก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่กับพวกเก่งที่สุด”
Kwame กล่าวว่า เขามองการฝึกงานเป็นบันไดที่จะก้าวไปอีกขั้นในชีวิต จึงเหลือทางเลือกที่ 3 คือฝึกงานแบบสุดโหดในร้านอาหารชื่อดังที่จะเอาไว้ประดับเรซูเม่ได้แบบไม่มีข้อกังขา
คำว่าชื่อดังในที่นี่ Kwame ใช้รายชื่อร้านอาหาร The World’s 50 Best Restaurants การจัดอันดับชื่อดังในวงการอาหารเป็นตัวตัดสิน ซึ่งในปีนั้น 10 อันดับแรกได้แก่ elBulli ในสเปน, The Fat Duck ในสหราชอาณาจักร, noma ในโคเปนเฮเกน, Mugaritz และ El Celler de Can Roca ในสเปน, Per Se ในนิวยอร์ก, Bras ที่ฝรั่งเศส, Arzak ในสเปน, Pierre Gagnaire ในฝรั่งเศส และ Alinea ในชิคาโก
สำหรับ Kwame แล้ว เขามองว่ามีแค่ 10 ร้านนี้เท่านั้นที่สมควรไปฝึกงาน
การฝึกงานใช้เวลา 4 เดือน แต่ Kwame ไม่มีเงินไปยุโรป ธุรกิจรับจัดเลี้ยงของเขายังพอทำเงินให้ได้บ้างสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียนที่ CIA เขายังต้องทำมันต่อไป จึงเหลือแค่ทางเลือกเดียวคือร้าน Per Se ในนิวยอร์ก

ภาพ : pointsmilesandbling.com
ร้าน Per Se ของ เชฟ Thomas Keller เป็นร้านระดับ 3 ดาวมิชลิน ถือเป็นหนึ่งในร้านระดับหรูหราที่สุดในนิวยอร์ก ราคาค่าอาหารมื้อเย็น 7 คอร์สอยู่ที่ 300 เหรียญฯ (ประมาณ 9,700 บาท) ยังไม่รวมไวน์ ภาษี และทิป ปัจจุบันราคาขึ้นไปอยู่ที่ราว 390 เหรียญฯ (12,600 บาท)
ที่นี่ใช้วัตถุดิบราคาแพงระยับตั้งแต่คาเวียร์ไปจนถึงทองคำเปลว Kwame เล่าว่า แม้จะเป็นวัตถุดิบพื้น ๆ เช่นหัวบีต แต่แน่ใจได้เลยว่าเชฟ Keller จะเลือกใช้หัวบีตที่ดีที่สุด รสชาติยอดเยี่ยมที่สุด เพิ่งเก็บมาใหม่ที่สุด และเป็นเรื่องปกติที่เชฟจะรู้ชื่อชาวไร่ที่ปลูก รู้กระทั่งชื่อแม่ของชาวไร่คนนั้น Kwame กล่าวว่า ที่นี่ ทุกคนปฏิบัติต่อวัตถุดิบเหมือนทุกอย่างเป็นของล้ำค่า
ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละปี Per Se ได้รับใบสมัครเป็นพัน ๆ จากคนที่สนใจมาฝึกงาน
Kwame บังเอิญมีคนรู้จักเป็นเชฟของหวานของ Per Se เพราะเคยทำงานด้วยกันมาก่อน แม้จะไม่สนิทกันมากนัก แต่ Kwame ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ เขาส่งข้อความไป และได้รับการตอบรับว่าเดี๋ยวจะแนะนำให้รู้จักกับหัวหน้าเชฟชื่อ Eli Kamieh ซึ่งเป็นศิษย์เก่า CIA เช่นกัน เขาส่งเรซูเม่ไปให้ และได้รับการตอบรับว่าให้เข้ามาทดสอบได้ ขั้นตอนการทดสอบนี้เรียกว่า Stage
ในวันทดสอบ ไม่มีใครคุยกับเขาเลย Eli ให้เขาช่วยงานทั่วไปในครัว และคอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ
Kwame เล่าว่า เขารู้ว่า Eli สังเกตวิธีทำงานของเขา สังเกตว่าพอว่างแล้วทำอะไร ยืนเฉย ๆ หรือว่าพยายามหาทางช่วยคนอื่น พองานเสร็จชิ้นหนึ่งแล้วหาอย่างอื่นมาทำต่อหรือไม่ ดูวิธีจับมีด วิธีหั่นของ และดูว่าเมื่อถือมีดเดินไปมาในครัวแล้วบอกคนอื่นหรือไม่เพื่อป้องกันอันตราย และดูว่าเขาทำงานได้ดีแค่ไหนในภาวะกดดันและต้องรีบทำงานให้เสร็จ
Kwame ทำได้ดี เพราะในเย็นวันนั้นเองก่อนร้านจะเปิด Eli ก็พยักหน้ากับเขา แล้วรับเข้าเป็นเด็กฝึกงานของหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก
สำหรับหลาย ๆ คน โอกาสแบบนี้กลายเป็น ‘สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต’ และจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ทำงานได้ดีที่สุด แต่สำหรับ Kwame เขายังต้องหาเงิน ยังต้องคุมกิจการรับจัดเลี้ยงเพื่อให้มีเงินมาจ่ายค่าเทอม เขาจึงต้องทำงานของตัวเองไปด้วย แต่ก็มีเพื่อนเก่ง ๆ ที่ CIA หลายคนที่ Kwame ทาบทามให้มาช่วยธุรกิจของเขาเวลาเขาไปทำงานที่ Per Se
ในช่วงนั้น Per Se รับเด็กฝึกงานมา 4 คนรวมทั้ง Kwame หน้าที่ของเขาคือเตรียมของให้เชฟรุ่นพี่ ๆ นำไปทำงานต่อ หัวหน้าเชฟ Eli กลายร่างเป็นปีศาจหลังจากที่รับเขาเข้ามา สารพัดคำหยาบ สารพัดคำด่าและการใส่อารมณ์ Kwame ต้องรับแรงกระแทกทุกรูปแบบ
Kwame เปิดเผยว่า มีบางจังหวะเหมือนกันที่เขารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว อยากจะตะโกนด่ากลับแล้วก็ลาออก แต่สิ่งที่เขาทำก็คือตอบว่า “Yes, Chef” แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป เพราะเขาอยากเอาชนะ Eli ในแบบที่ทุกคนต้องยอมรับ ตั้งแต่เด็กเขาชินกับการถูกขึ้นเสียงใส่โดยเฉพาะจากพ่อ ซึ่งสำหรับหน้าที่ในครัวตอนนี้ ถ้าเขาอดทน ตั้งใจทำงานไม่ให้พลาด เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ดี ทำตามคำสั่ง เขาบอกว่า สุดท้ายแล้วก็จะได้รับการยอมรับ เขาจึงยอมกัดฟันทน

ภาพ : culturalvistas.org
Kwame เล่าไว้ว่า ทุกวันงานเริ่ม 11 โมงเช้า กว่าจะจบได้กลับบ้านอีกทีก็ราวตี 2
ก่อนปิดร้านทุกวัน Eli จะเรียกทุกคนเข้ามานั่งรวมกันเพื่อคุยเรื่องเมนูวันถัดไป เหล่าเด็กฝึกงานไม่ได้รับอนุญาตให้นั่ง เป็นแบบนี้ทุกคืนไม่ว่าจะเลิกดึกดื่นแค่ไหน คืนนั้นก็เหมือนเดิม ตี 2 แล้ว ทุกคนเหนื่อยและล้าเต็มที
“พรุ่งนี้จะทำอะไรเป็นเมนคอร์ส” Eli ถามกลางวง “ไม่มีใครคิดออกเลยเรอะ จะทำอะไรเป็นเมนคอร์สละโว้ย!”
Kwame ลองเสี่ยงดู “ทำ Wagyu ไหมครับเชฟ” ทุกคนหันหน้ามองเขา ไม่มีใครคิดว่าเด็กฝึกงานจะกล้าออกความเห็น แต่ Kwame ทำหน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แกว่าอะไรนะ” Eli ถามกลับ
Kwame พยายามทำเสียงนิ่งที่สุด “เนื้อ Wagyu ย่างครับ เสิร์ฟกับเทอร์นิป เห็ดไมตาเกะ แล้วก็ซอสเนื้อลูกวัวปรุงด้วยไวน์มาร์ซาลา อาจจะเพิ่มไข่นกกระทาด้วยก็ได้”
เชฟทุกคนมองหน้ากัน ทุกคนรวมทั้ง Kwame เตรียมใจแล้วว่า Eli น่าจะจัดชุดใหญ่ เพราะเด็กฝึกงานควรต้องอยู่เงียบ ๆ ไม่เคยมีใครกล้าบอก Eli แบบนี้ เพราะรู้ว่าน่าจะโดนด่าแน่นอน แต่ Kwame ก็ต้องแปลกใจที่ได้ยินว่า “ไอเดียดีนี่หว่า โอเค พรุ่งนี้ทำเลย”
ในใจลึก ๆ เขาดีใจมากที่จะได้เห็นไอเดียกลายเป็นเมนูเสิร์ฟที่ Per Se แต่ในตอนนั้นเขาทำหน้านิ่งสุดชีวิต เขากลัวเกินกว่าที่จะยิ้ม และเหนื่อยเกินกว่าจะแสดงออกว่าดีใจ
หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ครบกำหนดการฝึกงาน เขากลับไปเรียนตามเดิม ไม่มีการจับมือลาซึ้ง ๆ และ Kwame เองก็ไม่ได้คาดหวัง เขาบอกว่าโลกในครัวที่ Per Se ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกนั้นหนักหนาสาหัสและ ‘ไร้ความรู้สึก’ (Heartless) ทุกคนต้องเคารพกฎในครัวและเคารพคนที่ตำแหน่งสูงกว่า จะถูกตะโกนใส่ยังไงก็ต้องทน
Kwame จำสิ่งนี้มาปรับใช้กับการทำงานของเขา เมื่อกลายเป็นเชฟชื่อดังแล้ว เขาบอกว่าเขาพยายามไม่ตะโกนใส่ลูกน้อง เพราะจำความรู้สึกตัวเองได้ว่ารู้สึกอย่างไร ข้อดีของ Per Se คือการเน้นเรื่อง Sense of Urgency ซึ่งเป็นปรัชญาการทำงานของ Thomas Keller และ Kwame พยายามทำตามโดยไม่ต้องใส่อารมณ์กับใคร
ปัจจุบัน Kwame Onwuachi อายุ 35 ปี และยังคงโลดแล่นในวงการอาหาร หนังสือบันทึกความทรงจำของเขา Notes From a Young Black Chef กำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ มีกำหนดออกฉายในปีนี้

ภาพ : eater.com
เมื่อปลายปีที่แล้วเขาเปิดร้านใหม่ชื่อ Dogon ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เน้นอาหาร Afro-Caribbean ที่เชิดชูประวัติศาสตร์ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ส่วน Tatiana ร้านชื่อดังของเขาในนิวยอร์กที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2022 ก็ยังคงเปิดบริการและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี Kwame กำลังจะมีผลงานเขียนเล่มที่ 4 ชื่อ All Hours
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา Kwame ยังเป็นผู้ก่อตั้งงาน ‘The Family Reunion: Presented by Kwame Onwuachi’ เทศกาลอาหารประจำปีที่ไม่ได้เพียงแค่ขายอาหาร แต่ช่วยสนับสนุนและเชิดชูคนครัวผิวดำและละตินที่เป็นดั่งกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมอาหารในสหรัฐอเมริกา ในงานนี้ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งการเสวนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คนผิวดำในวงการอาหารสหรัฐฯ และประเด็นต่าง ๆ ที่กำลังได้รับความสนใจ การสาธิตทำอาหาร และกิจกรรม Networking สำหรับคนครัวผิวสี และยังมีการให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนด้วย

ภาพ : wineandcountrylife.com
สำหรับเด็กหนุ่มผิวดำจาก Bronx ที่ชีวิตหันเหหลายตลบเต็มที ตกต่ำแล้วก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดเพราะความใจสู้และทะเยอทะยาน นับว่าเขามาไกลไม่น้อยเลยสำหรับ Kwame Onwuachi เชฟหนุ่มอเมริกันสายเลือดไนจีเรียคนนี้


ภาพ : nytimes.com

ภาพ : www.finedininglovers.com
