เมื่อสงครามใหญ่ที่กินเวลายาวนาน 5 – 6 ปีจบลง ทหารที่รอดชีวิตกลับบ้าน เขากลับไปทำอะไร
สำหรับทหารอเมริกันหลายล้านคน เมื่อเสียงปืนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เงียบลงเพราะสงครามสิ้นสุดในปี 1945 แม้จะโล่งใจที่ทุกอย่างจบเสียทีและกำลังจะได้กลับบ้าน แต่ก็เกิดอาการ ‘เคว้ง’ เพราะไม่รู้จะกลับไปทำมาหากินอะไร

ภาพ : Reddit
ทหารเหล่านี้มาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ก่อนจะไปออกรบ หนุ่ม ๆ เหล่านี้เป็นคนงานในฟาร์มหรือโรงงาน และต้องทิ้งงานไปเข้าร่วมกองทัพ เมื่อสงครามจบจึงไม่รู้จะทำยังไงต่อดีกับชีวิต เพราะประเทศกำลังฟื้นจากสงคราม งานหายาก ไม่ต่างอะไรกับการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง แต่ต้องกลับไปเจอสงครามชีวิตต่อที่บ้าน
แต่โชคยังดีที่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘GI Bill’ คือกฎหมายว่าด้วยสิทธิประโยชน์สำหรับทหารผ่านศึกอเมริกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ให้ทุนการศึกษา ค่าเล่าเรียน และการฝึกอาชีพ
อ่านอร่อยตอนนี้จะพาไปหาคำตอบว่า ทำไมกฎหมาย GI Bill ที่ว่านี้จึงช่วยให้ทหารอเมริกันจำนวนนับล้านมีอนาคตที่ดีอีกครั้ง และจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเชฟที่ร่วมกันเปลี่ยนอนาคตของวงการอาหารสหรัฐฯ และสิ่งนี้เองที่มีส่วนทำให้วงการ Fine Dining ของสหรัฐฯ เฟื่องฟูขึ้นมาค่ะ

ภาพ : National World War II Museum (historycollection.com)
ขอเล่าถึง GI Bill ก่อนค่ะว่ามันคืออะไร
GI Bill หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘สิทธิประโยชน์ GI’ เป็นโครงการให้เงินสนับสนุนการศึกษาและการฝึกอบรมสำหรับทหารผ่านศึก สมาชิกกองทัพที่ปฏิบัติหน้าที่ และครอบครัว กฎหมายนี้ผ่านในปี 1944 และจ่ายเงินครอบคลุมค่าเล่าเรียนในหลากหลายสาขา รวมทั้งค่าที่พักและค่าหนังสือ เพื่อช่วยให้เหล่าทหารได้รับปริญญา หรืออย่างน้อยได้พัฒนาทักษะอาชีพเพื่อมีลู่ทางทำมาหากินอีกครั้ง
เรียกได้ว่าการเกิดขึ้นของ GI Bill ทำให้ ‘การศึกษา’ ของพลเมืองอเมริกันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนมีฐานะอีกต่อไป เพราะก่อนหน้านั้น (ข้อมูลปี 1940) แค่เพียงราว 15% ของหนุ่มสาวอเมริกันเท่านั้นที่ได้รับการศึกษาระดับวิทยาลัย ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวมีฐานะเพราะค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงและยังไม่มีทุนการศึกษามากนัก

ภาพ : politico.com
สำหรับชนชั้นแรงงานหรือทหารหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากสงคราม จึงไม่มีคำว่าสงครามจบก็ค่อยกลับบ้านไปเรียนต่อ สิ่งเดียวที่พอจะคาดหวังได้คือกลับไปขายแรงงานแลกค่าแรงน้อยนิดเหมือนเดิม
แต่ในช่วงปี 1945 – 1946 ที่สงครามจบ เท่ากับว่าทั้งประเทศต้องรับแรงงานหลายล้านคนพร้อมกัน โรงงานที่เคยผลิตรถถัง เครื่องบิน และอาวุธ ก็ไม่ต้องผลิตแล้ว โรงงานต้องค่อย ๆ ปรับตัวมาผลิตสินค้าปกติ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอาหารสำเร็จรูป แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่เดือน บางโรงงานปิดตัวลง จึงมีการเลย์ออฟคนงานจำนวนมาก และคนเหล่านี้ต้องหางานใหม่
แต่มีทหารผ่านศึกจำนวนราว 12 ล้านคนที่กำลังกลับบ้านมาหางานเช่นกัน จึงไม่ต้องคิดเลยว่าจะแย่งงานกันดุเดือดแค่ไหน ประชาชนเกิดความเครียดและกังวลว่าจะเอาอะไรกิน จะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร ไม่ต่างจากช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดใหม่ ๆ
ดังนั้น GI Bill จึงเปรียบเสมือนโอกาสจากสวรรค์เลยทีเดียว เพราะแทนที่จะต้องไปวิ่งหางานหน้าดำคร่ำเครียด เหล่าทหารได้มีโอกาสเลือกเรียนในสาขาต่าง ๆ ไม่ต้องกลับไปเตะฝุ่นหรือทำงานขายแรงกายในโรงงานหรือฟาร์ม ชายหนุ่มอเมริกันเหล่านี้จึงมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นสูง และจำนวนไม่น้อยเลือกศึกษาต่อด้านการทำอาหาร

ภาพ : restaurantbusinessonline.com
ในปี 1946 โรงเรียนสอนทำอาหารชื่อว่า New Haven Restaurant Institute ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปิดสอนให้แก่ทหารผ่านศึกโดยเฉพาะ ต่อมาในปี 1951 โรงเรียนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Culinary Institute of America หรือ CIA หนึ่งในโรงเรียนสอนทำอาหารที่โด่งดังที่สุดในโลกนั่นเองค่ะ
นักเรียนรุ่นแรกของที่นี่คือทหารผ่านศึก 50 นายที่ต้องการชีวิตใหม่ในโลกการครัว การเป็นทหารทำให้หนุ่ม ๆ เหล่านี้มีวินัยสูง แถมยังอึดถึกทน และทำงานเป็นทีมได้ดีเยี่ยม เพราะถูกเคี่ยวกรำในกองทัพมาหมาด ๆ หลายคนเคยทำงานเป็นพ่อครัวกองทัพที่ต้องทำอาหารเลี้ยงทหารเป็นพัน ๆ ภายใต้ความกดดัน

ภาพ : www.ww2online.org
นักเรียน CIA ในช่วงต้น ๆ หลายรุ่นนี่เองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทำให้การกินอาหารชั้นสูงหรือ Fine Dining ของสหรัฐอเมริกาพัฒนาไปในวงกว้างในอีกหลายสิบปีต่อมา
ทักษะจากกองทัพที่ติดตัวหนุ่ม ๆ เหล่านี้มาคือการทำงานที่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก การสั่งวัตถุดิบจำนวนมหาศาลและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานในครัวกับพ่อครัวอีกหลายคนเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งกองทัพ คนเหล่านี้ถูกนำมา ‘ขัดเกลา’ ที่ CIA จากเดิมที่เคยทำอาหารแบบงู ๆ ปลา ๆ ก็ทำให้หนุ่ม ๆ เหล่านี้รู้จักเทคนิคการทำอาหารแบบฝรั่งเศส รู้จักการพัฒนาเมนูอาหารและการจัดจานให้สวยงาม ใส่ความซับซ้อนแบบพ่อครัวฝรั่งเศสเข้าไป
ดังนั้น เพียงภายใน 10 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ โรงแรม ร้านอาหาร และงานจัดเลี้ยงทั่วสหรัฐอเมริกาจึงมีแต่เชฟมือดีที่เข้าใจทั้งเรื่อง Scale และ Sophistication คือทำอาหารเลี้ยงคนจำนวนมากได้ และเป็นอาหารรสเลิศบวกหน้าตาสวยงามตามแบบฉบับการครัวฝรั่งเศส
ห้องครัวกลายเป็นกองทัพย่อม ๆ ทุกคนคือทหารที่ต้องเคารพตำแหน่งของคนที่สูงกว่าในครัว

ภาพ : Wikipedia

ภาพ : amazonaws.com
ต้องบอกว่า ‘จังหวะมันได้’ จริง ๆ ค่ะ เพราะตั้งแต่สงครามจบในปี 1945 จนถึงช่วงทศวรรษ 1950 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืน เมืองขยายตัว ชนชั้นที่เรียกว่าชนชั้นกลางเริ่มมีเยอะขึ้น จากเดิมที่แทบจะแบ่งได้แค่คนรวยกับคนจน
ที่สำคัญ คนอเมริกันเอียนอาหารช่วงสงครามเต็มที เพราะได้กินแต่ไข่ผงกับเนื้อกระป๋อง จึงอยากกินอะไรใหม่ ๆ อร่อย ๆ บ้าง บรรดาทหารผ่านศึกที่ผันตัวเป็นนักเรียนเชฟและเพิ่งจบการศึกษาจึงตอบโจทย์สุด ๆ
ก่อนหน้าที่ CIA จะถือกำเนิด โรงเรียนที่สอนทำอาหารอย่างจริงจังมีน้อยมาก อาชีพคนครัวในสหรัฐฯ มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก คือเป็นงานของชนชั้นแรงงาน เป็น ‘งานหนัก’ ไม่ใช่ ‘งานคราฟต์’ เชฟไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นเหมือนศิลปิน และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาด้านนี้มาโดยตรง แต่ใช้วิธีครูพักลักจำเอาตอนทำงาน อาจจะไต่เต้ามาจากตำแหน่งคนล้างจาน จึงแทบไม่มีตัวตนใด ๆ มีหน้าที่เพียงทำงานในครัวร้อน ๆ ทำงานหลายชั่วโมงแลกกับค่าแรงนิดเดียว
ส่วนบรรดาหัวหน้าก็มักจะเป็นเชฟจากยุโรป (โดยเฉพาะเชฟฝรั่งเศสและสวิส) ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เชฟ’ แต่คนครัวอเมริกันมีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่ง และเป็นแค่ ‘กุ๊ก’ หรือคนครัว แต่การเรียนการสอนที่ CIA เปลี่ยนสภาวะดังกล่าวไปโดยสิ้นเชิง คนครัวอเมริกันจึงถูก ‘ยกระดับ’ ขึ้นมาอีกขั้น และได้รับการยอมรับในอาชีพมากขึ้นค่ะ ศิษย์เก่า CIA ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำห้องครัวร้านอาหารดี ๆ ของประเทศ และค่อย ๆ ต่อยอดไปเป็นผู้ประกอบการ นักเขียน หลายคนกลายเป็นเชฟชื่อดังและมีอิทธิพลอย่างมากในวงการอาหารอเมริกัน อาชีพเชฟกลายเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ผิดจากเดิมแบบคนละเรื่อง

ภาพ : pilotonline.com
บรรดาศิษย์เก่า CIA ที่มีบทบาทอย่างมากก็เช่น Marcel Desaulniers อดีต US Marine ที่ร่วมรบในสงครามเวียดนาม เขาเรียนจบจาก CIA ในปี 1965 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Trellis ในรัฐเวอร์จิเนียที่ผสมผสานอาหารอเมริกันเข้ากับความหรูหราของอาหารฝรั่งเศส เขาเป็นนักเขียนและพิธีกรรายการอาหารชื่อดัง และยังเคยเป็นไดเรกเตอร์ของ CIA อีกด้วย เพื่อร่วมขัดเกลาเชฟอเมริกันรุ่นใหม่ ๆ Marcel เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 อายุ 78 ปี

ภาพ : www.ciachef.edu
นักเรียนแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เรียนจบจาก CIA คือ Jefferson Evans เขาเรียนจบในปี 1947 และเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับโอกาสจาก GI Bill เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นนักเรียนผิวดำ จึงเท่ากับทำลายกำแพงเชื้อชาติและกำแพงอาชีพไปพร้อม ๆ กัน เมื่อเรียนจบเขาเปิดร้านอาหารของตัวเองชื่อ The One ‘N’ Only และยังเคยเป็นอาจารย์ที่ CIA ระหว่างปี 1970 – 1975 สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน CIA อีกเป็นจำนวนมากด้วยเรื่องราวของเขา
Koren Grieveson เป็นอีกหนึ่งคนที่ผันตัวเข้าสู่ห้องครัวหลังจากรับใช้กองทัพสหรัฐฯ นานกว่า 8 ปี Koren เรียนจบจาก CIA ในปี 1996 และกลายเป็นเชฟชื่อดังคนหนึ่งในชิคาโก ได้รับรางวัล James Beard อันเป็นรางวัลอันทรงเกียรติของวงการอาหาร
James McIntosh เป็นอีกหนึ่งทหารผ่านศึกที่เข้ารับการศึกษาที่ CIA หลังจากร่วมกองทัพมากว่า 20 ปี เขาจบการศึกษาในปี 2008 โดยไม่เคยขาดเรียนเลยแม้แต่คาบเดียว ทุกวันนี้เขาทำงานเป็นเชฟคุมทีมจัดเลี้ยงในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ต้องคุมคนจำนวนมากให้ทำงานแบบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
Derek Smith เป็นอดีตนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ร่วมรบในปากีสถานและอัฟกานิสถาน เขาเข้าเรียนที่ CIA ด้วยการช่วยเหลือจาก GI Bill และเป็นคนที่บอกว่าชีวิตการเรียนที่ CIA ไม่ต่างอะไรกับกองทัพ คือเรียนแบบเข้มข้น ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ ต่อมาเขาเป็นคนก่อตั้ง CIA Veterans Association หรือสมาคมนักเรียนทหารผ่านศึก CIA สมาคมนี้ทำภารกิจต่าง ๆ เพื่อสืบสานความตั้งใจของ GI Bill ยุคแรกเริ่มที่สนับสนุนทหารผ่านศึกทุกนายให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและเริ่มชีวิตใหม่

ภาพ : amazonaws.com
CIA ก่อตั้งมาแล้วเกือบ 80 ปี ผลิตเชฟอเมริกันเก่ง ๆ จำนวนมากที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ เชฟเหล่านี้ทั้งทำอาหารในครัวหรือต่อยอดไปทำงานอื่น ๆ และเปลี่ยนแปลงอาชีพนี้ให้ได้รับการยอมรับ
จึงกล่าวได้ว่า GI Bill ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เพียงแค่ ‘เปลี่ยนอาชีพ’ แต่พลิกชีวิตอดีตทหารจำนวนมากมาย และยังปฏิวัติวงการอาหารอเมริกันให้การทำอาหารแบบ Fine Dining เฟื่องฟูและแพร่หลาย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนคนธรรมดา ซึ่งในยุคนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดฝันนั่นเองค่ะ

ภาพ : library.culinary.edu
