9 มิถุนายน 2025
562

อ่านอร่อยเดือนนี้เป็นตอนที่ 2 ของเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นของเชฟหนุ่ม Kwame Onwuachi ผู้เป็นเจ้าของรายการความสำเร็จอันน่าทึ่งมากมายที่เล่าไว้ในตอนที่แล้วค่ะ 

ที่น่าทึ่งก็เพราะ Kwame ไม่ได้เกิดมามีชีวิตเลิศหรู พ่อแม่แยกทางกัน เขาเองต้องระหกระเหินตามแม่ไปอยู่ที่ต่าง ๆ และเป็นเด็กมีปัญหา เกกมะเหรกเกเร อายุแค่ 10 ขวบก็ก่อเรื่องที่โรงเรียนจนครูปวดหัว จนแม่จับส่งไปอยู่กับปู่ที่แอฟริกาเพื่อดัดนิสัยอยู่กว่า 2 ปี ผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตมาครั้งแล้วครั้งเล่า

และที่สำคัญคือสีผิวของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นเชฟผิวดำผงาดยืนอยู่ในโลก Fine Dining และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

ภาพ : www.restaurant-hospitality.com

หลังกลับมาจากแอฟริกา Kwame กลับมาอยู่กับแม่ และเติบโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นหัวขบถเหมือนเดิม กิจการรับจัดเลี้ยง Catering by Jewel ของแม่ยังคงพอดำเนินไปได้แม้จะเป็นงานหนักมาก ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมของ ตกเย็นก็รีบไปจัดงานให้ลูกค้า แต่รายได้ก็ยังไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าอาหาร ภายใน 5 ปี Kwame ย้ายบ้านไป 8 ครั้ง อีกทั้งแม่ยังไม่ยอมลงทะเบียนขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล (ที่จะทำให้ได้ไปอยู่บ้านพักที่รัฐจัดไว้ให้ เสียค่าเช่าเดือนละ 200 เหรียญฯ) 

Kwame บอกว่า เขาไม่เคยถามแม่ว่าทำไม รู้แต่ว่าแม่เป็นคนไม่ยอมแพ้และไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด การลงทะเบียนขอความช่วยเหลือเท่ากับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ‘จน’ จริง ๆ 

Kwame เล่าว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่า ภาระทางการเงินที่หนักสุดอีกอย่างของแม่ก็คือค่าเล่าเรียนของเขานี่แหละ เพราะไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด แม่ก็จะพยายามส่งให้เขาเรียนโรงเรียนเอกชน ไม่ใช่โรงเรียนรัฐที่ค่าเทอมถูกกว่ามาก 

Kwame เป็นเด็กหัวดีที่เกเรติดอันดับ มีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นไปทั่ว ดังนั้น ถึงแม้ผลการเรียนจะดีเยี่ยม แต่วันหนึ่งเขาก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน 

แม้จะออกมาแล้ว Kwame ก็ยังไม่หยุดวีรกรรมท้าตีท้าต่อย Kwame ที่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนอายุ 16 ฝังตัวอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ชวนกันไปก่อเรื่องได้ตลอด เขาซื้อปืนไว้ป้องกันตัว ในย่านที่เขาอยู่การเห็นคนยิงกันกลางถนนเป็นเรื่องปกติที่พอเกิดเรื่องขึ้น ตำรวจก็มา เช้าอีกวันถนนตรงนั้นก็สงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

Kwame ทำงานพิเศษที่ร้านอาหารเม็กซิกัน แต่ค่าแรงน้อยเสียจนเมื่อเพื่อนชวนไปเป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติด เขาตอบตกลงโดยไม่ลังเล เขาเลือกที่จะขายยาตัวท็อปซึ่งก็คือกัญชา ในย่านนั้นครอบครัวคนดำสูบกัญชากันอย่างแพร่หลาย เงินก้อนแรกจำนวน 70 เหรียญฯ ที่ลงทุนซื้อกัญชามาขาย เขาทำกำไรได้กว่าเท่าตัว ใช้เงินต่อเงินไปเรื่อย ๆ จนซื้อรถราคา 2,000 เหรียญฯ ได้แบบสบาย ๆ เขาใช้เงินเก็บจากการขายยาเสพติดส่งตัวเองเรียนวิทยาลัยในสาขาการจัดการธุรกิจ เขาไม่ตั้งใจเรียนนัก แต่ใช้หอพักนักเรียนเป็นฐานที่มั่นในการทำค็อกเทลขายเพื่อน ๆ นักเรียนด้วยกัน

ค็อกเทลที่ Kwame ทำขายคือ Nutcracker เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ถือกำเนิดในนิวยอร์กเมื่อยุค 90 นี่เอง ส่วนผสมหลักก็คือเหล้าระดับ ‘แรง’ อย่างวอดก้า รัม เตกีล่า คอนญัก ผสมกับน้ำผลไม้หวาน ๆ แต่ถือว่าผิดกฎหมายเพราะเป็นเครื่องดื่มทำเอง

คนขาย Nutcracker ในนิวยอร์ก
ภาพ : thehustle.co

นอกจากขายค็อกเทลแล้ว Kwame ก็ยังไม่ทิ้งอาชีพเดิมคือเป็นเอเยนต์ค้ายา ทั้ง 2 กิจการทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป” Kwame กล่าว 

นอกจากขายแล้วแน่นอนว่า Kwame ก็พี้ยาเองด้วย ทั้งกัญชาและอื่น ๆ เขาแทบจะไม่กินอะไรเลยนอกจากเสพยาจนน้ำหนักตัวลดฮวบ แม้จะถูกทางวิทยาลัยเค้นเอาความจริง แต่เขาก็เอาตัวรอดไปได้ จนมาครั้งสุดท้ายที่ถูกจับตรวจปัสสาวะ จึงเป็นอีกครั้งที่เขาถูกไล่ออก

Kwame แก้ปัญหาด้วยการเสพยาหนักขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าพอเสพยาแล้วรู้สึกว่าโลกนี้ช่างดีไปหมด รู้สึกว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ มีพลังมีอำนาจเหลือเฟือ แต่แล้วเช้าวันหนึ่งในปี 2008 หลังจากปาร์ตี้พี้ยาครั้งใหญ่ Kwame ตื่นมาพบสภาพเละเทะของห้อง เพื่อนและคนแปลกหน้าที่เขาเองก็ไม่รู้จักนอนเกะกะกันเต็มห้อง 

วันนั้นเองที่ Kwame รู้สึกเศร้าและเคว้งคว้างที่สุดในชีวิต 

เขากล่าวว่า “อย่างกับโลกกำลังหมุนไปโดยไม่มีผม” – I felt the world was moving forward without me.

Kwame ตัดสินใจเด็ดขาด ทิ้งยาทั้งหมดลงชักโครก เก็บกระเป๋ามุ่งหน้ากลับบ้านไปหาแม่ ตอนนั้นแม่ของเขาย้ายไปทำงานจัดเลี้ยงที่รัฐลุยเซียนา

เขาเล่าว่า 50 ปีก่อน ยายก็เคยเก็บกระเป๋าออกเดินทางเพื่อหนีจากสามีที่ไม่เอาไหน เขาบอกว่าตอนนี้เขาก็ทำแบบเดียวกัน แต่ไม่ได้หนีจากใคร หนีจากตัวเองนั่นแหละ เขาไม่ต้องการอยู่ในที่เดิม ๆ มีเพื่อนกลุ่มเดิม ๆ แม่บอกให้เขาหางานทำ แต่เขาไม่รู้จะทำอะไร จากที่เคยเป็นเอเยนต์ค้ายารายได้ดี จะให้มาทำงานร้านอาหารค่าแรงน้อยนิด ไม่รู้จะทำไปทำไม จนแม่ยื่นคำขาดว่าต้องหางานทำ มิฉะนั้นก็ต้องออกไปจากบ้าน

Kwame เข้าใจดีว่าแม่รักเขา แม่อยากให้เขาเอาการเอางานเสียที จึงพยายามหางานทำ เขาได้งานเป็นคนเสิร์ฟอาหารในร้านที่พนักงานเสิร์ฟและผู้จัดการล้วนแต่เป็นคนผิวขาว ส่วนคนดำก็ทำงานในครัว คนในครัวอายุรุ่นราวคราวพ่อ ทุกคนทำงานหนัก แม้จะถูกด่าว่า ถูกพวกคนขาวพูดจาเหยียดเชื้อชาติแค่ไหน แต่ทุกคนก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานไปเงียบ ๆ เพราะไม่มีทางเลือก แม้จะถูกกดค่าแรง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีกิน 

เพื่อนเก่าจากนิวยอร์กเพียรโทรมาตามให้เขากลับไปทำงานค้ายาซึ่งรายได้ดีกว่าแบบเทียบกันไม่ได้ แต่ Kwame ยังใจแข็ง บอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่ (พยายามจะ) มั่นใจว่าอยู่ที่นี่ ‘เดี๋ยวมันต้องดีขึ้น’ แต่ในใจเขาเองก็ไม่แน่ใจนัก

จุดเปลี่ยนในชีวิตมาถึงอีกครั้ง เมื่อแม่แนะนำงานให้เขาไปเป็นคนครัวในเรือกวาดน้ำมันในมหาสมุทร 

เรือกวาดน้ำมันคือเรือที่คอยทำความสะอาด ตักน้ำมันออกเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล เช่น รั่วไหลจากเรือขนน้ำมันหรือรั่วไหลจากอุตสาหกรรมชายฝั่ง เป็นงานรายได้ดี แต่งานหนักและต้องใช้ชีวิตอยู่กลางมหาสมุทร Kwame ตอบรับเข้าไปเป็นผู้ช่วยพ่อครัวบนเรือลำใหญ่ชื่อ Maine Responder มีลูกเรือราว 40 คน ทุกคนเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวจากทางใต้ของสหรัฐฯ ที่ยากจนและพร้อมทำงานขายแรงกาย ที่หลับที่นอนค่อนข้างแออัดยัดเยียด และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

เรือกวาดน้ำมันกำลังทำงาน
ภาพ : www.thecarycompany.com

เช้าวันแรกที่เขาเดินทางไปถึงเรือ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส แต่มองไปที่พื้นน้ำกลับดำทะมื่น เขาไม่เคยเห็นคราบน้ำมันเปรอะมหาสมุทรมาก่อน กลิ่นน้ำมันพุ่งเข้าจมูกจนแทบจะทนไม่ไหว

อย่างไรก็ดี Kwame รายงานตัวกับพ่อครัวผิวขาวชื่อ Tex ที่หน้าตาบอกบุญไม่รับ แถมการทำอาหารของที่นี่คือเอาของแช่แข็งโยนลงทอด หรือไม่ก็เอาย่างบนเตาทั้งที่ยังแข็งโป๊ก ไม่มีการปรุงรสใด ๆ ทั้งสิ้น Kwame ระบุว่าเขาไม่เคยเห็น Tex ใช้เกลือกับพริกไทยซึ่งเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานที่สุดเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

Kwame คิดว่า ทำไมถึงไม่ตั้งใจปรุงอาหารให้ลูกเรือกินกันบ้าง ทำไมต้องให้กินแค่กันตาย แค่เพื่อจะได้มีแรงไปทำงานต่อ

ที่นี่สั่งวัตถุดิบอะไรมาปรุงอาหารก็ได้ถ้าไม่เกินงบประมาณที่จัดไว้ให้ เขาจึงขอ Tex ว่าสัปดาห์นี้ขอเป็นคนสั่งของ Tex ก็ยอมเพราะเท่ากับงานเขาลดลงไปหนึ่งอย่าง

อยู่กลางทะเลแบบนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จะเปิดดูสูตรอาหารหรือคลิปวิดีโออะไรทั้งสิ้น Kwame ตัดสินใจทำ Shrimp Étouffée ตำรับของแม่ที่เขาจำรสชาติได้แม่นยำและมั่นใจว่าทำได้อร่อยแน่

Shrimp Étouffée
ภาพ : www.laurafuentes.com 

Shrimp Étouffée คือสตูกุ้งแบบลุยเซียนาที่หอมอร่อยด้วยเนื้อกุ้งสด ปรุงกลิ่นรสด้วยหอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย พริกหวาน และเครื่องเทศตามตำรับ Cajun เสิร์ฟกับข้าวหุงสุก

เมื่อเฮลิคอปเตอร์มาส่งของในรอบถัดมา Kwame เปิดกล่องด้วยความตื่นเต้น และใช้เวลาทั้งวันไปกับการแกะกุ้ง ต้มน้ำซุปกุ้ง หั่นผักทุกอย่าง และค่อย ๆ ปรุงสุดฝีมือตามแบบที่แม่ทำให้กิน เขาชิมแล้วชิมอีกจนแน่ใจว่าอร่อย

กลิ่นหอมอวลไปทั่วห้องครัว จนเหล่าลูกเรือต่างโผล่หน้าเข้ามาดูทีละคนและทำหน้าประหลาด

“อะไรน่ะ หอมจัง!” ทุกคนต่างตื่นเต้น “กลิ่นอย่างกับที่บ้านแหนะ!” 

แต่ Kwame ก็รู้สึกกดดันไม่น้อย เพราะเมนูนี้เป็นเมนูที่ทุกคนรู้จักและเคยกิน ลูกเรือคนหนึ่งถึงกับตะโกนว่า “แกกล้าทำเมนูนี้นี่มันต้องอร่อยนะโว้ย! ฉันกินเมนูนี้มาตลอดชีวิตเลยจะบอกให้!”

ทุกคนตักข้าวและสตูกุ้งราดลงไป ห้องอาหารเงียบไปพักหนึ่ง (ซึ่ง Kwame บอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี) ปรากฏว่าทุกคนชื่นชอบ Shrimp Étouffée ของเขามาก

ตัวอย่างห้องอาหารของลูกเรือ ซึ่งน่าจะสภาพดีกว่าเรือที่ Kwame ทำงาน
ภาพ : www.kamaxi.com

ผลที่ตามมาคือ Kwame พยายามทำอาหารเพื่อฮีลใจพวกลูกเรือมากขึ้นอีก เมนูอะไรก็ได้ที่ทำให้พวกนี้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากงานประจำวันและบรรเทาความคิดถึงบ้าน บางครั้ง Kwame จะอบคัปเค้กเล็ก ๆ แล้วเอาไปแจกลูกเรือ และแทนที่จะ ‘โปะ’ อาหารเละ ๆ บนจานเหมือนที่ Tex ทำ Kwame เริ่มพยายามจัดจานให้ดูน่ากินก่อนจะเสิร์ฟ 

แน่นอนว่า Tex หมั่นไส้เหลือหลายที่อาหารของ Kwame เป็นที่ถูกใจลูกเรือ แต่ Kwame แก้ปัญหาด้วยการขอแบ่งหน้าที่กันเลย เขามีหน้าที่ทำอาหารเช้าและกลางวัน ในขณะที่ Tex ทำมื้อเย็น ต่างคนต่างทำ ไม่ต้องยุ่งกัน 

ด้วยความที่อาหารของ Kwame เป็นที่ถูกใจทุกคน กัปตันเรือจึงถือโอกาสตอนที่ Tex ขึ้นเรือเล็กกลับไปหยุดพัก 1 สัปดาห์ แจ้งบริษัทว่าให้แต่งตั้ง Kwame เป็นหัวหน้าพ่อครัวแทน และหาคนมาเป็นผู้ช่วย 

Shrimp Étouffée ที่เชฟ Kwame ทำในปี 2019
ภาพ : www.splendidtable.org

Kwame กล่าวว่าเขาเริ่มเป็นเพื่อนกับเหล่าลูกเรือผิวขาว เวลาว่างก็เล่นเกมด้วยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน หลายคนจะเล่าให้ฟังว่าตำรับที่บ้านมีอะไรบ้าง และ Kwame ก็จะพยายามนำมาทำให้กินเพื่อบรรเทาความคิดถึงบ้าน โดยใช้ความรู้จากสิ่งที่เขาเคยกินและจากคำอธิบายของลูกเรือ

“การได้เห็นเขากินสูตรจากที่บ้านแล้วยิ้มได้ นั่นเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่สุดยอดที่สุดสำหรับผมแล้ว” Kwame เล่า

จุดนั้นเองที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็น ‘เชฟ’ ไม่ใช่แค่คนทำอาหารตามสูตร 

ที่นี่เองที่เขารู้สึกว่า ถ้าเป็นเรื่องอาหาร จะเป็นคนดำหรือขาวก็ไม่ต่างกัน คือต่างอยากกินอาหารที่ทำด้วยความตั้งใจ อาหารที่ทำให้คิดถึงบ้าน ไม่ใช่อะไรก็ได้ที่กินไปให้อิ่ม ซึ่งทั้งหมดนั้น Kwame กล่าวว่า เคล็ดลับคือการใช้ ‘ใจ’ ทำอาหาร

ตอนหน้าซึ่งจะเป็นตอนจบของเรื่องราวชีวิตเชฟ Kwame Onwuachi ยังมีจุดพลิกผันอีกมากมายรอให้ติดตามค่ะ ทั้งความจำเป็นที่ทำให้เขาต้องไปขายลูกกวาดในรถไฟใต้ดิน การได้เข้าไปเรียนที่ CIA สถาบันสอนทำอาหารชั้นนำของโลก และโลกการทำงานในครัวร้าน Fine Dining ที่เป็นที่รู้กันว่า ‘ไม่ต้อนรับ’ พ่อครัวผิวดำ รอติดตามนะคะ

ภาพ : www.splendidtable.org

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม