เพียงครึ่งชั่วโมงจากสนามบิน ‘มีกินฟาร์ม’ ต้อนรับเราด้วยฝูงเป็ดน้อยอายุ 2 เดือนที่เดินเตาะแตะหัวฟูอยู่ริมแปลงนา และน้องหมา สอง-สาม-สี่ เอ่อ… ดูเหมือนจะอีกหลายตัวที่พัวพันราวกับเราเป็นแม่ที่หายไป ส่วนพี่น้องสองสาวเจ้าของฟาร์มสเตย์ พี่ปู-จงรัก และ น้องยิ้ม-ปราณีต จารุพันธุ์งาม ยืนยิ้มกว้างเอ็นดูคนเมืองที่วี้ดว้าย ไม่เคยเห็นลูกเป็ดหัวฟู

วันนี้เราจะมาค้นหานิยามของความยั่งยืนด้วยการใช้ชีวิต 3 วัน 2 คืน ที่มีกินฟาร์ม จังหวัดขอนแก่น กัน
2 – 3 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของมีกินฟาร์มเริ่มโด่งดัง เป็นที่รู้จักในฐานะสวนเกษตรเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดขอนแก่น มีพร้อมทั้งที่พักน่ารักในสวน ร้านอาหารแสนอร่อยระดับมิชลินที่ใช้ผลิตผลส่วนใหญ่จากในฟาร์ม ไปจนถึงกิจกรรมสุดคราฟต์ที่ออกแบบมาให้เหมาะแก่ผู้สนใจ มีกินฟาร์มคือบ้านสวนในฝันที่ทุกคนอยากมี อยากทำ เป็นตัวอย่างของการกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องต่อสู้กระเสือกกระสนกับชีวิตเมืองใหญ่ เรามาฟังพี่ปูกับน้องยิ้มเล่าให้ฟังว่าทำได้ยังไง ฝันที่เริ่มเมื่อ 9 ปีที่แล้ว วันนี้เมื่อตื่นแล้วก็ยังอยู่ ฝันที่ไม่ใช่ฝันร้าย ฝันที่ไม่หวานแต่อยู่นาน อยู่ได้และยั่งยืน
จะหาใครมาทำอะไรแบบนี้ ลงมือทำเหมือนคนบ้า
“พี่ปู เราทำได้จริง ๆ เหรอ เราอยู่ได้จริง ๆ เหรอ” ในวันแรก ๆ น้องยิ้มมักจะถามพี่ปู ด้วยวัยที่อ่อนกว่า ผ่านชีวิตมาน้อยกว่า และด้วยความเป็นน้องน้อย “ทำได้ ต้องทำให้ได้เท่านั้น” ผู้เป็นพี่สาวให้คำตอบหนักแน่นกับน้อง ยืนยันด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและสองมือที่ทำไปไม่หยุดนิ่ง จากการซื้อที่ดินผืนหนึ่งใน พ.ศ. 2559 ที่ปูบอกว่าอยู่นอกเมืองขอนแก่น ไม่มีอะไรน่าสนใจ ตอนเริ่มทำไม่มีเงิน พ่อแม่ลูกสาวช่วยกันทำ คิดและออกแบบในสเกลที่คิดว่าตัวเองทำไหว ทำบ้านที่คิดว่าตัวเองต้องอยู่ที่นี่ได้ด้วย ปลูกทุกอย่างที่ปลูกได้ ไว้กินไว้ใช้ เพียงแค่ 2 – 3 ปี ผืนดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีปู มีหอย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่
“ใน พ.ศ. 2561 สวนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีผลิตผลขายเป็นรายได้ จัดกิจกรรมให้ผู้คนมาเยี่ยมชมเรียนรู้ มาทำเวิร์กช็อปจากงานในสวน ทำ Team Building จนรับงานใหญ่รับแขกบ้านแขกเมือง สวนเกษตรมีกินเติบโตมีร้านอาหารและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มีกินฟาร์ม’ ใน พ.ศ. 2562 จนขยายกิจการเป็นโฮมสเตย์ในอีก 1 ปีให้หลัง มีกินฟาร์มเริ่มมีครบวงจร ยืนได้เป็นสามเหลี่ยมแห่งความยั่งยืน คือเป็นทั้งสวนเกษตร สถานที่ท่องเที่ยวชุมชน และมีกิจกรรมสร้างสรรค์

ปูให้นิยามว่า ‘มีกินฟาร์ม’ เป็นธุรกิจของผู้ประกอบการชุมชนเล็ก ๆ ของคนบ้านนอกที่นำประสบการณ์ชีวิตและการขัดเกลาจากในเมือง มาเติมเต็มให้เป็นสวนเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ เข้าถึงได้ และเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ เป็นสวนที่เริ่มจากศูนย์ แบบชิลล์ ๆ ค่อย ๆ ทำไป (ซึ่งจริง ๆ แล้วคือไม่ทำไม่ได้ มันไม่มีจะกิน และเพราะกลัวไม่มีจะกิน) จึงต้องปลูกต้องสร้างให้มีอันจะกิน เพื่อให้อยู่ได้
เราจำเป็นที่จะต้องทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืน เลี้ยงตัวเองได้ เพราะเราไม่ใช่แค่เลี้ยงตัวเอง แต่ต้องเลี้ยงพนักงาน แม่ครัว พ่อค้าแม่ค้าที่เราซื้อสินค้า ซึ่งทุกคนเป็นคนในชุมชน ทุกคนต้องอยู่ได้
Living with Me like my Kin
เพราะทุกคนที่มาเหมือนเพื่อนเหมือนญาติพี่น้อง เวลาคิดงานบริการคิดบนพื้นฐานว่าเรามีอะไร เราอยากให้อะไรกับเพื่อน กับพี่น้องเราบ้าง สื่อสารผ่านการบริการแบบ A B C D E & L ให้ทุกคนอยากมา อยากได้ใช้เวลาในสวน และอยู่ได้ไม่เบื่อทั้งวัน
A : Activities เพื่อนพาทำ
มีกินฟาร์มคิดกิจกรรมจากสิ่งที่มีในสวน เอาสวนเป็นฐาน เช่น ฟาร์มทัวร์ สำหรับคนสนใจ อยากมาเรียนรู้เรื่องการจัดการพื้นที่ Cooking Class สอนทำอาหารจากวัตถุดิบในสวน เวิร์กช็อปก็ใช้วัตถุดิบในสวน เช่น การทำ Eco-Printing พิมพ์ลายผ้าด้วยดอกไม้ใบหญ้า หรือทำคุกกี้ชอร์ตเบรดตกแต่งด้วยสมุนไพรและดอกไม้ ทุกกิจกรรมวนเวียนอยู่กับสวน ได้เดินสวน ชวนกันเก็บดอกไม้ ทำความรู้จักต้นไม้


ปูพาเราเริ่มกิจกรรมแรกในมีกินฟาร์มด้วยการเดินชมสวน ชี้ชวนให้ดูต้นไม้ดอกไม้ อันนี้ปลูกเมื่อไหร่ ขยายพันธุ์วันไหน ต้นสักใหญ่พ่อปลูกไว้เป็นแนว นี่แถวสวนสมุนไพร พืชผักน้อยใหญ่ อยากได้อะไรปลูกอย่างนั้น เราแอบเห็นทารากอนแวบ ๆ นึกว่าอยู่สวนอังกฤษ แต่ดูดี ๆ ที่นี่ขอนแก่น เราแซวปูว่าบึงตรงหน้าดูคล้ายบึงบัวของ โมเนต์ ปูยิ้มพร้อมชี้ไปที่บึงอีกด้านว่าถ้างั้นนั่นต้องเป็นบึงของ วอลเดน ! จ้ะ ทุกอย่างแล้วแต่ปู วอลเดนก็วอลเดน!
จากนั้นปูพาเราแวะเยี่ยมลูกบัวและแม่บัวชมพู หมูตัวสีชมพูสมชื่อ ในคอกหมูที่จัดการสุขลักษณะเป็นอย่างดี เราทำความรู้จักคำมูนและมูจิโกะที่คอกควาย ส่วนบรรดาไก่และเป็ดนั้นจำชื่อได้ไม่หวาดไม่ไหว เพราะหน่วยความจำในสมองหมดไปแล้วกับชื่อต้นไม้ใบหญ้า
B : Bed & Breakfast นอนบ้านเพื่อน
นี่คือโฮมสเตย์ที่แสนอบอุ่นและคุ้นเคย เพราะความรู้สึกที่ได้คือการมานอนบ้านของเพื่อน บ้านที่เพื่อนปูและเพื่อนยิ้มจัดเองแต่งเอง เตียงนอนนุ่มสะอาดแสนสบาย ชั้นวางหนังสือที่เจ้าของบ้านอ่าน การ์ดบอร์ดวางไว้ให้เล่นหากนอนไม่หลับ ราวไม้แขวนตะกร้าสุดน่ารัก บ้านพักที่นี่มี 2 หลัง บ้านโฮมเป็นลอฟต์โปร่งสบาย บ้านฮักกะทัดรัดน่ารัก มีพัดลม มีแอร์สำหรับคนขี้ร้อน มีน้ำอุ่น มีอ่างอาบน้ำเล็ก ๆ ไว้แช่แก้เมื่อย บ้านฮักและบ้านโฮมรับแขกทั้งหมดได้ 10 คน น่ารักทั้ง 2 บ้าน ขนาดกำลังดี
ก่อนอาหารเช้า เราตื่นไปเดินรอบแปลงนา ปูพาเราเดินมองหาหอยเชอรี่ ที่นี่หอยเชอรี่เป็นที่ต้อนรับ หญ้าต่าง ๆ ไม่ใช่ของที่ต้องกำจัด ตรงกันข้าม ปูเล่าว่าแม่บอกให้ปลูกข้าวหากอยากได้หญ้ามาเลี้ยงวัวควาย และหอยเชอรี่มาเป็นอาหาร เราเดินเพลินจนลืมเวลา ยิ้มต้องมาตามว่าอาหารเช้าพร้อมแล้วค่า

ชุดอาหารเช้าเป็นข้าวจี่ DIY หมูพวงแดดเดียว และสลัดดอกไม้ คนเมืองอย่างเราสนุกสนานกับการปั้นข้าวเหนียวสีดอกอัญชัน เอามาปั้นแค่แน่นพอหลวม แปะ ๆ เกลือนิดหน่อย แล้วจี่บนไฟอ่อน ๆ ท่ามกลางเสียงร้อง “ไฟอย่าแรง เอ้า! ดำแล้ว ๆ” กลับหน้าหลัง แล้วเอาไปชุบไข่ที่ปูเพิ่งเก็บมาให้จากคอกด้านหลัง แล้วเอาไปย่าง พอหอม นุ่มอร่อย เหลียวมาดูเตาย่างหมูพวงแดดเดียว ยิ้มขอโทษที่มันไหม้เร็ว ก็พอดีนี่เป็นสันคอชั้นดีเลยมีติดมันพอประมาณ ปรุงหวานพอเกรงใจ คนปิ้งร้องวี้ดว้ายไหม้แล้วเธอ ๆ สลัดดอกไม้จากในสวน ราดด้วยน้ำสลัดงาที่หอมจับใจ กินกับกาแฟสดหอมกรุ่นโดยบาริสต้า น้องเฟิร์น
C : Cafe & Restaurant เมื่อเพื่อนทำอาหารให้ทาน
ปูเล่าว่าเมนูทุกอย่างในร้านอาหารคิดจากสิ่งที่มีในสวนและในชุมชนก่อน ถ้าไม่มีจะซื้อหามาจากภายนอกก็ไม่เคร่งเครียดนัก แต่ยืนบนพื้นฐานการกระจายรายได้ให้ชุมชนรอบข้างให้มากที่สุด อาหารเป็นสไตล์ Home Cooking เป็นกับข้าวรสมือแม่ แล้วแต่ว่าวันนี้มีอะไร อยากให้เพื่อนทานอะไร ยิ้มมาชวนเราไปตลาดชุมชนเพื่อซื้อกับข้าวมาทำอาหาร เป็นตลาดนัดที่ยิ้มมาจ่ายกับข้าวเป็นประจำ ทุกคนรู้จักกันดี นั่น พี่แจ๊ค คนที่ขายหมูสันคอติดมันชั้นดี นี่ น้านอม ขายไก่ วันนี้ไม่มีไก่เลยขายฝรั่งแทน หลังกลับจากตลาดชุมชน พี่รัก แม่ครัวใช้เวลาเตรียมอาหารไม่นาน อาหารมื้อเย็นก็พร้อมเสิร์ฟ อาหารพื้นบ้านเรียบง่ายที่มีจริต ชุดปลานึ่งธรรมดามาพร้อมน้ำจิ้ม จิ้มก็ว่าดีแล้ว แต่ไม่จิ้มอะไรเลยก็ดี๊ดี จานนี้กินจนงงแต่ไม่งงกับการได้มิชลิน กินเถอะ! ส่วนจานอื่น ๆ นั้น อ๋อปลายอน ไก่ใต้น้ำ หาทานไม่ง่าย อาหารทุกจานอร่อยและสวยครบคุณค่า ระหว่างมื้ออาหารใต้โรงนา แมลงกุดจี่ตัวใหญ่บินมาจอดที่ไหล่ชาวเราแบบนิ่ม ๆ ทำเอาชาวเมืองร้องวี้ดว้าย ยิ้มขำแก้มแตก ร้องบอกพี่สาวว่า “แมลงกุดจี่มาเกาะไหล่คนเมือง”

ส่วนมื้อกลางวัน ยิ้มเตรียมชุดขนมจีนสินไซเดินดง ปูเล่าว่าได้แรงบันดาลใจจากสิมวัดไชยศรี สีสันสดสวยด้วยดอกไม้กินได้ทั้งปวง มาพร้อมน้ำยาปลาทู เมนูแรกของมีกินฟาร์ม แนมด้วยส้มตำนัวคั่ก ๆ ยำดอกแค มีน้ำมีนวลกินจนขอดน้ำ ไก่ทอดที่กรอบร้อนปากพองแต่ไม่มีใครท้อ ส่วนไอศกรีมทำเองของยิ้ม ตอนนี้มี 4 รส อะโวคาโด เสาวรสกับฟักข้าว ช็อกโกแลตร็อกกี้โรด ผลพีนัตบัตเตอร์ อร่อยเหลือเชื่อทุกรส
D : Destination เพื่อนพาเที่ยวถึงแก่น
ด้วยความที่อยากให้คนมาเที่ยวขอนแก่นได้พบประสบการณ์นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ปูและยิ้มออกแบบการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวไปสู่ชุมชน ไม่ว่าจะเดินชมตลาดชุมชน ไปดูชุมชนสานกระติ๊บข้าว และไฮไลต์ล่าสุด เรามีโอกาสร่วมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ‘ก่อนอาทิตย์อัสดงที่หมู่บ้านภูเขาวง’ ลงแพไปกับชาวประมงเพื่อยกยอหาปลากลางเขื่อนอุบลรัตน์

จากแพติดเครื่องยนต์ที่ชาวประมงใช้ทำมาหากิน วันนี้ได้มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มด้วยการรับนักท่องเที่ยวไปชมการยกยออย่างติดเวที เรากับปูนั่งแพของ พ่อจันที ผู้ใหญ่บ้าน อีกแพเป็นของ พ่อทวี ที่บลัฟคนหมู่บ้านอื่นว่าหมู่บ้านของตนนั้นหาปลาเก่งที่สุด
ยิ้มบอกนี่เป็นครั้งแรกของชาวชุมชนเหมือนกัน จะได้ลองดูว่าถ้ารับลูกค้าแบบนี้จะเป็นยังไง ผลคือทุกคนประทับใจมาก ยกให้เป็นการท่องเที่ยวแบบถึงแก่นจริง ๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน บริสุทธิ์ ไม่ประดิษฐ์ จริงแท้แต่งดงามในวิถีชีวิตจริง จับปลาได้ก็ซื้อกันสด ๆ บนแพนั้นเลย แพของเราตกปลาได้น้อย เวลายกยอขึ้นแล้วมีปลาติดก็มีเสียงกรี๊ดดีใจ แต่ก็หลุดออกจากยอเป็นส่วนมาก สังเกตได้ว่าเสียงกรี๊ดที่ดังที่สุดคือเสียงของปู! ส่วนพ่อผู้ใหญ่จันทีออกตัวแรงว่าทำบาปไม่ขึ้น เลยแก้เขินตะโกนขอซื้อจากแพอื่นที่จับปลาตัวใหญ่ได้
นอกจากได้ปลาเขื่อนจากสายน้ำพองที่หวานสด อร่อย กระจายรายได้ให้ชุมชนแล้ว ยังได้ปล่อยใจไปกับทิวทัศน์แสนงามที่เราไม่เคยคิดว่าขอนแก่นจะมีที่เที่ยวแบบนี้ แดดสวย ฟ้าสีสด มีหาดหญ้าเขียว ฝูงวัวสีน้ำตาลทองเดินเรียงเป็นทิวแถวข้ามน้ำตรงชายหาดตัดกับน้ำสีฟ้าจัด เมื่อมองกลับมาบนฝั่งราวกับอยู่นิวซีแลนด์ ถัดจากชายหาดลาดผืนหญ้าไปตามเนินเขา มีตึกทรงบ้านพักร้อนของฝรั่ง โผล่หลังคาสีแดงเข้มตัดกับแนวไม้สีเขียวจัด (ยิ้มดับจินตนาการของเราด้วยการบอกว่า นั่นน่าจะเป็นหลังคาวัด!!!)

E & L : Event & Learning Space เพื่อนพาเรียน
มีกินฟาร์มจัดพื้นที่และกิจกรรมรองรับงานต่าง ๆ โดยใช้พื้นที่และผลิตผลในสวน ไม่ว่างานเล็กเอ็กซ์คลูซีฟหรืองานใหญ่ระดับผู้นำประเทศ ล้วนประทับใจกิจกรรมที่แสนพิเศษและไม่เหมือนใคร ปูเล่าว่า เมื่อมั่นใจว่าทำธุรกิจแบบนี้อยู่ได้อย่างมั่นคง ก็พร้อมส่งต่อความรู้ สื่อสารความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม มีหน่วยงานราชการและเอกชนที่สนใจมาเรียนรู้การบริหารจัดการพื้นที่และแนวคิดการท่องเที่ยว
ปูพาคนเมืองอย่างเราเดินลัดเลาะสวน เรียนรู้วิถีธรรมชาติ วงจรชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่
ปูแหวกกอบอนริมบึงบัว (โมเนต์) ส่องดูอะไรอยู่ครู่ใหญ่ แล้วหันมายิ้มร่า ชี้ให้ดูโฟมฟองสีขาวกลุ่มหนึ่งริมฝั่ง เสียงตื่นเต้นบอกเราว่าหอยปังที่เธอซื้อมาปล่อย มาวางไข่ไว้ตรงนี้ แสดงว่าเราจะมีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นมาอีกชนิดแล้ว ถามปูว่ารู้ได้อย่างไรว่านี่คือไข่หอย ปูบอกว่าเธอศึกษาดูจากอินเทอร์เน็ต
นอกจากมีกินฟาร์มจะเปิดให้คนมาเรียนรู้ เธอเองก็ยังเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ทุกวันเช่นกัน

เมื่อเพื่อนพักสบาย เพื่อนก็ดูแลได้ไหว
มีกินฟาร์มยังตอบโจทย์คนเมือง (Urban People) ที่อยากมีประสบการณ์กลับสู่ธรรมชาติ พื้นที่ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ไม่เคร่งครัด ค่อย ๆ พาเราเรียนรู้ เข้าสู่ประสบการณ์ที่เราคิดว่าเราน่าจะไหว คนเมืองที่อยากหลับดีในห้องพักสวยสบาย อยากแช่น้ำอุ่นในอ่างไม้ แต่อยากตื่นเช้าเข้าสวนเก็บผักหญ้าหาหอย กินอาหารพื้นบ้านที่มีคุณค่า เรียบง่ายแต่อร่อย มาในรูปลักษณ์ที่สวยตื่นตา สองพี่น้องถกกันในเรื่องนี้อย่างจริงจังถึงจุดยืนระหว่างความหรูหราฟุ่มเฟือยกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บทสรุปจึงมีกรอบอยู่ที่การส่งมอบความสบายและเยียวยากายใจให้ ‘เพื่อนผู้ผ่านมาพัก’ โดยไม่ ‘เกินจำเป็น’ และสร้างมาตรการรองรับที่เยียวยาระบบนิเวศไปพร้อมกัน อย่างไม่เกินแรงคนทำ ไม่กดดันคนมาพักเกินไป
บทสรุปจากเพื่อนปูและเพื่อนยิ้ม
จากการเข้าพักและใช้แทบทุกเวลาวนเวียนอยู่ในสวนโดยไม่เบื่อหน่าย ยิ้มต้องคอยมาตามตลอด “มาทานข้าวได้แล้วค่า”
เราพักที่มีกินฟาร์ม 3 วัน รู้สึกราวกับเป็นเพื่อนกันมาหลายปี มีกินฟาร์มให้ความรู้สึกที่ชัดเจนถึงการมาใช้ชีวิตที่บ้านเพื่อน สบาย ๆ ไม่กดดัน แต่ได้แก่นสารและแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม

เพื่อนปูและเพื่อนยิ้มทำให้เห็นความงามของชีวิตและการกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งคือโจทย์ที่ปูและยิ้มอยากพิสูจน์ และพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ตั้งใจเกิดขึ้นได้จริง มันอยู่ได้ มีสุข มีกิน มีใช้และเติบโตได้ คนธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตร แต่มีฝันอยากทำและลงมือทำ ด้วยเวลา 9 ปี มันผลิดอกออกผลได้ขนาดนี้ ปูหวังว่าทุกคนที่เข้ามาจะได้แรงบันดาลใจ และทำให้คนที่อยากมีพื้นที่แบบนี้เป็นของตัวเอง ได้เริ่มต้นลงมือทำ
จากวันที่พี่ปูเริ่มพาน้องทำ จากวันที่น้องยิ้มมีคำถามมากมาย วันนี้ยิ้มบอกเราว่า
“ยิ้มกับพี่ปูมองหน้ากันแล้วได้ข้อสรุปว่า เราคงทำมาหากินบนผืนแผ่นดินนี้ไปจนแก่”
การชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้านเพื่อน จบลงด้วยอ้อมกอดของเพื่อนที่ส่งกำลังใจให้กันและกัน
วันหน้าจะมาขอนแก่น มาเยี่ยมเพื่อนปู-เพื่อนยิ้มอีก
“ความยั่งยืนคือวิถี ความยั่งยืนมาพร้อมกับเวลา ความยั่งยืนเกิดได้เลย
“ลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นประจำ ทำทุกวัน”
