‘ล้านนา’ คืออาณาจักรโบราณที่มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งผืนนานับล้านผืน ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จรดเชียงตุงและสิบสองปันนา ซึ่งความหลากหลายของผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศ เขตแดน และสายน้ำ ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้าย เลื่อนไหล แล้วกลืนกลายอัตลักษณ์ ปะติดปะต่อเป็นความรุ่งเรืองและรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน
“ทุกวันนี้เราเสพวัฒนธรรมล้านนาเหมือนกินขนมชั้นแบบกัดคำเดียว” อาจารย์ธวัชชัย ทำทอง วิทยากรผู้รอบรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ชวนคิดและนึกภาพตามว่า ล้านนาที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมก็เหมือนกับขนมชั้นที่คงจะกินอร่อยและเพลิดเพลินกว่าหากได้รู้ว่าแต่ละชั้นมีที่มาจากอะไร


กิจกรรม Lanna Culture Route ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ทริปของ The Cloud Journey : Routes to Roots จึงพาไปเสพวัฒนธรรมล้านนากันแบบละเอียดถึงราก ผ่านงานสถาปัตยกรรมสวยคลาสสิก มรดกศิลปกรรมล้ำค่า และอาหารที่เปี่ยมรสชาติและชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง 3 แหล่งอารยธรรมล้านนาสำคัญ หนึ่งนั้นเป็นราชธานีแห่งอาณาจักร สองคือจุดกำเนิดสายธารวัฒนธรรมกว่าพันปี และสามเคยเป็นถึงศูนย์กลางความศิวิไลซ์ประจำภูมิภาค
โดยทริปนี้เราออกเดินทางกัน 4 วัน ฟังดูเหมือนสั้น หากเต็มไปด้วยประสบการณ์ให้เก็บเกี่ยวอย่างเหลือล้น บทความนี้จึงขอรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ น่าดู และน่าลิ้มลอง รวมถึงหยิบสิ่งละอันพันละน้อยที่เผยให้เห็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ความช่างคิด หรือรสนิยมที่คาดไม่ถึงของคนล้านนาโบราณมาเล่าสู่กันฟัง
ล้านนาใต้ชายคา
หนึ่งในปัจจัยใกล้ตัวที่สะท้อนวิถีชีวิต แนวคิด และความเชื่อของผู้คน คือที่อยู่อาศัย ‘พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.’ จึงเป็นหมุดหมายแรกที่เราได้มาเปิดมุมมองความเข้าใจในวัฒนธรรมและสังคมล้านนา
ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้อาคารสถาปัตยกรรมล้านนายุคสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคจารีตไปจนถึงยุคก่อนความนิยมเรือนฝรั่งและบ้านตึกจะแพร่หลาย ซึ่งทางสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน่วยงานหลักที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ทำการอนุรักษ์และรวบรวมมาจัดแสดงไว้ให้ศึกษาเยี่ยมชมจำนวนกว่า 10 หลัง ทั้งเรือนชาวบ้าน เรือนขุนนาง เรือนคหบดี และมีอีก 4 หลังที่เป็นยุ้งข้าว

“ในภาคเหนือมีคำที่ใช้เรียกที่เก็บข้าวอยู่หลายคำ เช่น เยียข้าว ถุข้าว เสวียนข้าว แต่ที่หมายถึง ยุ้งข้าว คือ หลองข้าว” อาจารย์ธวัชชัยพาเรามาหยุดยืนอยู่หน้า ‘ยุ้งข้าวป่าซาง’ หลองข้าวขนาดใหญ่ประจำตระกูลนันทขว้าง คหบดีผู้กว้างขวางในอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน พลางชี้ชวนให้ดูโครงสร้างเด่นของสถาปัตยกรรมหลองข้าว อย่างผนังอาคารที่สร้างซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อช่วยป้องกันฝนไม่ให้เข้าถึงห้องเก็บข้าวเปลือก พร้อมกับอธิบายเสริมว่า ในวัฒนธรรมล้านนา อะไรก็ตามที่มีการซ้อน 2 ชั้นมักเรียกว่า ‘หลอง’ เช่น เต่วหลอง คือกางเกงใน หรือ ซิ่นหลอง ที่หมายถึงผ้าถุงซ้อนด้านในที่นิยมสวมใส่ก่อนนุ่งซิ่นตีนจก
จากนั้นเราก็พากันขึ้นมานั่งอยู่บริเวณชาน ‘เรือนพญาวงศ์’ เรือนกาแลอายุ 128 ปีของพญาวงศ์ ซึ่งเป็นนายแคว่นหรืออดีตกำนันแห่งบ้านสบทา ตัวเรือนแบ่งเป็น 2 อาคาร คือฟากขวาด้านทิศตะวันออกเป็น ‘เรือนหลวง’ ส่วนฝั่งซ้ายเป็น ‘เรือนรอง’ เรือนแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดการสร้างเรือนของคนล้านนาที่อาศัยภูมิความรู้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทักษา คือการวางทิศทางของบ้านตามวันเกิดของผู้เป็นเจ้าบ้าน คล้ายเป็นศาสตร์ฮวงจุ้ยฉบับล้านนา ใช้ทั้งในการปลูกเรือน สร้างวัดอาราม และวางผังเมือง

โฉลก คือการกำหนดลักษณะเรือน เช่น เรือนแบบคช ลักษณะที่ช่วยเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และสิริมงคล หรือพนาลักษณะเรือนของความเป็นมหาเศรษฐี และมอก ที่เป็นสูตรคำนวณและกำหนดระเบียบสัดส่วนของอาคารสถาปัตยกรรมล้านนา
“เรือนหลวงถือเป็นเรือนหลักและปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ของบ้าน ตามปกติแล้วเรือนหลังนี้จะมีห้องนอนไม่เกิน 2 ห้อง ส่วนบริเวณหน้าห้องเรียกกันว่า ‘เติ๋น’ เป็นพื้นที่รับแขกแบบเป็นทางการ แล้วก็มักจะมีการตั้งหิ้งพระไว้บริเวณนี้ด้วย”
สาเหตุที่คนล้านนาไม่นำพระไว้ในห้องนอนนั้น เพราะในห้องนอนเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษ ซึ่งนับถือตามสายตระกูลของภรรยา ส่วนสามีทำหน้าที่ปกป้องผีและสมาชิกครอบครัว ทำให้มีการสร้างแผ่นไม้แกะสลัก ‘หำยนต์’ ติดไว้เหนือประตูทางเข้าห้องนอน คนล้านนามีคำเรียกวงกบประตูว่าขาประตู ขณะที่ ‘หำ’ แปลว่า ‘อัณฑะ’ ส่วน ‘ยนต์’ มีหลากการตีความ ทว่าในทัศนะของอาจารย์ธวัชชัย มองว่าน่าจะมาจากคำเมืองที่แปลว่าห้อยหรือหย่อน ดังนั้น การผ่านประตูนอนจึงเปรียบเสมือนการลอดหว่างขาชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน ใครก็ตามที่ไม่ใช่ลูกหลานว่านเครือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีคาถาอาคม ถ้าลอดผ่านหำยนต์เชื่อกันว่าจะทำให้มนต์เสื่อมสลายทันที ไม่เว้นแม้แต่ลูกเขยที่จะต้องขยับไปอาศัยพักอยู่เรือนรองกับภรรยา ก่อนหาที่ทางปลูกสร้างเรือนของตัวเองต่อไป

จริง ๆ ยังมีเรือนล้านนาที่น่าสนใจอีกหลายหลัง อาทิ เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ เรือนกาแล เรือนไทลื้อ เรือนพื้นถิ่นแม่แตง เรือนเครื่องผูก หรือเรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง ซึ่งเป็นอีกหลังที่มาแล้วไม่ควรพลาดชม เพราะเป็นเรือนโบราณ 2 ชั้นที่ออกแบบฝาผนังรอบด้านเป็นฝาไม้แบบบานเลื่อน ‘ฝาไหล’ ซึ่งควบคุมด้วยกลไกลพิเศษ เปลี่ยนผนังปิดทึบให้กลายเป็นช่องลมระบายอากาศทั่วทิศได้อย่างน่าอัศจรรย์

สักขาและข้อพับ รสนิยมความเซ็กซี่ฉบับล้านนา
ในบรรดาเรือนล้านนาทั้งหมด เราพบว่ามีเรือนลูกผสมระหว่างล้านนากับลัวะ เนื่องมาจากชาวลัวะคือประชากรกลุ่มใหญ่ในดินแดนล้านนา คนอีสานและภาคกลางเรียกว่า ลัวะ ว่า ละว้า หรือ ลาว ซึ่งต่อมากลายมาเป็นคำที่คนสยามใช้บูลลี่คนล้านนา ทำให้เกิดคำว่า ‘ลาวพุงดำ’ หมายถึงชายชาวล้านนาที่สักขาตั้งแต่หัวเข่าถึงสะดือ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายชาตรีและมีเสน่ห์ดึงดูดใจหญิงสาว
ขณะที่มุมมองความเซ็กซี่ในสายตาชายล้านนาโบราณ คือการได้เห็นปลีน่องของหญิงสาว จนมีสำนวนที่บอกบ่งถึงอาการแอบชอบว่า ‘ฮักเมากะล่อกน่อง (ตกหลุมรักข้อพับขา)’ เพราะน่องนั้นเป็นอวัยวะที่ปกปิดอยู่ใต้ผ้าซิ่น จะได้เห็นก็ต่อเมื่อผู้หญิงถกชายซิ่นขึ้นขณะอาบน้ำในแม่น้ำ ต่างจากหน้าอกที่เปิดเปลือยเป็นวัฒนธรรมปกติธรรมดา และถูกมองว่าโป๊หรือน่าอายจนต้องหันหาเสื้อผ้ามาปกปิด ครั้งเมื่อคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในล้านนาราวต้น พ.ศ. 2400 นี้เอง
กาดพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.
ต้นไม้กลายเป็นพระธาตุ
เรามุ่งหน้ามายังจังหวัดลำพูน เพื่อมาชื่นชม ‘วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร’ ปูชนียสถานโบราณซึ่งอยู่คู่เมืองแห่งนี้มากว่าพันปี อดีตที่นี่เคยเป็นพระราชวังของ พระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยองค์ที่ 33 ก่อนใน พ.ศ. 1651 พระองค์จะได้ถวายราชวังให้เป็นสังฆารามแก่พระพุทธศาสนา พร้อมสร้างองค์พระธาตุหริภุญชัยขึ้น
“เราเชื่อกันว่าเจดีย์องค์นี้มีมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อนมีอาณาจักรล้านนาหรือในยุคสมัยหริภุญชัย ซึ่งมี พระนางจามเทวี เป็นปฐมกษัตริย์ หลังจากปกครองอาณาจักรได้ไม่นาน พระนางก็ให้กำเนิดลูกฝาแฝด คนพี่คือ พระเจ้ามหันตยศ ปกครองเมืองต่อจากแม่ ส่วนคนน้อง พระเจ้าอนันตยศ ต่อมากลายเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเขลางค์นครหรือจังหวัดลำปาง ดังนั้น พระธาตุหริภุญชัยจึงถือเป็นหนึ่งในพระบรมธาตุไฮไลต์ของภาคเหนือที่มีความเก่าแก่ งดงาม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างลำพูนกับลำปาง รวมถึงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกาด้วย”


เราอาศัยร่มเงาของต้นดอกแก้ว ฟังเรื่องราวของพระธาตุเจดีย์สีทองอร่ามตระหง่านเบื้องหน้า จบเรื่องความสำคัญและประวัติความเป็นมา อาจารย์ก็เติมความรู้ในมิติของพระธาตุประจำปีเกิดให้ฟังต่ออย่างน่าสนใจ
“เดิมทีคนล้านนาเชื่อเรื่องผีและขวัญที่มีทั้งหมด 32 ขวัญ เมื่อตายลงแล้วก็ไปเกิดใหม่ได้อีก 32 คน หลักการคือคุณจะต้องข้ามแม่น้ำไปหาแถน (เทวดา) พอแถนอนุมัติว่าให้ไปเกิดใหม่ได้ก็จะส่งต่อให้พ่อเกิดแม่เกิด (ผีซึ่งเคยเป็นพ่อแม่ครั้งเมื่ออยู่เมืองผี) พาลงมาเกิด แต่ก่อนที่จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในครรภ์ของแม่ที่แท้จริง จะถูกนำมาฝากไว้ตามต้นไม้ที่จะมีเทวดารักษาอยู่ เช่น คนเกิดปีชวดจะได้อยู่ที่ต้นมะพร้าว เกิดปีฉลูอยู่ที่ต้นตาล เกิดปีขาลอยู่ที่ต้นรัง เกิดปีมะโรงอยู่ที่ต้นตะเคียน เกิดปีมะเส็งอยู่ที่ต้นไทร เกิดปีมะเมียอยู่ที่ต้นกล้วย
“กระทั่งพุทธศาสนาเดินทางเข้ามาพร้อมกับเผยแพร่ความศิวิไลซ์แบบ Indianization ท้ายสุดก็เกิดการกลืนกลายและเปลี่ยนจากต้นไม้เป็นพระธาตุประจำปีเกิด โดยการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดมาจากความเชื่อเรื่องของการทำบุญเพื่อระลึกถึงบุญคุณเมื่อครั้งเคยสิงสถิตอยู่ก่อนจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง”
นอกจากนี้ เรายังได้เข้าใจในรอยพระพุทธบาทที่มักปรากฏอยู่ในหลายวัดล้านนา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ร่วมกับพระธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและวิหารพระพุทธเพื่อบ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าเคยมาเยือน ถ้าสังเกตให้ดี รอยพระพุทธบาทมีอยู่ด้วยกัน 4 รอย เนื่องจากเชื่อกันว่า ในห้วงเวลาที่เราอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิด 5 พระองค์ และอุบัติแล้ว 4 พระองค์ คือพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า เหลืออีก 1 พระองค์คือพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งใครทำดีในชาตินี้ก็จะได้พบ
ก่อนจะเดินทางสู่จุดหมายถัดไปในจังหวัดลำปาง เราแวะกุ้ยลาบยามเที่ยงกันที่ ‘ร้านลาบอ้ายแดง’ ร้านลาบลำแต๊ ๆ ที่เปิดมานานกว่า 16 ปี นอกจากเมนูลาบหมูและลาบควายจานเด็ดชูโรง รสเข้มข้นถึงพริกลาบ หอมมะแขว่น ยังมีแกงอ่อม จิ้นนึ่ง และหางหมูกรอบ เป็นเมนูที่แทบทุกโต๊ะตั้งใจสั่งเหมือนนัดกันมา


โมเดลเศรษฐกิจสายมูที่มาก่อนกาล
อาจารย์ธวัชชัยตั้งข้อสังเกตว่า พระธาตุประจำปีเกิดเป็นหนึ่งในกุศโลบายกระตุ้นการเดินทางและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะในอดีตการทำบุญพระธาตุประจำปีเกิดต้องเตรียมทั้งเครื่องอัฐบริขารชุดใหญ่ ปัจจัยทำบุญ หรือสร้างเสนาสนะต่าง ๆ และมีบริวารติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อารยธรรมล้านนา โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักร มีพระธาตุประจำปีเกิดถึง 5 แห่ง ได้แก่ พระธาตุศรีจอมทอง (ปีชวด) พระธาตุพระสิงห์ (ปีมะโรง) พระธาตุดอยสุเทพ (ปีมะแม) พระธาตุจุฬามณี (ปีจอ) และพระเจดีย์เจ็ดยอด (ปีมะเส็ง)
วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
ลาบอ้ายแดง ลำพูน
ศิลปะล้านนาที่ยังมีชีวิต
“เทียบกับภาคกลาง ถ้าเราอยากเห็นศิลปะอยุธยาที่ยังมีชีวิตต้องไปเพชรบุรี ส่วนภาคเหนือถ้าจะดูศิลปะล้านนาแท้ ๆ ก็ต้องมาที่จังหวัดลำปาง”
ลำปางเป็นจังหวัดที่มีศิลปะล้านนาดั้งเดิมตกค้างอยู่มาก และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือวัดไม้โบราณศิลปะล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดของภาคเหนือ ‘วัดพระธาตุลำปางหลวง’


จุดแรกที่อาจารย์พาเรามาชมคือวิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด มีลักษณะเด่นคือทรงวิหารเปิดโล่งรอบด้านตามแบบล้านนายุคต้น ใช้เป็นอาคารประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งลักษณะอาคารแบบเปิดโล่งนั้นถือเป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้ศรัทธาญาติโยมมองเห็นบรรยากาศรอบด้านและได้ยินเสียงระหว่างการทำพิธีกรรมอย่างทั่วถึง
ส่วนวิหารน้ำแต้มเป็นอาคารมีภาพจิตรกรรมล้านนาเก่าแก่ที่สุด ซึ่งหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เผยร่องรอยให้เราเห็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาโบราณ
“ระบบโครงสร้างของวิหารล้านนาที่เราเรียกว่า ‘ม้าต่างไหม’ จริง ๆ แล้วเป็นระบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองจีน คำว่า ‘ม้า’ เป็นศัพท์ช่างภาษาจีนตอนใต้แปลว่า ‘ขื่อ’ งานศิลปะยุคคลาสสิกของล้านนาก็รับเอาศิลปะหมิงมาใช้ด้วย” อาจารย์ธวัชชัยพูดพลางชี้นิ้วนำให้เราหันไปดูลายค้ำยันของวิหารน้ำแต้ม


“ตรงนี้คนล้านนาเรียกว่า ‘พญาลวง’ แต่ภาษาจีนก็คือ หลง หรือ เล้ง ที่แปลว่า มังกร ซึ่งหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าคล้ายกับลวดลายมังกรบนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง ประกอบกับวิหารหลังนี้สร้างในยุคเดียวกับราชวงศ์หมิงด้วย จึงน่าจะรับอิทธิพลมาจากจีนตอนใต้ เช่นเดียวกับแผ่นทองหุ้มเจดีย์ในล้านนาส่วนมากที่ก็นำเข้ามาจากคุนหมิง โดยมากับกองคาราวานม้าต่าง เมื่อขนสินค้ามาขายเสร็จสรรพ ขาจะกลับก็แบ่งขายม้าให้คนพื้นเมืองบ้าง จึงเป็นที่มาของม้าที่ชาวลำปางใช้ลากรถ นี่คืออิทธิพลบางส่วนจากการค้าที่มาเกี่ยวข้องกับบริบททางวัฒนธรรมล้านนา”

เราใช้เวลากับพระธาตุลำปางหลวงอยู่พักใหญ่เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมเยอะมากจริง ๆ อาทิ พระธาตุลำปางหลวง เจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอ ส่วนพระนลาฏ กับพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีฉลู พระเจ้าแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำปาง หรือปัชชุนนะเทวบุตร เทวดาเฝ้าประตูด้านทิศใต้ ผู้เป็นเจ้าของพาหนะอย่าง ‘มอม’ ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นตามทางขึ้นบันไดหรือประตูวัดล้านนา แต่น้อยวัดที่มีการสร้างปัชชุนนะเทวบุตรไว้เช่นนี้
ถ้าอยากเห็นมอมแบบโบราณ ต้องมาดูกันที่ ‘วัดไหล่หินหลวง’ ปูชนียสถานอีกแห่งที่มีรูปปั้นมอมสุดแสนคลาสสิกเป็นไฮไลต์ คัมภีร์ใบลานเก่าแก่ที่สุดในไทยก็เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ วัดแห่งนี้สร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุลำปางหลวงที่อยากปลีกวิเวกมาอยู่ป่า จึงจะสังเกตได้ว่าผังของวัดมีความคล้ายคลึงกับวัดพระธาตุลำปางหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่า ก่อนที่ใน พ.ศ. 2226 จะได้รับการบูรณะในยุคของ ครูบามหาป่า เกสระปัญโญ พระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการเคารพยกย่องในฐานะปราชญ์ล้านนา ซึ่งแม้แต่ พระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่า ยังเคยเดินทางมากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส
วัดที่กำหนดผังจากท้องฟ้าและดวงดาว
อีกหนึ่งความอันซีนของวัดพระธาตุลำปางหลวง คือเป็นเพียงวัดเดียวในภาคเหนือที่มีการใช้ภูมิปัญญาท้องฟ้าและดวงดาวในการกำหนดทิศทางสร้างสถาปัตยกรรม โดยแกนตั้งแต่ยอดซุ้มประตูโขง วิหารหลวง พระธาตุเจดีย์ และวิหารเจ้าละโว้ จะวางตัวในทิศตะวันออก-ตะวันตกเป็นแนวเดียวกัน ทำให้วันวสันตวิษุวัตที่เวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน เกิดปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่าช่องประตูโขงเข้ามาฉายส่องโฉมพระประธานในวิหารหลวงอย่างสวยสดงดงาม ถ้าใครอยากเห็นปรากฏการณ์ที่น่าตราตรึงนี้ ขีดเส้นใต้ช่วงประมาณวันที่ 21 – 23 มีนาคมของทุกปี แล้วเดินทางมาชมกัน
วัดพระธาตุลำปางหลวง
วัดไหล่หินหลวง
เสน่ห์วันวานในย่านตลาดจีน
คล้อยบ่ายเราเดินทางมากันที่ ‘ย่านกาดกองต้า’ อดีตศูนย์กลางการค้าทางน้ำและแหล่งเศรษฐกิจอันรุ่งเรือง ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเรียกว่า ‘ตลาดจีน’ ที่มีร้านรวงจำหน่ายสินค้านำเข้าทันสมัยสารพัดชนิดและขวักไขว่ด้วยพ่อค้าชาวจีน ลูกจ้างบริษัทป่าไม้ชาวพม่า ตลอดจนชาวอังกฤษที่เข้ามารับสัมปทานป่าไม้
แต่ครั้นถึง พ.ศ. 2459 เมื่อขบวนรถไฟสายเหนือมาถึง การติดต่อค้าขายทางเรือในย่านแห่งนี้ก็ซบเซาลง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายชุมชนการค้าไปยังย่านสบตุ๋ยบริเวณสถานีรถไฟนครลำปาง ย่านตลาดจีนจึงกลายมาเป็นย่านที่อยู่อาศัย ปัจจุบันยังคงฉายให้เห็นร่องรอยความเจริญในอดีตผ่านสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สวยงามข้ามกาลเวลา อาทิ อาคารฟองหลี อาคารอิฐผสมไม้ยุคแรกของจังหวัด บ้านคมสัน บ้านปูนหลังแรกของย่าน บ้านแม่แดง อดีตร้านขายสรรพสินค้านำเข้า รวมถึงอาคารหม่องโง่ยซิ่น อาคารขนมปังขิงริมถนนที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในประเทศไทย และคว้ารางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา จากกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำ พ.ศ. 2550 ซึ่ง นพรัตน์ สุวรรณอัตถ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ปรับปรุงชั้นแรกเปิดเป็นคาเฟ่ต้อนรับนักเดินทางหลงใหลและอยากสัมผัสมนต์เสน่ห์ของอาคารประวัติศาสตร์ 117 ปี


“เดิมทีที่นี่บ้านและสำนักงานบริษัทของ หม่องโง่ยซิ่น ทวดของคุณนพรัตน์ ซึ่งสืบทอดกิจการป่าไม้ต่อจากคุณพ่อ หม่องส่วยอัตถ์ ผู้เป็นเฮดแมนคนแรกของบอมเบย์เบอร์ม่า (Bombay Burma Trading Corporation, Ltd.) บริษัทสัมปทานป่าไม้รายใหญ่ของอังกฤษ บ้านหลังนี้จึงออบแบบให้ใหญ่โตสมฐานะ ฝ้าเพดานของอาคารถึงขั้นใช้ฝ้าดีบุกอัดลายที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นรสนิยมหรูหรา บ่งบอกถึงความมีระดับ เพราะต้องเป็นพื้นที่รับรองทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่บริษัทสัมปทานป่าไม้ เจ้าผู้ครองนครลำปาง แขกชั้นผู้ใหญ่และกงสุล”
อาจารย์บอกเล่าเรื่องราวของอาคารที่โอ่อ่าน่าประทับใจ กอปรกับค้นรูปภาพเก่าในยุคสมัยที่กิจการป่าไม้เฟื่องฟู ซึ่งทำให้เราได้รู้เรื่องราวอีกหลายอย่างที่น่าสนใจในลำปาง อาทิ ในวัดป่าฝางมีอนุสรณ์สถานที่รัฐบาลอังกฤษจัดทำขึ้นเป็นพิเศษแก่หม่องส่วยอัตถ์เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่มีวัดพม่าเยอะสุดในประเทศไทย และเคยหนาวมากดังวลียอดฮิตจนชาวอังกฤษในยุคนั้นต้องสั่งนำเข้าเตาผิงมาใช้ หรือในอดีตภาคเหนือทำมาค้าขายกับพม่าและจีนเป็นหลัก ขณะที่การค้าขายกับสยามเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้น พ.ศ 2400 ซึ่งเป็นที่มาให้ลำปางเกิดย่านการค้าชุมชนตลาดจีนที่ทุกวันนี้รู้จักกันดีในชื่อ ‘กาดกองต้า’
ด้วยว่าพระอาทิตย์คล้อยดวงแล้วและวันนี้เป็นวันเสาร์ ย่านแห่งนี้จึงถูกเนรมิตเป็น ‘ถนนคนเดินกาดกองต้า’ ที่ทางเทศบาลนครลําปางและชาวชุมชนตั้งใจฟื้นฟูเพื่อปลุกถนนสายประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกหน เย็นจรดค่ำเราเลยได้มีโอกาสเดินเล่นสัมผัสกลิ่นอายวันวานของย่านการค้าสำคัญที่บรรยากาศคึกคักและเต็มไปร้านรวงจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น งานศิลปะ และอาหารพื้นบ้าน ให้ตระเวนชมและชิมจนอิ่มแปล้
สายกินรู้พิกัด
ถนนคนเดินกาดกองต้ามีของกินเพียบจริง ๆ แต่ยังไงก็อยากให้เผื่อท้องไว้ลอง ‘ลูกชิ้นเขียง’ ลูกชิ้นปิ้งไซซ์จัมโบ้กับน้ำจิ้มรสเด็ด ‘ขนมข้าวปั้น’ หน้าตาคล้ายขนมถ้วย ก่อนรับประทานต้องโรยกระเทียมเจียว ไชโป๊หวาน งาคั่ว พริกไทย และราดน้ำอ้อยอร่อยแบบโบราณ หรือ ‘ข้าวแต๋นน้ำแตงโม’ ของดี GI (Geographical Indication) ของลำปางที่มีให้เลือกชิมหลายร้าน แต่ถ้าใครอยากซื้อกลับไปเป็นของฝาก ไม่ไกลจากย่านกาดกองต้ามี ‘ร้านข้าวแต๋นน้ำแตงโมคุณมณี’ ที่ทำสดใหม่กันทุกวัน หอม กรอบ และหวานมันกำลังดี ที่สำคัญคือบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการหิ้วขึ้นเครื่อง
ถนนคนเดินกาดกองต้า
หม่องโง่ยซิ่น
ข้าวแต๋นน้ำแตงโม คุณมณี
เช้าตรู่ที่ดีงาม
มาลำปางทั้งทีจะไม่ตื่นไปหาของอร่อย ๆ กินก็กระไรอยู่ เช้าตรู่วันนี้เราเลยมาฝากท้องกันที่ ‘กาดเก๊าจาว’ ตลาดเช้า 100 ปีริมรางรถไฟ มีร้านขายขนมท้องถิ่นเรียงราย อาหารพื้นเมืองและพืชผักผลไม้ตามฤดูก็มีให้เลือกช้อปกันสารพัด เสร็จสรรพแล้วถ้าอยากนั่งชิลล์ ชวนแวะร้านโกปี๊หน้าตลาด โกปี๊ของร้านนี้น่าจะถูกใจสายเข้มข้น หวานมัน แถมทำเลก็ดีมาก ๆ เพราะจากจุดนี้มองเห็น ‘สะพานดำ’ สะพานรถไฟสายประวัติศาสตร์ที่รอดพ้นจากสายตาฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ จิบโกปี๊ จิบชาร้อนเพลิน ๆ สักพักมีรถไฟแล่นฉิวผ่าน ช่างเป็นช่วงเวลายามเช้าในตลาดที่ดีเหลือเชื่อ
กาดเก๊าจาว
วิหารงามล้ำในวัดใจเมือง
‘วัดปงสนุก’ เป็นอีกหนึ่งวัดที่ควรค่าแก่การแวะเวียนมาไหว้พระ ทำบุญ พร้อมชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะนอกจากจะเป็นพระอารามเก่าแก่ประจำจังหวัดที่สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเจ้าอนันตยศแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ ‘วิหารพระเจ้าพันองค์’ ซึ่งเป็นวิหารโถงทรงจัตุรมุข ผสมผสานศิลปะจีน พม่า และล้านนา เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นอาคารเดียวในภาคเหนือที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) ในมิติของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนจาก UNESCO
ส่วนที่มาของชื่อวิหารนั้นก็มาจากพระพิมพ์องค์เล็กที่ประดับรอบวิหารจำนวนกว่า 1,080 องค์ ที่นี่มีความสำคัญซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์เมืองลำปางอีกประการ คือการเป็นวัดใจเมืองหรือสถานที่ตั้งเสาหลักเมืองหลักแรกของจังหวัด ก่อนจะย้ายไปฝังไว้ใกล้กับย่านกาดกองต้า และย้ายอีกหนในสมัยต้นยุครัชกาลที่ 5 ไปฝังไว้ ณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในปัจจุบัน


วัดปงสนุก
คิวปิดในมณฑป
“วัดนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาศิลปกรรมเมืองลำปาง”
อาจารย์ธวัชชัยเกริ่นขึ้นเมื่อเราเดินทางมาถึง ‘วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม’ วัดที่รวมวัดพระแก้วดอนเต้ากับวัดสุชาดารามเข้าด้วยกัน และในอดีตเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต (พระพุธมหามณีรัตนปฏิมากร) เป็นเวลานานถึง 32 ปี
“ทีนี้เราจะไปเที่ยวพม่าหรือเชียงแสนก่อนดี” อาจารย์โยนคำถามชวนสงสัย ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจว่าขอเริ่มจากพม่า เราจึงมานั่งอยู่ในมณฑปไม้สักหลังงามทรงปราสาทแบบพม่าที่สร้างโดยช่างหลวงจากมัณฑะเลย์
“ถามว่าแล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นฝีมือของช่างจากมัณฑะเลย์” อาจารย์ธวัชชัยเอ่ยพลางชี้ให้เราเงยขึ้นไปมองรายละเอียดที่ไม่คิดว่าจะมาปรากฏอยู่ในพระมณฑปได้ อย่างตราอาร์มอันเป็นเครื่องหมายของราชวงศ์อังกฤษและภาษาพม่า ระบุชัดเจนว่าเป็นฝีมือช่างมัณฑะเลย์ รวมทั้งยังมี ‘คิวปิด’ เทพเจ้าแห่งความรักที่ประดับอยู่ตรงฝ้าเพดาน แน่นอนว่าใครเห็นเข้าครั้งแรกย่อมรู้สึกแปลกและผิดที่ผิดทาง แต่อาจารย์บอกว่าวัดพม่าในลำปางมีคิวปิดแทบทุกวัด ส่วนหนึ่งเพราะช่างพม่าที่เป็นผู้สร้างสรรค์ได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมมาจากอังกฤษในยุคที่อังกฤษปกครองพม่า และนำเสนอคิวปิดในมุมมองว่าเป็น ‘กะเลนัต’ หรือ ‘เทวดาเด็ก’


จากนั้นเราเดินข้ามไปปีกขวาของวัดเพื่อเปลี่ยนโหมดสู่ความเป็นเชียงแสนที่วัดสุชาดาราม ซึ่งมีศิลปกรรมวิหารแบบเชียงแสนที่หาดูได้ยาก
“ถ้าอยากเห็นวิหารเชียงแสนแล้วไปเมืองเชียงแสนตอนนี้คุณจะไม่มีทางเจอ เพราะเมืองเชียงแสนเหลือแต่ซากโบราณสถาน ถ้าอยากเห็นวิหารเชียงแสนแบบงานช่างหลวงจริง ๆ ต้องมาดูที่ลำปางเท่านั้น เพราะที่นี่มี 10 กว่าหลัง และหลังนี้สมบูรณ์ที่สุด”
ภายในวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสีหะเชียงแสน ตามหน้าบัน เสา หรือแผงไม้คอสองตกแต่งด้วยเทคนิคลายคำแบบล้านนาอันวิจิตรงดงามตามรสนิยมเชียงแสน ซึ่งเป็นรสนิยมที่คนโบราณล้านนายกให้เป็นที่ 1 ทั้งในด้านมุมมองความงาม ศิลปะ และวัฒนธรรม


วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
ล้านนาทำมือ
ทำความรู้จักความเป็นล้านนาในลำปางผ่านสถาปัตยกรรมและศิลปะกันไปแบบเต็มอิ่ม ก็ได้เวลามาสัมผัสมิติงานหัตถกรรมกันบ้างกับเวิร์กช็อปทำก้านหอมดอกสายลม ที่ได้ ป่าน-วีรศิษฎ์ ภู่สุวรรณ์ เจ้าของแบรนด์ GHOM LANNA แบรนด์เครื่องประดับร่วมสมัย แรงบันดาลใจจากโคมล้านนาโบราณมาเปิดสตูดิโอต้อนรับ พร้อมสอนทำก้านหอมดอกสายลมสวย ๆ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของโคมดาวกับโคมม่านแปดเหลี่ยมของลำปาง
แม้มองผิวเผินจะดูเรียบง่าย แต่กว่าจะประกอบร่างขึ้นมาได้ขอบอกเลยว่าไม่หมู จนรู้สึกว่าเวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปเร็วสุด ๆ เป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งความสนุกสนาน ฝึกสมาธิ และภาคภูมิใจ ที่สำคัญคือได้ก้านหอมฝีมือตัวเองกลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย
GHOM LANNA
นั่งรถม้าแอ่วเมือง
แน่นอนว่าคงเหมือนมาไม่ถึงลำปางหากไม่ได้สัมผัสวิถีการเดินทางที่เป็นเอกลักษณ์และอยู่คู่กับเมืองนี้มายาวนานกว่า 109 ปี นั่นคือ ‘นั่งรถม้า’ จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนั่งรถม้าแอ่วเมืองลำปางของเราเริ่มต้นกันที่ ‘บ้านม้าท่าน้ำ’ ศูนย์การเรียนรู้รถม้าลำปาง ก่อนลัดเลาะไปตามถนนสายน้อยอันร่มรื่นในชุมชนท่ามะโอที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวปะโอ ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทสัมปทานป่าไม้อังกฤษ

ระหว่างเส้นทางเราจึงได้ชมสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ อาทิ เรือนโบราณของ หม่องจันโอ่ง เฮดเมนคนที่ 3 ผู้เป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ หรือบ้านหลุยส์ คฤหาสน์ของ หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ นายห้างค้าไม้ชาวอังกฤษ ผู้เป็นลูกชาย แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


พลางค่อย ๆ เลียบเลาะเหยาะย่างจนมาถึงสถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อสัมผัสความงดงามของมรดกทางสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมยุโรปแบบบาวาเรียนคอตเทจ ก่อนจบวันด้วยมื้อค่ำแสนพิเศษในเรือนทรงโคโลเนียลสวยสง่าที่บ้านพระยาสุเรนทร์ บาย มาดามมูเซอร์ อดีตเคหสถานของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุเรนทรราชเสนา ผู้ว่าราชการคนแรกของจังหวัดลำปาง ซึ่งยังคงเก็บรักษารายละเอียดของอาคารประวัติศาสตร์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

แกงแกง
หลายคนติดใจอาหารเหนือชนิดนี้และติดปากเรียกต่อ ๆ กันมาว่า ‘แกงฮังเล’ แต่ก่อนใดอื่นต้องขอบอกให้ทราบว่า นี่เป็นวัฒนธรรมอาหารที่คนล้านนาหยิบยืมมาจากพม่า และฝั่งเจ้าตำรับออกเสียงว่า ‘ฮินเล’ ซึ่งหมายถึงแกงอยู่แล้ว


กระนั้นจะเรียกแบบไหนก็ไม่มีผิดถูก แต่คงจะน่าผิดหวังถ้ามาถึงลำปางแล้วไม่ได้ชิมฮังเล เพราะที่นี่มีชุมชนท่ามะโอ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องแกงฮังเลสูตรเด็ดที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชาวพม่า ครั้งเมื่อเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ จึงไว้ใจได้ว่าคุณจะได้ลองลิ้มฮังเลแบบถึงรสระดับต้นตำรับ ที่พูดได้เต็มปากขนาดนี้ก็เพราะมื้อกลางวันเราแวบไปพิสูจน์เมนูฮังเลจากเครื่องแกงสูตรลับของ เภสัชกรแพทย์แผนไทยวีระ นันตะระ ที่สืบทอดจากทวดชาวพม่ากันจนเกลี้ยงถ้วยมาแล้วที่ร้าน Taan Clean ร้านอาหารสุขภาพที่ใคร ๆ ก็ทานได้ เรียบง่าย หากอร่อยเป็นพิเศษ

บ้านพระยาสุเรนทร์ บาย มาดามมูเซอร์
Taan Clean
มองสังคมล้านนาบนฝาผนัง
ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สิ่งที่แตกต่างจากการมาเยือน ‘วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร’ ในครั้งก่อน คือนอกจากการได้มากราบสักการะพระพุทธสิหิงค์ องค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และล้านนาแล้ว เรายังได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของวิหารลายคำอย่างอิ่มเอม และเต็มไปด้วยความรู้จากการถอดรหัสภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดเรื่องราววรรณคดีเรื่อง สุวรรณหงส์ และ สังข์ทอง รวมถึงบอกเล่าบรรยากาศของหัวเมืองล้านนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นพหุสังคม อาทิ ภาพปราสาทราชมณฑลเฑียรที่เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาผสมพม่า การแต่งกายของเจ้านายที่นุ่งห่มแบบล้านนาทว่าสวมมงกุฎชฎาแบบภาคกลาง ขุนนางในชุดราชปะแตน หรือการตกแต่งสถานที่ด้วยโคมไฟระย้าและเครื่องลายครามแบบจีน


ยังมีงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมสมัยล้านนาอีกหลายอย่างที่ทรงคุณค่า สมกับเป็นอารามเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี และพระธาตุพระสิงห์ เจดีย์ประธานของวัดนี้ยังเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีมะโรงตามคติของชาวล้านนาอีกด้วย


วัดวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร หลวงวรวิหาร
ยลเจดีย์สูงล้ำแห่งล้านนา
แล้วเราก็มาถึงวัดสำคัญที่มีสถาปัตยกรรมที่เป็นที่สุดของล้านนาอีกวัด คือ ‘วัดเจดีย์หลวง’ สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย และมีพระธาตุเจดีย์ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘ราชกูฏ’ หรือ ‘กู่หลวง’ เนื่องจากมีความสูงกว่า 80 เมตร ถือเป็นเจดีย์ที่สูงสุดในดินแดนล้านนา

ทว่าในครั้งที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สมัยพระนางจิรประภาเทวีขึ้นครองราชย์ ยอดเจดีย์ก็หักพังทลาย และบูรณะให้กลับคืนดังเดิมไม่ได้ จนมีลักษณะอย่างที่เห็นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ภายในวัดเจดีย์หลวงยังเป็นที่ตั้งของเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ทุก ๆ ปีชาวเชียงใหม่จะน้อมนำเอาดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะบูชา เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและบ้านเมืองในประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล มีซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออกเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) ที่อัญเชิญมาจากลำปางนานกว่า 84 ปี และมีอาคารวิหารหลวง ประดิษฐานพระอัฏฐารส พระพุทธรูปสำริดประทับยืน สร้างขึ้นตามสัดส่วนของพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่เชื่อกันว่ามีความสูง 18 ศอก หรือ 9 เมตร
สถานที่หล่อพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวอยู่ถัดไปไม่ไกลกัน นั่นคือ ‘วัดพันเตา’ ที่ของชื่อวัดตั้งตามประวัติของการเป็นแหล่งสร้างเตาหล่อพระที่มีจำนวนนับพันเตา นอกจากนี้ วิหารของวัด ‘พระวิหารหอคำ’ ก็มีความสำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นวิหารที่สร้างขึ้นจากหอคำหรือคุ้มหลวงของ พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 อาคารเป็นเรือนไม้สักศิลปะแบบเชียงแสน ซุ้มประตูประดับไม้แกะสลักรูปนกยูงงามสง่า อันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือ


วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดพันเตา
สำรวจย่านผ่านวัดม่าน
และแล้วก็เดินทางมาถึงเช้าสุดท้ายของทริป วันนี้เรานัดกันที่ข่วงประตูท่าแพเพื่อรวมพล แล้วเริ่มต้นออกสำรวจความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมล้านนาและสิ่งปลูกสร้างทรงคุณค่าในย่านเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ที่มีบทบาทความสำคัญมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์มังรายจนถึงปัจจุบัน หมุดหมายแรกเราแวะชมและพักฟังเรื่องราวที่น่าสนใจของวัด ซึ่งมีการทับซ้อนกันระหว่างศิลปะล้านนา (เชียงแสน) กับพม่า ‘วัดมหาวัน’


“วัดมหาวันสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์มังราย ก่อนจะกลายเป็นวัดร้างและได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งโดยคณะศรัทธาที่ชาวเชียงแสนชุมชนบ้านฮ่อม ต่อมาเมื่อมีการสัมปทานป่าไม้ กลุ่มพ่อค้าไม้ชาวพม่าและไทใหญ่ก็ได้เข้ามาตั้งรกรากและมีครอบครัวอยู่ที่นี่ จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์วัดนี้ ฉะนั้น เราจึงสังเกตได้ว่ามีการทับซ้อนกันระหว่างศิลปะล้านนา (เชียงแสน) กับพม่าอยู่เต็มไป”
อาจารย์ย้อนเล่าความหลังให้ฟังแบบกระชับ พลันนำทางเราไปชมสถาปัตยกรรมของวัดที่เป็นศิลปะแบบล้านนา องค์พระธาตุเจดีย์แบบพม่า ก่อนผลุบเข้าประตูอาคารที่ซ่อนตัวในมุมลับตาบริเวณหลังวัด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางฉันสมอศิลปะมัณฑะเลย์องค์ใหญ่ที่ดูงดงามและน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง

ทอดน่องช้า ๆ มาอีกไม่กี่อึดใจก็พบกับ ‘วัดแสนฝาง’ อีกวัดหนึ่งที่มีองค์พระธาตุเจดีย์โดดเด่นสะดุดตาจากลักษณะศิลปะพม่าแจ่มชัดราวกับเจดีย์ชเวดากอง ภายในวัดแห่งนี้ยังมีหอไตรกลางน้ำเก่าแก่ อาคารวิหารที่รื้อพระตำหนักของ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 มาปรับปรุงเป็นวิหารหลังงามปิดทองล่องชาดทั้งหลัง หอสังเกตการณ์ขององค์รักษ์ที่มาดูแลรักษาความเรียบร้อย ยาม เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายมาปฏิบัติธรรม รวมถึงพระอุโบสถ 2 ชั้นร่วมสมัย ชายคาประดับด้วยไม้ฉลุแบบขนมปังขิง และโครงสร้างไม้ที่ประดับลวดลายประณีตบรรจง สร้างโดยพระราชศรัทธาของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา
ดวงตกหรือได้ดี มีเจดีย์เป็นที่พึ่ง
จากการสำรวจพบว่า พระธาตุเจดีย์ในย่านท่าแพส่วนมากล้วนเป็นเจดีย์ทรงพม่า สาเหตุหลัก ๆ มาจากการแพร่ขยายเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าไม้พม่าและไทใหญ่ดังที่ได้เล่าไปในข้างต้น กอปรกับวัฒนธรรมของชาวพม่าที่เชื่อว่า ยามใดได้ดีหรือดวงตก จะต้องเสริมดวงชะตาให้รุ่งโรจน์ด้วยการสร้างวัดหรือเจดีย์

วัดมหาวัน
วัดแสนฝาง
รอยความทรงจำและรสอาหารสำรับบ้านตึก
นับว่าเป็นโอกาสพิเศษอย่างยิ่งที่เราได้เข้ามาเยี่ยมชมกลุ่มอาคาร ‘บ้านตึก’ อาคารปูนหลังแรกนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ของ หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ ชุติมา) อดีตคหบดีชาวเชียงใหม่ โดยมี ขิม-มนัสวัฑฒก์ ชุติมา ทายาทรุ่นที่ 5 ให้เกียรติมาต้อนรับและนำชมอาคารทั้ง 5 หลังอย่างเป็นกันเอง

เริ่มจาก ‘ตึกหลวง’ อาคารหลังแรกที่สร้างในพื้นที่ ซึ่งมีโครงสร้างโดดเด่น อย่าง Wall Bearing หรือเทคนิคการใช้ผนังรับน้ำหนักตัวอาคารที่หลวงอนุสารสุนทรเป็นผู้ออกแบบและควบคุมช่างพื้นเมืองด้วยท่านเอง อีกภายในอาคารยังมีห้องจัดแสดงกล้องโบราณที่หลวงอนุสารสุนทรใช้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าหลายภาพของเมืองเชียงใหม่


ถัดมาเป็น ‘เรือนแถว’ อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัว ซึ่งบริเวณใกล้กันมีห้องขนาดกระทัดรัดที่หลวงอนุสารสุนทรใช้เป็นห้องรับประทานอาหาร จากนั้นเราก็เข้ามาสู่อาคารหลังที่สาม ‘ตึกแดง’ เรือนฝาไหลที่ออกแบบด้วยกลไกพิเศษ ซึ่งผนังรอบด้านเปิดเพื่อระบายอากาศและควบคุมแสงสว่างได้ทั่วทั้งหลัง


ก่อนขยับมายัง ‘ตึกขาว’ อาคารที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2475 เพื่อให้ลูกชายคนโต นายแพทย์ยงค์ ชุติมา อยู่อาศัยและกลับมาเปิดคลินิก แม้ว่าท้ายสุดแล้วนายแพทย์ยงค์จะไม่มีก็โอกาสสานต่อความตั้งใจนั้น เมื่อเลือกไปประจำกรมสาธารณสุขตามคำเชิญชวนของคณะราษฎร ทว่าเขาก็ได้ร่วมสร้างชาติผ่านโภชนาการ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดแบ่งหมู่อาหาร รวมถึงเป็นเจ้าของคำขวัญ ‘กินกับมาก ๆ กินข้าวแต่พอควร’
และอาคารหลังสุดท้าย คือ ‘ครัวไฟ’ ที่ขิมเล่าว่าในอดีตเตาไฟในครัวแห่งนี้แทบไม่เคยมอดดับ เพราะต้องจัดเตรียมสำรับกับข้าวสำหรับสมาชิกครอบครัว คนงานค้ำถ่อเรือหางแมงป่อง และแม่บ้านร่วมร้อยกว่าชีวิต และที่นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของเมนูอาหารสูตรบ้านตึก อันเกิดจากการนำเทคนิคการปรุงอาหารแบบฝรั่งและจีนที่หลวงอนุสารสุนทรและ นางคำเที่ยง ได้พบเห็นระหว่างเดินทางไปค้าขายในเมืองต่าง ๆ มาถ่ายทอดแก่ นางอโนชา ภรรยาคนที่ 2 เป็นผู้ต่อยอดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นเมนูเอกลักษณ์ที่ทั้งแปลกใหม่และถูกปากทุกคนในครอบครัว

แน่นอนว่าทริปนี้เราส่งท้ายกันด้วยการเดินทางไปลองลิ้มชิมรสชาติสำรับอาหารบ้านตึกกันที่ร้านอาหารเอื้องคำสาย ไม่ว่าจะเป็นไข่คว่ำ ไส้อั่วลื้อ แกงฮังเลม่าน แกงฮังเลเชียงแสน หมูฮุ่ม ยำมะเขือส้ม และข้าวบ่าย หลายชื่อในนี้หลายคนอาจบอกว่าคุ้นลิ้น แต่เอาเข้าจริงกรรมวิธีและรสชาตินั้นแตกต่าง
อย่างข้าวบ่ายที่ใช้ข้าวเหนียวม้วนกับน้ำพริกตาแดง ใส่หมูเค็ม ผักกาดดอง ห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง รสชาติจึงกึ่ง ๆ กับบ๊ะจ่างของจีน หรือแกงฮังเลเชียงแสนที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ดอง รสออกไปทางเผ็ด เปรี้ยว เค็ม กลมกล่อม จัดเป็นเมนูดั้งเดิมที่หาทานยาก แม้จะดั้นด้นไปตามหาถึงเชียงแสน
ร้านเอื้องคำสายมีแนวคิดในการนำเสนออาหารบนคำนิยาม ‘อาหาร 5 เชียง’ อันประกอบด้วยเชียงใหม่ เชียงราย เชียงรุ่ง เชียงตุง และเชียงทอง (หลวงพระบาง) เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหารล้านนาที่ใกล้สูญหายให้ยังดำรงอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าและน่าภาคภูมิใจ


กลุ่มวิสาหกิจบ้านตึก
ร้านอาหารเอื้องคำสาย

ทั้งหมดนี้คือ The Cloud Journey : Routes to Roots 04 – Lanna Culture Route กับเส้นทางที่จะพาไปเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูล True-dtac Mobility Data โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท เออร์เบินฟลิป จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โดย Social Design Lab วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจาก True-dtac Mobility Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวจริงของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบยังมีอีก 5 ทริปใน The Cloud Journey : Routes to Roots เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย ติดตามรายละเอียดได้ใน Facebook และเว็บไซต์ readthecloud.co
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
















