17 กันยายน 2025
2 K

‘ล้านนา’ คืออาณาจักรโบราณที่มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลประหนึ่งผืนนานับล้านผืน ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จรดเชียงตุงและสิบสองปันนา ซึ่งความหลากหลายของผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศ เขตแดน และสายน้ำ ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้าย เลื่อนไหล แล้วกลืนกลายอัตลักษณ์ ปะติดปะต่อเป็นความรุ่งเรืองและรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมสืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน

“ทุกวันนี้เราเสพวัฒนธรรมล้านนาเหมือนกินขนมชั้นแบบกัดคำเดียว” อาจารย์ธวัชชัย ทำทอง วิทยากรผู้รอบรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ชวนคิดและนึกภาพตามว่า ล้านนาที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมก็เหมือนกับขนมชั้นที่คงจะกินอร่อยและเพลิดเพลินกว่าหากได้รู้ว่าแต่ละชั้นมีที่มาจากอะไร

กิจกรรม Lanna Culture Route ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ทริปของ The Cloud Journey : Routes to Roots จึงพาไปเสพวัฒนธรรมล้านนากันแบบละเอียดถึงราก ผ่านงานสถาปัตยกรรมสวยคลาสสิก มรดกศิลปกรรมล้ำค่า และอาหารที่เปี่ยมรสชาติและชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง 3 แหล่งอารยธรรมล้านนาสำคัญ หนึ่งนั้นเป็นราชธานีแห่งอาณาจักร สองคือจุดกำเนิดสายธารวัฒนธรรมกว่าพันปี และสามเคยเป็นถึงศูนย์กลางความศิวิไลซ์ประจำภูมิภาค 

โดยทริปนี้เราออกเดินทางกัน 4 วัน ฟังดูเหมือนสั้น หากเต็มไปด้วยประสบการณ์ให้เก็บเกี่ยวอย่างเหลือล้น บทความนี้จึงขอรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ น่าดู และน่าลิ้มลอง รวมถึงหยิบสิ่งละอันพันละน้อยที่เผยให้เห็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ความช่างคิด หรือรสนิยมที่คาดไม่ถึงของคนล้านนาโบราณมาเล่าสู่กันฟัง 

ล้านนาใต้ชายคา

หนึ่งในปัจจัยใกล้ตัวที่สะท้อนวิถีชีวิต แนวคิด และความเชื่อของผู้คน คือที่อยู่อาศัย ‘พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.’ จึงเป็นหมุดหมายแรกที่เราได้มาเปิดมุมมองความเข้าใจในวัฒนธรรมและสังคมล้านนา

ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้อาคารสถาปัตยกรรมล้านนายุคสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคจารีตไปจนถึงยุคก่อนความนิยมเรือนฝรั่งและบ้านตึกจะแพร่หลาย ซึ่งทางสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน่วยงานหลักที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ทำการอนุรักษ์และรวบรวมมาจัดแสดงไว้ให้ศึกษาเยี่ยมชมจำนวนกว่า 10 หลัง ทั้งเรือนชาวบ้าน เรือนขุนนาง เรือนคหบดี และมีอีก 4 หลังที่เป็นยุ้งข้าว

“ในภาคเหนือมีคำที่ใช้เรียกที่เก็บข้าวอยู่หลายคำ เช่น เยียข้าว ถุข้าว เสวียนข้าว แต่ที่หมายถึง ยุ้งข้าว คือ หลองข้าว” อาจารย์ธวัชชัยพาเรามาหยุดยืนอยู่หน้า ‘ยุ้งข้าวป่าซาง’ หลองข้าวขนาดใหญ่ประจำตระกูลนันทขว้าง คหบดีผู้กว้างขวางในอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน พลางชี้ชวนให้ดูโครงสร้างเด่นของสถาปัตยกรรมหลองข้าว อย่างผนังอาคารที่สร้างซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อช่วยป้องกันฝนไม่ให้เข้าถึงห้องเก็บข้าวเปลือก พร้อมกับอธิบายเสริมว่า ในวัฒนธรรมล้านนา อะไรก็ตามที่มีการซ้อน 2 ชั้นมักเรียกว่า ‘หลอง’ เช่น เต่วหลอง คือกางเกงใน หรือ ซิ่นหลอง ที่หมายถึงผ้าถุงซ้อนด้านในที่นิยมสวมใส่ก่อนนุ่งซิ่นตีนจก

จากนั้นเราก็พากันขึ้นมานั่งอยู่บริเวณชาน ‘เรือนพญาวงศ์’ เรือนกาแลอายุ 128 ปีของพญาวงศ์ ซึ่งเป็นนายแคว่นหรืออดีตกำนันแห่งบ้านสบทา ตัวเรือนแบ่งเป็น 2 อาคาร คือฟากขวาด้านทิศตะวันออกเป็น ‘เรือนหลวง’ ส่วนฝั่งซ้ายเป็น ‘เรือนรอง’ เรือนแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดการสร้างเรือนของคนล้านนาที่อาศัยภูมิความรู้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทักษา คือการวางทิศทางของบ้านตามวันเกิดของผู้เป็นเจ้าบ้าน คล้ายเป็นศาสตร์ฮวงจุ้ยฉบับล้านนา ใช้ทั้งในการปลูกเรือน สร้างวัดอาราม และวางผังเมือง 

โฉลก คือการกำหนดลักษณะเรือน เช่น เรือนแบบคช ลักษณะที่ช่วยเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และสิริมงคล หรือพนาลักษณะเรือนของความเป็นมหาเศรษฐี และมอก ที่เป็นสูตรคำนวณและกำหนดระเบียบสัดส่วนของอาคารสถาปัตยกรรมล้านนา

“เรือนหลวงถือเป็นเรือนหลักและปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ของบ้าน ตามปกติแล้วเรือนหลังนี้จะมีห้องนอนไม่เกิน 2 ห้อง ส่วนบริเวณหน้าห้องเรียกกันว่า ‘เติ๋น’ เป็นพื้นที่รับแขกแบบเป็นทางการ แล้วก็มักจะมีการตั้งหิ้งพระไว้บริเวณนี้ด้วย”

สาเหตุที่คนล้านนาไม่นำพระไว้ในห้องนอนนั้น เพราะในห้องนอนเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษ ซึ่งนับถือตามสายตระกูลของภรรยา ส่วนสามีทำหน้าที่ปกป้องผีและสมาชิกครอบครัว ทำให้มีการสร้างแผ่นไม้แกะสลัก ‘หำยนต์’ ติดไว้เหนือประตูทางเข้าห้องนอน คนล้านนามีคำเรียกวงกบประตูว่าขาประตู ขณะที่ ‘หำ’ แปลว่า ‘อัณฑะ’ ส่วน ‘ยนต์’ มีหลากการตีความ ทว่าในทัศนะของอาจารย์ธวัชชัย มองว่าน่าจะมาจากคำเมืองที่แปลว่าห้อยหรือหย่อน ดังนั้น การผ่านประตูนอนจึงเปรียบเสมือนการลอดหว่างขาชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน ใครก็ตามที่ไม่ใช่ลูกหลานว่านเครือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีคาถาอาคม ถ้าลอดผ่านหำยนต์เชื่อกันว่าจะทำให้มนต์เสื่อมสลายทันที ไม่เว้นแม้แต่ลูกเขยที่จะต้องขยับไปอาศัยพักอยู่เรือนรองกับภรรยา ก่อนหาที่ทางปลูกสร้างเรือนของตัวเองต่อไป

จริง ๆ ยังมีเรือนล้านนาที่น่าสนใจอีกหลายหลัง อาทิ เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ เรือนกาแล เรือนไทลื้อ เรือนพื้นถิ่นแม่แตง เรือนเครื่องผูก หรือเรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง ซึ่งเป็นอีกหลังที่มาแล้วไม่ควรพลาดชม เพราะเป็นเรือนโบราณ 2 ชั้นที่ออกแบบฝาผนังรอบด้านเป็นฝาไม้แบบบานเลื่อน ‘ฝาไหล’ ซึ่งควบคุมด้วยกลไกลพิเศษ เปลี่ยนผนังปิดทึบให้กลายเป็นช่องลมระบายอากาศทั่วทิศได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

สักขาและข้อพับ รสนิยมความเซ็กซี่ฉบับล้านนา 

ในบรรดาเรือนล้านนาทั้งหมด เราพบว่ามีเรือนลูกผสมระหว่างล้านนากับลัวะ เนื่องมาจากชาวลัวะคือประชากรกลุ่มใหญ่ในดินแดนล้านนา คนอีสานและภาคกลางเรียกว่า ลัวะ ว่า ละว้า หรือ ลาว ซึ่งต่อมากลายมาเป็นคำที่คนสยามใช้บูลลี่คนล้านนา ทำให้เกิดคำว่า ‘ลาวพุงดำ’ หมายถึงชายชาวล้านนาที่สักขาตั้งแต่หัวเข่าถึงสะดือ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายชาตรีและมีเสน่ห์ดึงดูดใจหญิงสาว 

ขณะที่มุมมองความเซ็กซี่ในสายตาชายล้านนาโบราณ คือการได้เห็นปลีน่องของหญิงสาว จนมีสำนวนที่บอกบ่งถึงอาการแอบชอบว่า ‘ฮักเมากะล่อกน่อง (ตกหลุมรักข้อพับขา)’ เพราะน่องนั้นเป็นอวัยวะที่ปกปิดอยู่ใต้ผ้าซิ่น จะได้เห็นก็ต่อเมื่อผู้หญิงถกชายซิ่นขึ้นขณะอาบน้ำในแม่น้ำ ต่างจากหน้าอกที่เปิดเปลือยเป็นวัฒนธรรมปกติธรรมดา และถูกมองว่าโป๊หรือน่าอายจนต้องหันหาเสื้อผ้ามาปกปิด ครั้งเมื่อคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในล้านนาราวต้น พ.ศ. 2400 นี้เอง

กาดพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.

ต้นไม้กลายเป็นพระธาตุ

เรามุ่งหน้ามายังจังหวัดลำพูน เพื่อมาชื่นชม ‘วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร’ ปูชนียสถานโบราณซึ่งอยู่คู่เมืองแห่งนี้มากว่าพันปี อดีตที่นี่เคยเป็นพระราชวังของ พระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยองค์ที่ 33 ก่อนใน พ.ศ. 1651 พระองค์จะได้ถวายราชวังให้เป็นสังฆารามแก่พระพุทธศาสนา พร้อมสร้างองค์พระธาตุหริภุญชัยขึ้น 

“เราเชื่อกันว่าเจดีย์องค์นี้มีมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อนมีอาณาจักรล้านนาหรือในยุคสมัยหริภุญชัย ซึ่งมี พระนางจามเทวี เป็นปฐมกษัตริย์ หลังจากปกครองอาณาจักรได้ไม่นาน พระนางก็ให้กำเนิดลูกฝาแฝด คนพี่คือ พระเจ้ามหันตยศ ปกครองเมืองต่อจากแม่ ส่วนคนน้อง พระเจ้าอนันตยศ ต่อมากลายเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเขลางค์นครหรือจังหวัดลำปาง ดังนั้น พระธาตุหริภุญชัยจึงถือเป็นหนึ่งในพระบรมธาตุไฮไลต์ของภาคเหนือที่มีความเก่าแก่ งดงาม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างลำพูนกับลำปาง รวมถึงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีระกาด้วย” 

เราอาศัยร่มเงาของต้นดอกแก้ว ฟังเรื่องราวของพระธาตุเจดีย์สีทองอร่ามตระหง่านเบื้องหน้า จบเรื่องความสำคัญและประวัติความเป็นมา อาจารย์ก็เติมความรู้ในมิติของพระธาตุประจำปีเกิดให้ฟังต่ออย่างน่าสนใจ 

“เดิมทีคนล้านนาเชื่อเรื่องผีและขวัญที่มีทั้งหมด 32 ขวัญ เมื่อตายลงแล้วก็ไปเกิดใหม่ได้อีก 32 คน หลักการคือคุณจะต้องข้ามแม่น้ำไปหาแถน (เทวดา) พอแถนอนุมัติว่าให้ไปเกิดใหม่ได้ก็จะส่งต่อให้พ่อเกิดแม่เกิด (ผีซึ่งเคยเป็นพ่อแม่ครั้งเมื่ออยู่เมืองผี) พาลงมาเกิด แต่ก่อนที่จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในครรภ์ของแม่ที่แท้จริง จะถูกนำมาฝากไว้ตามต้นไม้ที่จะมีเทวดารักษาอยู่ เช่น คนเกิดปีชวดจะได้อยู่ที่ต้นมะพร้าว เกิดปีฉลูอยู่ที่ต้นตาล เกิดปีขาลอยู่ที่ต้นรัง เกิดปีมะโรงอยู่ที่ต้นตะเคียน เกิดปีมะเส็งอยู่ที่ต้นไทร เกิดปีมะเมียอยู่ที่ต้นกล้วย 

“กระทั่งพุทธศาสนาเดินทางเข้ามาพร้อมกับเผยแพร่ความศิวิไลซ์แบบ Indianization ท้ายสุดก็เกิดการกลืนกลายและเปลี่ยนจากต้นไม้เป็นพระธาตุประจำปีเกิด โดยการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดมาจากความเชื่อเรื่องของการทำบุญเพื่อระลึกถึงบุญคุณเมื่อครั้งเคยสิงสถิตอยู่ก่อนจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง”

นอกจากนี้ เรายังได้เข้าใจในรอยพระพุทธบาทที่มักปรากฏอยู่ในหลายวัดล้านนา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ร่วมกับพระธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและวิหารพระพุทธเพื่อบ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าเคยมาเยือน ถ้าสังเกตให้ดี รอยพระพุทธบาทมีอยู่ด้วยกัน 4 รอย เนื่องจากเชื่อกันว่า ในห้วงเวลาที่เราอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิด 5 พระองค์ และอุบัติแล้ว 4 พระองค์ คือพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า เหลืออีก 1 พระองค์คือพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งใครทำดีในชาตินี้ก็จะได้พบ 

ก่อนจะเดินทางสู่จุดหมายถัดไปในจังหวัดลำปาง เราแวะกุ้ยลาบยามเที่ยงกันที่ ‘ร้านลาบอ้ายแดง’ ร้านลาบลำแต๊ ๆ ที่เปิดมานานกว่า 16 ปี นอกจากเมนูลาบหมูและลาบควายจานเด็ดชูโรง รสเข้มข้นถึงพริกลาบ หอมมะแขว่น ยังมีแกงอ่อม จิ้นนึ่ง และหางหมูกรอบ เป็นเมนูที่แทบทุกโต๊ะตั้งใจสั่งเหมือนนัดกันมา 

โมเดลเศรษฐกิจสายมูที่มาก่อนกาล

อาจารย์ธวัชชัยตั้งข้อสังเกตว่า พระธาตุประจำปีเกิดเป็นหนึ่งในกุศโลบายกระตุ้นการเดินทางและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะในอดีตการทำบุญพระธาตุประจำปีเกิดต้องเตรียมทั้งเครื่องอัฐบริขารชุดใหญ่ ปัจจัยทำบุญ หรือสร้างเสนาสนะต่าง ๆ และมีบริวารติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อารยธรรมล้านนา โดยเฉพาะเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักร มีพระธาตุประจำปีเกิดถึง 5 แห่ง ได้แก่ พระธาตุศรีจอมทอง (ปีชวด) พระธาตุพระสิงห์ (ปีมะโรง) พระธาตุดอยสุเทพ (ปีมะแม) พระธาตุจุฬามณี (ปีจอ) และพระเจดีย์เจ็ดยอด (ปีมะเส็ง)

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

ลาบอ้ายแดง ลำพูน
  • 63/1 หมู่ 4 ถนนเลี่ยงเมืองลำพูน (สาย 116) ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

  • 08 1300 0921

  • ร้านลาบอ้ายแดง 

ศิลปะล้านนาที่ยังมีชีวิต

“เทียบกับภาคกลาง ถ้าเราอยากเห็นศิลปะอยุธยาที่ยังมีชีวิตต้องไปเพชรบุรี ส่วนภาคเหนือถ้าจะดูศิลปะล้านนาแท้ ๆ ก็ต้องมาที่จังหวัดลำปาง” 

ลำปางเป็นจังหวัดที่มีศิลปะล้านนาดั้งเดิมตกค้างอยู่มาก และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือวัดไม้โบราณศิลปะล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดของภาคเหนือ ‘วัดพระธาตุลำปางหลวง’ 

จุดแรกที่อาจารย์พาเรามาชมคือวิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด มีลักษณะเด่นคือทรงวิหารเปิดโล่งรอบด้านตามแบบล้านนายุคต้น ใช้เป็นอาคารประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งลักษณะอาคารแบบเปิดโล่งนั้นถือเป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้ศรัทธาญาติโยมมองเห็นบรรยากาศรอบด้านและได้ยินเสียงระหว่างการทำพิธีกรรมอย่างทั่วถึง 

ส่วนวิหารน้ำแต้มเป็นอาคารมีภาพจิตรกรรมล้านนาเก่าแก่ที่สุด ซึ่งหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เผยร่องรอยให้เราเห็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาโบราณ

“ระบบโครงสร้างของวิหารล้านนาที่เราเรียกว่า ‘ม้าต่างไหม’ จริง ๆ แล้วเป็นระบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองจีน คำว่า ‘ม้า’ เป็นศัพท์ช่างภาษาจีนตอนใต้แปลว่า ‘ขื่อ’ งานศิลปะยุคคลาสสิกของล้านนาก็รับเอาศิลปะหมิงมาใช้ด้วย” อาจารย์ธวัชชัยพูดพลางชี้นิ้วนำให้เราหันไปดูลายค้ำยันของวิหารน้ำแต้ม

“ตรงนี้คนล้านนาเรียกว่า ‘พญาลวง’ แต่ภาษาจีนก็คือ หลง หรือ เล้ง ที่แปลว่า มังกร ซึ่งหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าคล้ายกับลวดลายมังกรบนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง ประกอบกับวิหารหลังนี้สร้างในยุคเดียวกับราชวงศ์หมิงด้วย จึงน่าจะรับอิทธิพลมาจากจีนตอนใต้ เช่นเดียวกับแผ่นทองหุ้มเจดีย์ในล้านนาส่วนมากที่ก็นำเข้ามาจากคุนหมิง โดยมากับกองคาราวานม้าต่าง เมื่อขนสินค้ามาขายเสร็จสรรพ ขาจะกลับก็แบ่งขายม้าให้คนพื้นเมืองบ้าง จึงเป็นที่มาของม้าที่ชาวลำปางใช้ลากรถ นี่คืออิทธิพลบางส่วนจากการค้าที่มาเกี่ยวข้องกับบริบททางวัฒนธรรมล้านนา”

เราใช้เวลากับพระธาตุลำปางหลวงอยู่พักใหญ่เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมเยอะมากจริง ๆ อาทิ พระธาตุลำปางหลวง เจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอ ส่วนพระนลาฏ กับพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีฉลู พระเจ้าแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำปาง หรือปัชชุนนะเทวบุตร เทวดาเฝ้าประตูด้านทิศใต้ ผู้เป็นเจ้าของพาหนะอย่าง ‘มอม’ ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นตามทางขึ้นบันไดหรือประตูวัดล้านนา แต่น้อยวัดที่มีการสร้างปัชชุนนะเทวบุตรไว้เช่นนี้

ถ้าอยากเห็นมอมแบบโบราณ ต้องมาดูกันที่ ‘วัดไหล่หินหลวง’ ปูชนียสถานอีกแห่งที่มีรูปปั้นมอมสุดแสนคลาสสิกเป็นไฮไลต์ คัมภีร์ใบลานเก่าแก่ที่สุดในไทยก็เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ วัดแห่งนี้สร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุลำปางหลวงที่อยากปลีกวิเวกมาอยู่ป่า จึงจะสังเกตได้ว่าผังของวัดมีความคล้ายคลึงกับวัดพระธาตุลำปางหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่า ก่อนที่ใน พ.ศ. 2226 จะได้รับการบูรณะในยุคของ ครูบามหาป่า เกสระปัญโญ พระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการเคารพยกย่องในฐานะปราชญ์ล้านนา ซึ่งแม้แต่ พระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่า ยังเคยเดินทางมากราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส

วัดที่กำหนดผังจากท้องฟ้าและดวงดาว 

อีกหนึ่งความอันซีนของวัดพระธาตุลำปางหลวง คือเป็นเพียงวัดเดียวในภาคเหนือที่มีการใช้ภูมิปัญญาท้องฟ้าและดวงดาวในการกำหนดทิศทางสร้างสถาปัตยกรรม โดยแกนตั้งแต่ยอดซุ้มประตูโขง วิหารหลวง พระธาตุเจดีย์ และวิหารเจ้าละโว้ จะวางตัวในทิศตะวันออก-ตะวันตกเป็นแนวเดียวกัน ทำให้วันวสันตวิษุวัตที่เวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน เกิดปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่าช่องประตูโขงเข้ามาฉายส่องโฉมพระประธานในวิหารหลวงอย่างสวยสดงดงาม ถ้าใครอยากเห็นปรากฏการณ์ที่น่าตราตรึงนี้ ขีดเส้นใต้ช่วงประมาณวันที่ 21 – 23 มีนาคมของทุกปี แล้วเดินทางมาชมกัน

วัดพระธาตุลำปางหลวง
วัดไหล่หินหลวง

เสน่ห์วันวานในย่านตลาดจีน

คล้อยบ่ายเราเดินทางมากันที่ ‘ย่านกาดกองต้า’ อดีตศูนย์กลางการค้าทางน้ำและแหล่งเศรษฐกิจอันรุ่งเรือง ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเรียกว่า ‘ตลาดจีน’ ที่มีร้านรวงจำหน่ายสินค้านำเข้าทันสมัยสารพัดชนิดและขวักไขว่ด้วยพ่อค้าชาวจีน ลูกจ้างบริษัทป่าไม้ชาวพม่า ตลอดจนชาวอังกฤษที่เข้ามารับสัมปทานป่าไม้ 

แต่ครั้นถึง พ.ศ. 2459 เมื่อขบวนรถไฟสายเหนือมาถึง การติดต่อค้าขายทางเรือในย่านแห่งนี้ก็ซบเซาลง ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายชุมชนการค้าไปยังย่านสบตุ๋ยบริเวณสถานีรถไฟนครลำปาง ย่านตลาดจีนจึงกลายมาเป็นย่านที่อยู่อาศัย ปัจจุบันยังคงฉายให้เห็นร่องรอยความเจริญในอดีตผ่านสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สวยงามข้ามกาลเวลา อาทิ อาคารฟองหลี อาคารอิฐผสมไม้ยุคแรกของจังหวัด บ้านคมสัน บ้านปูนหลังแรกของย่าน บ้านแม่แดง อดีตร้านขายสรรพสินค้านำเข้า รวมถึงอาคารหม่องโง่ยซิ่น อาคารขนมปังขิงริมถนนที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในประเทศไทย และคว้ารางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา จากกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำ พ.ศ. 2550 ซึ่ง นพรัตน์ สุวรรณอัตถ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ปรับปรุงชั้นแรกเปิดเป็นคาเฟ่ต้อนรับนักเดินทางหลงใหลและอยากสัมผัสมนต์เสน่ห์ของอาคารประวัติศาสตร์ 117 ปี

“เดิมทีที่นี่บ้านและสำนักงานบริษัทของ หม่องโง่ยซิ่น ทวดของคุณนพรัตน์ ซึ่งสืบทอดกิจการป่าไม้ต่อจากคุณพ่อ หม่องส่วยอัตถ์ ผู้เป็นเฮดแมนคนแรกของบอมเบย์เบอร์ม่า (Bombay Burma Trading Corporation, Ltd.) บริษัทสัมปทานป่าไม้รายใหญ่ของอังกฤษ บ้านหลังนี้จึงออบแบบให้ใหญ่โตสมฐานะ ฝ้าเพดานของอาคารถึงขั้นใช้ฝ้าดีบุกอัดลายที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นรสนิยมหรูหรา บ่งบอกถึงความมีระดับ เพราะต้องเป็นพื้นที่รับรองทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่บริษัทสัมปทานป่าไม้ เจ้าผู้ครองนครลำปาง แขกชั้นผู้ใหญ่และกงสุล” 

อาจารย์บอกเล่าเรื่องราวของอาคารที่โอ่อ่าน่าประทับใจ กอปรกับค้นรูปภาพเก่าในยุคสมัยที่กิจการป่าไม้เฟื่องฟู ซึ่งทำให้เราได้รู้เรื่องราวอีกหลายอย่างที่น่าสนใจในลำปาง อาทิ ในวัดป่าฝางมีอนุสรณ์สถานที่รัฐบาลอังกฤษจัดทำขึ้นเป็นพิเศษแก่หม่องส่วยอัตถ์เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่มีวัดพม่าเยอะสุดในประเทศไทย และเคยหนาวมากดังวลียอดฮิตจนชาวอังกฤษในยุคนั้นต้องสั่งนำเข้าเตาผิงมาใช้ หรือในอดีตภาคเหนือทำมาค้าขายกับพม่าและจีนเป็นหลัก ขณะที่การค้าขายกับสยามเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้น พ.ศ 2400 ซึ่งเป็นที่มาให้ลำปางเกิดย่านการค้าชุมชนตลาดจีนที่ทุกวันนี้รู้จักกันดีในชื่อ ‘กาดกองต้า’

ด้วยว่าพระอาทิตย์คล้อยดวงแล้วและวันนี้เป็นวันเสาร์ ย่านแห่งนี้จึงถูกเนรมิตเป็น ‘ถนนคนเดินกาดกองต้า’ ที่ทางเทศบาลนครลําปางและชาวชุมชนตั้งใจฟื้นฟูเพื่อปลุกถนนสายประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกหน เย็นจรดค่ำเราเลยได้มีโอกาสเดินเล่นสัมผัสกลิ่นอายวันวานของย่านการค้าสำคัญที่บรรยากาศคึกคักและเต็มไปร้านรวงจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น งานศิลปะ และอาหารพื้นบ้าน ให้ตระเวนชมและชิมจนอิ่มแปล้ 

สายกินรู้พิกัด

ถนนคนเดินกาดกองต้ามีของกินเพียบจริง ๆ แต่ยังไงก็อยากให้เผื่อท้องไว้ลอง ‘ลูกชิ้นเขียง’ ลูกชิ้นปิ้งไซซ์จัมโบ้กับน้ำจิ้มรสเด็ด ‘ขนมข้าวปั้น’ หน้าตาคล้ายขนมถ้วย ก่อนรับประทานต้องโรยกระเทียมเจียว ไชโป๊หวาน งาคั่ว พริกไทย และราดน้ำอ้อยอร่อยแบบโบราณ หรือ ‘ข้าวแต๋นน้ำแตงโม’ ของดี GI (Geographical Indication) ของลำปางที่มีให้เลือกชิมหลายร้าน แต่ถ้าใครอยากซื้อกลับไปเป็นของฝาก ไม่ไกลจากย่านกาดกองต้ามี ‘ร้านข้าวแต๋นน้ำแตงโมคุณมณี’ ที่ทำสดใหม่กันทุกวัน หอม กรอบ และหวานมันกำลังดี ที่สำคัญคือบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการหิ้วขึ้นเครื่อง

ถนนคนเดินกาดกองต้า
หม่องโง่ยซิ่น
  • 208 ถนนตลาดเก่า ตำบลสวนดอก อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)
  • เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 15.00 – 21.00 น. 

  • 09 8262 4516

  • หม่องโง่ยซิ่น 
ข้าวแต๋นน้ำแตงโม คุณมณี

เช้าตรู่ที่ดีงาม

มาลำปางทั้งทีจะไม่ตื่นไปหาของอร่อย ๆ กินก็กระไรอยู่ เช้าตรู่วันนี้เราเลยมาฝากท้องกันที่ ‘กาดเก๊าจาว’ ตลาดเช้า 100 ปีริมรางรถไฟ มีร้านขายขนมท้องถิ่นเรียงราย อาหารพื้นเมืองและพืชผักผลไม้ตามฤดูก็มีให้เลือกช้อปกันสารพัด เสร็จสรรพแล้วถ้าอยากนั่งชิลล์ ชวนแวะร้านโกปี๊หน้าตลาด โกปี๊ของร้านนี้น่าจะถูกใจสายเข้มข้น หวานมัน แถมทำเลก็ดีมาก ๆ เพราะจากจุดนี้มองเห็น ‘สะพานดำ’ สะพานรถไฟสายประวัติศาสตร์ที่รอดพ้นจากสายตาฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ จิบโกปี๊ จิบชาร้อนเพลิน ๆ สักพักมีรถไฟแล่นฉิวผ่าน ช่างเป็นช่วงเวลายามเช้าในตลาดที่ดีเหลือเชื่อ

กาดเก๊าจาว
  • ถนนรถไฟ ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 12.00 น.

วิหารงามล้ำในวัดใจเมือง

‘วัดปงสนุก’ เป็นอีกหนึ่งวัดที่ควรค่าแก่การแวะเวียนมาไหว้พระ ทำบุญ พร้อมชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะนอกจากจะเป็นพระอารามเก่าแก่ประจำจังหวัดที่สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเจ้าอนันตยศแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ ‘วิหารพระเจ้าพันองค์’ ซึ่งเป็นวิหารโถงทรงจัตุรมุข ผสมผสานศิลปะจีน พม่า และล้านนา เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นอาคารเดียวในภาคเหนือที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) ในมิติของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนจาก UNESCO

ส่วนที่มาของชื่อวิหารนั้นก็มาจากพระพิมพ์องค์เล็กที่ประดับรอบวิหารจำนวนกว่า 1,080 องค์ ที่นี่มีความสำคัญซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์เมืองลำปางอีกประการ คือการเป็นวัดใจเมืองหรือสถานที่ตั้งเสาหลักเมืองหลักแรกของจังหวัด ก่อนจะย้ายไปฝังไว้ใกล้กับย่านกาดกองต้า และย้ายอีกหนในสมัยต้นยุครัชกาลที่ 5 ไปฝังไว้ ณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในปัจจุบัน

วัดปงสนุก


คิวปิดในมณฑป

“วัดนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาศิลปกรรมเมืองลำปาง” 

อาจารย์ธวัชชัยเกริ่นขึ้นเมื่อเราเดินทางมาถึง ‘วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม’ วัดที่รวมวัดพระแก้วดอนเต้ากับวัดสุชาดารามเข้าด้วยกัน และในอดีตเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต (พระพุธมหามณีรัตนปฏิมากร) เป็นเวลานานถึง 32 ปี

“ทีนี้เราจะไปเที่ยวพม่าหรือเชียงแสนก่อนดี” อาจารย์โยนคำถามชวนสงสัย ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจว่าขอเริ่มจากพม่า เราจึงมานั่งอยู่ในมณฑปไม้สักหลังงามทรงปราสาทแบบพม่าที่สร้างโดยช่างหลวงจากมัณฑะเลย์ 

“ถามว่าแล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นฝีมือของช่างจากมัณฑะเลย์” อาจารย์ธวัชชัยเอ่ยพลางชี้ให้เราเงยขึ้นไปมองรายละเอียดที่ไม่คิดว่าจะมาปรากฏอยู่ในพระมณฑปได้ อย่างตราอาร์มอันเป็นเครื่องหมายของราชวงศ์อังกฤษและภาษาพม่า ระบุชัดเจนว่าเป็นฝีมือช่างมัณฑะเลย์ รวมทั้งยังมี ‘คิวปิด’ เทพเจ้าแห่งความรักที่ประดับอยู่ตรงฝ้าเพดาน แน่นอนว่าใครเห็นเข้าครั้งแรกย่อมรู้สึกแปลกและผิดที่ผิดทาง แต่อาจารย์บอกว่าวัดพม่าในลำปางมีคิวปิดแทบทุกวัด ส่วนหนึ่งเพราะช่างพม่าที่เป็นผู้สร้างสรรค์ได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมมาจากอังกฤษในยุคที่อังกฤษปกครองพม่า และนำเสนอคิวปิดในมุมมองว่าเป็น ‘กะเลนัต’ หรือ ‘เทวดาเด็ก’

จากนั้นเราเดินข้ามไปปีกขวาของวัดเพื่อเปลี่ยนโหมดสู่ความเป็นเชียงแสนที่วัดสุชาดาราม ซึ่งมีศิลปกรรมวิหารแบบเชียงแสนที่หาดูได้ยาก

“ถ้าอยากเห็นวิหารเชียงแสนแล้วไปเมืองเชียงแสนตอนนี้คุณจะไม่มีทางเจอ เพราะเมืองเชียงแสนเหลือแต่ซากโบราณสถาน ถ้าอยากเห็นวิหารเชียงแสนแบบงานช่างหลวงจริง ๆ ต้องมาดูที่ลำปางเท่านั้น เพราะที่นี่มี 10 กว่าหลัง และหลังนี้สมบูรณ์ที่สุด” 

ภายในวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสีหะเชียงแสน ตามหน้าบัน เสา หรือแผงไม้คอสองตกแต่งด้วยเทคนิคลายคำแบบล้านนาอันวิจิตรงดงามตามรสนิยมเชียงแสน ซึ่งเป็นรสนิยมที่คนโบราณล้านนายกให้เป็นที่ 1 ทั้งในด้านมุมมองความงาม ศิลปะ และวัฒนธรรม

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

ล้านนาทำมือ

ทำความรู้จักความเป็นล้านนาในลำปางผ่านสถาปัตยกรรมและศิลปะกันไปแบบเต็มอิ่ม ก็ได้เวลามาสัมผัสมิติงานหัตถกรรมกันบ้างกับเวิร์กช็อปทำก้านหอมดอกสายลม ที่ได้ ป่าน-วีรศิษฎ์ ภู่สุวรรณ์ เจ้าของแบรนด์ GHOM LANNA แบรนด์เครื่องประดับร่วมสมัย แรงบันดาลใจจากโคมล้านนาโบราณมาเปิดสตูดิโอต้อนรับ พร้อมสอนทำก้านหอมดอกสายลมสวย ๆ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของโคมดาวกับโคมม่านแปดเหลี่ยมของลำปาง 

แม้มองผิวเผินจะดูเรียบง่าย แต่กว่าจะประกอบร่างขึ้นมาได้ขอบอกเลยว่าไม่หมู จนรู้สึกว่าเวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปเร็วสุด ๆ เป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งความสนุกสนาน ฝึกสมาธิ และภาคภูมิใจ ที่สำคัญคือได้ก้านหอมฝีมือตัวเองกลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย 

GHOM LANNA

  • 8 ถนนท่ามะโอ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)
  • 09 4616 2990

  • ghomlanna.com 
  • GHOM LANNA 

นั่งรถม้าแอ่วเมือง

แน่นอนว่าคงเหมือนมาไม่ถึงลำปางหากไม่ได้สัมผัสวิถีการเดินทางที่เป็นเอกลักษณ์และอยู่คู่กับเมืองนี้มายาวนานกว่า 109 ปี นั่นคือ ‘นั่งรถม้า’ จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนั่งรถม้าแอ่วเมืองลำปางของเราเริ่มต้นกันที่ ‘บ้านม้าท่าน้ำ’ ศูนย์การเรียนรู้รถม้าลำปาง ก่อนลัดเลาะไปตามถนนสายน้อยอันร่มรื่นในชุมชนท่ามะโอที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวปะโอ ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทสัมปทานป่าไม้อังกฤษ 

ระหว่างเส้นทางเราจึงได้ชมสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ อาทิ เรือนโบราณของ หม่องจันโอ่ง เฮดเมนคนที่ 3 ผู้เป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ หรือบ้านหลุยส์ คฤหาสน์ของ หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ นายห้างค้าไม้ชาวอังกฤษ ผู้เป็นลูกชาย แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

พลางค่อย ๆ เลียบเลาะเหยาะย่างจนมาถึงสถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อสัมผัสความงดงามของมรดกทางสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมยุโรปแบบบาวาเรียนคอตเทจ ก่อนจบวันด้วยมื้อค่ำแสนพิเศษในเรือนทรงโคโลเนียลสวยสง่าที่บ้านพระยาสุเรนทร์ บาย มาดามมูเซอร์ อดีตเคหสถานของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุเรนทรราชเสนา ผู้ว่าราชการคนแรกของจังหวัดลำปาง ซึ่งยังคงเก็บรักษารายละเอียดของอาคารประวัติศาสตร์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

แกงแกง 

หลายคนติดใจอาหารเหนือชนิดนี้และติดปากเรียกต่อ ๆ กันมาว่า ‘แกงฮังเล’ แต่ก่อนใดอื่นต้องขอบอกให้ทราบว่า นี่เป็นวัฒนธรรมอาหารที่คนล้านนาหยิบยืมมาจากพม่า และฝั่งเจ้าตำรับออกเสียงว่า ‘ฮินเล’ ซึ่งหมายถึงแกงอยู่แล้ว

กระนั้นจะเรียกแบบไหนก็ไม่มีผิดถูก แต่คงจะน่าผิดหวังถ้ามาถึงลำปางแล้วไม่ได้ชิมฮังเล เพราะที่นี่มีชุมชนท่ามะโอ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องแกงฮังเลสูตรเด็ดที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชาวพม่า ครั้งเมื่อเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ จึงไว้ใจได้ว่าคุณจะได้ลองลิ้มฮังเลแบบถึงรสระดับต้นตำรับ ที่พูดได้เต็มปากขนาดนี้ก็เพราะมื้อกลางวันเราแวบไปพิสูจน์เมนูฮังเลจากเครื่องแกงสูตรลับของ เภสัชกรแพทย์แผนไทยวีระ นันตะระ ที่สืบทอดจากทวดชาวพม่ากันจนเกลี้ยงถ้วยมาแล้วที่ร้าน Taan Clean ร้านอาหารสุขภาพที่ใคร ๆ ก็ทานได้ เรียบง่าย หากอร่อยเป็นพิเศษ 

บ้านพระยาสุเรนทร์ บาย มาดามมูเซอร์

  • 20 ถนนสุเรนทร์ ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น.

  • 06 1570 8324

  • Baan Phraya Suren by Madame Musur 
Taan Clean

  • 318 ถนนเจริญประเทศ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง (แผนที่)
  • เปิดทุกวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ รอบกลางวัน เวลา 11.00 – 14.00 น. และรอบเย็น เวลา 17.00 – 20.00 น. 

  • 08 2565 9749

  • ทานคลีน – Taan Clean 

มองสังคมล้านนาบนฝาผนัง

ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สิ่งที่แตกต่างจากการมาเยือน ‘วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร’ ในครั้งก่อน คือนอกจากการได้มากราบสักการะพระพุทธสิหิงค์ องค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และล้านนาแล้ว เรายังได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของวิหารลายคำอย่างอิ่มเอม และเต็มไปด้วยความรู้จากการถอดรหัสภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดเรื่องราววรรณคดีเรื่อง สุวรรณหงส์ และ สังข์ทอง รวมถึงบอกเล่าบรรยากาศของหัวเมืองล้านนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นพหุสังคม อาทิ ภาพปราสาทราชมณฑลเฑียรที่เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาผสมพม่า การแต่งกายของเจ้านายที่นุ่งห่มแบบล้านนาทว่าสวมมงกุฎชฎาแบบภาคกลาง ขุนนางในชุดราชปะแตน หรือการตกแต่งสถานที่ด้วยโคมไฟระย้าและเครื่องลายครามแบบจีน 

ยังมีงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมสมัยล้านนาอีกหลายอย่างที่ทรงคุณค่า สมกับเป็นอารามเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี และพระธาตุพระสิงห์ เจดีย์ประธานของวัดนี้ยังเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีมะโรงตามคติของชาวล้านนาอีกด้วย 

วัดวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
หลวงวรวิหาร


ยลเจดีย์สูงล้ำแห่งล้านนา

แล้วเราก็มาถึงวัดสำคัญที่มีสถาปัตยกรรมที่เป็นที่สุดของล้านนาอีกวัด คือ ‘วัดเจดีย์หลวง’ สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย และมีพระธาตุเจดีย์ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘ราชกูฏ’ หรือ ‘กู่หลวง’ เนื่องจากมีความสูงกว่า 80 เมตร ถือเป็นเจดีย์ที่สูงสุดในดินแดนล้านนา 

ทว่าในครั้งที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สมัยพระนางจิรประภาเทวีขึ้นครองราชย์ ยอดเจดีย์ก็หักพังทลาย และบูรณะให้กลับคืนดังเดิมไม่ได้ จนมีลักษณะอย่างที่เห็นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

ภายในวัดเจดีย์หลวงยังเป็นที่ตั้งของเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ทุก ๆ ปีชาวเชียงใหม่จะน้อมนำเอาดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะบูชา เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและบ้านเมืองในประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล มีซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออกเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) ที่อัญเชิญมาจากลำปางนานกว่า 84 ปี และมีอาคารวิหารหลวง ประดิษฐานพระอัฏฐารส พระพุทธรูปสำริดประทับยืน สร้างขึ้นตามสัดส่วนของพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่เชื่อกันว่ามีความสูง 18 ศอก หรือ 9 เมตร 

สถานที่หล่อพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวอยู่ถัดไปไม่ไกลกัน นั่นคือ ‘วัดพันเตา’ ที่ของชื่อวัดตั้งตามประวัติของการเป็นแหล่งสร้างเตาหล่อพระที่มีจำนวนนับพันเตา นอกจากนี้ วิหารของวัด ‘พระวิหารหอคำ’ ก็มีความสำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นวิหารที่สร้างขึ้นจากหอคำหรือคุ้มหลวงของ พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 อาคารเป็นเรือนไม้สักศิลปะแบบเชียงแสน ซุ้มประตูประดับไม้แกะสลักรูปนกยูงงามสง่า อันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือ

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

วัดพันเตา
  • 105 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 19.00 น.

  • 05 381 4689 

  • วัดพันเตา Wat Pan Tao

 

สำรวจย่านผ่านวัดม่าน

และแล้วก็เดินทางมาถึงเช้าสุดท้ายของทริป วันนี้เรานัดกันที่ข่วงประตูท่าแพเพื่อรวมพล แล้วเริ่มต้นออกสำรวจความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมล้านนาและสิ่งปลูกสร้างทรงคุณค่าในย่านเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ที่มีบทบาทความสำคัญมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์มังรายจนถึงปัจจุบัน หมุดหมายแรกเราแวะชมและพักฟังเรื่องราวที่น่าสนใจของวัด ซึ่งมีการทับซ้อนกันระหว่างศิลปะล้านนา (เชียงแสน) กับพม่า ‘วัดมหาวัน’

“วัดมหาวันสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์มังราย ก่อนจะกลายเป็นวัดร้างและได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งโดยคณะศรัทธาที่ชาวเชียงแสนชุมชนบ้านฮ่อม ต่อมาเมื่อมีการสัมปทานป่าไม้ กลุ่มพ่อค้าไม้ชาวพม่าและไทใหญ่ก็ได้เข้ามาตั้งรกรากและมีครอบครัวอยู่ที่นี่ จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์วัดนี้ ฉะนั้น เราจึงสังเกตได้ว่ามีการทับซ้อนกันระหว่างศิลปะล้านนา (เชียงแสน) กับพม่าอยู่เต็มไป” 

อาจารย์ย้อนเล่าความหลังให้ฟังแบบกระชับ พลันนำทางเราไปชมสถาปัตยกรรมของวัดที่เป็นศิลปะแบบล้านนา องค์พระธาตุเจดีย์แบบพม่า ก่อนผลุบเข้าประตูอาคารที่ซ่อนตัวในมุมลับตาบริเวณหลังวัด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางฉันสมอศิลปะมัณฑะเลย์องค์ใหญ่ที่ดูงดงามและน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง

ทอดน่องช้า ๆ มาอีกไม่กี่อึดใจก็พบกับ ‘วัดแสนฝาง’ อีกวัดหนึ่งที่มีองค์พระธาตุเจดีย์โดดเด่นสะดุดตาจากลักษณะศิลปะพม่าแจ่มชัดราวกับเจดีย์ชเวดากอง ภายในวัดแห่งนี้ยังมีหอไตรกลางน้ำเก่าแก่ อาคารวิหารที่รื้อพระตำหนักของ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 มาปรับปรุงเป็นวิหารหลังงามปิดทองล่องชาดทั้งหลัง หอสังเกตการณ์ขององค์รักษ์ที่มาดูแลรักษาความเรียบร้อย ยาม เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายมาปฏิบัติธรรม รวมถึงพระอุโบสถ 2 ชั้นร่วมสมัย ชายคาประดับด้วยไม้ฉลุแบบขนมปังขิง และโครงสร้างไม้ที่ประดับลวดลายประณีตบรรจง สร้างโดยพระราชศรัทธาของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา

ดวงตกหรือได้ดี มีเจดีย์เป็นที่พึ่ง 

จากการสำรวจพบว่า พระธาตุเจดีย์ในย่านท่าแพส่วนมากล้วนเป็นเจดีย์ทรงพม่า สาเหตุหลัก ๆ มาจากการแพร่ขยายเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าไม้พม่าและไทใหญ่ดังที่ได้เล่าไปในข้างต้น กอปรกับวัฒนธรรมของชาวพม่าที่เชื่อว่า ยามใดได้ดีหรือดวงตก จะต้องเสริมดวงชะตาให้รุ่งโรจน์ด้วยการสร้างวัดหรือเจดีย์

วัดมหาวัน

วัดแสนฝาง


รอยความทรงจำและรสอาหารสำรับบ้านตึก

นับว่าเป็นโอกาสพิเศษอย่างยิ่งที่เราได้เข้ามาเยี่ยมชมกลุ่มอาคาร ‘บ้านตึก’ อาคารปูนหลังแรกนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ของ หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ ชุติมา) อดีตคหบดีชาวเชียงใหม่ โดยมี ขิม-มนัสวัฑฒก์ ชุติมา ทายาทรุ่นที่ 5 ให้เกียรติมาต้อนรับและนำชมอาคารทั้ง 5 หลังอย่างเป็นกันเอง

เริ่มจาก ‘ตึกหลวง’ อาคารหลังแรกที่สร้างในพื้นที่ ซึ่งมีโครงสร้างโดดเด่น อย่าง Wall Bearing หรือเทคนิคการใช้ผนังรับน้ำหนักตัวอาคารที่หลวงอนุสารสุนทรเป็นผู้ออกแบบและควบคุมช่างพื้นเมืองด้วยท่านเอง อีกภายในอาคารยังมีห้องจัดแสดงกล้องโบราณที่หลวงอนุสารสุนทรใช้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าหลายภาพของเมืองเชียงใหม่

ถัดมาเป็น ‘เรือนแถว’ อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัว ซึ่งบริเวณใกล้กันมีห้องขนาดกระทัดรัดที่หลวงอนุสารสุนทรใช้เป็นห้องรับประทานอาหาร จากนั้นเราก็เข้ามาสู่อาคารหลังที่สาม ‘ตึกแดง’ เรือนฝาไหลที่ออกแบบด้วยกลไกพิเศษ ซึ่งผนังรอบด้านเปิดเพื่อระบายอากาศและควบคุมแสงสว่างได้ทั่วทั้งหลัง

ก่อนขยับมายัง ‘ตึกขาว’ อาคารที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2475 เพื่อให้ลูกชายคนโต นายแพทย์ยงค์ ชุติมา อยู่อาศัยและกลับมาเปิดคลินิก แม้ว่าท้ายสุดแล้วนายแพทย์ยงค์จะไม่มีก็โอกาสสานต่อความตั้งใจนั้น เมื่อเลือกไปประจำกรมสาธารณสุขตามคำเชิญชวนของคณะราษฎร ทว่าเขาก็ได้ร่วมสร้างชาติผ่านโภชนาการ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดแบ่งหมู่อาหาร รวมถึงเป็นเจ้าของคำขวัญ ‘กินกับมาก ๆ กินข้าวแต่พอควร’ 

และอาคารหลังสุดท้าย คือ ‘ครัวไฟ’ ที่ขิมเล่าว่าในอดีตเตาไฟในครัวแห่งนี้แทบไม่เคยมอดดับ เพราะต้องจัดเตรียมสำรับกับข้าวสำหรับสมาชิกครอบครัว คนงานค้ำถ่อเรือหางแมงป่อง และแม่บ้านร่วมร้อยกว่าชีวิต และที่นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของเมนูอาหารสูตรบ้านตึก อันเกิดจากการนำเทคนิคการปรุงอาหารแบบฝรั่งและจีนที่หลวงอนุสารสุนทรและ นางคำเที่ยง ได้พบเห็นระหว่างเดินทางไปค้าขายในเมืองต่าง ๆ มาถ่ายทอดแก่ นางอโนชา ภรรยาคนที่ 2 เป็นผู้ต่อยอดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นเมนูเอกลักษณ์ที่ทั้งแปลกใหม่และถูกปากทุกคนในครอบครัว

แน่นอนว่าทริปนี้เราส่งท้ายกันด้วยการเดินทางไปลองลิ้มชิมรสชาติสำรับอาหารบ้านตึกกันที่ร้านอาหารเอื้องคำสาย ไม่ว่าจะเป็นไข่คว่ำ ไส้อั่วลื้อ แกงฮังเลม่าน แกงฮังเลเชียงแสน หมูฮุ่ม ยำมะเขือส้ม และข้าวบ่าย หลายชื่อในนี้หลายคนอาจบอกว่าคุ้นลิ้น แต่เอาเข้าจริงกรรมวิธีและรสชาตินั้นแตกต่าง 

อย่างข้าวบ่ายที่ใช้ข้าวเหนียวม้วนกับน้ำพริกตาแดง ใส่หมูเค็ม ผักกาดดอง ห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง รสชาติจึงกึ่ง ๆ กับบ๊ะจ่างของจีน หรือแกงฮังเลเชียงแสนที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ดอง รสออกไปทางเผ็ด เปรี้ยว เค็ม กลมกล่อม จัดเป็นเมนูดั้งเดิมที่หาทานยาก แม้จะดั้นด้นไปตามหาถึงเชียงแสน 

ร้านเอื้องคำสายมีแนวคิดในการนำเสนออาหารบนคำนิยาม ‘อาหาร 5 เชียง’ อันประกอบด้วยเชียงใหม่ เชียงราย เชียงรุ่ง เชียงตุง และเชียงทอง (หลวงพระบาง) เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหารล้านนาที่ใกล้สูญหายให้ยังดำรงอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าและน่าภาคภูมิใจ

กลุ่มวิสาหกิจบ้านตึก
  • ศูนย์ศิลปะบ้านตึก ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

  • 05 321 8280

  • Baan Tuek Art Center 
ร้านอาหารเอื้องคำสาย

ทั้งหมดนี้คือ The Cloud Journey : Routes to Roots 04 – Lanna Culture Route กับเส้นทางที่จะพาไปเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูล True-dtac Mobility Data โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท เออร์เบินฟลิป จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

โดย Social Design Lab วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจาก True-dtac Mobility Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวจริงของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบยังมีอีก 5 ทริปใน The Cloud Journey : Routes to Roots เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย ติดตามรายละเอียดได้ใน Facebook และเว็บไซต์ readthecloud.co

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographers

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2