11 กุมภาพันธ์ 2025
3 K

โอ้กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร… 

กรุงเทพราตรี เพลงดังในอดีตเคยขับขานในท่อนแรกไว้เช่นนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความงามวิจิตรของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวง แม้เวลาจะผันผ่านมาสู่ปัจจุบัน วันนี้กรุงเทพฯ กลายเป็นมหานครที่เรืองรองไปด้วยแสงสีสวยงามเจิดจ้า รถไฟฟ้าที่พาเราไปไหนก็ได้ด้วยความเร็วดังใจนึก ตึกสูงที่ทำให้เรากับปุยเมฆนุ่มนิ่มอยู่ใกล้กันมากขึ้น แต่นั่นคือเสน่ห์มุมเดียวของมหานครแห่งนี้ เพราะเมื่อก้าวเท้าออกไป เราก็จะได้พบกับเสน่ห์อีกประการ ในโลกของอดีตที่ยังคงความหลังของเมืองฟ้าอมรแห่งนี้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

Old Town Vacanza : Bangkok เพลินพระนคร หนังสือชุดใหม่ล่าสุดของ พลอย จริยะเวช จะจูงมือคุณออกเดินทางไปบนเส้นทางประวัติศาสตร์ จากวันแรกที่กรุงเทพฯ สร้างเมือง ชาวจีนผู้เดินทางมากับสำเภา อิทธิพลของโลกตะวันตกที่เปลี่ยนราชธานีให้กลายเป็น Metropolis แห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นต้นกำเนิดของย่านดังที่หลายคนคุ้นเคย ทั้งเสาชิงช้า บางลำพู เยาวราช ท่าเตียน พาหุรัด อีกทั้งดินแดนวังเก่าที่กลายเป็นอาณาจักรการค้าและของกินใจกลางเมืองเก่าให้ผู้ร่วมเดินทางเห็นความเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของแต่ละพื้นที่ สัมผัสวิถีอดีตที่หาได้ยากยิ่ง แถมลายแทงห้างร้านและกิจการคราฟต์สุดคลาสสิกที่ยังมีลมหายใจ พร้อมด้วย Taste of Old Town รสชาติเด็ดดวงที่ไม่ควรพลาด ให้การสัมผัสอดีตแห่งกรุงเทพฯ ครั้งนี้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าเดิม

และเราเชื่อเหลือเกินว่า ‘อ่านหนังสือหมื่นเล่ม ไม่เท่ากับเดินทางหมื่นลี้’ จึงคัดสรร 5 สถานที่ห้ามพลาดจากหนังสือชุดนี้ โดยมี พลอย จริยะเวช พาไปชมด้วยตัวเอง ทั้งหมดตั้งอยู่ในย่านสำเพ็งและทรงวาด ชุมชนจีนใจกลางบางกอก ลายแทงนี้เหมาะมากสำหรับใครสักคนที่อยากตามรอยย่านเก่า ตะลุยหาความรู้ ได้กินของอร่อย พร้อมช้อปปิ้งในร้านเก๋าสุดเก๋ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินย่านเก่าให้ตรึงอยู่ในความทรงจำ

ถ้าพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางกัน!

ชมประวัติศาสตร์ห้างทองอายุร้อยกว่าปีและพิพิธภัณฑ์บนชั้นดาดฟ้า

หากชะแง้หน้าไปยังหัวมุมด้านซ้ายของสี่แยกในถนนมังกร จะเห็นอาคารทรงโคโลเนียลสูงตระหง่านตั้งอยู่ เมื่อเดินเข้าไปจะพบว่าที่นี่เหมือนหยุดเวลาไว้ในอดีต ทั้งตุ๊กตากังไสที่วางประดับ กระเบื้องปูพื้น โคมไฟ ไปจนถึงเคาน์เตอร์ไม้แกะ ของใช้สมัยใหม่แทบมิได้เข้ามากล้ำกราย เหมือนว่าที่นี่คืออีกโลกที่ตัดขาดจากย่านสำเพ็งอันแสนวุ่นวาย

ห้างทองตั้งโต๊ะกังเปิดกิจการตั้งแต่ พ.ศ. 2411 อันเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปีสุดท้ายในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และปีแรกในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อตั้งกิจการโดย นายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ช่างทองชาวจีนโพ้นทะเล เดิมทีเปิดเป็นร้านทองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กระทั่งทายาทรุ่นที่ 2 อย่าง นายเกษม แซ่ตั้ง ก่อสร้างอาคารร้านทองและกลายมาเป็นอาคารเห็นอยู่ในปัจจุบัน 

ห้างทองตั้งโต๊ะกังเป็น 1 ใน 4 เสือแห่งวงการค้าทองไทยในอดีต ร่วมกับห้างทองอี้ซุ่นมุ้ย ห้างทองงี่ซุ่ยเฮง และห้างทองเซ่งซุ่นหลี มีเพียงตั้งโต๊ะกังและเซ่งซุ่นหลีเท่านั้นที่ได้รับพระราชทานตราตั้งจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทว่าหลังผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ปัจจุบันมีเพียงห้างทองตั้งโต๊ะกังที่อยู่ยั้งยืนยง และไม่เพียงแค่สืบทอดกิจการห้างทอง แต่ยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ทองคำบริเวณชั้นดาดฟ้าอีกด้วย

เราเห็นการเดินทางของห้างทองตั้งโต๊ะกังผ่านบรรจุภัณฑ์ จากเดิมที่เคยเป็นกล่องกระดาษก็กลายเป็นกล่องโลหะ และมาถึงในปัจจุบันที่กลายเป็นกล่องพลาสติกสีแดงสดใส ข้าวของเครื่องใช้มากมายจากอดีตยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพดี รวมถึงอุปกรณ์ทำทองและโต๊ะทำทองของเหล่าช่าง ทำให้เรารู้ว่าในอดีตห้างทองนี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้ค้าทอง แต่ยังรวมไปถึงทำหน้าที่ผลิตด้วย 

การหล่อทอง ดึงทอง ขึ้นรูปทอง แกะสลัก และขัดผิวทอง ล้วนเป็นขั้นตอนที่เคยเกิดขึ้นจริงในห้างทองตั้งโต๊ะกังเมื่อศตวรรษก่อน ฉะนั้น งานทำทองในอดีตนับว่าเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยทักษะและความประณีตของช่าง เครื่องทองชิ้นหนึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะที่มีความเฉพาะตัว มีค่าไม่เพียงแต่ความสวยงาม แต่ยังมีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้เป็นเจ้าของอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ห้างทองตั้งโต๊ะกังก็ยังเป็นร้านทองที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยมาจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์ทองคำ ห้างทองตั้งโต๊ะกัง
  • ชั้น 6 ห้างทองตั้งโต๊ะกัง ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)
  • วันจันทร์-เสาร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 09.30 – 16.00 น.
  • ไม่เก็บค่าเข้าชม
  • 02 224 2422, 02 622 8640 – 2
  • กรุณาติดต่อขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า

ช้อปในร้านขายของชำรุ่นเก๋าที่มีตั้งแต่ของพื้น ๆ ไปจนถึงของพีก ๆ

เลาะเข้ามายังตรอกสำเพ็ง ผ่านฝูงชนขวักไขว่และมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ผ่านทางเดินแคบ ๆ มาเป็นระยะ ใครเลยจะรู้ว่าในพื้นที่ขายส่งสินค้าระดับประเทศอย่างสำเพ็งจะมีร้านค้าเก่าแก่ซ่อนตัวอยู่ ที่นี่คือร้านจิ้นเซ้ง หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดจิตรกมล ดูภายนอกก็คงไม่แตกต่างจากร้านค้าขายส่งที่มีอยู่ดาษดื่นในบริเวณเดียวกัน แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไป จะได้พบกับชั้นวางสินค้าสุดคลาสสิกกับพัดลมแขวนเพดานรุ่นเก๋า บ่งให้รู้ว่าร้านนี้คงมีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าเป็นอย่างน้อย

ร้านจิ้นเซ้งเป็นร้านขายของใช้จิปาถะ เปิดกิจการเมื่อราว 70 ปีที่แล้ว ปัจจุบันยังคงดำเนินกิจการอยู่ เน้นขายส่งสินค้าทั่วประเทศ สินค้าของร้านนี้เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เห็นได้จากข้าวของมากมายเรียงรายอยู่ตามพื้นที่ ทั้งหวี กระจก ไฟฉาย มีดโกน ผ้าไตร ไปจนถึงไอเทมน่าสนใจอย่างรองเท้าสำหรับใส่ไปหาหอยเชอรี่! 

คุณป้าเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่ารองเท้านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือทำจากเชือกถัก เมื่อเปียกน้ำจึงไม่อุ้มน้ำมากเหมือนรองเท้าทั่วไป เวลางมหาหอยในโคลนเลนจึงจะไม่ถูกดูดให้รำคาญใจ นับได้ว่าเป็นการออกแบบที่สร้างสรรค์มาก ทั้งนี้ รองเท้าชนิดนี้ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะนอกจากดีไซน์ที่เก๋สุดใจแล้ว ยังเป็นสินค้าแฮนด์เมด ใช้ฝีมือคนในการถักขึ้นรูป อีกทั้งในโลกตะวันตก กระแสนิยมสินค้าทำมือกำลังมาแรง จึงไม่แปลกที่รองเท้านี้จะเป็นที่กล่าวขานในบรรดาคนจากแดนไกล

ถึงสินค้าในร้านจิ้นเซ้งจะเป็นของที่แสนสามัญ แต่การเป็นร้านค้าประเภท ‘ขายทุกอย่าง’ ทำให้ร้านแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ ชวนให้นึกถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนอย่างสมัยนี้ จิ้นเซ้งคือตัวอย่างที่ดีของวิถีชีวิตของคนไทยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ หากใครอยากมาสัมผัสไลฟ์สไตล์สมัยวัยรุ่น (เก๋า) ลองแวะเวียนเข้ามาได้

ร้านจิ้นเซ้ง
  • 427 ซอยวานิช 1 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)
  • วันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 18.00 น.
  • 02 221 7160

ชิมขนมจีบสูตรแต้จิ๋วแท้ หอมกลิ่นกระเทียมพริกไทย พร้อมน้ำจิ้มพริกรสเด็ด

เราเดินมาจนเกือบสุดตรอกสำเพ็ง ผู้คนที่เคยคลาคล่ำบางตาลงไป ร้านรวงไม่หนาแน่นเท่าช่วงปากตรอก เราเห็นรถเข็นขายของจอดอยู่ตรงหน้าตึกแถวเก่า ๆ หากมองผ่านไปคงนึกว่าเป็นแค่รถขายของธรรมดา หารู้ไม่ว่านี่คือขนมจีบอาเหลียง ขนมจีบเจ้าเก่าย่านทรงวาด เปิดกิจการมาไม่น้อยกว่า 70 ปี

ขนมจีบลูกเล็ก ๆ วางเรียงรายอยู่ในซึ้งนึ่ง ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน คุณพี่คนขายเล่าให้ฟังว่าขนมจีบอาเหลียงเป็นขนมจีบแบบแต้จิ๋ว แป้งบาง ไส้แน่น ลูกเล็ก ต่างจากขนมจีบลูกโต ๆ แบบกวางตุ้งที่เห็นกันทั่วไป และที่น่าสนใจคือขนมจีบเจ้านี้มิได้ทานกับจิ๊กโฉ่ว แต่ทานกับน้ำจิ้มพริก ตามด้วยกระเทียมเจียวหอม ๆ สนนราคาต่อลูกเพียง 4 บาทสำหรับขนมจีบหมู และ 6 บาทสำหรับขนมจีบกุ้ง 

แน่นอนว่าขนมจีบอาเหลียงคือขนมจีบทำมือ นับตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ กวนไส้ให้เนียน และนำไปนึ่ง หาใช่ขนมจีบแช่แข็งจากโรงงานที่นำมาอุ่นซ้ำก่อนเสิร์ฟ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความใส่ใจตามสไตล์ของกินคนรุ่นปู่ย่าที่เน้นสร้าง Brand Loyalty สร้างความทรงจำร่วมให้กับลูกค้า จนทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นใคร่จะลิ้มลองสักหน่อย

เราพบว่าขนมจีบนี้มีความชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งกระด้าง เมื่อกัดเข้าไปยังรู้สึกได้ถึงน้ำเนื้อที่ทะลักออกมา ราวกับว่ากำลังทานเสี่ยวหลงเปา ทั้งยังมีรสสัมผัสกรุบกรอบจากมันแกว น้ำจิ้มพริกที่ไม่คิดว่าจะเข้ากับขนมจีบได้กลับเสริมรสชาติให้ออกมามีมิติ เพราะลำพังแค่ตัวขนมจีบก็ผ่านการปรุงไส้มาอย่างดี หอมกลิ่นกระเทียมพริกไทย พอราดด้วยน้ำจิ้มพริกยิ่งอร่อย คิดแล้วก็น่าชื่นชมคนคิดสูตรนี้ ช่างรู้ใจรสนิยมคนไทยที่ชอบของเผ็ดร้อนเสียจริง

ขนมจีบอาเหลียง
  • 897 ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ,
    หน้าร้านยาศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง) 466 ซอยวานิช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (มี 2 สาขา) (แผนที่)
  • เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.30 – 20.00 น.
  • 08 9133 0640

แวะร้านลับตรอกสะพานญวน เจ้าตำรับไอศกรีมเกาลัดแช่แข็ง หอมหวานชื่นใจ

เมื่อเดินมาสักพัก แสงอาทิตย์ที่แผดเผาก็ทำให้เรารู้สึกอ่อนล้า จำเป็นต้องหาอะไรเย็น ๆ มาดับร้อน จะมีอะไรดีไปกว่าไอศกรีม เมื่อนึกขึ้นได้ก็เห็นร้านแห่งหนึ่งอยู่ตรงตรอกเล็ก ๆ รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ตรอกสะพานญวน ที่จะพาเราไปยังถนนทรงวาด มีประตูเหล็กดัดสีฟ้าสดใสเป็นจุดสังเกต ที่นี่คือร้านไอศกรีมเกาลัดหนูรี่

ถึงจะใช้ชื่อว่าไอศกรีมเกาลัด แต่นี่ไม่ใช่ไอศกรีมที่ทำจากเกาลัด หากเป็นการนำเกาลัดแช่แข็งมาเป็นท็อปปิ้ง สร้างความฉงนใจว่าเกาลัดทานแบบเย็นได้ด้วยหรือ ในเมื่อเกาลัดที่เรารู้จักมาทั้งชีวิตล้วนแต่เป็นแบบคั่วร้อนทั้งนั้น

อันที่จริงไอศกรีมเกาลัดหนูรี่มิใช่ร้านขายไอศกรีมมาแต่เดิม ทว่าเป็นร้านขายเกาลัดดิบนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วก็ขายต่อให้กับร้านต่าง ๆ ในเยาวราชเพื่อนำมาคั่วขายต่อไป ร้านดำเนินกิจการค้าเกาลัดดิบมาเป็นระยะเวลาราว 50 ปี กระทั่งเจ้าของร้านคนปัจจุบันมีแนวคิดพลิกแพลงว่า หากลองนำเกาลัดมาแช่เย็น ทานเปล่า ๆ หรือทานกับไอศกรีม จะอร่อยล้ำไปกว่าเกาลัดแบบร้อนที่เราคุ้นเคยกันหรือไม่

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ในที่สุดไอศกรีมเกาลัดหนูรี่ก็ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2543 โดยตั้งชื่อตามลูกสาวเจ้าของร้านที่เกิดในปีดังกล่าว เกาลัดสูตรเย็นที่นำมาวางขายมีทั้งแบบที่ทานเปล่า ๆ เป็นของทานเล่น หรือแบบที่ทานคู่กับไอศกรีม มีไอศกรีมให้เลือกทั้งสิ้น 3 รส ได้แก่ รสกะทิ รสกาแฟ และรสช็อกโกแลต นอกจากท็อปปิ้งเกาลัดแล้ว ยังเลือกท็อปปิ้งอื่น ๆ ราดไอศกรีมได้ มีทั้งน้ำผึ้งหวานฉ่ำและวอดก้ารสแรงสำหรับผู้ใหญ่ใจถึง นับว่าเป็นมิติใหม่ของไอศกรีมที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน

ไอศกรีมเกาลัดหนูรี่
  • 206 ตรอกสะพานญวน ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่
  • วันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 08.00 – 12.00 น.
  • 08 1647 8826

นั่งเก้าอี้เตี้ย กินเปาะเปี๊ยะทอด สัมผัสบรรยากาศเวียดนามใจกลางทรงวาด

เราเดินมาจนถึงถนนทรงวาด เห็นผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ บ้างก็หยุดถ่ายรูปตามข้างทาง บ้างก็เดินถือแก้วกาแฟในมือ บ้างก็เดินเล่นชมความงามของอาคารสองข้างทาง จนแทบจะกลายเป็นภาพจำของทรงวาดในฐานะย่านสุดชิกของคนรุ่นใหม่

ครั้นทอดน่องมาสักพัก ก็เห็นอาคารพาณิชย์สีเหลืองสดใส ท่ามกลางตึกแถวเก่าสีขาวหม่น ๆ Song Viet at Song Wat คือชื่อของที่นี่ โดยเปิดเป็นร้านอาหารเวียดนามใช้ชื่อว่าทรงเวียด ละม้ายกับชื่อย่านทรงวาดอันเป็นที่ตั้งร้าน โดยอาคารร้านเคยเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน ทั้งยังเคยเปิดเป็นร้านขายของแห้งประเภทหอม พริก และกระเทียมในชั้นล่าง แม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน อาคารก็ยังคงแข็งแรงจนแทบไม่ต้องปรับปรุงอะไรมากนัก

บรรยากาศภายในร้านตกแต่งแบบเวียดนามวินเทจ มีโปสต์การ์ดภาษาเวียดนามติดตามอยู่ตามฝาผนัง และหากสังเกตโต๊ะรับประทานอาหารดี ๆ จะพบว่าเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้เตี้ย ๆ ให้อารมณ์เหมือนการทานสตรีตฟู้ดที่เวียดนาม แน่นอนว่าทั้งโต๊ะและเก้าอี้ต่างนำเข้ามาจากเวียดนามจริง ๆ เพื่อให้ได้อรรถรสในการรับประทานยิ่งขึ้น

อาหารเวียดนามที่ Song Viet at Song Wat เน้นทำแบบต้นตำรับแท้ ๆ มีการเลือกสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งนอกจากอาหารเวียดนามกระแสหลักที่รู้จักกันดีอย่างเฝอ แหนมเนือง เปาะเปี๊ยะ ยังมีอาหารที่เราไม่รู้จักอย่างแป้งนึ่งโบราณวังเฮว้ หรือยำเนื้อไซง่อนที่หาทานยากในเมืองไทยมาให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย เพื่อเป็นการเปิดโลกอาหารเวียดนามของเราให้กว้างไกล แถมยังได้รู้จักกับความอร่อยที่หลากหลายขึ้น

Song Viet at Song Wat
  • 819 ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)
  • เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.
  • 09 7156 9692

Writer

พิรฎา อุตตโมทย์

นักเรียนเอกไทยที่หลงรักประวัติศาสตร์ ตามหาชิ้นส่วนที่หล่นหายไปตามกาลเวลา ชอบหนังสือเก่า พบเจอได้ตามหอสมุด วัด วัง และย่านเมืองเก่า

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)