ตึกเก่าแก่สูง 2 ชั้นภายนอกเคลือบกายด้วยสีเหลือง ช่วยสร้างความสดใสให้กับย่านทรงวาด คือที่ตั้งของร้านอาหารเปิดใหม่ชื่อว่า ‘Song Viet at Song Wat’ (ทรงเวียด แอท ทรงวาด)
Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) เป็นร้านอาหารเวียดนามที่นำเสนออาหารสไตล์สตรีตฟู้ด ทีมผู้ก่อตั้งร้านเป็นทีมเดียวกับร้าน Maison Saigon (เมซง ไซ่ง่อน) บริเวณถนนหลังสวน หนึ่งในร้านอาหารเวียดนามชื่อดังของไทย
เพียงแค่ยืนอยู่หน้าร้านก็รู้สึกเหมือนอยู่บนถนนสักเส้นในนครโฮจิมินห์ นอกจากตึกสีเหลือง ยังมีชุดโต๊ะ-เก้าอี้ตัวเตี้ย และจักรยาน 1 คันจอดหน้าร้าน ตามแบบฉบับร้านอาหารริมทางในเวียดนาม
เมื่อเราก้าวเท้าเดินเข้าไปภายใน ทรงเวียด แอท ทรงวาด กลิ่นหอมของน้ำซุปเนื้อก็ลอยมาเตะจมูกทันที บรรดาโต๊ะ-เก้าอี้พลาสติกวางเข้าชุด มองแล้วคงจะนั่งลำบาก แต่บรรดาลูกค้าในร้านที่มีอยู่แน่นขนัดอาจไม่รู้สึกแบบนั้น พวกเขาดื่มด่ำกับรสชาติอาหารพอ ๆ กับสนุกที่ได้นั่งแบบนี้ ราวกับกำลังกินสตรีตฟู้ดอยู่ที่เวียดนาม
ป๋อง-นัฐวุธ โรจนพันธกุล และ เพียร์-Phuc Trong Truong ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) ยืนรอต้อนรับเรา และพร้อมจะแบ่งปันเรื่องราวกว่าจะมาเป็นทรงเวียดให้เราฟัง

จาก Maison Saigon สู่ Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด)
หากใครเป็นแฟนอาหารเวียดนาม คงเคยได้ยินชื่อร้าน Maison Saigon (เมซง ไซ่ง่อน) ร้านอาหารเวียดนามที่ป๋อง เพียร์ และเพื่อนอีก 2 คนคือ ปรีชา ตรรกพงศ์ และ พิษณุ สว่างเนตร ร่วมทำด้วย
ย้อนกลับไปก่อนเพื่อนทั้ง 4 จะเปิดร้านอาหาร พวกเขาทำธุรกิจร่วมกันหลายอย่าง มีความสนใจคล้าย ๆ กัน คือชอบท่องเที่ยวและกินอาหารหลากหลายสัญชาติ หนึ่งในนั้นคืออาหารเวียดนาม
“คนไทยส่วนใหญ่รู้จักอาหารเวียดนามสไตล์ภาคอีสานบ้านเรา แต่เพียร์เป็นคนพาเราไปเปิดโลกอาหารเวียดนามถึงต้นตำหรับ เราถึงได้รู้ว่ารสชาติอาหารที่คนเวียดนามกินเป็นอย่างไร มันทั้งหลากหลายและแตกต่างจากที่เราเคยกิน” ป๋องเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่พวกเขาตัดสินใจเปิดร้านอาหารเวียดนาม เพราะอยากนำเสนออาหารเวียดนามต้นตำหรับ และทำให้คนได้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารชาตินี้


7 ปีที่ทำ Maison Saigon ทำให้ทีมเบื้องหลังมีความรู้และประสบการณ์ที่นำมาต่อยอดใน Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) ที่พวกเขาตั้งใจให้คนรู้จักอาหารเวียดนามมากขึ้นกว่าเดิม ผ่านความเป็นสตรีตฟู้ด
“มีหลายเมนูมากที่เราอยากให้คนลองกิน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งเมนูที่เขาคุ้นชิน เช่น แหนมเนือง เฝอ กุ้งพันอ้อย เปาะเปี๊ยะทอด เราพยายามแนะนำให้เขาลองอาหารที่ไม่รู้จัก หรือไม่ค่อยมีเสิร์ฟในร้านอาหารเวียดนามในไทย หลายคนติดใจและอยากลองเมนูอื่น ๆ มากขึ้น” ฝั่งคนไทยอย่างป๋องพลอยสนุกกับการลองอาหารเวียดนาม ส่วนคนเวียดนามแบบเพียร์ก็สนุกที่ได้นำเสนออาหารบ้านตัวเอง
ความแตกต่างของร้านแรกกับร้านที่ 2 อยู่ตรงที่เขาอยากทำให้ทรงเวียดเป็นพื้นที่ทดลองและทำให้คนรู้จักอาหารเวียดนามที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก พร้อมเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นจนถึงวัยเริ่มทำงาน
ย่านทรงวาดเป็นหนึ่งในตัวเลือกของเขา เพราะเป็นย่านที่พวกเขาชอบไป และที่สำคัญ ป๋องเพิ่งค้นพบว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์ของคนเวียดนามอยู่ด้วย

“พวกเราชอบเดินดูตึกเก่า เราเลยสนใจทรงวาด พอเดินดูทั่ว ๆ ก็เห็นว่ามีตรอกสะพานญวน เลยไปศึกษาจนรู้ว่าแถวนี้เคยมีคนญวนอยู่ หลักฐานสำคัญคือตรงตลาดน้อยมีวัดญวนวัดแรก ๆ ในกรุงเทพฯ ชื่อว่าวัดอุภัยราชบำรุง สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เราเลยคิดว่าที่นี่เหมาะจะเป็นพื้นที่ตั้งของร้านเรา”
อาคารที่ตั้งของร้านเคยเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน เจ้าของเดิมเปิดร้านขายวัตถุดิบจำพวกหอม กระเทียม และพริก ที่ชั้นล่าง อาคารยังคงแข็งแรงแม้มีอายุร่วมร้อยปี ทำให้เมื่อตัดสินใจทำร้านที่นี่จึงไม่ต้องปรับปรุงมาก นอกจากซ่อมแซมบริเวณพุพัง พร้อมตกแต่งให้ได้กลิ่นอายเวียดนามยุค 80 – 90
รสชาติความทรงจำ
ชื่อ Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) อ่านเผิน ๆ เหมือนเป็นการเล่นคำ
คำว่า ‘ทรงเวียด’ เป็นคำในภาษาเวียดนาม มีความหมายว่า ‘ชีวิตของคนเวียดนาม’ ถือเป็นความโชคดีในการตั้งชื่อที่ได้ทั้งความหมายในภาษาเวียดนามและเชื่อมโยงกับพื้นที่ตั้งอย่างทรงวาด
เมื่อชื่อร้านหมายถึงชีวิตของคนเวียดนาม การนำเสนอของร้านก็ย่อมสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวเวียดนามเอาไว้ด้วย คนเบื้องหลังตั้งใจเล่าเรื่องวิถีชีวิตให้ออกมาละเมียดละไมมากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นการเล่าผ่านสายตาและความทรงจำของเพียร์ที่เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นเชฟหลักของร้าน

“เราโตในยุค 80 – 90 เลยอยากทำร้านให้มีบรรยากาศในยุคนั้น” เพียร์เล่าถึงเบื้องหลังการตกแต่งร้าน ของแต่ละชิ้นเป็นของที่อยู่ในความทรงจำวัยเด็ก เช่น แก้วน้ำลายจุดที่บรรจุกาแฟเวียดนามไว้
“ในภาษาเวียดนามเรียกแก้วแบบนี้ว่า Ly Chấm Bi หรือแก้วลายจุด ความหมายตรงตัวเลย มันเป็นแก้วที่เราใช้ตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ที่เวียดนามคนไม่ค่อยใช้กันแล้ว”
แก้วลายจุดอาจไม่มีความหมายมากมาย นอกจากเป็นสิ่งที่ทำให้เพียร์นึกถึงช่วงเวลาวัยเด็ก แต่รูปร่างและสีสันทำให้ป๋องต้องหยิบมันมาตกแต่งกระจกร้าน และใช้เป็นโลโก้ของร้านแห่งนี้ด้วย
“ร่มคันนี้” เพียร์ชี้ไปที่ร่มกระดาษจิ๋วที่ปักในแก้วเครื่องดื่ม “เป็นอีกชิ้นที่มาจากความทรงจำวัยเด็ก เวลาไปกินข้าวร้านไหน ถ้าสั่งน้ำ เขาจะเสิร์ฟโดยมีร่มแบบนี้ปักอยู่ในแก้ว แต่หลัง ๆ ไม่นิยมใช้กันแล้ว”
การตกแต่งร้านได้อิทธิพลจากชีวิตในวัยเด็กของเพียร์เป็นส่วนใหญ่ ผสมผสานเข้ากับความเป็นสตรีตฟู้ดเวียดนาม ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่แพ้สตรีตฟู้ดประเทศอื่น เช่นว่า แต่ละร้านจะขายเพียงเมนูเดียวเท่านั้น ที่ตั้งร้านก็ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็ก ๆ เป็นร้านลับสมชื่อที่ต้องอาศัยแรงขาเดินตามหาสักหน่อย
การนั่งรับประทานอาหารบนชุดโต๊ะ-เก้าอี้แบบเตี้ย ๆ ที่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ถึงกับนั่งสบาย แต่ป๋องบอกว่าทำให้ลูกค้าได้รับความสนุกเพิ่มขึ้นระหว่างรับประทานอาหาร และเข้าถึงความเป็นสตรีตฟู้ดเวียดนามอย่างแท้จริง เพราะร้านข้างทางส่วนใหญ่ที่นั่นไม่ได้ตั้งโต๊ะเก้าอี้ถาวร แต่เอาออกมาตั้งเมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน ทำให้บางทีเราอาจได้นั่งกลางถนนก็เป็นได้ถ้าร้านนั้นมีลูกค้าจำนวนมาก
“เราอยากให้ลูกค้าสัมผัสความเป็นสตรีตฟู้ดเวียดนามชัด ๆ ได้อยู่ในบรรยากาศใกล้เคียงกับของจริง อย่างโต๊ะ-เก้าอี้ เรานำเข้ามาจากเวียดนามเลย เราอยากให้ทุกคนสนุกกับการนั่งลำบาก”
เล่าจบป๋องก็หัวเราะทันที สำหรับคนไทยการนั่งเก้าอี้เตี้ย ๆ อาจไม่ใช่เรื่องลำบากนัก เพราะเราก็คุ้นชินกับการนั่งเก้าอี้สไตล์นี้เช่นเดียวกัน และรสชาติของอาหารคงทำให้ลืมความลำบากไปได้มาก

คนเวียดนามดัดแปลงเก่ง
อย่างที่ป๋องเล่า คนไทยคุ้นชินกับอาหารเวียดนามในภาคอีสาน แต่จริง ๆ มีความหลากหลายกว่านั้น เพราะเวียดนามแบ่งเป็น 3 ภาคใหญ่ ๆ คือเหนือ กลาง และใต้ แต่ละภาคมีวิธีปรุงรสชาติต่างกัน
ภาคเหนือ รสชาติใกล้เคียงอาหารจีน ภาคกลาง รสชาติลูกผสมระหว่างเหนือและใต้ ด้วยเคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน ตำรับอาหารในภาคนี้ใช้สูตรชาววัง และภาคใต้ เราสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ตั้งของนครโฮจิมินห์ เมืองหลวงที่รวบรวมทุกวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน รสชาติอาหารเลยหลากหลายมากที่สุด
ป๋องบอกว่าคนเวียดนามมีทักษะหนึ่งที่โด่นเด่น คือการดัดแปลงอาหาร จากประวัติศาสตร์ที่เคยตกเป็นประเทศใต้อาณานิคมและมีเพื่อนบ้านหลายประเทศ คนเวียดนามจึงรับสูตรอาหารแต่ละชาติมาปรับเป็นของตัวเอง เช่น เฝอที่ได้สูตรต้มน้ำซุปแบบฝรั่งเศส หรือไข่กระทะที่มีเครื่องเป็นซิ้วหม่าย (Xíu Mại) หรือมีตบอลกับปาเต๊ (Pâté) หรือตับบด ซึ่งล้วนดัดแปลงมาจากอาหารฝรั่งเศส
อีกหนึ่งสิ่งที่เราเพิ่งจะได้รู้เกี่ยวกับอาหารเวียดนาม คือเกือบทุกอย่างใส่กะปิ แม้บางเมนูที่เราไม่ได้กลิ่นหรือรสชาติกะปิเลย นั่นทำให้รู้ว่านอกจากคนเวียดนามจะดัดแปลงอาหารเก่ง ยังดัดแปลงรสชาติของวัตถุดิบอย่างกะปิให้เข้ากันกับทุกเมนูได้อย่างเหลือเชื่อ

“เพียร์เคยกินข้าวร้านหนึ่งที่เวียดนาม เราเห็นป้าทำอาหารแล้วใส่กะปิเยอะมาก แต่พอเรากินไม่ได้กลิ่นกะปิเลย ป้าบอกเราว่าลองใส่ผลไม้เข้าไปสิ ผลไม้ช่วยตัดกลิ่นและรสชาติเข้ากันกับกะปิ”
เพียร์นำเทคนิคนี้มาใช้กับเมนูเฝอของที่ร้าน โดยผลไม้ที่ทางร้านเลือกใส่คือสับปะรด ต้องเลือกสับปะรดที่มีความสุกพอดี ไม่อ่อนไปจนความหวานไม่ถึง และไม่สุกไปจนรสหวานเจี๊ยบ หรือจะเป็นน้ำจิ้มของที่ร้านก็มีกะปิผสมอยู่เช่นกัน แต่เท่าที่เราลองกิน ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้หรอกว่าใส่กะปิลงไปด้วย
“คนเวียดนามชอบกินหวาน อาหารส่วนใหญ่รสหวานนำ มีทั้งความหวานจากผักผลไม้ที่ใส่และความหวานจากน้ำตาล แต่ที่สำคัญคือเขาชอบใส่ผงชูรส ไม่รู้ทำไม แต่ที่ร้านเราไม่ใส่ผงชูรสเลย”
ป๋องบอกว่าการไม่ใช้ผงชูรสเป็นความท้าทายในการทำอาหารเวียดนามตั้งแต่ร้าน Maison Saigon ทางร้านต้องปรับวิธีปรุงรสเพื่อให้ได้รสชาติอาหารเวียดนามแบบไร้ผงชูรส คือเน้นรสชาติวัตถุดิบ และจับคู่วัตถุดิบให้ได้รสที่ลงตัว เพียร์ยกตัวอย่างน้ำซุปเฝอให้กลมกล่อม โดยเขาใช้เทคนิคการทำน้ำซุปของญี่ปุ่น
“เราจับเห็ดพอร์ชินีกับสาหร่ายวากาเมะเข้าไปอยู่ในน้ำซุป เพื่อให้กลมกล่อมมากขึ้น”

‘What the Phở’ หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของที่ร้าน เฝอที่นี่มีหลากหลายแบบ แต่จานที่ป๋องและเพียร์แนะนำว่าควรสั่งหากอยากลองเฝอคือเมนูนี้ เพราะในชามรวมมิตรวัตถุดิบไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสด เนื้อเปื่อย ลูกชิ้นเนื้อ ไข่ออนเซ็น ทานคู่เส้นเฝอและซดน้ำซุปตาม รับรองอร่อยแบบไร้ที่ติ
เพียร์บอกว่าคนเวียดนามชอบปรุงเนื้อให้ยังมีความเหนียวเล็กน้อยพอให้ได้เคี้ยว แต่เนื้อในชามเฝอ หรือเมนูอื่น ๆ เพียร์ปรับให้นุ่มละลายในปาก เพื่อให้ตรงกับความชอบของของลูกค้าในพื้นที่

เมนูที่ไม่ควรพลาดคือ ‘แหนมเนือง’ หรือ ‘เนมเนื้อง’ (Nem Nướng) ตามวิธีออกเสียงอย่างคนเวียดนาม เมนูนี้เพียร์พยายามคงความเป็นต้นฉบับไว้ วัตถุดิบทุกอย่างต้องหั่นตามยาวเพื่อให้ห่อรับประทานได้ ไม่แช่แป้งในน้ำจนนุ่ม เพียงแค่เอาน้ำลูบ ๆ ให้แผ่นอ่อนตัวเล็กน้อย และที่สำคัญคือน้ำจิ้ม แต่ละเมืองในเวียดนามจะมีน้ำจิ้มเนมเนื้องไม่เหมือนกัน เพียร์เลือกนำใช้สูตรน้ำจิ้มจากเมืองญาจางเพราะเป็นสูตรที่เขาชอบ นำมาปรับผสมกับรสชาติแบบไทย ๆ ด้วยการลดรสหวาน เพิ่มรสเปรี้ยว-เผ็ดแบบที่คนไทยชอบ เพียร์เลือกใช้ความเผ็ดจากพริกเผาซึ่งมีความหอม หวาน เพิ่มเอกลักษณ์ให้น้ำจิ้ม
“เราไม่อยากให้คนมองอาหารเวียดนามเหมือนที่พวกเขาเคยรับรู้ในอดีต เราอยากปรับให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และอยากทำให้อาหารเวียดนามง่ายขึ้นแต่ยังน่าสนใจ รวมถึงยังเคารพรสชาติดั้งเดิมด้วย” ป๋องบอกว่าลูกค้าหลายคนที่เคยมาทานที่ร้าน ก่อนหน้านี้เขามักมีภาพว่าอาหารเวียดนามนั้นยาก อาจจะด้วยความไม่คุ้นเคยในอาหาร หรือด้วยความไม่เข้าใจจนทำให้ปฏิเสธที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ
เพียร์เสริมว่าสิ่งที่ทำให้การกินอาหารเวียดนามนั้นยากสำหรับหลาย ๆ คนคือผัก อาหารเวียดนามแทบทุกเมนูเลยก็ว่าได้มีผักเป็นส่วนประกอบ รวมถึงต้องมีชามผักใหญ่ ๆ ไว้กินแกล้ม
“คนเวียดนามใส่เป็นใบ แต่เรารู้ว่าคนรุ่นใหม่ ถ้าเห็นผักเขาจะดึงออกเลย ถ้าไม่มีผักก็ได้รสชาติไม่ครบถ้วนหรอก เราเลยเอาผักมาซอยแล้วคลุกเข้าด้วยกันแบบที่ดึงออกไม่ได้ ทานไปเถอะ แล้วเขาก็จะได้ทานอาหารในรสชาติแบบที่เราต้องการให้เขาได้สัมผัส” เพียร์ว่าพลางหัวเราะไปด้วย
ในอาหารเวียดนามมักมีผักอยู่ 3 ชนิด คือผักแพว โหระพา และผัก 2 สี หรือเตี๊ยโต (Tía Tô) ที่ยังหาในไทยไม่ได้ พวกเขาจึงต้องปลูกเอง ส่วนผักอื่น ๆ รับจากฟาร์มที่ปลูกผักอินทรีย์
นอกจากดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับคนไทยและกลุ่มเป้าหมายของร้าน ทรงเวียดยังดัดแปลงเมนูให้เข้ากับที่ตั้งย่านทรงวาดด้วย ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ‘ยัม ยัม เบอร์รี’ ใช้เอี่ยบ๊วยหรือ Chinese Bayberry ที่เคยมีขายในทรงวาดมาทำเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน รสชาติของแก้วนี้ได้ความเปรี้ยวหวานจากเอี่ยบ๊วยและความซ่าของโซดา ส่วนที่เราชอบที่สุด คือบริเวณปากแก้วมีพริกเกลือเคลือบไว้ เวลายกดื่มจึงได้รับรสชาติเปรี้ยวหวานจากน้ำ ผสมกับความเผ็ดเค็มจากพริกเกลือ ดื่มแล้วสดชื่นขึ้นมาทันที
ยังมีเมนูอื่น ๆ ที่ป๋องและเพียร์บอกว่าควรลอง! ไม่ว่าจะเป็นบั๊นหมี่ทรงเวียด เนื้อย่างใบชะพลู ไข่กระทะญวนที่แท้ทรู และเมนูที่เพียร์ภูมิใจนำเสนอมาก ๆ คือ ‘Bánh Lọc’ หรือแป้งนึ่งโบราณวังเฮว้ เป็นแป้งห่อไส้กุ้งนำไปนึ่ง ทานคู่กับน้ำจิ้มที่ให้รสเปรี้ยวหวาน ซึ่งไม่มีเหตุผลมากมายนอกจากเป็นเมนูที่เพียร์ชอบและอยากให้คนอื่น ๆ ได้ลอง เผื่อจะได้เมนูอาหารเวียดนามจานโปรดเพิ่มขึ้นอีกสักจานสองจาน
Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด)
เป้าหมายสำคัญของการทำ Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) คือการสร้างพื้นที่ที่เขาได้ชวนทุกคนมาลองอาหารเวียดนามที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก และเกิดคอนเซปต์น่ารัก ๆ ที่เขาจะเปลี่ยนเมนูทุก 3 เดือน
เป็นเวลาเดือนกว่า ๆ แล้วที่ Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) เปิดประตูต้อนรับผู้คนที่อยากลองและรู้จักอาหารเวียดนามให้มากขึ้น สิ่งที่คนทำงานได้รับจึงเป็นความสุขและความสนุกในทุกวันที่ได้อยู่ร้าน
“เราว่าคนมาร้านนี้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ คนเวียดนามที่อยู่ในไทยก็มากันเยอะ” ป๋องชี้ชวนให้เราดูลูกค้าบางโต๊ะที่สวมใส่ชุดอ๊าวส่าย (Áo Dài) พวกเขาคือคนเวียดนามที่อาศัยในไทย รอยยิ้มที่ปรากฏระหว่างกินอาหารหรือถ่ายรูปตามจุดต่าง ๆ ของร้านเติมพลังให้ป๋องและเพียร์มีแรงทำร้านนี้ต่อไป
คงคล้ายกับตอนที่เราไปต่างประเทศแล้วโหยหาอาหารไทย แค่ได้พบร้านอาหารไทยในต่างแดนเราก็ดีใจแล้ว ยิ่งได้กินอาหารไทยที่รสชาติละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านเรา คงดีใจจนน้ำตาแตก เราเชื่อว่าทรงเวียดคงมอบความรู้สึกคล้าย ๆ กันนี้ให้ชาวเวียดนามได้ดื่มด่ำรสชาติที่พวกเขาคิดถึงในวันที่ไกลบ้าน
ป๋องบอกกับเราว่าหลังจากเปิดร้าน เขารู้สึกว่ามีคนบอกต่อและแวะเวียนมาถ่ายรูป มาทานอาหาร มาเยือนทรงวาดมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความตั้งใจหนึ่งของป๋องต่อย่านทรงวาดเช่นเดียวกัน
“เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมาเดินทรงวาด มาเที่ยวย่านนี้กันมากขึ้น”
มิใช่แค่การมาเยือนของนักท่องเที่ยวที่ทรงเวียดมอบให้กับทรงวาด แต่ Song Viet at Song Wat (ทรงเวียด แอท ทรงวาด) ยังปัดฝุ่นหน้าประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัย ณ ที่แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง





