7 มีนาคม 2026
337

ช่วง Expedition หรือการสำรวจครั้งใหญ่ ลูกเรือทุกทีมจะทำงานกันหนักขึ้นหลายเท่าตัว และตามมาด้วยหน้าที่รับผิดชอบมากกว่า 1 อย่างนอกเหนือไปจากหน้าที่หลัก สิ่งที่ลูกเรือต้องเทรนเพิ่มเติม (อาสาสมัคร ไม่บังคับกัน) ก็คือการขับเรือยาง หรือ Zodiac นั่นเอง! 

เรือยางก็เหมือนแท็กซี่ คอยบริการรับส่งผู้โดยสารจากเรือใหญ่ไปส่งตรงถึงหาด เรือยางจึงนำมาใช้ ในสถานการณ์ที่ต้องไปสำรวจบนเกาะแก่งเท่านั้น สำรวจหมู่บ้านชาวเกาะ สำรวจป่าเก่าร้าง (Inhabited Island) เรือ The World Residences at Sea มีเรือยางประมาณ 10 ลำ และจะเอาออกมาใช้งานแค่ช่วง Expedition เท่านั้น ระหว่างที่ไม่ได้ใช้จะมีทีม Deck Department รับผิดชอบดูแลซ่อมแซมตลอดปี

ลูกเรือที่อาสามาขับเรือยางของเรือลำนี้จึงต้องเป็นคนมีสติ จิตแข็ง แน่วแน่ มีทักษะ มีความชำนาญ อ่านทิศทางลมออกประหนึ่งมีญาณวิเศษ ประเมินสถาณการณ์คลื่นได้ทุกระดับ หักหลบคลื่นและแรงกระแทกได้ฉับไว เป็นเสมือนกัปตันที่ต้องคอยประคองสติให้ผู้โดยสารอย่างฉันที่กรี๊ดเป็นเสียงแมวน้ำทุกครั้งเวลาเรือยางขับฝ่าคลื่นใหญ่ ๆ (Swell) 

นอกจากเรื่องจิตและสติแล้ว คนที่จะมาขับเรือยางต้องผ่านการฝึกฝนมาจากฝ่าย Security อย่างเคร่งครัด ต้องสอบหลากหลายขั้นตอน หลายระดับ หลายมหาสมุทร กว่าจะได้ใบเซอร์ และรับเลือกให้ร่วมทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ขับเรือยาง’ ร่วมกับทีมนักสำรวจ 

เรือ The World Residences at Sea ล่องมาจากท่าแรกของมาดากัสการ์เมื่อ 2 วันก่อนที่ฉันไปดูต้นเบาบับ มาถึงจุดหมายที่ 2 ของทริปมาดากัสการ์ และจุดหมายนี้จะเป็นประตูสู่ความมหัศจรรย์ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นกับคอนเทรคครั้งนี้ 

นั่นคือการได้เห็นดินแดนที่อยู่นอกเส้นทาง เกาะเล็กเกาะน้อยที่เราอาจจะไม่เห็นบน Google Maps จะได้ไปเห็นชาวเกาะตัวจริง ๆ ไปสัมผัสวิถีชีวิตธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาวเผ่าพื้นเมืองบนเกาะอันไกลโพ้น อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลย แม้แต่คนมาดากัสการ์เองก็ไปเกาะแก่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่เรือลำนี้ไปได้! (โดยความชำนาญของกัปตันและทีมสำรวจระดับโลก) 

และนับจากนี้ไปอีก 20 วัน การคมนาคมไปเที่ยวนอกเรือนั้นจะมีแค่ ‘เรือยาง’ 

‘เตรียมใจไว้ได้เลยโซอี้’ 

ฉันผู้ที่ไม่ชื่นชอบการนั่งเรือยางเอาเสียเลย เพราะต้องประจันหน้ากับคลื่นเต็ม ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าอยากเห็นความมหัศจรรย์ ต้องจิตแข็งเอาชนะความกลัวเท่านั้นถึงจะได้ประสบการณ์นี้ 

ฉันไม่รีรอ ใส่เสื้อชูชีพ รูดสายนิรภัยแน่นเปรี๊ยะ เหวี่ยงกระเป๋ากันน้ำขึ้นบ่า เดินสับออกจากห้องเคบินไปยังทางออกขึ้นเรือยางทันที ต้องเร่งฝีเท้าเล็กน้อยเนื่องจากขณะนี้กำลังจะบ่ายโมงแล้ว ฉันและ ริค มักจะพากันออกไปข้างนอกรอบสาย ๆ หน่อย เพราะไม่อยากไปกวนที่นั่งบนเรือยางของเหล่าเจ้าของเรือ ซึ่ง 1 ลำนั่งได้แค่ 10 คน ส่วนใหญ่พวกเจ้าของห้องก็ออกไปบนฝั่งกันแต่เช้า บ่ายจะเป็นช่วงโลว์ พวกเราจะได้นั่งสบาย ๆ ไม่อึดอัด 

ฉันได้ยินกัปตันประกาศจากลำโพงเสียงตามสายเมื่อเช้าว่า “วันนี้อากาศดีงามมากครับ คลื่นเรียบสงบ ให้สัญญาน C1 ไปเลย” 

C คือสัญญานบอกระดับความแรงของคลื่นที่เรือยางจะต้องเผชิญจากน้อยไปมาก 

C1 คือสงบ 

C2 คือมีคลื่นสูงเล็กน้อย 

และ C3 คือคลื่นหนักที่สุดที่เรือยางจะออกได้ ถ้าเกิน C3 จะไม่มีการนำเรือยางออกและต้องปิด Operation ไปเลย จนกว่าคลื่นจะลดระดับความแรงลง หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนแผนเป็นลำดับต่อไปแล้วแต่ดุลยพินิจของกัปตัน แต่เช้านี้กัปตันแจ้งตัวเลข C1 โอเค ใจชื้นขึ้นเยอะ…

ในขณะที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยกำลังสแกนบัตรเพื่อนับคนออกจากเรือ Security Guard วิทยุหากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทำให้มีการชะลอการลงเรือของผู้โดยสาร ฉันมองไปตรงเรือยางที่เด้งขึ้นลงกระทบคลื่นนอกเรือแบบไม่แผ่ว ลูกเรือคนที่คอยยึดเชือกไว้ยืนกันโอนเอนเกินความเรียบของคลื่น C1 ไปมาก เซนส์ความกลัวในตัวฉันทำงานทันที ทันใดนั้นก็มีเสียงประกาศจากหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยตะโกนขึ้นว่า Everyone prepare for C3!! 

แล้วทุกฝ่ายรอบตัวฉันก็ทำงานอย่างเข้มงวดขึ้นเหมือนกดปุ่ม ในกลุ่มนี้มีผู้โดยสารเพียงแค่ 2 คนและมีเด็กอายุราว 7 ขวบ ต่อคิวลงเรือยางก่อนหน้าฉันและริคที่ลำเลียงขึ้นเรืออย่างระมัดระวัง ฉันเดินตามลงมาแบบประหม่า ๆ พอจะถอยริคก็พูดดักไว้ทันที ด้วยประสบการณ์เล่นดนตรีบนเรือของริคที่เยอะกว่าฉันมาก ๆ เขาบอกว่า It’s gonna be ok, don’t panic. เราใช้เรือยางมาตั้งเยอะแล้ว นี่ปีที่ 10 แล้ว ไม่ต้องกลัว อืม ก็จริงอย่างที่ริคว่า ปลอบขวัญฉันไปได้นิดหนึ่ง

ฟรึ้ม!!

I wanna go back!! เด็ก 7 ขวบที่อยู่บนเรือยางด้วยกันตอนนี้ตะโกนและกรีดร้องลั่นทะเลไปหมด โดยมีแม่คอยกอดแน่นและปลอบขวัญ เราทั้งหมดบนเรือยางโยกตัวตามคลื่นหน้าที่ประจันหน้ากันจิกก้นกบแนบให้นั่งติดเรือเข้าไว้จนฉันเกร็งแทบเป็นตะคริว

ฉันก็ต้องการการปลอบขวัญเช่นกัน แต่ตอนนี้ทำได้แค่สวดคาถาหลวงปู่ทวดไปก่อน เพราะตอนนี้เรือยางของพวกเรากำลังฝ่าคลื่นก้อนโต ๆ หนา ๆ แต่ฉันยังมีเรื่องให้อุ่นใจ เพราะคนขับเรือยางลำของเราคือ คุณคอนราด ทีมนักสำรวจชาวออสเตรเลีย เขาดูเอาอยู่มาก ใจเย็น เล่นมุกตลกเป็นระลอกเพื่อให้เราคลายกังวล (คุณคอนราดทำให้เด็กน้อยหยุดกรี๊ดได้ ฉันทึ่งเลย) 

มือทั้งสองข้างของฉันจับเชือกข้างเรือมัดติดข้อมือไว้แน่น แต่คุณคอนราดโปรมาก รู้ว่าจังหวะไหนต้องขับช้าและปล่อยให้เรือไปตามคลื่นได้อย่างราบรื่น ไม่กระแทกสักแหมะ และในจังหวะหนึ่งที่เขาเห็นลู่ทางลมเปลี่ยน เขาเร่งเครื่องทันที แล้วเรือยางก็ลู่ไปตามคลื่นราวกับทะเลเรียบขึ้นมาซะอย่างนั้น เหมือนเขาเอาเทคนิคการโต้คลื่นมาใช้ การขับเรือยางนี้ไม่ใช่ใครก็ขับได้ ถ้าคนขับไม่มีความรู้ความชำนาญ อาจจะทำให้ผู้โดยสารตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้เลยถ้าเรือคว่ำขึ้นมา

หลังจากที่พวกเราทุลักทุเลฝ่าคลื่นอยู่กลางทะเลกว่า 25 นาที เพราะเราดันมาจังหวะ C3 ถ้าเป็น C1 รอบเช้า ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีจะถึงเกาะ แจ็กพอตเสียจริง) ไม่นานเรือยางของพวกเราก็เคลื่อนตัวเข้าสู่หาดที่อยู่ด้านหน้า ความเครียดบนเรือหายไปปลิดทิ้ง เพราะสิ่งที่เห็นด้านหน้าคือความครึกครื้นและเสียงต้อนรับจากเด็ก ๆ อื้ออึงไปหมด 

พวกเขาคือ ‘เด็กชาวเกาะ’ ที่รอต้อนรับเรือพวกเราอยู่ มีทั้งเสียงร้องเพลง เสียงกลอง เสียงเด็ก ๆ เล่นกันเจี๊ยวจ๊าว หันไปไหนก็มีแต่เด็ก เด็กเล็ก เด็กใหญ่ เด็กน้อย OMG เด็กเต็มเกาะไปหมดเลย! ฉันแทบไม่เชื่อสายตา 

เกาะ Andavadoaka, Madagascar 

หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเวโซและเป็นหมู่บ้านที่ได้รับรางวัล Equator Prize จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) สำหรับแนวทางนวัตกรรมในการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนอีกด้วย แสดงว่าถึงอยู่กันไกลโพ้น แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากองค์กรระดับโลก ไม่ธรรมดาซะแล้ว

เรามาถึงเกาะตอนแดดเปรี้ยง ๆ หน้าหาดเป็นหมู่บ้านที่มีกระต๊อบไม้ไผ่ของแต่ละครัวเรือนเรียงราย บรรยากาศรอบ ๆ ดูเงียบสงบ มีเรือไม้หาปลาทรงแปลกตาจอดเรียงรายบนบก คงยังไม่ถึงเวลาออกทะเล ฉันกับริคเดินสำรวจแบบเหงื่อแตกซิก ไม่ค่อยเห็นอะไรมากไปกว่าบ้านคนที่ดูเป็นส่วนตัวมาก เราหวังว่าจะเห็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือบาร์นั่งหลบแดดสักหน่อย แต่ดูจะไม่มีความหวัง เพราะนี่ไม่ใช่เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่มีนักท่องเที่ยวล้นเอ่อแบบภูเก็ตหรือหมู่เกาะทางแคริบเบียน แต่มันคือหมู่บ้านชาวเกาะอันไกลโพ้น (ที่เต็มไปด้วยเด็ก และฉันยังคงงงงวยอยู่) 

ระหว่างที่เราจะมุ่งหน้าไปดูอีกโซนหน้าผาของเกาะซึ่งดูเป็นโซนโรงเรียน มีเสียงเพลงจังหวะเร็กเก้ดังขึ้นมาจากลำโพงใกล้ ๆ นักดนตรีอย่างพวกเราก็หูดีซะด้วย เดินไปหาเสียงตามสายนั้น ซึ่งพาเราไปสู่ร้านขายของชำเล็ก ๆ มีที่นั่งพักผ่อน มีโซนบาร์ขนาดย่อม ๆ หนุ่มคนขายดูท่าทางสุภาพ ทักทายเราเป็นภาษามาลากาซี แน่นอนว่าเราฟังไม่รู้เรื่องเลย นอกจาก ประโยคต่อมาคือ Beer? ฉันกับริค YESS กันทันที! ยี่ห้อเบียร์มาดากัสการ์ ชื่อว่า 3 Horses Beer (ม้า 3 ตัว) ใช้ตัวย่อ THB เป็นโลโก้ ซึ่งฉันก็นึกว่าเป็นสกุลเงินบาทไทยซะงั้นไปอีก ฮ่า ๆ 

ฉันหยิบโทรศัพท์พร้อมจะเซลฟี่กับเบียร์ ก็มีพลังงานบางอย่างจ้องฉันผ่านกล้องหน้าอยู่

เด็กชายตัวจิ๋วกำลังทำท่าทะเล้นแลบลิ้นใส่ฉันอยู่! ไหน ๆ ก็ยืมมุมดี เลยขอเจ้าตัวน้อยถ่ายรูปด้วยกันซะเลย 

เราเดินกลับไปยังหน้าหาดตรงที่เรือยางจอดรับส่งผู้โดยสาร บรรยากาศยังคงครึกครื้นเหมือนเดิม วัยรุ่นที่ดูโตหน่อยทำหน้าที่ตีกลองและเคาะไม้เป็นจังหวะ คนอื่น ๆ ช่วยกันร้องรำทำเพลงกล่อมลูกเรือที่ประจำการอยู่ตรงนั้นท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขใจที่ได้เป็นเจ้าบ้านต้อนรับแขก เด็กผู้หญิงที่นี่ไม่ได้แต่งตัวแบบที่เราเห็นในการ์ตูนเรื่อง Moana แต่แต่งตัวสีฉูดฉาดเตะตา

แบบพวกเรานี่ล่ะ พวกเธอจับกลุ่มกันเมาท์มอยกันสนุกสนาน เด็กผู้ชายชวนกันตีลังกาอวดทีมตากล้องจาก National Geographic กันสุดตัว เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ลอยเต็มอากาศไปหมด 

บนเกาะนี้อาจจะไม่ได้มีอะไรให้สำรวจมาก แต่สิ่งที่ได้เห็นคือรอยยิ้มของเด็ก ๆ ซึ่งสำหรับฉันมันคุ้มมากแล้ว ตอนขามาฉันยังกลัวขาสั่น ใจแป้วหล่นไปกับคลื่นทะเลแล้ว แต่รอยยิ้มของเด็ก ๆ บนเกาะแห่งนี้ส่งพลังวิเศษ เหมือนฉันได้ชาร์จพลังชีวิตกลับเข้าร่าง ได้เข้าใจว่าสิ่งที่สวยที่สุดบนใบหน้าของมนุษย์ที่แท้จริงก็คือ ‘รอยยิ้ม’ ที่จริงใจ

ทีมนักสำรวจประกาศก่อนส่งเรือยางพาผู้โดยสารกลับเรือว่า C3 แต่ข้อมูลนี้กลับไม่ได้ทำให้ฉันกลัวเหมือนขามาเลย ชอบความรู้สึกนี้จัง….

คราวนี้เรานั่งเรือกลับกันแบบไพรเวตหน่อย มีแค่ฉัน ริค และคนขับเรือเท่านั้น เขาเป็นเพื่อนชาวโรมาเนีย มีตำแหน่งฟิตเนสเทรนเนอร์บนเรือ กล้ามใหญ่ขนาดนี้คงบังคับหางเสือเรือยางสัญญาน C3 ได้แบบหมู ๆ เลย

เรือยางถลาลมกลับสู่เรือใหญ่ กระแทกคลื่นใหญ่ ๆ ตลอดทาง แต่ใจฉันกลับไม่สะทกสะท้านเลย แถมยังเผลอใจลอยเมื่อมองไปเห็นเรือส่วนตัวสง่างามลำมหึมาที่เดินทางรอบโลกไม่รู้กี่รอบแล้ว

20 กว่าปีที่ผ่านมา เรือที่เต็มไปด้วยมนุษย์ที่มีเงินล้นเหลือจนชาตินี้ก็คงใช้ไม่หมด เงินเหลือจนมาซื้อห้องบนเรือเพื่อสำรวจโลกใบนี้ แต่ฉันแอบสงสัยจริง ๆ ว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาจะมีความสุขกันไหม.. ความสุขที่แท้จริงในใจ 

จะมีกี่คนบนเรือลำนี้ที่มีความสุขใจเท่ากับชาวเกาะที่พวกเราเพิ่งไปพบเห็นมา ทั้งที่ทางกายพวกเขาแทบไม่มีอะไรเลย

จังหวะนั้นเอง ห้วงแห่งการประมวลผลของฉันถูกสะกัดดาวรุ่งด้วยเสียงตะโกนของริค 

“หมวกที่ทำหล่น เป็นหมวกใบเก่งที่ฉันสั่งทำพิเศษให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีมาแล้ว มีรูป Tasty Guitar โลโก้ประจำตัวริคปักอยู่!” 

คริสเตียน คนขับเรือยางไม่รีรอ เปลี่ยนเส้นทางหักเรือออกไปตามกระแสลมที่พัดหมวกอย่างรวดเร็ว (หรือเขาเทรนกันมาแบบนี้ เมื่อของหล่นกลางทะเลให้กลับไปเอา) คริสเตียนมุ่งมั่นมากที่จะหาหมวกให้เจอให้ได้ สู้กับพลังคลื่นที่ฉันคิดว่าไม่ใช่ C3 แต่คงเป็น C10 แล้วมั้ง! 

ทั้งลมและคลื่นโหมหนักขึ้น ฉันและริคช่วยกันตะโกนบอกเพื่อนว่า ไม่เป็นไร ช่างมัน ช่างมานนนนน แต่คริสเตียนไม่ฟัง จนฉันต้องตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงคลื่นว่า Dude ฟังนะ!! หมวกมันถูกมาก ฉันซื้อที่แบงค็อก ราคา 5 ดอลลาร์เอง เดี๋ยวฉันหาซื้อใหม่ให้ริคเอง กลับเหอะ! คริสเตียนถึงเก็ต! นางตะโกนกลับมาสุดเสียงเช่นกันว่า โอเค ถ้างั้นซื้อให้ฉันด้วย 5 ใบนะ!!! แล้วเขาก็หักเรือยางกลับสู่เรือใหญ่ทันที 

หมวกของริคและเสียงของฉันที่คอยตะโกนใส่คริสเตียนหายไปพร้อมคลื่นในมหาสมุทรอินเดียแห่งมาดากัสการ์เป็นที่เรียบร้อย

หมวกหาย แต่ได้ความทรงจำที่คุ้มค่าอีกแล้ว

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

อดีตศิลปินวงเดอะซิส ปัจจุบันเป็นครูพัฒนาศิลปิน, Vocal Trainer ให้ศิลปิน T-POP ในวงการเพลงเมืองไทย เป็นนักร้อง/ศิลปินที่ยังคงร้องเพลงแทบทุกวันในกรุงเทพฯ เป็นนักร้องไทยคนเดียวที่ร้องเพลงบนเรือ เดินทางโดยมีเสียงนำพาไปรอบโลกมา 15 ปีเต็ม