ฉันกำลังมโนภาพว่า ถ้าเราไปมาดากัสการ์โดยใช้ประตูโดราเอมอนได้จริง มันคงชิลล์สุด ๆ ไปเลย!
แต่เพราะว่าฉันมาจากไทยแลนด์ การเดินทางไปเกาะมาดากัสการ์ ทวีฟแอฟริกานั้น จึงใช้เวลาอย่างมาก
ความเป็นจริงตอนนี้เลยคือฉันต้องต่อเครื่องบิน 3 ต่อ ปลายทางคือเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ จากนั้นต้องลงเรือต่อไปอีก 2 วัน 2 คืนเต็ม พาล่องมหาสมุทรอินเดีย จนถึงประเทศมาดากัสการ์
แต่ไกลแค่ไหนฉันก็ไหว เพราะฉันไปร้องเพลงและได้เที่ยวด้วยอย่างที่เคยทำมาเป็นสิบ ๆ ปีเห็นจะได้
สวัสดีท่านผู้อ่านชาวก้อนเมฆอีกครั้งนะคะ ดิชั้นชื่อ ซอ-รสริน พลับทอง (หรือ ซอ วง The Sis) ปัจจุบันยังร้องเพลงและเป็นนักร้องไทยที่แสดงบนเรือ เป็นผู้เขียนคอลัมน์ Singer at Sea ตั้งแต่ปี 2018 ให้ท่านผู้อ่าน The Cloud มาทั้งหมด 13 ตอน 13 ประเทศ เมื่อสมัย 7 ปีที่แล้วนู่น… ยังจำกันได้มั้ยคะ
วันนี้ Singer at Sea กลับมาอีกครั้ง พร้อมเรื่องราวการเดินทางครั้งใหม่บนเรือลำเดิม The World Residences at Sea เรือส่วนตัวขนาดมหึมาที่ต้องซื้อห้อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคอนโดลอยน้ำ (ย้ำว่านี่ไม่ใช่เรือครูซนะคะ) เรือลำนี้ยังคงมีลำเดียวในโลก ล่องไปทั่วโลกมา 25 ปีแล้ว พร้อมลูกเรือกว่า200คน ทีมกัปตัน ทีมผู้เชี่ยวชาญทุก ๆ ด้านครบครัน และนี่คือปีที่ 11 ที่ดิฉันได้มาร้องเพลงบนเรือลำนี้ ครั้งนี้ฉันจึงหักห้ามใจตัวเองไม่ให้เขียนเรื่องราวประเทศที่กำลังจะไปไม่ได้จริง ๆ นั่นคือ ‘มาดากัสการ์’
ขอเชิญท่านผู้อ่านผจญภัยผ่านตัวโน้ตไปกับดิฉันพร้อมกันได้เลยค่ะ
First Note at Sea! สาวใต้จากไทยในภาคใต้ของมาดากัสการ์
เรือ The World Residences at Sea ล่องมาจากเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ถึง 2 วันเต็มกว่าจะไปถึงมาดากัสการ์ ฉันและ ริค ไม่ได้กลับมาแสดงบนเรือนี้ปีหนึ่งแล้ว ลูกเรือเพื่อน ๆ และเจ้าของห้องหลายคนต่างเข้ามาทักทาย โอบกอดเราด้วยความดีใจที่เรามาร่วมทริปครั้งนี้ เพราะรอบนี้พิเศษจริง ๆ
นั่นคือจะเป็น 3 สัปดาห์แห่งการสำรวจประเทศ Madagascar (Expedition) ประสบการณ์ที่ล้ำค่ากำลังรออยู่ แต่ก่อนอื่นเดินเรือตั้ง 2 วันเต็ม ขอร้องเพลงในลิสต์ Rick & Zoe ที่ฉันรักให้ฉ่ำ ๆ ก่อน
ฉันคิดถึงเพลงมากมายที่ร้องกับริค เพราะตั้งแต่อยู่ลาสเวกัสจนย้ายกลับเมืองไทยช่วงโควิด จนถึงปัจุบันนี้ที่ร้องเพลงประจำการอยู่ในเมืองไทย แทบไม่ได้แตะเพลย์ลิสต์นี้เลย นอกเสียจากจะมาเรือนี้กับริคปีละครั้งนี่แหละ
เพลงโปรดของฉันก็เช่น Me And Bobby McGee (Janis Joplin), Midnight Train to Georgia (Gladys Knight & The Pips), The Sound of Silence (Simon & Garfunkel) และอีกมากมาย นี่ยังไม่นับเพลงที่ริคร้องและเล่นกีตาร์แบบดีป ๆ โซโลสุดวิญญาน เพลงโชว์ไลน์ประสาน แต่เพลงไฮไลต์ทริปนี้ฉันตั้งใจให้ริคซ้อมมาอย่างดี เพื่อมอบให้กับทริปนี้โดยเฉพาะ คือ Africa ของวง TOTO แหม มันอินดี้จริง ๆ

ท่าแรก
Toliara เป็นเมืองติดทะเลที่ตั้งอยู่ทิศใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงที่ชื่อ Antananarivo 900 กว่ากิโล
ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ธรรมดา ๆ นี้กลับสร้างพลังงานบางอย่าง นั่นคือฉันก็มาจากหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ทางใต้ และเป็นระยะทางกว่า 900กิโลเมตรเช่นกัน มันจะบังเอิญอะไรขนาดนี้นะ
เราตื่นกันตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากแก๊งเพื่อนลูกเรือเลี้ยงต้อนรับจนดึกดื่นมา 2 คืนติดไม่พัก แต่วันนี้เรามาถึงประเทศมาดากัสการ์แล้ว เรือยังไม่ทันจอดสนิท ฉันเปิดหน้าต่าง Port Hole จิ๋วในเคบิน ก็มีแขกมาต้อนรับทันที OMG COME LOOK AT THIS BABE! ฉันตะโกนบอกริคที่ยังนอนซมอยู่เตียง 2 ชั้นด้านบน

วันนี้ข้างนอกมีสิ่งหนึ่งที่เป็นเป้าหมายหลักของที่เราจะไปดู คืออุทยานต้นเบาบับ
(Baobab Tree) หรือที่คนเรียกกันว่า Tree of Life ต้นไม้มหัศจรรย์ที่ใช้คุณประโยชน์ได้ทั้งต้น มีพื้นเพอยู่ในแอฟริกา มีให้เห็นทั่วไปก็จริง แต่ต้นเบาบับในมาดากัสการ์มีถึง 6 พันธุ์ ใน 9 พันธุ์ทั่วโลก และหาดูได้เฉพาะในประเทศนี้เท่านั้น เพราะมันโตในประเทศนี้ที่เดียว
นี่คือเหตุผลมากพอที่เราจะถ่อไปดูต้นไม้แก๊งนี้ และวันนี้เราจะไป Baobab Preserved Forest กันซึ่งเป็นพื้นที่สงวน ป่าอนุรักษ์ต้นไม้ตระกูลตะบองเพชรอันเก่าแก่ และมีอายุยืนยาวถึง 2,000 ปี ในป่านี้มีต้นหนึ่งเป็นต้นไฮไลต์อายุกว่า 1,400 ปี แค่ฟังข้อมูลนี้ใจฉันก็ไปอยู่ที่เจ้าต้นนั้นแล้ว วันนี้ต้องเห็นกับตาให้ได้
เราจ้างรถแท็กซี่ส่วนตัว การหาแท็กซี่กลายเป็นด่านแรกที่ทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย เพราะนาทีที่พวกเราลงจากรถตู้ที่มาจากเรือ คนพื้นเมืองก็รีบกรูเข้ามาทักทายและขายของกัน บ้างมาขายของแบบระยะประชิดบ้างมาขอเงิน ฉันแอบประหม่าเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่เตรียมใจจากการให้ข้อมูลของนักสำรวจว่า คนพื้นเมืองเก่งในเรื่องการตามตื๊อขายของและทุกคนจะเข้ามาประกบคุณ ไกด์นักสำรวจจากเรือเห็นเราโดนรุมอย่างหนัก จึงรีบเข้ามาช่วยกันเราออกมา

เธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่อง (ภาษาหลักที่นี่คือฝรั่งเศสและมาลากาซี) เราอธิบายไกด์ว่าเราอยากจะไปอุทยานต้นเบาบับซึ่งอยู่ออกไปนอกเมือง เธอก็จัดแจงหาแท็กซี่ที่ไว้ใจได้ให้ทันที พร้อมตกลงราคาและย้ำด้วยเสียงหนักแน่นหลายครั้งกับคนขับให้พาเรากลับมาที่นี่นะ ห้ามไปส่งที่อื่น ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
แท็กซี่แล่นออกจากส่วนที่น่าจะเป็นตลาดใจกลางเมือง แซงสามล้อสีสดใสที่เป็นพาหนะหลักของคนที่นี้อย่างอุดตลุด กว่าจะพ้นตลาดมาได้ก็ลุ้นไม่น้อย


ทางไปอุทยานอยู่ไกลออกไปเกือบ 45 นาที เป็น 45 นาทีที่เงียบกริบตลอดทาง เพราะกังวลเรื่องที่เราไม่มีอินเทอร์เน็ต ทางไปค่อนข้างเวิ้งว้าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะขอความช่วยเหลือใคร ความวิตกก็พาให้คิดไปเรื่อย ในขณะที่สายตาก็ไม่ละจากสองข้างทาง ในความเวิ้งว้างนั้น ฉันสังเกตว่าทุก ๆ 3 กิโลจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่
ความเป็นจริงที่น่าเจ็บปวดคือมาดากัสการ์เป็นประเทศยากจนอันดับที่ 4 ของโลก สิ่งที่ฉันได้เห็นผ่านเนื้อตาจริงคือบ้านทำด้วยมุงจาก บ้างทำด้วยสังกะสี เป็นกระต๊อบเล็กนิดเดียวเกือบทั้งหมด ครอบคลุมไปทุกสารทิศ บ้าน (กระท่อม) ที่สร้างบนพื้นทรายที่ดูเหือดแห้งไปสุดลูกหูลูกตา ฉันเห็นเด็ก ๆ จับกลุ่มเล่นกัน ตามหมู่บ้านเห็นผู้หญิง ผู้ชาย แม้แต่เด็กน้อย เดินหาบน้ำจากบ่อ ผู้คนเดินเท้ากันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อออกนอกเมืองมาไกลขึ้้น สามล้อเริ่มมีน้อยลงจนแทบไม่เห็นอีกเลย

มีสิ่งน่าสนใจ 2 อย่าง คือผู้หญิงสาวจะแต่งตัวสวยงามแทบทุกคน เป็นเดรสแบบที่พวกเราใส่กันนี่แหละแต่สีฉูดฉาดหน่อย บางหมู่บ้าน (ถ้าใหญ่หน่อย) ก็จะมีตลาดขายของกันพลุกพล่าน โดยมากเป็นพืชผัก หัวมันฝรั่ง หัวหอม ฟักทอง แต่มีอีกสินค้าหนึ่งที่วางขายเท่า ๆ กับผักคือเสื้อผ้า! ตั้งขายเป็นกอง ๆ ตามพื้น
ฉันใช้โอกาสนี้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวพื้นถิ่น มันน่าสนใจมากทีเดียว

รถมาถึงอุทยานแล้ว! โล่งใจไม่น้อย แต่ทว่าเราเหลือเวลาเดินป่ากันแค่ชั่วโมงนิด ๆ คงไม่มีเวลาเดินทอดน่องอย่างที่ตั้งใจไว้
การเข้าอุทยานก็มีระบบเหมือนที่อื่น คือต้องจ่ายค่าเข้า เราจ่ายเป็นเงินถิ่นคือ Ariary (1,000 Ariary เท่ากับ 10 บาทไทย) ของที่ระลึกส่วนใหญ่เริ่มขายกันที่ 10,000 Ariary (ประมาณร้อยบาท) ค่าเข้าชมป่าอยู่ที่คนละ 30,000 Ariary หรือ 300 บาท ถือว่าถูกทีเดียว เทียบกับคุณค่าที่จะได้เห็นต้นเบาบับหาดูยากในประวัติศาสตร์มาดากัสการ์ทั้งหมด อ้อ ราคานี้รวมไกด์และทัวร์ส่วนตัวด้วย ถือว่าราคาดีมาก ไปเข้าป่ากันเลย!

แจ็กพ็อตเกิดขึ้นทันทีเมื่อเข้าไปในอุทยานไม่ถึง 20 ก้าว
มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นวันนี้ (แน่นอนว่าคาดหวังว่าจะได้เห็นจากทริปนี้) แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ นั่นคือ ‘ลีเมอร์’ ฉันกรีดร้องเป็นเสียง Whistle แบบแม่มารายห์ แครี เล็ก ๆ ด้วยความตื่นเต้น เพราะพวกนางเข้ามาหาแบบไม่กลัวคนเลย แถมพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ออริจินอลเสียด้วย นั่นคือลีเมอร์ 2 สี (Ring-tailed Lemur) หางเป็นแถบขาวดับสลับกันแบบม้าลาย เท่สุด ๆ ไปเลย

ไกด์เรียกลีเมอร์ที่มาทักทายเราอย่างคุ้นเคย และอธิบายเพิ่มเติมว่านี่คือลีเมอร์ที่ผู้อนุรักษ์สัตว์ไปเก็บมาจากการโดนลักพาตัว โดนขายทอดตลาด แม้แต่โดนนำไปขายต่างประเทศหรือพลัดถิ่นจากป่าไป เพื่อนำกลับมาดูแล ปรับสภาวะจิตใจและวิถีชีวิตให้อยู่ในป่าจริงได้ และไปรวมกับฝูงลีเมอร์ได้อีกครั้ง ตัวไหนที่ถูกเทรนได้แบบนั้นแล้วก็จะปล่อยให้เที่ยวเล่นตามธรรมชาติแบบไม่มีกรงกั้น แต่ตัวไหนที่ยังอยู่กับฝูงไม่ได้ ยังต้องรับการฝึก ให้อยู่ในพื้นที่กักกันเชิงป่าจำลองไปก่อน ไม่ให้โลดแล่นอิสระ แต่เราดันมีเวลาไม่มาก ต้องขอจากพวกนางมาก่อน เพราะมีต้นเบาบับอีกเป็นสิบ ๆ ที่ต้องเดินเข้าไปดู

ยังไม่ทันไรก็มีสิ่งเร้าอีก กิ้งก่าตัวเล็กจิ๋ว! (Chameleon) พันธุ์มาดากัสการ์ที่ไม่มีในประเทศอื่นยืนเก๊กอยู่กลางทาง แน่นอนว่าฉันไม่เห็นหรอก แต่ไกด์จุ๊ปากให้เราย่องเดินกันหน่อย จะได้ดูกิ้งก่า โอ้วโห ฉันไม่เคยเห็นกิ้งก่าพันธุ์แคระขนาดนี้ นึกว่าจิ้งจกแต่เท่กว่า และไซซ์ก็น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
เอาล่ะ ในที่สุดทางก็โล่ง ๆ ให้ดูต้นเบาบับที่ตั้งอยู่มากมาย เป็นเมจิกโมเมนต์สำหรับฉันที่แท้จริงที่ได้เห็นต้นเบาบับที่เรียงรายอยู่นี้ มันช่างเป็นต้นไม้ที่มหัศจรรย์ มีรูปลักษณ์ที่สะกดตา ไกด์บอกว่าเบาบับมีทรงลำต้นที่หลากหลาย บ้างดูเป็นทรงต้นไม้ธรรมดา แต่หลายต้นที่เห็นด้วยเนื้อตาจริง บอกเลยว่าเกินคำว่าธรรมดาไปมาก


มีตั้งแต่ทรงขวดโค้ก (ไกด์เรียก) เบาบับ 2 แฉกเหมือนเป็นขาคน 2 ข้างชี้ขึ้นฟ้า ทรงนี้มีนิทานเล่าขานว่ามีมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นเหมือนคนโลภ มักขอพรจากพระเจ้าพร่ำเพื่อ และเป็นคนไม่รักษาสัญญา เมื่อได้รับพรนั้น ๆ พีกสุดคือไปทำผิดกฎที่ให้ไว้กับพระเจ้าเข้า เลยโดนสาปให้เป็นต้นเบาบับหัวปักพื้นดิน ขาแยกแหกขึ้นฟ้า! ดูจากทรงแล้วฉันทึ่งไปกับนิทานนี้อยู่เหมือนกัน เพราะมันดูเหมือนขาคนหัวทิ่มจริง ๆ นะ

มูฟออนไปทรงต่อไป เป็นต้นเบาบับทรงสูงชะลูดลำต้นใหญ่ยักษ์ นี่ยังไม่ใหญ่ยักษ์นะ! ไกด์ขัดจังหวะเสียงในหัวฉันทันที และบอกว่าเดี๋ยวเธอจะได้เห็นว่าต้นใหญ่ยักษ์เป็นยังไง ต้นนี้ เบบี๋นะ น่าจะ 500 ปีเองแหละ
ฉันพยักหน้าทึ่ง ๆ เวลาทุกวินาทีในป่าแห่งนี้มีค่าเหลือเกิน พวกเราเห็นต้นไม้พันธ์ุแปลกตามากมายที่ไกด์ภูมิในเสนอ นอกจากเบาบับยังมีต้นไม้แปลกตาอื่น ๆ เช่น ต้นหนึ่งลำต้นเป็นหนามแหลม ๆ ทั้งหมด ต้นไม้ผิวจระเข้ ต้นไม้ที่มียางซึ่งเป็นพิษถึงตาบอดทันที (ฉันรีบเดินเบียงออกข้าง) ต้นไม้ที่ชาวบ้านนิยมเอาไปทำเป็นแกนกลางเรือแคนนู (เรือแคนนูไม้) เสริมความบาลานซ์ให้เรือ เป็นต้น
ถ้าท่านผู้อ่านเคยดูการ์ตูนเรื่อง มาดากัสการ์ จะมีฉากหนึ่งซึ่งเป็นฉากสำคัญที่ตัวละครเดินผ่าน Avenue des Baobabs ก็มีอยู่ในประเทศนี้จริง ๆ แต่อยู่อีกที่หนึ่งซึ่งห่างไกลจากนี้มาก เสมือนอยู่ภาคอื่น แต่ในป่าอนุรักษ์แห่งนี้ก็มี Avenue des Baobabs เวอร์ชันเล็กอยู่เช่นกัน ไกด์พาเราเดินซอกแซกทำเวลาตามที่เรารีเควสต์ไว้ และน้องไกด์ก็มีน้ำเสียงตื่นเต้นขึ้นพร้อมกับภูมิใจนำเสนอ Avenue des Baobabs ที่อยู่ตรงหน้า!
ว้าวว สวยสะกด! ลำต้นตั้งเรียงลดหลั่นลึกลงไป รู้แล้วว่าทำไมถึงเรียกกว่า Avenue เพราะมันเป็นเหมือนถนนย่อม ๆ จริง ๆ ไซซ์ต้นไม้เกือบจะเท่ากันและดูเป็นทรงเดียวกัน ลำต้นสีแดงทองดูมีสุขภาพดี (ตามข้อมูลที่ไกด์บอกว่า ยิ่งต้นสีแดงแสดงว่ายิ่งสุขภาพดี) มองขึ้นไปกิ่งก้านแผ่สาขาขยายอย่างสวยสง่างาม ฉันนึกภาพตอนอาทิตย์อัสดงแล้ว น่าจะงามกว่าในการ์ตูนไปอีก แต่แดดร้อน ๆ ตอนเที่ยงตรงเรียกฉันกลับออกมาจากความอินอีกครั้ง เราจึงได้แค่ถ่ายรูปเร็ว ๆ ตรงจุดนั้นและต้องบอกลา Avenue นี้ทันที
ไกด์พาเราออกนอกเส้นทางไปนิดหน่อย นางบอกว่าแถวนี้มีสัตว์ป่าด้วยนะ อยากเห็นมั้ย ไกด์พูดพร้อมหรี่เสียงลงให้เราตื่นกลัว แหมรู้งานจริง ฉันจะพาพวกเธอไปดู ‘แรด’ ฉันถึงกับผงะ แรดเนี่ยนะ! เสียงในหัวฉันกรี๊ดลั่นอีกครั้ง พร้อมด้วยคำถามที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วอยู่เสรีเลยเหรอ มันจะทำร้ายเรามั้ย ควรเหรอ อย่าเลย เรารีบกลับกันเถอะ ฉันบ่นพล่ามออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
นี่ไง แฮร่!!!!! แล้วไกด์ก็กระโดดไปด้านหน้าต้นเบาบับต้นหนึ่งที่มีทรงคล้ายแรด! โอ้ยยย ฉันอยากจะเขกนาง ฉี่เกือบราดแล้วไง นึกว่าจะพามาหาแรดจริง ๆ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ต้นนี้มีรูปทรงเป็นแรดจริง ๆ นออาจจะยาวเฟื้อยเกินจริง ๆ ไปนิด ฉันพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยิ้มให้กับต้นเบาบับ ฉันให้เลยเรื่องรูปทรงลำต้น เขาทำถึงเป็นที่สุด เอ้า แรดก็แรด!

อีกเพียง 10 นาที ก็จะหมดเวลาทัวร์ต้นไม้แล้ว และเราต้องรีบนั่งรถแท็กซี่ (ถ้าคันเดิมที่ขับพามาไม่หนีไปเสียก่อน) แจ้นกลับไปขึ้นเรือ เพราะเรือต้องออกจากท่าตอน 5 โมงเย็น เรา 3 คนจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็วฝ่าแดดแอฟริกาสกายตอนบ่าย 2 นิด ๆ ในจังหวะนั้นตาฉันก็ลุกวาวอีกครั้ง
“โอมายก้อด” มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของฉัน ขาทั้ง 2 ข้างแข็งทื่อไม่ขยับราวกับโดนมนต์สะกดไว้ของจริง
นี่คือต้นเบาบับโบราณ อายุ 1,400 ปี ลำต้นสูงแต่กลับอ้วนหนา บึกบึน กิ่งก้านเพรียวบาง ใบแทบไม่มีเลย แต่รู้สึกราวกับว่าเป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กับผืนแผ่นดินทั้งทวีปก็ยังได้ รอบตัวอาจจะมีทัวร์อื่น ๆ และนักท่องเที่ยวรายล้อม แต่ฉันได้ยินแต่เสียงหายใจแรงของตัวเอง รู้สึกเหมือนตัวเล็กลงอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ใช่แค่เพราะต้นเบาบับมีขนาดใหญ่มหึมา แต่เป็นเพราะความแข็งแกร่งของต้นไม้ต้นนี้ที่ตั้งอยู่ตรงนี้มายาวนานแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนเป็นแค่องค์ประกอบเล็ก ๆ ของโลกนี้ เป็นผู้อาศัยที่แวะมาใช้ชีวิตบนโลก ถ้าหากฉันโชคดีอยู่มีอายุอยู่ถึง 100 ปี ก็ยังถือว่าสั้นมาก ๆ ถ้าเทียบกับต้นเบาบับ 1,400 ปีต้นนี้
ธรรมชาติคือสิ่งมหัศจรรย์ คือผู้พิทักษ์ คือเจ้าของโลกนี้อย่างแท้จริง ฉันเข้าไปโอบกอดต้นตาทวดต้นเบาบับด้วยความซึ้งใจ ถ่ายรูปเก็บความประทับใจไว้ในความทรงจำว่าวันหนึ่งเคยมาเยือนป่านี้ เห็นทุกอย่างกับตา และได้สัมผัสลำต้นแล้ว

ฉันเดินออกมาจากป่าด้วยความโล่งใจปนสุขใจอย่างประหลาด เหมือนได้รับพลังจากธรรมชาติ จากต้นเบาบับทุกต้นที่ได้เจอ อยู่ ๆ สัจธรรมที่ฉันยึดเหนี่ยวในใจเสมอมาคือ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ ก็ผุดขึ้นมาเหมือนมีไฟส่องสว่างในใจอีกครั้ง แม้แต่ต้นไม้พันธุ์นี้ยังตั้งอยู่ได้ตั้ง 1,400 ปี เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด แต่ความจริงแล้ว หากอายุรอดถึง 2,000 ปีเมื่อไหร่ พวกมันจะดับไป ไม่ต่างกับความทุกข์ในใจของเราเลย
แท็กซี่คันเดิมยังรออยู่ ด้านนอกรถมีเด็ก ๆ พยายามมาขายของที่ระลึกทั้งฝั่งซ้าย-ขวา ฉันลดกระจกลงเพื่อขอซื้อตุ๊กตาไม้แกะสลักเป็นตัวลีเมอร์แม่ลูก น่ารักดี มันทำจากไม้เบาบับแกะสลักเคลือบเงาอย่างดี ราคาย่อมเยา เด็ก ๆ ก็ดูดีใจที่ขายของได้ รถมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง ผ่านวิวโล่งกว้างของประเทศมาดากัสการ์ นี่แค่เมืองแรกเท่านั้น ฉันต้องอยู่บนเรือครั้งนี้ 3 อาทิตย์ ฉันจะยังได้เห็นอะไรที่มหัศจรรย์อีกมากมายอย่างแน่นอน มาดากัสการ์ช่างน่าค้นหาจริง ๆ
