2 เมษายน 2025
2 K

เราลองจินตนาการถึงมหาวิหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยอาคารอันวิจิตรงดงามหลายแห่ง มีทางเดินมากมาย แต่วัดแห่งนี้ไม่ได้สร้างจากการก่ออิฐถือปูน สร้างฐานรากขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่เกิดจากการแกะหินภูเขาทั้งลูก จนกลายเป็นมหาวิหาร

เราอาจจะจินตนาการไม่ออก และผู้เขียนก็งง ๆ ตอนที่มีคนบอกว่า โบราณสถานแห่งนี้เป็นแบบนั้นจริง ๆ

ดินแดนที่ราบสูงทางใต้ของอินเดียถือว่าเป็นถิ่นที่มีชาวอินเดียนับถือศาสนาพุทธอาศัยอยู่มากที่สุด มีชาวพุทธมากถึง 6 ล้านคนจาก 10 ล้านคนทั่วอินเดีย และยังเต็มไปด้วยวิหารถ้ำหลายแห่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อาทิ ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) ในเมืองออรังคาบัดแห่งรัฐมหาราษฏระ วิหารถ้ำอายุนับพันปีที่ยังหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ และเป็นวิหารถ้ำของชาวพุทธที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

แต่ยังมีวิหารถ้ำอีกแห่งในเมืองเดียวกัน เมื่อผู้เขียนได้ไปเยือนแล้ว น่ามหัศจรรย์ในความอุตสาหะของคนโบราณผู้แกะภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นมหาวิหาร คือ ‘ถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves)’ 

หากใครเคยไปชมวิหารถ้ำอชันตาว่ายิ่งใหญ่เพียงใด พอมาชมวิหารถ้ำเอลโลราที่ห่างออกไปประมาณร้อยกว่ากิโลเมตรแล้วจะเปลี่ยนความคิดทันที

‘ถ้ำเอลโลรา’ เป็นหมู่ศาสนสถานและวิหารเจาะหิน (Rock-cut) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกอบด้วยงานศิลปะและโบราณสถานของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาไชนะหรือเชน ทั้งหมดสร้างขึ้นโดยการเจาะเข้าไปในหน้าผาหินบะซอลต์ในหมู่เทือกเขาจารนันทรี 

มีการค้นพบถ้ำมากกว่า 100 แห่ง แต่ปัจจุบันมีเพียง 34 แห่งที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม ถ้ำเอลโลราแบ่งเป็น 3 กลุ่มศาสนา กลุ่มพุทธกับฮินดูเรียงเป็นแถวใกล้ ๆ กัน แต่กลุ่มถ้ำเชนจะแยกออกมา ประกอบด้วยวิหารถ้ำศาสนาพุทธ 12 แห่ง ฮินดู 17 แห่ง และเชน 5 แห่ง ภายในแต่ละวิหารเจาะหินเป็นการแสดงถึงศิลปกรรมและความเชื่อ สร้างในช่วง พ.ศ. 1200 – 1600 ที่มีกษัตริย์ฮินดูปกครอง 

ถ้ำของแต่ละศาสนาสร้างไม่ห่างไกลกัน แสดงถึงความสามัคคีของผู้คนต่างศาสนาในสมัยนั้น ซึ่งมีข้อสังเกตว่า แม้จะมีกษัตริย์ฮินดูเป็นผู้ปกครอง แต่ทั้งชาวพุทธ ฮินดู และเชน ต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติในบางยุค แต่บางยุคชาวพุทธก็โดนชาวฮินดูบุกทำลายเช่นกัน

วิหารแต่ละกลุ่มแสดงถึงเทพเจ้าและตำนานที่แพร่หลายในช่วงนั้น ทั้งหมดสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ราชตระกุฏะ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1296 – 1525) สร้างถ้ำฮินดูและพุทธบางส่วน และราชวงศ์ยาดาวะ (ราว พ.ศ. 1730 – 1860) สร้างถ้ำเชนหลายแห่ง โดยถ้ำแต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ ขุนนาง ราชวงศ์ พ่อค้า และคนร่ำรวยในภูมิภาค

พระสมุห์สิทธิโชค สิทฺธิชโย ผู้เชี่ยวชาญวิหารถ้ำของอินเดียเป็นผู้นำทริป พาไปชมวัดถ้ำของศาสนาเชนเป็นอันดับแรก

“ถ้ำของศาสนาเชนมี 5 แห่ง ล้วนเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีการเล่นระดับสูงต่ำที่ลดหลั่นงดงาม เดินเวียนเชื่อมต่อระหว่างถ้ำเป็นวงรอบได้ นับเป็นถ้ำที่มีชั้นเชิงทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ซ้ำ และยังเต็มไปด้วยงานศิลป์ลวดลายประดับที่ยิ่งใหญ่ วิหารถ้ำเชนเป็นวิหารถ้ำยุคสุดท้าย นับเป็นการปิดฉากอารยธรรมการขุดสร้างวิหารถ้ำแห่งชมพูทวีป”

ผู้เขียนสะดุดตากับรูปปั้นนักบวชขนาดใหญ่องค์หนึ่ง เป็นรูปเปลือยกาย มีกิ่งไม้พันรอบตัว 

ศาสนาเชนมีศาสดาหลายองค์ องค์ที่ดังมากคือพระโคมเตศวร ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะยืนภาวนาจนกว่าจะบรรลุธรรม พระองค์ยืนถึง 18 ปีจนมีเถาวัลย์เจริญเติบโตและเกี่ยวพันรอบขา ดวงตาของพระองค์เปิดขึ้นในลักษณะแสดงถึงการละทิ้งชีวิตทางโลก ริมฝีปากยิ้มขึ้นเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความสงบจากภายใน

ศาสนาเชน ไชนะ หรือ ชินะ (แปลว่า ผู้ชนะ) เป็นศาสนาเก่าแก่ของอินเดีย เป็นหนึ่งในลัทธิสำคัญทั้ง 6 ที่เกิดร่วมสมัยกับพระโคตมพุทธเจ้า ศาสนาเชนเชื่อว่ามีศาสดาเรียกว่า ‘ตีรถังกร’ อยู่ด้วยกัน 24 องค์ในจักรวาลปัจจุบัน องค์แรกคือพระอาทินาถ และองค์สุดท้ายคือพระมหาวีระ

เอกลักษณ์ของรูปแกะสลักเชนคือการเปลื้องผ้า แสดงถึงการไม่ยึดติดและความแก่กล้าในการปฏิบัติ ผู้เขียนสังเกตว่าในถ้ำเชนมีศาสดาหลายอิริยาบถ ปางยืน ปางนั่งดูมีรูปร่างคล้ายพระพุทธเจ้า แต่ให้สังเกตว่าไม่มีจีวรคลุมตัว

พระสมุห์สิทธิโชคพาไปชมวิหารถ้ำขนาดใหญ่หมายเลข 5 น่าจะเป็นวิหารชั้นเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของวิหารถ้ำเอลโลรา โถงกลางมีเสาหิน 25 ต้น ขนาดถ้ำกว้างถึง 36 เมตร ลึก 52 เมตร เป็นดั่งธรรมสภารองรับการประชุมสงฆ์ได้พร้อมกันหลายร้อยรูป มีกุฏิสงฆ์รายล้อม 20 ห้อง และยังเลือกตำแหน่งขุดสร้างที่ใต้เพิงผาน้ำตก เป็นผลให้พิธีกรรมในหมู่สงฆ์ตลอดฤดูพรรษาดำเนินอยู่ใต้ธารน้ำธรรมชาติ โดยน้ำจะไหลลงเป็นสายน้ำตกย่อม ๆ ที่เพิงผาหน้าถ้ำ นับเป็นบรรยากาศพุทธสถานอันพิเศษและอัศจรรย์ยิ่ง และน่าจะมีเพียงหนึ่งเดียวบนโลก

วิหารถ้ำเอลโลรานับเป็นกลุ่มวิหารถ้ำรุ่นสุดท้ายในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาชมพูทวีป เป็นวิหารถ้ำที่มีการคลี่คลายทางสถาปัตยกรรมงานศิลป์ขั้นสูงสุด การวางรูปแบบผังถ้ำที่ซับซ้อนมากชั้นเชิงที่สุด และยังเป็นตัวแทนแห่งพุทธศิลป์ในช่วงเวลาที่นิกายวัชรยานหรือตันตระยามรุ่งเรือง

ในบรรดาถ้ำทั้งหลายในเอลโลรา ผู้เขียนต้องตะลึงกับถ้ำที่ 16 ของศาสนาฮินดู เมื่อเข้าไปภายในถ้ำ ภาพที่เห็นเป็นโบราณสถานอันแสนอลังการใหญ่โตราวกับเมือง แต่ไม่ได้ก่อสร้างจากพื้นที่ว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ สร้างขึ้นมา แต่แกะจากหินภูเขาทั้งลูก ใช้ค้อน สิ่ว แรงงานร่วมหมื่นคน ทะลุทะลวงภูเขา 

พวกเขาใช้เวลาสร้างนับร้อยปี ขุดหินน้ำหนัก 250,000 ตันจากภูเขาออกมา โครงสร้างเป็นกลุ่มวิหารอิสระหลายระดับ ครอบคลุมพื้นที่ 2 เท่าของขนาดวิหารพาร์เธนอนในเอเธนส์ คาดว่าแรงงานได้ขุดเอาหินออกไปประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์ฟุต จนเกิดโบราณสถานหินที่มีความลึก 50 สูง 30 กว้าง 33 เมตร ถือเป็นสถาปัตยกรรมเจาะหินก้อนเดียว (Single Monolithic Rock Excavation) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่ามหาวิหารไกรลาส มีรูปร่างเหมือนรถม้า สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ และมีประติมากรรมที่แสดงถึงเทพเจ้าฮินดูต่าง ๆ 

มหาวิหารไกรลาสได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาไกรลาส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระอิศวร มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับวัดฮินดูอื่น ๆ โดยมีประตูทางเข้า วิหารหลักหลายชั้นล้อมรอบด้วยศาลสักการะจำนวนมาก ซึ่งจัดวางตามหลักการสถาปัตยกรรมแบบสี่เหลี่ยมของชาวฮินดู มีรูปปั้นแกะสลักเรื่องราวของพระอิศวรและพระแม่ปารวตีในปางต่าง ๆ อาทิ การร่ายรำของพระอิศวร และยังมีรูปปั้นแกะสลักของเทพอื่น ๆ อาทิ พระวิษณุ พระอินทร์ อัคนี วายุ สุริยะ และพระพิฆเนศ โดยแต่ละแห่งล้อมรอบด้วยพื้นที่สำหรับเดินเวียนรอบ ซึ่งประดิษฐานลึงคโยนี และมียอดแหลมทรงภูเขาไกรลาส 

และอย่าลืมว่า มหาวิหารทั้งหมดนี้แกะสลักจากหินก้อนเดียว

“มีการใช้แรงงานมหาศาลเจาะตัดภูเขาจรานันทรีจากแนวขอบภูเขา รวมพื้นที่ราว 4,000 ตารางเมตร ตัดเปิดเนื้อหินลงมาสลักเสลาให้กลายเป็นมหาวิหารเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นมหาเทวาลัยถวายบูชาแก่ศิวะมหาเทพ ช่วงเวลาของการขุดสร้างมหาเทวาลัยและโถงถ้ำอื่น ๆ รวม 17 แห่งนี้ อยู่ในช่วงราว พ.ศ. 1300 – 1450” 

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่วิหารถ้ำเอลโลราตกต่ำ ร้างพระภิกษุสงฆ์ ขณะที่วัดถ้ำฮินดูกลับเฟื่องฟูขึ้นมา เพราะชาวฮินดูในช่วงนั้นไม่ค่อยปลื้มชาวพุทธที่เป็นชนกลุ่มน้อย และนักบวชพราหมณ์ยังเข้าทุบทำลายรูปเคารพทั้งหมด เพื่อปิดกั้นการกราบไหว้บูชาของผู้คนอย่างเด็ดขาด

เมื่อวิหารถ้ำเอลโลราไร้ภิกษุสงฆ์พำนัก คนท้องถิ่นเข้ายึดครองเป็นที่พักอาศัยถาวรตลอดมา เป็นที่พำนักของนักเดินทางไกล ซึ่งก่อความเสียหายต่อเนื่องมานานหลายศตวรรษ จากการปรับสภาพถ้ำเพื่อกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หลังจากถ้ำวัดพุทธถูกทิ้งร้าง ผู้เขียนสังเกตว่า วัดถ้ำพุทธหลายแห่งบริเวณพื้นหินจะถูกฝนให้เป็นหลุม เป็นที่บดแป้งบ้าง ทำอาหารอื่น ๆ บ้าง หลุมเล่นลูกหิน หลุมครกตามพื้นถ้ำ ไปจนถึงเจาะรูตามผนังเสาสำหรับการร้อยผูกเชือกโยง 

เวลาต่อมาหลังจากนั้น เมื่อราชวงศ์จากมุสลิมมาปกครองอินเดีย ได้พยายามบุกเข้าเผาทำลายถ้ำเหล่านี้ 

วิหารถ้ำถูกกระทำย่ำยีโดยคนต่างศาสนา พระปฏิมารูปเคารพทั้งหมดถูกทุบทำลายอวัยวะเพื่อให้พิกลพิการ ภายในคูหายังพบการเผาทำลายอย่างรุนแรง ส่งผลให้จิตรกรรมภายในเสียหายสิ้น เหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อย ภายใต้เขม่าควันที่เคลือบคลุมนานนับพันปี 

แต่เนื่องจากโบราณสถานมีจำนวนมหาศาลและแข็งเป็นหิน ส่วนใหญ่จึงพอจะรอดพ้นจากการถูกทำลาย ทุกวันนี้ตามกำแพง เพดานหิน ยังมีรอยคราบดำจากไฟไหม้

สาเหตุที่วัฒนธรรมการขุดสร้างวิหารถ้ำได้ยุติลงในดินแดนอนุทวีป ด้วยปลายพุทธศตวรรษที่ 15 กองทัพแห่งสุลต่านมุสลิมเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนที่ราบสูง ด้วยศาสนาอิสลามปฏิเสธรูปเคารพใด ๆ วิหารถ้ำของฮินดูและพุทธต่างต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างหนักจากกองทัพกษัตริย์มุสลิม วิหารถ้ำพุทธในเอลโลราถูกเผาทำลายอย่างรุนแรงในยุคนี้ ซ้ำเติมจากการถูกทุบทำลายด้วยน้ำมือนักบวชพราหมณ์-ฮินดูก่อนหน้า ร่องรอยการเผายังเหลือปรากฏหลายถ้ำหลงเหลือคราบเขม่าโบราณไว้เป็นอนุสรณ์

เป็นประจักษ์พยานถึงความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างมนุษยต่างความเชื่อที่มีมานานนับพันปีและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เห็นหนทางจะสงบสุขได้เลย

ขอขอบคุณ พระสมุห์สิทธิโชค สิทฺธิชโย

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว