นักเดินทางจากประเทศไทยนิยมไปสังเวชนียสถาน 4 ตำบล จาริกแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย คือลุมพินี สถานที่ประสูติ, พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้, สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน
แต่มีคนไม่มากที่จะเดินทางไปเยือน ‘ถ้ำอชันตา’ (Ajanta Caves) ไม่ห่างไกลจากมุมไบที่รู้จักกันดี
มุมไบ หรือ บอมเบย์ เป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) ดินแดนแห่งที่ราบสูงทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากเดลี ด้วยประชากรราว 20 ล้านคน แต่พื้นที่น้อยกว่ากรุงเทพมหานครถึง 3 เท่า
ปัจจุบันมุมไบเป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของประเทศ GDP ปี 2020 ของมุมไบเท่ากับ 10.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของมูลค่า GDP ของอินเดีย
ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะมาเที่ยวนครมุมไบ นครแห่งความแออัดของบ้านเมือง มองไปไหนมีแต่ผู้คนมากมาย การจราจรติดขัดมาก ผู้คนที่ไม่ขับรถก็มีสิทธิ์เดินบนถนนได้เต็มที่ เสียงบีบแตรรถจึงดังตลอด เป็นการบีบแตรเตือนคน เตือนรถ จนเป็นเสียงธรรมดาแสนปกติในนครแห่งนี้ คนขับรถดูเหมือนไม่อารมณ์เสีย แม้จะมีใครปาดหน้า แซงขวา แซงซ้าย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ค่อย ๆ เคลื่อนรถไปเรื่อย ๆ
ผู้เขียนแวะมามุมไบเพื่อจะนั่งรถเดินทางลงใต้ไปหลายชั่วโมงสู่เมืองออรังคาบัด (Aurangabad) เป้าหมายคือ ‘ถ้ำอชันตา’ ที่เคยได้ยินมานานแล้วว่าเป็นวิหารถ้ำอายุนับพันปีที่ยังหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ และเป็นวิหารถ้ำของชาวพุทธที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ดินแดนทางใต้ของอินเดียถือว่าเป็นถิ่นที่มีชาวอินเดียนับถือศาสนาพุทธอาศัยอยู่มากที่สุด โดยเริ่มจากเมื่อ ดร.อัมเบดการ์ ‘บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย’ นำผู้คนในวรรณะจัณฑาลราว 500,000 คน เปลี่ยนศาสนาฮินดูไปเป็นพุทธมามกะในพิธีฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อสลัดทิ้งแอกระบบวรรณะ ให้ได้ศักดิ์ศรีความเท่าเทียมเยี่ยงมนุษย์อย่างแท้จริง ดินแดนที่ราบสูงทางใต้จึงมีชาวพุทธมากถึง 6 ล้านคนจาก 10 ล้านคนทั่วอินเดีย
รถโดยสารพาเรามาสู่ยอดเขาแห่งหนึ่ง บริเวณแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงเดคคาน อันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ เกิดการทับถมของลาวาและยกตัวขึ้นเป็นเทือกเขาบะซอลต์ เมื่อมองลงไปยังด้านล่างเป็นหุบเขาโค้งรูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ บริเวณแห่งนี้คือที่ตั้งของวิหารถ้ำอชันตา

ต้องยอมรับเลยว่าคนสมัยก่อนเลือกพื้นที่ก่อสร้างวิหารถ้ำอชันตาได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ที่นี่เป็นหุบเขาลึกกลางป่าผืนใหญ่ เข้าถึงได้ยากลำบาก อยู่ห่างไกลจากชุมชน แต่เมื่อไปถึงก็เป็นดินแดนแห่งความสงบจริง ๆ
เมื่อเดินทางต่อไปถึงตัวถ้ำ จึงทราบว่ามีวิหารถ้ำหลายแห่งทีเดียว โดย พระสมุห์สิทธิโชค สิทฺธิชโย ผู้เชี่ยวชาญถ้ำอชันตาผู้นำทริปให้คำอธิบายว่า
“วิหารถ้ำเหล่านี้สร้างขึ้นใน 2 ระยะ ระยะแรกสร้างเมื่อราว พ.ศ. 350 – 550 ในยุคที่พุทธศาสนาเถรวาทรุ่งเรือง ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ ก่อนจะถูกทิ้งร้างสมัยกษัตริย์ที่นับถือฮินดู-พราหมณ์ครองบัลลังก์ วิหารถ้ำสมัยเถรวาทที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้หลายร้อยปีได้รับการฟื้นฟูและสร้างเพิ่มเติมขึ้นระหว่าง พ.ศ. 800 – 1200 สมัยราชวงศ์คุปตะ ที่ศาสนาพุทธนิกายมหายานเจริญรุ่งเรือง ก่อกำเนิดเป็นวิหารถ้ำงดงามตามคติมหายาน เกิดพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ทั้งภาพปั้นและจิตรกรรมฝาผนังถ้ำ ปัจจุบันมีการขุดพบวิหารถ้ำมากมายถึง 30 แห่ง เป็นถ้ำที่สร้างขึ้นในยุคแรกสมัยเถรวาท 6 แห่ง และยุคที่ 2 สมัยมหายาน 24 แห่ง ถ้ำอชันตานับเป็นวิหารถ้ำทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก”

พระภิกษุในสมัยนั้นค้นพบหุบเขาหินแห่งนี้ เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง จึงเจาะภูเขาด้วยค้อนและสิ่วเพื่อสร้างเป็นวิหาร กุฏิ และอื่น ๆ เพื่อพักอาศัยอยู่อย่างสันโดษ เนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกลผู้คน ส่วนสาเหตุว่าทำไมพระยุคนั้นจึงต้องเจาะภูเขาสร้างเป็นวิหารถ้ำนั้น พระสมุห์สิทธิโชคมีข้อสันนิษฐานว่า
- เพื่อให้ศาสนสถานอยู่คงทนไปชั่วนิรันดร์ เพราะสมัยนั้นมีสงครามตลอดเวลา และติดตามมาด้วยผู้ชนะเผาทำลายทุกอย่าง โบสถ์-วิหารในอดีตคงเคยสร้างด้วยไม้อิฐก่อปูน แต่ถูกข้าศึกบุกเผาเสียหาย การสร้างวิหารแบบเจาะเข้าไปในภูเขาน่าจะตอบโจทย์มากกว่า
- คนโบราณน่าจะมีความชำนาญในการตัดแต่งหิน อารยธรรมยุคโบราณล้วนใช้หินในการก่อสร้าง และที่ราบสูงตอนใต้เป็นหินบะซอลต์ซึ่งแข็งแกร่งทนทานมาก แต่ไม่มีถ้ำในธรรมชาติ จึงท้าทายความสามารถของช่างสมัยนั้นในการขุดเจาะถ้ำเป็นวิหาร
- เมื่อกษัตริย์ฮินดูครองอำนาจ มักจะทำลายไล่ล่าพระภิกษุ การสร้างวิหารถ้ำในที่ห่างไกล กันดาร จึงเป็นการเตรียมพร้อมสถานที่ซึ่งมั่นคง ปลอดภัย ให้กับบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย รวมถึงเป็นที่พักผ่อนสำหรับพ่อค้าและผู้แสวงบุญ
ถ้ำอชันตาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า แม้พุทธศาสนาจะค่อย ๆ หายไปในชมพูทวีป วิหารถ้ำแห่งนี้ถูกทิ้งร้างจมหายไปในกาลเวลา ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้ แต่ยังคงอยู่รอดมาได้นับพันปีเพื่อรอการค้นพบใหม่อีกครั้งหนึ่ง
จุดเด่นที่ทำให้ถ้ำอชันตาอยู่มาได้นาน คือการขุดเจาะในชั้นหินบะซอลต์ที่มีความแข็งแกร่งมาก ไม่เหมือนถ้ำหินปูนในธรรมชาติที่จะสึกกร่อนไปตามกาลเวลา

จนถึง พ.ศ. 2362 จอห์น สมิธ นายทหารชาวอังกฤษได้เข้าป่าเพื่อล่าเสือ จนมาถึงบริเวณเทือกเขาแห่งหมู่บ้านอชันตา และสังเกตเห็นซุ้มโค้งขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาที่หน้าผาหินกลางหุบเขา เมื่อโรยตัวด้วยเชือกจากยอดหุบเขาลงสำรวจ นำไปสู่การค้นพบกลุ่มวิหารถ้ำอชันตาเรียงรายตลอดเพิงผาหินด้วยความบังเอิญ เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่เปิดหน้าประวัติศาสตร์อันเรืองรองแห่งพระพุทธศาสนาที่หายสาบสูญไปจากแผ่นดินชมพูทวีปพันกว่าปี
เมื่อเดินเข้าไปภายในถ้ำขนาดใหญ่ ต้องนึกจินตนาการว่านี่ไม่ใช่เป็นถ้ำตามธรรมชาติ แต่เป็นภูเขาหินที่คนโบราณใช้ค้อนและสิ่วค่อย ๆ ตอกและแกะเข้าไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิหารขนาดใหญ่ จุคนได้หลายร้อยจนถึงพันคนทีเดียว ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นองค์เจดีย์ พระพุทธรูป และภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวในพุทธชาดก

ผู้เขียนเดินเข้าไปในวิหารถ้ำหมายเลข 10 เป็นแห่งแรก มีขนาดความสูง 12 เมตร กว้าง 11 เมตร ลึก 25 เมตร เรียกว่า ‘ถ้ำเจติยคูหา’ เป็นประธานของกลุ่มวิหารถ้ำ ทำหน้าที่คล้ายอุโบสถ ผู้เขียนอัศจรรย์กับพระสถูปหินขนาดใหญ่ทรงกลม อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าในยุคที่ยังไม่มีคติการปั้นพระพุทธรูป เจดีย์ทรงกลมยังดูใหม่สมบูรณ์จนไม่น่าเชื่อว่าอายุ 2,000 กว่าปี ถือเป็นวิหารถ้ำอายุเก่าแก่ที่สุด ตามฝาผนังและเสายังมีภาพจิตรกรรมเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ บางส่วนมีสีสันสมบูรณ์จนแทบไม่น่าเชื่อ


บรรดาถ้ำเหล่านี้ล้วนมีขนาดต่างกัน กล่าวกันว่าถ้ำแต่ละแห่งจะขุดเจาะให้ยิ่งใหญ่หรือมีขนาดเล็กก็แล้วแต่ว่าผู้มีจิตศรัทธาเป็นใคร มีเงินบอกบุญก่อสร้างมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นถ้ำที่กษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ก็จะมีขนาดยิ่งใหญ่ที่สุด รองลงมาได้แก่บรรดาขุนนางและพ่อค้าทั้งหลาย
ผู้เขียนเดินชม ‘ถ้ำวิหารา’ อันเป็นถ้ำที่ขุดเพื่อเป็นที่พำนักของสงฆ์ มีลักษณะเป็นห้องโล่ง ๆ ขนาดใหญ่ มีเสาหินเรียงรายรอบ 4 ด้านสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา และห้องเล็ก ๆ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุโดยรอบ ถ้ำบางแห่งมีกุฏิมากถึง 20 ห้อง หน้าถ้ำมีเสาระเบียงหินขนาดใหญ่ แกะสลักลวดลายงดงามยิ่ง

ถ้าเปรียบเทียบว่าถ้ำเจติยคูหาทำหน้าที่เป็นโบสถ์ ถ้ำวิหาราก็ทำหน้าที่เป็นวิหารและกุฏิ ในความหมายของวัดปัจจุบันที่ประกอบด้วยโบสถ์ วิหาร และกุฏิ
“เวลาเดินเข้าไปภายในวิหาราจะมืดสลัว เพราะแสงลอดเข้าไปน้อย แต่จะเห็นองค์พระประธานตรงกลางเด่นเป็นสง่าจุดเดียว จากตำแหน่งของแสงที่ลอดเข้ามา เป็นความชาญฉลาดของช่างสมัยนั้นทีเดียว เพื่อต้องการให้ผู้เข้ามามีศรัทธาต่อองค์พระประธาน” พระสมุห์สิทธิโชคตั้งข้อสังเกต
จุดเด่นที่สำคัญนอกจากตัววิหารถ้ำก็คือจิตรกรรมภาพฝาผนังที่ยังหลงเหลืออยู่หลายชิ้นซึ่งงดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุย้อนกลับไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12 แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการวาดภาพระดับสูง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่รองรับการวาดภาพ การจัดองค์ประกอบเรื่องราวพุทธประวัติและชาดกอย่างแนบเนียนและกลมกลืน เทคนิคการวาดและเฉดสีที่ใช้แทบทุกสี โดยเทคนิคของภาพวาดเหล่านี้ คือจิตรกรรมฝาผนังแห้ง (Dry Fresco) เป็นการวาดภาพลงบนพื้นผิวปูนแห้งแทนที่จะวาดลงบนปูนเปียก (Fresco) ตามที่ศิลปินชาติตะวันตกนิยมใช้


ภาพที่ผู้เขียนประทับใจมาก เช่น ภาพวาดพระอวโลกิเตศวรอายุนับพันปี ซึ่งงดงามหาที่ติมิได้ เป็นต้นแบบภาพพระโพธิสัตว์ยุคแรก ๆ และสภาพสีไม่ได้เก่าไปตามอายุ ภาพนางอัปสรอายุพันปีแต่งดงามและสมบูรณ์ที่สุด จนกลายเป็นสัญลักษณ์การประกวด Miss Universe ในปี 1996 ของประเทศอินเดีย

ใน พ.ศ. 2527 องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนถ้ำอชันตาเป็นมรดกโลก ไม่แปลกใจที่ศรัทธาของมนุษย์ที่มีต่อศาสนาจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลกขึ้นมา และถ้ำอชันตาก็เป็นอีกผลงานหนึ่งของมนุษย์ที่บรรจงสร้างได้อย่างเหลือเชื่อ จนต้องไปชมให้เห็นด้วยตาจริง ๆ
ขอขอบคุณ พระสมุห์สิทธิโชค สิทฺธิชโย
