‘สัตวแพทย์’ เป็นอาชีพที่ไม่ได้มีแค่งานรักษาสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีงานในอีกแขนงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักนั่นคือ ‘นักพยาธิสัตวแพทย์’ (อ่านว่า นัก-พะ-ยา-ทิ-สัด-ตะ-วะ-แพด) เป็นอีกสาขางานที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก ‘นักสืบครบวงจร’ เลยล่ะค่ะ เพราะแม้ในช่วงเวลาที่มีชีวิตพวกสัตว์ที่เจ็บป่วยก็พูดบอกความผิดปกติกับเราไม่ได้ใช่ไหมคะ ต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่ช่วยสังเกตอาการแล้วมาเล่าให้หมอฟังอีกต่อ แล้วหากน้อง ๆ ต้องกลับดาวไปโดยไม่ทราบสาเหตุล่ะ ใครจะบอกอาการให้หมอฟังได้ หนทางสว่างจากความมืดทั้ง 8 ด้าน อยู่ไหนหนอ ก็ต้องพึ่งนักพยาธิสัตวแพทย์นี่เอง
เมื่อหลายวันก่อนหมอได้มีโอกาสอ่านโพสต์หนึ่งที่เพื่อน ๆ ชาวสัตวแพทย์แชร์ต่อกันมา เป็นเรื่องราวของ ‘น้องหมูทอด’ สุนัขสายพันธุ์บูลด็อกที่ถึงเวลาต้องกลับดาว หลังหมูทอดเดินทางไกล คุณแม่ของน้องบริจาคร่างให้กับภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับว่าที่คุณหมอในอนาคต
ถึงตอนนี้คุณแม่ของหมูทอดอาจจะเหงาและคิดถึงหมูทอดเอามาก ๆ แต่เมื่อทราบว่าร่างกายของหมูทอดได้ทำหน้าที่วิทยาทานแก่น้อง ๆ นักศึกษาสัตวแพทย์โดยสมบูรณ์แล้ว คุณแม่จึงภูมิใจในตัวหมูทอดแบบสุด ๆ ส่วนหมอเองก็ซาบซึ้งใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะสมัยที่หมอยังเป็นนักเรียนสัตวแพทย์อยู่นั้น อาจารย์ใหญ่ที่จะใช้เรียนในแขนงต่าง ๆ นั้นหายากมาก (มีเสียงกระซิบจากเหล่าคณาจารย์ว่าปัจจุบันนี้ก็ยังยากอยู่เหมือนเดิม) แล้วการเรียนการสอนทางพยาธิวิทยานี่เรียนอะไรบ้างนะ
วิชาการที่จะปูพื้นฐานในการเป็นนักพยาธิสัตวแพทย์นั้นเรียกได้ว่าครบทุกรสชาติ ทั้งสนุก สุข เศร้า เคล้าน้ำตา ไม่ต่างจากซีรีส์ดราม่าเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ เริ่มต้นต้องเรียนรู้ในรูปลักษณ์ที่ปกติเสียก่อน นับตั้งแต่เซลล์ เนื้อเยื่อ และตัวอ่อน พร้อม ๆ กับทำความรู้จักไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ รวมทั้งปรสิตภายในและภายนอก เชื้อโรคเหล่านี้บ้างก่อโรคเฉพาะในสัตว์ บ้างเป็นโรคสัตว์สู่คน และบ้างแพร่จากคนสู่สัตว์
วิชาการเหล่านี้เป็นวิชาบรรยายควบคู่กับการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเพื่อเสริมความเข้าใจ หมอเป็นคนชอบเรียนนอกสถานที่มาก ๆ ถึงเวลาที่ต้องไปเรียนนอกสถานที่ก็จะดี๊ด๊าเป็นพิเศษ สถานที่ที่ไปเรียนกันในหน่วยพยาธิวิทยา เช่น ศูนย์ผลิตวัคซีน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หรือไปดูเทคนิคพิเศษในการยืนยันผลชันสูตร ที่ศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ เป็นการเดินทางไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น และการได้ร่วมเดินทางไกล ค้างแรมกับเพื่อน ๆ เป็นเรื่องสนุกสนานเหมือนไปเข้าค่ายสมัยเด็ก ๆ กับเพื่อน ๆ ไม่มีผิด
เมื่อผ่านพ้นชั้นปี 3 มาได้ก็เข้าสู่ชั้นคลินิกแล้ว เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาที่หมอบอกไว้เมื่อข้างต้นก็มาในคราวนี้เอง ในช่วงปี 4 การเรียนการสอนมีความเข้มข้นมากขึ้นในวิชาพยาธิวิทยาทั่วไป (General Pathology) ที่เกี่ยวกับรอยโรค สาเหตุการเกิดโรค และการดำเนินไปของรอยโรค ตอนนี้เริ่มมีเพื่อน ๆ หลายคนตกอยู่ในสถานการณ์ผจญภัยใต้มีน (Mean) กันแล้ว

แต่ความโหดร้ายที่แท้จริงนั้นรอพวกเราอยู่ที่เทอมหน้านี่เอง ในรายวิชาพยาธิวิทยาทางระบบ (Systemic Pathology) เป็นการฝึกให้เรานำความรู้ที่เรียนมาตั้งแต่ระดับพื้นฐานทั้งหมดมาประมวลผลต่อรอยโรคหน้างาน แล้ววิเคราะห์ออกมาว่ารอยโรคนั้นส่งผลกับระบบที่เกิดโรคและระบบอื่นในร่างกายอย่างไร ความโหดร้ายของรายวิชานี้มีแต่ต้องช่วยกันเรียน ช่วยกันถอดเทปเสียงอาจารย์ ช่วยกันอ่านแผ่นสไลด์รอยโรค ช่วยกันติว นั่นล่ะจึงเป็นทางรอด แต่กระนั้นคนที่จะได้ A ก็ยังนับได้ถ้วนด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมากคะแนนจะไปกองกันแถว ๆ D และ C เสียมากกว่า หลังจากเรียนจบ เวลาเจอเรื่องยากลำบาก เพื่อน ๆ มักมีคำปลอบใจกันว่า “ขนาดวิชา Sys. Path. ยังผ่านมาได้ เรื่องนี้ก็ต้องผ่านไปได้น่า”
หากแคล้วคลาดปลอดภัยขึ้นไปถึงชั้นปี 5 ได้ ก็จะเป็นการเรียนการสอนในระดับที่สูงขึ้นในวิชาคลินิกปฏิบัติทางพยาธิวิทยา (Clinical Pathology) ได้เห็นเคสจริง ๆ ในโรงพยาบาลสัตว์แล้ว น้องหมูทอดที่หมอเล่าไปเมื่อข้างต้นก็ได้ทำหน้าที่อาจารย์ใหญ่เป็นวิทยาทานให้กับน้อง ๆ ชั้นปี 5 ในการนี้เอง
ช่วง พ.ศ. 2546 – 2547 เป็นปีที่หมอเรียนวิชาคลินิกปฏิบัติ มีเหตุการณ์สำคัญทางระบาดวิทยาเกิดขึ้น คือ ‘การระบาดของไข้หวัดนก’ ในครั้งนั้นไข้หวัดนกแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว ทั้งจากนกอพยพและเนื้อสัตว์ปีกสดแช่แข็งนำเข้า ความที่เป็นโรคสัตว์ที่ติดต่อสู่คนได้ (Zoonoses) ทำให้ทุกคนดำรงชีวิตด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการ ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ มาเพื่อควบคุมโรค
แต่กระนั้นโรคก็ยังแพร่ระบาดไป ข่าวโทรทัศน์แต่ละช่องแพร่ภาพการกำจัดสัตว์ปีกในฟาร์มพื้นที่ต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งภายหลังมีรายงานว่าพบเชื้อในสัตว์ที่กินเนื้อไก่อย่างจระเข้หรือเสือ ทำให้แทบไม่มีคนกล้าซื้อไก่หรือสัตว์ปีกอื่น ๆ ไปรับประทาน ราคาสัตว์ปีกตกฮวบ รัฐบาลได้จัดงานกินไก่เรียกความเชื่อมั่นในแต่ละจังหวัด บริเวณลานหน้าศาลากลางแต่ละจังหวัดมีการปรุงเมนูไก่อย่างไก่ทอดแจกจ่ายแก่ประชาชนเรียกความเชื่อมั่น
หมอและเพื่อน ๆ ในเวลานั้นต่างถูกจัดเวรสลับกันไปศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ สวมชุดป้องกันการติดเชื้อแบบชุดมนุษย์อวกาศ สุ่มตัวอย่างสัตว์ปีกจากฟาร์มที่มีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีน้ำมูก น้ำตา ไอ จาม ถ่ายเหลว เป็นต้น นำไปผ่าซากเพื่อดูความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เก็บตัวอย่างอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ปอด ม้าม สมอง ไปดำเนินการทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัส
ภายหลังจากสถานการณ์สงบลง ไข้หวัดนกถูกประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นไป ซึ่งยังมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง เช่น เพิ่มการเฝ้าระวังการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ และ การวางมาตรการในการเฝ้าระวังและป้องกัน จัดให้มีศูนย์ไข้หวัดนกในแต่ละอำเภอที่รายงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การสร้างองค์ความรู้ สนับสนุนแผนเตรียมความพร้อมกรณีเกิดการระบาดครั้งใหญ่ขึ้นมาอีก
แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้หวัดนกจะดูเบาบางลงไปมาก แต่ปัจจัยในเรื่องภูมิอากาศร้อนชื้นที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อและฝูงนกอพยพทำให้เรายังต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด สำหรับมาตรการด้านการชันสูตรมีการปรับแนวทางรับมืออยู่บ่อยครั้งเพื่อให้ทันเกมเชื้อโรค และเมื่อช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีการประกาศเตือนให้เฝ้าระวังการกลับมาอีกครั้งของไข้หวัดนก
ภายหลังเรียนจบเป็นหมอเต็มตัว มีการปฏิบัติงานทางพยาธิวิทยาอยู่บ้าง เป็นต้นว่าการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรอยโรคเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์หรือเพาะเชื้อแบคทีเรีย เพื่อตรวจหายาปฏิชีวนะที่ไวกับเชื้อนั้น ๆ หรือส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น หากนั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยของงานทางด้านพยาธิ
ถ้าหากอยากทราบว่านักพยาธิสัตวแพทย์ตัวจริงเขาทำอะไรกันบ้าง ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคงเป็นอาจารย์ของหมอเองค่ะ รศ.สพ.ญ.ดร.สิริขจร ตังควัฒนา ท่านเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
“ถ้าถามว่าทำไมต้องมีนักพยาธิสัตวแพทย์ ก็ต้องดูก่อนว่านักพยาธิสัตวแพทย์ทำอะไร ถ้าเทียบง่าย ๆ ก็ไม่ต่างจากการชันสูตรในคน เพื่อหาสาเหตุการตายหรือสาเหตุของโรคในสัตว์ที่เสียชีวิตแล้วและสัตว์ป่วยที่ยังมีชีวิต เช่น กรณีที่คุณหมอเก็บตัวอย่างเกี่ยวกับเซลล์ ของเหลว เนื้อเยื่อ เพื่อหาสาเหตุการเป็นแผลเรื้อรัง หรือก้อนเนื้อว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ซึ่งดูด้วยตาเปล่าไม่ได้ ต้องมีการตัดชิ้นเนื้อแล้วผ่านขั้นตอนเพื่อที่จะทำเป็นสไลด์ แล้วอ่านผลออกมา หรือตรวจไปถึงระดับดีเอ็นเอเพื่อจำแนกชนิดของเชื้อก็มี”
อาจารย์หมอเริ่มต้นเล่า ก่อนจะอธิบายถึงการทำงานของท่านว่าในขณะที่ทำการผ่าชันสูตรซากนั้น นักพยาธิสัตวแพทย์จะเก็บตัวอย่างอะไรไปตรวจบ้าง
“การผ่าชันสูตรซากต้องอาศัยจินตนาการนิดหนึ่ง เพราะว่าเวลาผ่า เราก็จะดูว่าสัตว์มีอาการป่วย การตายอย่างไร ยิ่งคุณหมอผู้ส่งตัวอย่างให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสัตว์ป่วย เช่น อาการ ผลตรวจร่างกาย ผลตรวจเลือด ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ยิ่งข้อมูลที่ส่งมาละเอียดเท่าใด ยิ่งทำให้เราประเมินได้ดีขึ้นโดยเชื่อมโยงกับตอนที่เราผ่าแล้วเราเจออะไร
“ซึ่งความรู้ทางพยาธิวิทยาที่เรียนมาตั้งแต่ระดับพื้นฐานก็จะถูกนำมาใช้ในตอนนี้นี่เอง เพื่อจัดกลุ่มว่ารอยโรคกลุ่มไหนเป็นเรื่องเดียวกัน กลุ่มไหนเป็นเรื่องต่างหาก แล้วนำมาประเมินความสัมพันธ์ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต หรือว่าเป็นสาเหตุรอง หรือเป็นสาเหตุที่เจ้าของและสัตวแพทย์ผู้รักษาไม่ทราบเพราะสัตว์ยังไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่เมื่อผ่าซากแล้วเจอก็มี”
อาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและเนื้องอกอธิบายถึงหน้าที่นักพยาธิสัตวแพทย์ ก่อนจะยกตัวอย่างเคสเคสหนึ่งว่า
“มีเคสหนึ่งน้องมีอาการห้อเลือดที่ใบหู (Aural Hematoma) หลังจากสัตวแพทย์เจ้าของเคสผ่าตัดแก้ไขเรียบร้อย เมื่อกลับบ้านไปปรากฏว่ารุ่งเช้าน้องกินข้าวเสร็จก็เสียชีวิตทันที เจ้าของสัตว์จึงสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาไหม หรือพันผ้าแน่นเกินไปไหม
“เราดูว่าผ้าที่พันนั้นนิ้วมือสอดได้ แสดงว่าไม่ได้แน่นจนเกินไป ปรากฏว่าเมื่อผ่าช่องท้องแล้วเจอเลือดเต็มเลย หลังจากนั้นพอเช็กระบบต่าง ๆ จึงไปเจอกระเพาะบิดหมุน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตทันที เมื่อตามข้อมูลจึงทราบว่า ความที่น้องเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ช่องอกลึก คนงานผู้ดูแลให้กินข้าวแล้วปล่อยวิ่งเล่นทันที เนื่องจากพื้นที่ช่องอกที่มากกระเพาะจึงแกว่งและบิดหมุน
“แม้นี่จะเป็นสาเหตุการตายได้ก็จริง แต่ก็เกิดเอะใจว่า แล้วที่เลือดเยอะ ๆ คืออะไร พบว่าม้ามนั้นไปอยู่ผิดตำแหน่ง แล้วมีก้อนเยอะเลย ก็ไปเจอว่ามีก้อนหนึ่งที่แตก เมื่อทำการตรวจเซลล์จึงพบว่าเป็นมะเร็งของเซลล์บุผนังหลอดเลือด
“ดังนั้น พอกระเพาะบิดหมุน แรงดันเลือดเพิ่มขึ้น ก้อนมะเร็งจึงแตก ทำให้พบเลือดในช่องท้องมาก เพราะฉะนั้นทั้ง 2 สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ทั้งหมด เมื่อทราบผลเช่นนี้ เจ้าของสัตว์และสัตวแพทย์ผู้รักษาจึงพอใจในผล นี่แสดงให้เห็นว่าประโยชน์ในการชันสูตรซากของนักพยาธิสัตวแพทย์คือทำให้เรารู้ว่าสัตว์มีอาการอะไรก่อนตายหรือว่ามีการดำเนินโรคอะไร”
นั่นเป็นตัวอย่างโรคไม่ติดเชื้อ แต่สำหรับกรณีโรคระบาดโดยเฉพาะโรคสัตว์สู่คนล่ะ อาจารย์ได้อธิบายว่า
“โรคบาดมีพระราชบัญญัติว่าอะไรที่ผ่าได้ อะไรที่ผ่าไม่ได้ และเคสไหนต้องผ่าในสภาวะความคุมความปลอดเชื้อในแต่ละระดับก็ต้องมี (Safety Cabiney หรือ Hood) ซึ่งโรคระบาดสัตว์นั้นมีหลายโรค แต่ละโรคมีกระบวนการชัดเจนว่าการจะชันสูตรต้องปฏิบัติตามขั้นตอน 1, 2, 3, 4 เช่น โรคไข้หวัดนก ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ผ่าแล้ว แต่จะใช้วิธีตรวจคัดกรองก่อน เช่น ป้าย (Swab) เก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งจากทวารร่วม (Cloaca) หรือจากจมูกและตาไปตรวจ หากพบการติดเชื้อจึงดำเนินการทำลาย
“ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยสำหรับโรคสัตว์สู่คนในสัตว์เลี้ยงอย่างโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าซากต้องระวังมาก หากมีเคสน่าสงสัย ต้องเช็กประวัติการฉีดวัคซีนป้องโรคพิษสุนัขบ้า แล้วส่งซากไปยังศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์แต่ละภูมิภาค ซึ่งจะมีมาตรฐานทางห้องปฏิบัติทั้งเทคนิคปลอดเชื้อ และเทคนิคแล็บเพื่อตรวจหาสารโปรตีนเรืองแสงที่เรียกว่า เนกริ บอดี้ (Negri Body)” อาจารย์จบประโยคด้วยรอยยิ้มเป็นทำนองว่า เธอจำที่ฉันเคยสอนได้หรือไม่
จากที่อาจารย์หมอเล่ามานั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะเป็นนักพยาธิสัตวแพทย์ที่ดีนั้น ต้องเปิดใจกว้าง แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ และนักพยาธิสัตวแพทย์ไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับเจ้าของสัตว์ นักเทคนิคการแพทย์ และสหวิชาชีพด้วย
ปัจจุบันมีเทรนด์ที่เรียกว่า ‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ (One Health) ซึ่งเป็นเรื่องของทั้งสุขภาพคนที่หมายถึงทุกคนทุกกลุ่มอาชีพ สุขภาพสัตว์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียวนั้นเป็นเหมือนนกที่มองลงมา คือมองแบบภาพรวม ทำให้เห็นแง่มุมต่าง ๆ กว้างขึ้น จึงแก้ปัญหา ควบคุม และคอยเฝ้าระวังได้ดีกว่าการปฏิบัติงานแค่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่านักพยาธิสัตวแพทย์เองก็เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้สุขภาพหนึ่งเดียวนั้นประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในอนาคตค่ะ
