ยังจำเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงต้นปีกันได้หรือเปล่า
แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกายในพม่าสั่นสะเทือนมาถึงไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 รุนแรงจนคนไทยหลายภูมิภาคสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน คนที่อยู่ตึกสูงเวลานั้นหวาดหวั่นกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งแรกในชีวิต
แต่บ้านไม้หลังเล็กในตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ กลับไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ที่น่าทึ่งกว่าคือคนในบ้านแทบไม่รู้สึก ทั้งที่ตั้งอยู่ใกล้จุดสั่นสะเทือนมากกว่ากรุงเทพฯ

บ้านไม้หลังนี้เป็นของ ครูออฟ-วิดารัตน์ กันทาวงค์ คุณครูสอนวิชาสังคมศึกษา เธอเกิดและเติบโตในจังหวัดแพร่ เห็นบ้านไม้โบราณมาตั้งแต่รุ่นตายาย ในตอนที่บ้านเริ่มชำรุดทรุดโทรม จึงถือโอกาสสร้างบ้านไม้ตำรับล้านนา นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้กับยุคสมัยใหม่ ดึงกลิ่นอาย ความงาม และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ทั้งภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ วิถีชีวิตในจังหวัดแพร่
บ้านหลังนี้สร้างขึ้นมาได้อย่างไร สร้างด้วยโครงสร้างแบบไหน และสลายแรงแผ่นดินไหวได้อย่างไร วันนี้เราจะมาถอดรหัสกันผ่านบทสนทนาที่เราได้ไปนั่งจับเข่าคุยกับครูออฟ และ 2 สถาปนิค ปอย-ปวีณา ถือคำ และ ภูมิ ทรัพย์ไพบูลย์กิจ จากสตูดิโอ Prebuilt Asia
จากบ้านแม่ สู่บ้านเรา
“เราเป็นลูกคนเดียว ต้องดูแลพ่อแม่ ประกอบกับเราเป็นครู ซึ่งโรงเรียนที่สอนก็อยู่แถวบ้าน มันประจวบเหมาะลงตัวหลายอย่าง บ้านหลังเดิมเป็นบ้านที่คุณพ่อกับคุณแม่สร้างไว้เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนค่อนข้างทรุดโทรม จึงถือโอกาสทำบ้านให้ท่านค่ะ” ครูออฟเล่าจุดเริ่มต้นที่ปลูกบ้านไม้หลังนี้ขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ครูออฟบรรจุเป็นคุณครูอยู่ที่จังหวัดน่าน และได้ย้ายกลับภูมิลำเนาที่จังหวัดแพร่ เธอพบว่าบ้านของคุณแม่ที่สร้างโดยช่างชาวบ้านช่วยกันทำ พอผ่านมาหลายสิบปี บ้านเริ่มมีรอยแตกจนเกรงว่าจะทรุด จึงตัดสินใจสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ดินผืนเดิม

“เราเกิดและเติบโตในพื้นที่นี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ อยู่กับบ้านของคนแพร่ที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ จนซึมซับว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำบ้านสักหลัง น่าจะเป็นบ้านไม้แบบที่ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กัน และเราชอบงานที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ในแง่ของภูมิศาสตร์ จังหวัดแพร่อยู่ในพื้นที่ในเขตร้อน การสร้างบ้านแบบพื้นถิ่นจึงตอบโจทย์”
นอกจากครูออฟจะเป็นคนท้องที่แล้ว การสอนวิชาภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประวัติศาสตร์เมืองแพร่มาหลายสิบปี ทำให้เธอหลงรักภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านภูมิปัญญาล้านนาที่ใช้วัสดุไม้จึงกลายเป็นโจทย์เริ่มต้น
ซึ่งโจทย์นี้ไปสู่มือของสถาปนิกอย่างปอยและภูมิที่นอกจากจะเป็นคนแพร่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผ่านการสร้างบ้านพื้นถิ่นมาหลายต่อหลายหลัง ในช่วงเวลานั้น ภูมิกำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหราชอาณาจักร ทำทีสิสเรื่องบ้านล้านนาและแผ่นดินไหว บ้านหลังนี้จึงเป็นเหมือนจุดรวมตัวของเหล่าคนที่หลงรักในบ้านล้านนา
บ้านตำรับล้านนา
“ถ้าย้อนไปถึงต้นตอจริง ๆ คำว่าล้านนาไม่ได้แบ่งพื้นที่เป็นแต่ละจังหวัดแบบในปัจจุบัน จึงมีส่วนที่ใกล้เคียงกัน ไม่ได้แตกต่างกันมาก คนล้านนาเดิมทีคือคนไตที่อพยพมาจากทางจีนตอนใต้ แล้วนำภูมิปัญญาในการสร้างบ้านมาด้วย แต่ประชากรส่วนใหญ่ของล้านนาเป็นไตยวน ถ้าให้เราวิเคราะห์ บ้านที่สะท้อนความเป็นล้านนามากที่สุดคือพวกไตยวนที่อยู่ติดพื้นที่ในเขตภาคเหนือของไทย” ปอยเล่าถึงต้นตอเมื่อเราถามหาคำนิยามว่าบ้านแบบล้านนาเป็นเช่นไร

เดิมทีจากโจทย์ของครูออฟ บ้านล้านนาไม่ได้จำกัดความว่าเป็นของจังหวัดใดเป็นพิเศษ เพราะหลังจากที่คนไตอพยพจากจีนมาเป็นคนล้านนา ก็ปรับเปลี่ยนภูมิปัญญาตามพื้นที่ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ บ้านหลังนี้จึงเป็นการรวมมิตรเทคนิคล้านนาจากที่ต่าง ๆ ทั้งจากบ้านคุณยายและคุณแม่ของครูออฟ บวกกับลักษณะบ้านพื้นถิ่นที่ครูออฟไปลงพื้นที่ศึกษาในพิพิธภัณฑ์เฮือนโบราณล้านนาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการซื้อบ้านโบราณมาปลูกไว้ในพิพิธภัณฑ์
รวมกับจากประสบการณ์ที่ปอยเดินทางไปดูบ้านพื้นถิ่นตามชนบทในจังหวัดต่าง ๆ เอกสารงานวิจัยจากนักวิชาการและอาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งระหว่างก่อสร้าง ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยที่ตรงกับความรู้และประสบการณ์ของช่างท้องถิ่นที่มาร่วมก่อสร้างบ้านหลังนี้ โดยทั้งหมดมี อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการสร้างบ้านพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับธรรมชาติ คอยให้คำแนะนำ

“ถ้าเราจะเลือกภูมิปัญญาล้านนามาใช้ ภาพที่เราคุยกันกับทางครูออฟ เราคุยกันว่าจะกลับไปถอดรหัสเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาใช้ แต่ต้องพิจารณาว่าจะใช้โครงสร้างแบบอดีตกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้โครงสร้างปัจจุบันกี่เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายจึงเลือกที่จะประยุกต์อดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน”
ซึ่งรูปแบบบ้านล้านนาที่ว่า หากจะพูดให้เห็นภาพซักหน่อย คือบ้านที่มีโครงสร้าง รูปแบบ และพื้นที่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งมีระบบเครือญาติใกล้ชิดแน่นแฟ้น จึงมีทั้งพื้นที่ Outdoor, Semi-outdoor และ Indoor รวมอยู่ในที่เดียวกัน

เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณบ้านจะเจอกับฮ้านน้ำหม้อ เป็นศาลาเล็ก ๆ วางหม้อน้ำเย็น ๆ ไว้ต้อนรับแขก ในปัจจุบันไม่ค่อยมีบ้านที่วางฮ้านน้ำหม้อไว้แล้ว เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่กำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา ปอยที่ไปตระเวนดูบ้านท้องถิ่นมาหลายหลังทำให้เราทราบว่า วัฒนธรรมนี้ยังคงมีอยู่ในพม่า

ถัดมายังจุดขึ้นบ้าน ก็จะแตกต่างจากล้านนาต้นตำรับเช่นกัน เดิมทีบ้านล้านนาในแพร่เป็นบ้านหลังเล็ก ใต้ถุนไม่สูงมาก นอกจากบ้านหลังนี้จะมีการยกพื้นสูง บันไดทางขึ้นบ้านยังรวมเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากบ้านล้านนาเดิม บันไดขึ้นบ้านจะอยู่ด้านนอก มีหลังคาคลุมไว้เท่านั้น

เมื่อขึ้นบ้านมาแล้วจะเจอกับชานหรือลานโล่ง ถ้ามีหลังคาคลุมจะเรียกว่าชานร่ม ถ้าไม่มีหลังคาจะเรียกว่าชานแดด แล้วถึงจะเจอกับเติ๋นหรือพื้นที่ส่วนกลางอันเป็นหัวใจของตัวบ้าน เป็นเหมือนห้องรับแขกที่เชื่อมต่อกับทุกห้องในบ้าน เป็นพื้นที่สำหรับต้อนรับบรรดาแขกหรือญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงเป็นพื้นที่รวมตัวของคนในบ้านด้วย เติ๋นจะยกระดับจากพื้นประมาณ 40 – 50 เซนติเมตร เพื่อให้นั่งแบบห้อยขาได้สบาย ๆ

“บ้านล้านนาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนล้านนา เพราะระบบเครือญาติเป็นระบบที่สำคัญที่สุดของคนล้านนา บ้านจึงต้องมีเติ๋นหรือพื้นที่ไว้พบปะกัน เป็นพื้นที่ที่เจ้าของบ้านและแขกจะมาพบปะพูดคุย เราว่าเติ๋นเป็นพื้นที่ที่มีพลังและมีพลวัตมากที่สุดในบ้าน” ปอยเสริม
ถอดรหัสโครงสร้าง
งานโครงสร้างหลัก ๆ ของบ้านหลังนี้เป็นผลงานจากภูมิที่กำลังทำทีสิสเรื่องภัยพิบัติและแผ่นดินไหว เขาเริ่มจากการศึกษาว่า พื้นที่ภาคเหนือและจีนตอนใต้ที่คนไตอพยพมามีแผ่นดินไหวลักษณะอย่างไรบ้าง มีความแรงเท่าไหร่ และสถาปัตยกรรมในตอนนั้นแก้ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างไร

“ในวิชาสถาปัตยกรรม เราเรียนกันมาเสมอว่าโครงสร้างหลังคามีส่วนประกอบที่เรียกว่าจันทัน ดั้ง อกไก่ ขื่อ อเส พอไปดูที่พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ สำรวจตามบ้านเรือนล้านนาหรือบ้านไตต่าง ๆ จะพบว่าโครงสร้างหลังคาบ้านที่เป็นแบบโบราณไม่มีส่วนที่เป็นจันทัน หรือจันทันไม่ได้ประกอบกับอเสและขื่อแบบที่เราเรียนกันมา มันเป็นการก่อสร้างแบบยุคใหม่ แต่ว่าภูมิปัญญาของบ้านเรือนล้านนาในโบราณใช้อีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้โครงสร้างบ้านทั้งหลังมีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี ทำให้หลังคายึดโยงอยู่กับเสาและพื้นได้อย่างแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นในการรองรับแรงสั่นไหวของพื้นได้ด้วย”
ภูมิเล่าถึงโครงสร้างบ้านล้านนาโบราณที่เขาไปศึกษาและพบว่าคนโบราณสร้างภูมิปัญญามารองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามที่บันทึกไว้ในตำรามูลโลกหลวงหรือตำรามูลศาสนาว่า ภาคเหนือเมื่อ 400 – 500 ปีก่อน มีเจดีย์ถล่มหลายหลัง มีการบอกเล่าว่าแผ่นดินสั่นไหวมาตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเรื่อย ๆ อย่างครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ก็เช่นกัน
แต่สิ่งที่พบนอกจากนั้นคือบรรดาบ้านหรือาคารปูนต่างแตกร้าวเสียหาย แต่บ้านเรือนไม้ที่มีความยืดหยุ่นสูงกลับได้รับความเสียหายน้อยกว่า และผู้คนยังอยู่อาศัยได้ต่อไป

“มีชุดโครงสร้างหรือชื่อเรียกโครงสร้าง เช่น ดั้งโย้ ก้าบ ก๋อน แป๋ป้าง แป๋ลาน ที่คนโบราณคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้อยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย มีโครงสร้างเหล่านี้เข้ามาเสริมครับ เราเก็บเอาข้อมูลตรงนี้มาพัฒนาใส่ในบ้านของครูออฟอีกทีหนึ่ง” ภูมิกล่าวถึงชื่อโครงสร้างต่าง ๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นหู แต่ทั้งหมดคือภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สร้างมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้บ้านล้านนา เพื่อรองรับเหตุภัยพิบัติที่รุนแรงบ้างไม่รุนแรงบ้าง
ซึ่งผลจากการสร้างบ้านที่ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้ ทำให้บ้านช่อแฮไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
“พอเกิดแผ่นดินไหว เรากับแม่อยู่คนละที่ เราอยู่ที่โรงเรียน รีบต่อสายตรงโทรหาแม่เลยว่าอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง แม่เล่าให้ฟังว่า อยู่บนชั้น 2 ได้ยินเสียงกุญแจกระทบประตู แต่ว่าบ้านไม่โยกเลย แม่ใช้คำว่า บ้านมันก็มั่น ไม่รู้สึกว่ามันไหวเลย” ครูออฟเล่าประสบการณ์จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด ขณะที่อาคารหลายแห่งในจังหวัดแพร่แตกร้าวเสียหาย แต่แม่ของเธอที่อยู่ในบ้านกลับไม่รู้สึกถึงแรงสั่นไหวใด ๆ
นี่เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ ปอยเล่าให้เราฟังว่า เธอคิดว่าตามหลักแล้วต้องรู้สึกว่าแผ่นดินไหวบ้าง ภูมิเองก็วิเคราะห์ให้เราฟังเช่นกันว่า บางทีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวนี้คงถูกสลายไปตามข้อต่อต่าง ๆ ที่สร้างตามภูมิปัญญาล้านนา
ตั้งแต่พื้น คาน และเสาในบ้าน ทุกจุดต่างช่วยกันสลายแรงจากแผ่นดินไหว ทำให้แรงสั่นสะเทือนเหลือน้อยจนผู้อาศัยไม่รู้สึก

“เรามีปรัชญาในการเลือก คือวิธีการหรือโครงสร้างตรงไหนเป็นหัวใจหลักที่จะทำให้บ้านหลังนี้มีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่นรองรับแผ่นดินไหว เราเลือกเก็บไว้ แต่ตรงไหนที่ไม่ใช่หัวใจ เราก็เลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ใช้ตะปู ไม่ใช้แม็กยิงส่วนที่ใช้ได้
“เราสกัดภูมิปัญญามาใช้เฉพาะส่วนที่เป็นหัวใจ”
ปอยเล่าว่าขั้นตอนในการสร้างบ้าน มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาด้วย ไม่ได้ใช้ลิ่ม เข้าสลัก หรือเข้าเดือย ในทุกจุดเนื่องจากหลายสาเหตุ ทั้งประหยัดเวลาและงบประมาณการก่อสร้าง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในจุดที่สมเหตุสมผล เพราะเธอและภูมิวิเคราะห์มาแล้วว่าโครงสร้างจากภูมิปัญญาส่วนไหนที่จะช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้ตัวบ้านบ้าง
“เราปรับปรุงการสร้างบ้านให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เช่น หาไม้ชิ้นใหญ่ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ก็พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างให้ใช้ได้กับไม้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยยังคงคอนเซปต์ว่า องค์ประกอบบางอย่างที่จำเป็น อย่างการเอาดั้งโย้เสียบเข้ากับหัวเสาที่ช่วยยึดโครงสร้างไว้ด้วยกันทั้งหมดก็เลือกใช้ระบบเดิม เพื่อที่จะทำให้บ้านแข็งแรง หลังคาไม่หลุดออกมาโดยง่าย ทนต่อสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศได้ด้วย
“แต่ว่าส่วนประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้สกรูหรือนอตแทนได้ พิสูจน์แล้วว่าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วโอเค ช่วยยืดระยะการใช้งานของวัสดุได้ด้วย สร้างความแข็งแรงของข้อต่อเหล่านั้นได้ ก่อสร้างง่ายขึ้น และหาวัสดุอุปกรณ์ง่ายขึ้นด้วยครับ” ภูมิเสริม
นอกจากนี้ บ้านครูออฟยังมีห้องครัว 2 ห้องที่ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตคนในบ้าน
“บ้านหลังนี้มีการไปสร้างครัวไทยนอกบ้านอีกหลัง เพราะการทำกับข้าวเมืองหรือกับข้าวล้านนา สิ่งสำคัญคือต้องมีกลิ่นควัน อาหารเหนือหลายเมนูต้องตั้งไฟจากเตาอั้งโล่ อย่างน้ำพริกหนุ่ม ต้องเอาพริก กระเทียม หอมแดง ไปอุ๊ก หรือการเขี่ยขี้เถ้าข้างล่างของเตาอั้งโล่ เอาวัตถุดิบใส่เข้าไปแล้วเอาขี้เถ้ากลบเพื่อให้ความร้อนที่ไม่ร้อนมากค่อย ๆ สุมจนสุกระดับหนึ่ง ถึงจะเอาเครื่องเทศมาทำน้ำพริกหนุ่มได้”


ปอยเล่าถึงครัวไทยข้างบ้านที่สร้างแยกออกมาอีกหลังไว้ทำเมนูอาหารเหนือโดยเฉพาะ ในขณะที่ในบ้านก็มีครัวสมัยใหม่ไว้รองรับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ตั้งกาน้ำร้อน ชงกาแฟ ทำเมนูง่าย ๆ โดยที่ผนวกโซนโต๊ะทานอาหารเข้าไป แถมยังเปิดประตูห้องออกไปเจอโซนสวนพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ทานเองอีกด้วย
ความงามตามสัจจะ
โจทย์บ้านที่สร้างด้วยวัสดุไม้ไม่ได้เป็นโจทย์ที่ยากอะไรนัก เนื่องจากเมืองแพร่เป็นเมืองหลวงของไม้ไทย บวกกับบ้านปอยก็ทำธุรกิจโรงไม้ ซึ่งบ้านครูออฟมีส่วนประกอบไม้จากการแกะรื้อบ้านของคุณแม่ที่ชำรุดทรุดโทรม แต่อีกโจทย์ที่ท้าทายสุด ๆ จากครูออฟ ก็คือวัสดุมุงหลังคาที่เรียกว่า กระเบื้องดินขอ
“หลังคาดินขอ แม้จะดูธรรมดา แต่มันคือของหายากมาก ๆ จนเราต้องไปสั่งข้ามมาจากพม่า เพราะว่าไม่มีใครสืบทอดภูมิปัญญานี้ กระเบื้องดินขอเป็นของที่ทำยาก แต่คนโบราณทำได้
“กระเบื้องดินขอทำมาจากดินเหนียวที่เอาไปหมัก ถ้าสมัยเมื่อก่อนหมักในนาข้าว เพื่อให้จุลินทรีย์ในดินย่อยสลาย สิ่งที่จุลินทรีย์ย่อยสลายออกมาทำหน้าที่คล้ายกาวที่ไปเกาะเนื้อดินให้แน่นเหนียว ถ้าเป็นโบราณหมักกันประมาณครึ่งปีแล้วจึงนำไปเผา กระเบื้องดินขอเป็นกระเบื้องที่แข็งแรง ทนทาน และมีน้ำหนักเบา มีของมือสองที่ถูกโละมาขายตามท้องตลาด แม้จะอายุเป็นร้อยปีแต่ก็ยังมีสภาพที่ดี”

ปอยเล่าถึงการตามล่าหากระเบื้องดินขอมามุงหลังคาบ้านครูออฟ ซึ่งส่วนมากในประเทศไทยหายากหรือไม่ก็คุณภาพไม่ถึง เธอจึงสั่งนำเข้าจากพม่า ปอยและทีมงานละเอียดจนถึงขั้นชั่งน้ำหนักกระเบื้องดินขอกันทีละใบ เพื่อให้สเปกถึงตามต้นตำรับจริง ๆ แต่ตอนนี้มีทีมวิจัยไทยที่กำลังศึกษารื้อฟื้นภูมิปัญญาทำกระเบื้องดินขออยู่ เพราะเป็นกระเบื้องที่ใช้ในโบราณสถานหลายแห่งและยังหาซื้อในประเทศไทยไม่ได้
“พอเข้ามาอยู่ เหมือนบ้านค่อย ๆ เปิดให้เราเห็นทีละด้าน ตอนที่ย้ายเข้าบ้านแรก ๆ ไม้จะถูกสีที่รักษาเนื้อไม้ทาทับ แต่เมื่ออยู่ผ่านไปหลายปี เจอแดด เจอฝน สีที่ทาทับจางหาย เปิดเผยให้เห็นเนื้อไม้จริง ๆ บางอย่างมันตกตะกอนว่า ต่อให้มีอะไรมาเคลือบ แต่สุดท้ายมันก็จะเปิดเผยในสิ่งที่เราเป็น เรียกว่าสัจจะวัสดุ

“อีกอันที่ค่อนข้างชัดเจนคือกระเบื้องดินขอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากได้ตั้งแต่แรก ตอนนี้กลับงามขึ้นกว่าเดิมเพราะเริ่มเปลี่ยนสี เดิมทีเป็นสีเหมือนอิฐมอญ เมื่อเจอแดด เจอฝน ผ่านกาลเวลาไป มันเปลี่ยนเป็นสีดำ เหมือนตะไคร่น้ำที่เปลี่ยนเพราะกาลเวลาและอายุการใช้งาน ทำให้เราคิดว่าต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา” ครูออฟเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของวัสดุภายในบ้านที่ทำให้เธอตกตะกอนถึงสัจจะของชีวิตผ่านสัจจะของวัสดุ
ปอยเฉลยถึงการเปลี่ยนแปลงสีสันของกระเบื้องดินขอว่า เกิดจากด้วยส่วนผสมที่เป็นดินหมัก เมื่อผ่านร้อนผ่านหนาว จะเกิดตะไคร่น้ำเกาะอยู่ด้านบน ตะไคร่น้ำจะช่วยยึดโยงกระเบื้องแต่ละแผ่นให้หนาแน่นแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม ยิ่งใช้ ยิ่งแข็งแรง สวนทางและแตกต่างจากกระเบื้องมุงหลังคาในปัจจุบันที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา
หน้าหนาวอุ่น หน้าร้อนเย็น
และโจทย์สุดท้ายที่เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงล็อกให้บ้านหลังนี้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก ก็คือบ้านตำรับล้านนาที่ช่วยประหยัดพลังงาน
“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 300 กว่าบาทต่อเดือน คิดว่าเป็นเพราะการออกแบบด้วย บ้านหลังนี้โปร่ง มีช่องระบายอากาศค่อนข้างเยอะ ประกอบกับกระเบื้องดินขอ ถ้าในช่วงของฤดูหนาวจะอุ่น ในช่วงของฤดูร้อนจะเย็น ถ้ามาตอนหน้าฝนจะมีกลิ่นเฉพาะ ถ้าอยู่กัน 3 คนพ่อแม่ลูก ไม่มีแขก เราไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ พัดลมก็แทบไม่ได้ใช้ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คุยกันว่าตั้งใจจะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ พอมาอยู่จริง ๆ ก็ไม่ได้ร้อนมาก เพราะลมเข้าทุกด้านเลย”

ครูออฟเล่าประสบการณ์หลังเข้าอยู่ นอกจากเธอจะไม่คำนึงถึงค่าไฟแต่ละเดือนแล้ว ไม่ว่าจะอยู่บ้านหลังนี้ในช่วงฤดูไหนก็อยู่สบาย เพราะออกแบบตามภูมิอากาศได้อย่างถูกต้อง
ภูมิเล่าให้ฟังว่าองค์ประกอบที่ช่วยระบายอากาศได้อย่างดีก็คือการไม่มีฝ้า ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องลอยขึ้นด้านบน ไหลผ่านออกไปทางหลังคา โดยเฉพาะบริเวณหน้าจั่วที่ติดตั้งช่องให้ลมเข้า-ออกได้ รวมถึงรอบบ้าน ๆ และช่องคอสองที่มีลักษณะเป็นซี่ ๆ เปิดให้ลมถ่ายเทสะดวก ซึ่งทั้งหมดเป็นความรู้จากภูมิปัญญาคนล้านนาเช่นกัน


นอกจากนี้ บริเวณเติ๋นหรือพื้นที่ส่วนกลางที่ไว้พบปะสังสรรค์ ยังมีช่องแมวลอดอยู่ด้านใต้ สร้างไว้ให้ลมลอด เป็นอีกส่วนที่ช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้เช่นกัน
บ้านที่เติมเต็มหัวใจ
บ้านล้านนาหลังนี้ออกแบบมาให้เห็นถึงวัฏจักรชีวิตของคนในบ้าน กลายเป็นบ้านที่สร้างความอบอุ่นในหัวใจให้ทุกคน
“บริเวณที่ยื่นออกไปในห้องเราหรือที่เรียกว่า Window Nook เป็นจุดที่ได้ใช้งานมากที่สุด อาจจะด้วยความที่เราเป็นคนตัวเล็ก พอใช้เก้าอี้หวายตัวเล็ก ๆ ตรงนั้นก็กลายเป็นพื้นที่นี้ทำงานได้ และเป็นจุดเชื่อมต่อก่อนเข้าห้องนอนคุณแม่ ก่อนแม่เข้านอน ทุกคืนคุณแม่จะมานั่งเป็นเพื่อนลูกทำงานจนดึก เป็นภาพที่เกิดขึ้นทุกวัน จึงได้ใช้งานจุดนี้มากที่สุด”

ครูออฟเล่าถึงวิถีชีวิตคนในบ้านให้ฟังอีกว่า ทุกเช้าที่เธอตื่นมาจะเห็นควันไฟจากครัวข้างบ้านที่สร้างแยกออกมาอีกหลัง ก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อตื่นเช้ามาหุงข้าวแล้ว พอสายหน่อยก็เริ่มเห็นแม่ลงไปทำกับข้าวที่ครัว ทั้ง 3 คนก็ย้ายมากินข้าวร่วมโต๊ะกัน จากนั้นก็แยกย้ายไปทำกิจวัตร พอตกเย็น หากเห็นควันไฟจากครัวอีก แสดงว่าแม่เริ่มทำข้าวเย็นเล้ว พอทานข้าวเย็นเสร็จก็จะมานั่งพักบริเวณเติ๋น


บ้านหลังนี้เป็นเหมือนนาฬิกาที่ทำให้เห็นถึงมิติของความสัมพันธ์ กลายมาเป็นบ้านในอุดมคติที่อยู่แล้วอบอุ่น ปลอดภัย สะท้อนตัวตนของเธอและพ่อแม่ได้อย่างแท้จริง รวมถึงมีจิตวิญญาณความเป็นบ้านล้านนาที่ทำให้เธอคิดคำนึงถึงบ้านเก่าที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ทั้งบ้านยายและบ้านแม่ รวมอยู่ในหลังนี้แล้ว
