18 กันยายน 2025
2 K

‘ตัดไม้แต่ได้ป่า’ วลีนี้เผิน ๆ อาจจะดูขัดแย้งและเหนือจริงสุด ๆ

แต่สิ่งนี้กลับเกิดขึ้นจริงในสวีเดน ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่อุตสาหกรรมไม้รุ่งเรืองติดอันดับโลก เป็นแหล่งส่งออกทั้งกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสร้างอาคารด้วยไม้

เมื่ออุตสาหกรรมไม้ยกระดับจนครบครบวงจร ป่าไม้จึงต้องผลิตไม้ให้มากพอที่จะตอบรับต่อความต้องการทางการตลาด สวีเดนจึงคิดค้นกลยุทธ์ที่พัฒนาทั้งอุตสาหกรรมไม้และป่าไม้ไปพร้อมกัน จนเปลี่ยนอาคารคอนกรีตในเมืองให้กลายอาคารไม้ได้ 30% แถมยังเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 30% ไปสู่ 70% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 100 ปี 

และกลยุทธ์นี้ก็เดินทางมาสู่ ‘แพร่’ เมืองหลวงไม้ของประเทศไทยที่เคยรุ่งเรืองด้วยกิจการค้าไม้ และปัจจุบันก็ยังคงอุดมไปด้วยช่างไม้มากฝีมือ 

เมื่อวันที่ 15 – 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้ไปร่วมงานเสวนาสานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน จังหวัดแพร่ ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม และมีโอกาสพูดคุยกับวิทยากรชาวสวีเดนที่มาให้ความรู้ด้านการจัดการป่าไม้และการสร้างเมืองด้วยไม้ จึงขอนำองค์ความรู้ที่ได้มาเล่าให้ฟัง พร้อมเสนอแนวทางว่าจะนำมาต่อยอดให้ไทยมีเมืองไม้ยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง 

จุดเริ่มต้นที่ไม่สวยหรู

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน สวีเดนเคยเผชิญปัญหาทรัพยากรป่าไม้ขาดแคลน จากการมาของยุคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ป่าไม้ที่เคยมีมาก ตั้งสูงตระหง่านเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศถูกโค่นล้มในพริบตา เพื่อมาตอบสนองอุตสาหกรรมไม้ที่จะขับเคลื่อนประเทศ บวกกับผู้คนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูป่า สถานการณ์จึงแย่ลงเรื่อย ๆ 

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเกิดการกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูป่าไม้ ว่าหากตัดต้นไม้เพียงอย่างเดียวแต่ไม่มีการฟื้นฟูเลย วันหนึ่งทรัพยากรป่าไม้จะขาดแคลน และเกิดกฎหมายป่าไม้ฉบับแรกของโลก เพื่อต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า และปลูกป่าทดแทนตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 

ด้วยความรู้ด้านการดูแลป่าที่ยังไม่มากพอ บวกกับเทรนด์ความยั่งยืนยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง การปลูกป่าในช่วงเวลานั้นจึงไม่มีประสิทธิภาพมากพอ บางครั้งก็ปลูกโดยไม่ได้ดูความเหมาะสมว่าต้นไม้ชนิดนั้นเหมาะกับน้ำและดินในพื้นที่หรือไม่ บางทีก็ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ความหลากหลายทางชีวภาพไม่มากพอที่จะเรียกพื้นที่นั้นว่าป่า หรือบางทีก็ไม่ปลูกเลย แล้วปล่อยให้ป่าฟื้นตัวเอง ซึ่งต้องรอนานหลายสิบปีไปจนถึงหลักร้อยปี ในขณะที่การตัดไม้ยังคงเข้มข้นและทวีคูณอย่างต่อเนื่อง ยิงยาวไปจนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20

เริ่มต้นใหม่กับศตวรรษใหม่

ก่อนจะเริ่มต้นศตวรรษใหม่ เกิดการขับเคลื่อนครั้งสำคัญในช่วงกลางยุค 1990 เมื่อสหภาพยุโรปอนุญาตให้สร้างอาคารไม้สูงมากกว่า 3 ชั้นขึ้นไป ซึ่งเดิมทีสวีเดนนิยมสร้างบ้านไม้ขนาดเล็กอยู่แล้ว 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นนาทีทองให้บริษัทก่อสร้างอาคารไม้เข้ามายึดครองอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยคอนกรีต โปรเจกต์ Wooden City เปลี่ยนเมืองให้เป็นไม้จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

แต่การจะเปลี่ยนทั้งเมืองให้เป็นไม้ต้องการความพร้อมจากหลายฝ่าย ทั้งสต็อกไม้ที่ต้องมีมากพอ โรงงานอบและโรงงานเลื่อยที่ต้องพร้อมผลิต ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจของผู้คนต่อความยั่งยืน ทั้งหมดนี้ต้องขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน 

ภาพ : forestindustries.se

สิ่งแรกที่สวีเดนเริ่มทำ คือการจัดการป่าไม้ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาลงลึกถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ป่า เพื่อวิเคราะห์ว่าพืชและสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นมีความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศอย่างไร โดยคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งพืช สัตว์น้อยใหญ่ แมลง ไปจนถึงเห็ดหรือรา

รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะดินและน้ำในพื้นที่ว่าเหมาะสมหรือควรปลูกพืชชนิดใด ในขณะเดียวกันก็แอบแซม ๆ ไม้เศรษฐกิจเข้าไปด้วย เพราะถ้าแยกพื้นที่ป่าไม้กับพื้นที่ป่าเศรษฐกิจออกจากกัน จะเป็นการทำงานซ้ำซ้อน จึงรวบ 2 พื้นที่ให้เป็นพื้นที่เดียวกัน 

อีกสิ่งที่สวีเดนทำ คือปลูกฝังแนวคิดให้ผู้คนว่า ป่าไม้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงไม่ต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ ชาวสวน-ชาวไร่จึงหันมาปลูกต้นไม้เพื่อบ่มเพาะกำไรระยะยาวให้รุ่นลูกรุ่นหลาน และการจัดการป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กำไรในรูปแบบต้นไม้เติบโตแบบเร่งสปีด

ภาพ : forestindustries.se

เพราะถ้าดูแลป่าดี ดูแลในทางที่ถูกที่ควร ก็จะฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้ถึง 80% แต่ถ้าดูแลไม่ดี ปลูกแต่ไม้เศรษฐกิจ ไม่สนใจความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพดินและน้ำก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ จนต้องรอนานนับร้อยปีกว่าป่าจะฟื้นตัว นี่จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรสวีเดนศึกษาหาความรู้การปลูกป่าที่ยั่งยืนไปในตัว 

ปัจจุบัน กฎหมายป่าไม้ของสวีเดนพัฒนาให้เกษตรกรดูแลพื้นที่ป่าเองได้ แต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เมื่อตัดต้นไม้ 1 ต้น ต้องปลูกมาทดแทน 2 – 3 ต้น 

บวกกับความตระหนักรู้เรื่องภาวะโลกร้อน ยิ่งโหมให้ความยั่งยืนติดอันดับสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนของสวีเดนนำมาใช้คำนวณในแผนฟื้นฟูป่าไม้อีกด้วย ซึ่งการสร้างเมืองด้วยไม้ก็เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้อยู่หมัด 

ภาพ : storaenso.com

เพราะนอกจากเป็นอาคาร Bio-based ที่มีวิจัยการันตีว่าช่วยยกระดับชีวิตผู้คนได้ เพราะการอาศัยอยู่ในอาคารไม้ช่วยให้ผู้อาศัยรู้สึกดีขึ้น ด้วยการควบคุมความชื้น อาคารไม้จึงดูดซับและคายความชื้นจากภายในได้ในเวลาเดียวกัน อากาศและอุณหภูมิในอาคารไม้จึงมีความสมดุล แถมกลิ่นจากไม้ยังช่วยให้ผ่อนคลาย 

กระบวนการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ยังเป็น Low Carbon Construction ที่สร้างมลพิษน้อยกว่าอาคารจากปูนและเหล็กหลายเท่า เนื่องจากส่วนประกอบของอาคารไม้มาจากโรงงาน จึงไม่มีการผสมปูนหรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดฝุ่นควัน เพียงแค่ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สร้างเสร็จเร็วกว่าอาคารคอนกรีต ด้วยกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ จึงมีการลงทุนในอาคารไม้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างเมืองไม้ยั่งยืนขึ้นมา

อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความยั่งยืน

โปรเจกต์ Wooden City และแผนฟื้นฟูป่าไม้ในสวีเดนจะไม่ได้รับความสำคัญขนาดนี้ ถ้าอุตสาหกรรมไม้ไม่ได้รับการพัฒนาให้ครบวงจร 

เพราะตามกลไกทางเศรษฐกิจที่ Demand สัมพันธ์กับ Supply สวีเดนจึงต้องพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม้คือทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุด

โดยเฉพาะการสร้างเมืองด้วยไม้ในปัจจุบันที่พัฒนาจนถึงขั้นว่า 30% ของบ้านเรือน และ 45% ของอาคารราชการของสวีเดนเปลี่ยนให้มีโครงสร้างไม้เป็นส่วนประกอบหลัก และจะทยอยสร้างอาคารไม้ทดแทนอาคารปูนซีเมนต์ต่อไปเรื่อย ๆ 

การสร้างเมืองด้วยไม้ที่ใช้ไม้จำนวนมาก กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นในโรงงาน ทั้งโรงงานอบไม้ที่อบได้แห้งสนิท ช่วยกันความชื้น ยืดอายุให้ไม้ใช้งานได้นานกว่าร้อยปี ส่วนโรงงานเลื่อยไม้ก็ล้ำสมัยจนผลิตชิ้นส่วนอาคารแล้วส่งมาประกอบที่ไซต์ก่อสร้างได้เหมือนตัวต่อเลโก้ (ต่อไปอาจจะต่อบ้านได้เหมือนต่อเฟอร์นิเจอร์ IKEA)

ภาพ : storaenso.com

นวัตกรรมที่น่าจะสนใจจากสวีเดน มีทั้ง CLT หรือ Cross-laminated Timber ไม้แปรรูปที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนมาวางไขว้แล้วติดกาว เมื่อนำ CLT มาสร้าง จะมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับปูนซีเมนต์เลยทีเดียว เหมาะนำไปใช้สร้างกำแพง ผนัง และหลังคา

ภาพ : storaenso.com

ส่วนเสาและคานก็มีนวัตกรรมที่เรียกว่า Glulam คือการนำชิ้นส่วนไม้มาติดกาวในทิศทางเดียวกันหลายเลเยอร์ ยิ่งเลเยอร์มากก็ยิ่งแข็งแรงมาก เหมาะใช้เป็นโครงสร้างอาคาร สร้างอาคารใหญ่ ๆ อย่างสนามกีฬาได้เลย

ภาพ : sarakulturhus.se

 จากเดิมทีที่อาคารไม้สร้างได้สูงสุดเพียง 3 ชั้น ปัจจุบันนวัตกรรมทำให้บริษัทก่อสร้างอาคารไม้สร้างได้สูงถึง 20 ชั้น และแข็งแรงเช่นเดียวกับอาคารที่สร้างจากคอนกรีต

การสร้างอาคารด้วยไม้ยังคงต้องพึ่งพาปูนซีเมนต์ในบางส่วน เช่น การทำฐานอาคารที่ใช้ไม้ทำไม่ได้ เพราะอาคารไม้ต้องอยู่ห่างจากพื้นดิน ซึ่งเป็นแหล่งความชื้นที่จะทำให้อาคารเสียหาย แต่ในส่วนอื่น ๆ นั้นแก้ไขด้วยกระบวนการออกแบบอาคาร 

ภาพ : storaenso.com

สิ่งที่ตามมาจากนวัตกรรมและอุตสาหกรรมที่เติบโต คือโอกาสทางอาชีพของผู้คนในท้องถิ่น โรงงานไม้ต้องการทรัพยากรคน ป่าไม้ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาและวางแผนจัดการป่าไม้ที่เหมาะสมในแต่ละเมือง ชิ้นส่วนจากโรงงานก็ต้องการขนส่งและช่างสำหรับประกอบ 

เกิดเป็นการกระจายรายได้ งานไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองใดเมืองหนึ่ง ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องจากบ้านเกิดมาทำงานในเมืองหลวง แต่พัฒนาทักษะและหางานทำได้ในบ้านเกิดของตน 

ในขณะที่อุตสาหกรรมไม้และการก่อสร้างในสวีเดนพัฒนามาถึงขีดสุด ราคาบ้านอยู่ในระดับที่คนท้องถิ่นจับต้องได้ ส่วนคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ฝันนั้นก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

ภาพ : forestindustries.se

ทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตจากการที่ชาวสวีเดนจัดการป่าไม้และพัฒนาอุตสาหกรรมไม้อย่างต่อเนื่องมานานกว่าร้อยปี แม้ระหว่างทางจะมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่พวกเขาก็ยังคงพัฒนาแผนการจัดการป่าไม้ให้ยั่งยืน ช่วยลดระดับภาวะโลกร้อนให้ได้มากที่สุด และรองรับปัจจัยต่าง ๆ ที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน 

กลายเป็นสาเหตุว่า ทำไมผืนป่าสวีเดนถึงขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ผู้คนยังคงตัดไม้ไปส่งเข้าตลาดอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการเหล่านี้ ความยั่งยืนและเศรษฐกิจก็จะเติบโตไปด้วยกัน 

แพร่ เมืองหลวงของไม้ไทย

อีกฟากหนึ่งของโลก ณ จังหวัดแพร่ ประเทศไทย ในปี 1884 รัฐบาลไทยเปิดให้บริษัทจากอังกฤษและเดนมาร์กเข้ามาทำสัมปทานไม้สัก จังหวัดแพร่ในตอนนั้นซึ่งอุดมไปด้วยไม้สักคุณภาพดีจึงเกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักหน่วง แม้จะหมดสัญญาสัปทานกับบริษัทต่างชาติไปตั้งแต่ปี 1935 แต่รัฐบาลยังคงอนุญาตให้คนท้องถิ่นดำเนินกิจการตัดไม้-ค้าไม้ จนกระทั่งปี 1989 ถึงจะมีพระราชบัญญัติปิดป่า 

แม้พื้นที่ป่าไม้ในเมืองแพร่สูญหายไปมาก แต่ก็สร้างเครือข่ายช่างฝีมือมารองรับตลาดค้าไม้ในเวลานั้นเช่นเดียวกัน ทักษะเชิงช่างของพวกเขาส่งต่อมายังลูกหลานรุ่นปัจจุบัน ซึ่งหลายคนยังคงทำกิจการเกี่ยวกับไม้ จำหน่ายในราคาจับต้องได้ 

หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการปิดป่าสัมปทานในปี 1989 แม้ป่าไม้ทั่วประเทศไทยจะยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ทรัพยากรป่าไม้ในเมืองแพร่ก็ยังคงมีอยู่ บวกกับทรัพยากรคนท้องถิ่น เมืองแพร่จึงเป็นหมุดหมายใหม่ที่มีประสิทธิภาพพอที่จะพัฒนาให้กลายเป็น ‘เมืองไม้ยั่งยืน’ ได้ 

บวกกับความต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชนที่อยากยกระดับการฟื้นฟูป่าไม้และเศรษฐกิจไทย ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม จึงเกิดไอเดียสร้างสะพาน สานพลังความร่วมมือไทย-สวีเดน โดยมีศูนย์ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) หน่วยนวัตกรรมภายใต้สถานเอกอัครราชทูตฯ ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก คอยเฟ้นหาโอกาสที่ไทยและกลุ่มประเทศนอร์ดิกร่วมมือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันได้

โดยการร่วมแรงร่วมใจไทยสวีเดนเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2565 ผ่านการจัดงานสัมมนาด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญสวีเดนมาไทย ในปีถัดมา ได้นำกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมไม้ไทยบินไกลลัดฟ้าไปเรียนรู้ระบบนิเวศและนวัตกรรมการจัดการป่าไม้ที่สวีเดน จนได้ต่อยอดเป็นงานวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้ในไทยที่กำลังดำเนินการด้วยทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ความร่วมมือนี้แผ่ขยายมาสู่ท้องถิ่นที่จังหวัดแพร่ที่ถูกเลือกให้เป็น ‘พื้นที่ต้นแบบเมืองไม้’ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ทดลองกลยุทธ์ ตัดไม้ได้ป่า และไม้เปลี่ยนเมือง ก่อนจะแผ่ขยายไปสู่เมืองอื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่และสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมปลูกจิตวิญญาณรักษ์ป่าไม้ไทยให้กับผู้คนท้องถิ่น

จึงเกิดเป็นงานเสวนา สานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน จังหวัดแพร่ ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ที่ดำเนินการผ่านศูนย์ TNIU ร่วมมือกับสถานทูตสวีเดนและภาคีเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อเปิดวงสนทนา ปูพื้นฐาน และร่วมออกความเห็น เพื่อเป็นหมุดหมายแรกในการวางรากฐานเมืองไม้ยั่งยืนในจังหวัดแพร่

งานเสวนาอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คนจากหลากหลายฝ่าย โดยเฉพาะวิทยากรจากสวีเดน ทั้ง Björn Eliasson ผู้แทนจากเมือง Växjö (แว็กเควอ) เมืองไม้ทันสมัยแห่งแรกในสวีเดน, Magnus Emilson วิศวกรด้านการสร้างบ้านสร้างเมืองด้วยไม้ CEO จาก Limträteknik, Klas Bengtson อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการป่าไม้ และ Aaron Kaplan นักธุรกิจที่ปั้น Wooden City ให้เป็นโมเดลธุรกิจจาก Eco-innovation Foundation

ในขณะที่ฝั่งไทยก็มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน อาจารย์ นักพัฒนาชุมชน ผู้ใหญ่บ้านที่แก้ปัญหาการเผาป่า นักธุรกิจที่ขับเคลื่อนกำไรไปพร้อมกับความยั่งยืน สถาปนิกที่สร้างบ้านด้วยไม้ และอีกมากมาย ตามไปฟังเสวนาย้อนหลังได้ที่ Facebook : TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่ขนมาจากสวีเดน ชื่อว่า Wood Life Sweden รวม 40 โครงการสร้างอาคารด้วยไม้จากเมืองต่าง ๆ ทั่วสวีเดน มีทั้งบ้าน โรงยิม อาคารเทศบาล ตึกบริษัท โรงเรียน ศาลา สุสาน ศูนย์สุขภาพ ศูนย์คมนาคม ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์กีฬา สถานีรถประจำทาง ลานสเกตบอร์ด กังหันลม ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ โรงแรม โกดัง ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงาน

ในนิทรรศการเล่าถึงโจทย์และที่มาที่บอกเล่าบริบทเมืองและผู้อยู่อาศัย พร้อมเผยเทคนิคการก่อสร้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ ให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้นวัตกรรมจากสวีเดน จัดที่ชั้น 1 ของบ้านเขียว สวนรุกขชาติเชตวัน โดยนิทรรศการ Wood Life Sweden เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ 

ส่วนชั้น 2 ของบ้านเขียว มีนิทรรศการประวัติศาสตร์การป่าไม้ไทยและเมืองแพร่ พาย้อนเวลากลับไปในช่วงที่แพร่ครึกครื้นด้วยสัมปทานป่าไม้ พร้อมเล่าถึงกระบวนการบูรณะฟื้นคืนชีพบ้านเขียว ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ทำการป่าไม้ของจังหวัดแพร่ ก่อนบูรณะในปี 2020 แล้วเสร็จในปี 2024 ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ผ่านประวัติศาสตร์เมืองแพร่ เป็นนิทรรศการถาวร เข้าชมได้ตลอดทั้งปี

ปรับเพื่อเปลี่ยน

ในงานเสวนามีการพูดคุยกันอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ จากองค์ความรู้ของไทยและสวีเดน แต่สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดคงเป็นคำถามที่หลายคนคิดอยู่ในใจว่าสภาพอากาศ ภูมิประเทศและบริบทสังคมไทย-สวีเดน ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แล้วโมเดลบ้านไม้ในสวีเดนที่ต่อสู้กับอากาศหนาวจะอยู่อาศัยได้จริงหรือไม่เมื่อมาเจออากาศร้อนชื้นของประเทศไทย 

ปัญหาสภาพอากาศและความชื้น Magnus Emilson วิศวกรและ CEO จาก Limträteknik เตรียมแปลนโครงสร้างชิ้นส่วนไม้ทั้งผนังและคานที่ปรับมาเพื่อสร้างบ้านไม้ในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ 

ประกอบขึ้นด้วย 4 ส่วนจากด้านนอก เริ่มจาก Facade ที่เป็นพื้นผิวด้านนอกอาคาร เป็นวัสดุแบบไหนก็ได้ แต่ต้องมีช่องว่างระบายอากาศที่สร้างจากการใช้ชิ้นส่วนไม้ 

ถัดมาเป็นชั้น Membrane ที่ทำขึ้นจากวัสดุหลายแบบ ทั้งแผ่นฟอยล์อะลูมิเนียม พลาสติก หรือยาง เพื่อช่วยชะลอหรือทนความชื้นได้ เพราะความชื้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของไม้ หากอบไม้ไม่แห้งพอหรือก่อสร้างโดยปล่อยให้ชิ้นส่วนของไม้สัมผัสกับความชื้นตรง ๆ ไม้จะหดตัว ไม่แข็งแรง และเป็นแหล่งสะสมเชื้อราและแมลง ยิ่งในประเทศที่ฝนตกบ่อย ความชื้นสูง ส่วนนี้จึงสำคัญที่สุด ถ้าทำชิ้นส่วนออกมาดี กันความชื้นได้อยู่หมัด ประกอบชิ้นได้ส่วนแน่นสนิท อาคารไม้ก็จะอยู่ได้นานนับร้อยปีเลยทีเดียว

ต่อมาเป็นชั้นฉนวนกันความร้อน ช่วยยืดอายุการใช้งานและกันความร้อนกันแสงแดดจากด้านนอก โดยทั่วไปฉนวนในสวีเดนจะหนาถึง 250 – 300 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันอากาศเย็น แต่ในเมืองไทยใช้ฉนวนขนาดราว 50 มิลลิเมตรก็ได้ และชั้นสุดท้ายคือไม้รับน้ำหนัก เป็นไม้ชนิดใดก็ได้ ซึ่งส่วนนี้ฉาบเพื่อตกแต่งด้วยยิปซัมได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การจะทำให้แพร่กลายเป็นเมืองไม้ยั่งยืนได้นั้น หัวใจหลักอยู่ที่การร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน อาจจะเริ่มจากการคำมั่นสัญญากันว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยหรือคนไทยต้องการ เพื่อพัฒนาเมืองและป่าอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 

เช่นเดียวกับสวีเดนที่กว่าจะเกิดเมืองไม้ยั่งยืนได้จริงต้องอาศัยความพร้อมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกฎหมายที่ผลักดันให้เกิดการดูแลป่า ปลูกป่า และผลักดันการสร้างอาคารด้วยไม้ แล้วอีกหลายสิ่งจึงจะตามมา เช่น เกษตรกรที่ดูแลป่าเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัว โรงงานที่พัฒนานวัตกรรมทั้งการอบ เลื่อย ไปจนถึงสร้างชิ้นส่วนสำหรับอาคารไม้ สถาปนิกที่ออกแบบบ้านให้เหมาะกับสภาพอากาศ ในราคาที่คนทุกระดับซื้อได้ ไปจนถึงภาคธุรกิจที่หาทางส่งออกชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ไม้ไปยังประเทศอื่น ๆ 

ต้องลองถามพวกเรากันเองแล้วล่ะ ว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นเมืองไม้ยั่งยืนหรือไม่ และหากจะเริ่มจริง ๆ ก็ต้องทดลองทำอย่างจริงจัง ทุกฝ่ายจะได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ

Photographer

ทิฐธรรม คลี่ใบ

ช่างภาพ เจ้าของเพจ Momanggo Studio