พนักงานใหม่ของเราสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว สะอาด เรียบร้อย แต่มีความขบถซ่อนอยู่ปลายสายตา เพราะผมทรงสั้นครึ่งยาวครึ่งที่เลือกตัดนั้นสะท้อนตัวตนของเธอไม่น้อย หญิงสาวทักทายด้วยเสียงทุ้มในลำคอ ไม่ดังมาก แต่ก็ชัดพอให้ได้ยินว่าเธอต้องการอะไรแน่ แม้จะดูเข้าถึงยากในตอนแรก แต่ระยะห่างระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์กลับแคบลงเร็วกว่าที่คิด ต่างจากที่เธอบอกว่าตัวเองเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ไม่ดีนัก
ก่อนไปสัมภาษณ์งานกัน เราขอเปิด Resume ของผู้สมัครคนนี้ให้ดูก่อนสักเล็กน้อย
เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อายุ 33 ปี นักแสดงผู้เป็นที่จดจำจากผลงานบนจอเงินมากมาย ทั้ง Motel Mist โรงแรมต่างดาว โดย ปราบดา หยุ่น, นคร-สวรรค์ โดย พวงสร้อย อักษรสว่าง, Anatomy of Time (เวลา) โดย จักรวาล นิลธำรงค์ และผลงานนักศึกษาอีกนับไม่ถ้วน

ล่าสุด เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Performance ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ 2025 (SGIFF) ในภาพยนตร์เรื่อง HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) โดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากบทบาท ‘เฟรน’ ผู้หญิงที่ต้องเผชิญการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตว่าจะต้อนรับพนักงานใหม่เข้าสู่บริษัทที่ชื่อว่าโลกใบนี้หรือไม่
ถ้าเฟรนคือตัวละครที่ทำให้ใครหลายคนอึดอัดด้วยการไม่พูดในสิ่งที่คิดหรือจำนนต่อสถานการณ์เรื่อย ๆ จนความไม่ปกติกลายเป็นเรื่องธรรมดา เอิงเอยแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง อาจเพราะเธอเดินฝ่าพายุลูกนั้นมาไกลแล้ว
วันนี้เอิงเอยตั้งใจมาสมัครเป็นนักแสดงใหม่ เพราะเชื่อว่านี่เป็นศาสตร์ที่ทำให้เธอเข้าใจมนุษย์ อย่างน้อยก็ทำให้เธอกล้าส่งยิ้มและหัวเราะกับคนแปลกหน้า ต่อให้เป็นงานที่ต้องต่อสู้กับเวลาและความไม่จีรังของชีวิต
ตอนนี้สิทธิในการคัดเลือกผู้สมัครว่าจะรับเอิงเอยเข้าทำงานในวงการนี้หรือไม่อยู่ในมือคุณแล้ว
ขอเชิญเปิดแฟ้มใบสมัครและเข้าไปร่วมพิจารณาในบทสนทนาต่อจากนี้

แนะนำตัวให้ฟังหน่อย
ชื่อ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อายุ 33 ปีค่ะ
คุณมาสมัครงานตำแหน่งอะไร
ขอสมัครเป็นนักแสดงใหม่ (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วคือขอสมัครแสดงในงานใหม่ ๆ ค่ะ
ทำไมถึงเลือกสมัครงานตำแหน่งนี้
เราไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องเล่นหนังอย่างเดียว ถึงเป็นนักแสดงที่ถนัดหนังมากกว่า แต่เราก็มีงานอื่นอย่างละครเวทีหรือซีรีส์นิดหน่อย แต่ไม่เคยเล่นโฆษณา ซึ่งตอนที่เราไปแคสต์ ไม่ได้เลือกหรอกว่าเป็นงานอะไร ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาความสามารถตัวเองไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับงานไหม
อาชีพนักแสดงสำคัญกับคุณยังไง
เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ทำงานแสดงด้วยซ้ำ เหมือนผีผลักให้มาทำงานแสดง (หัวเราะ) เราไม่ใช่คนชอบเล่นโซเชียลมีเดีย ค่อนข้างกลัวคน ไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่พอได้แสดงหนังครั้งแรกแล้วเสร็จเป็นงาน 1 ชิ้น มันเติมเต็มอะไรบางอย่าง อาจเป็นเพราะปมในใจที่รู้สึกว่าทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย
เราเรียนสายศิลปะมาเสมอ เรียนออกแบบภายในตอนมหาวิทยาลัย เรารู้สึกกึ่งผิดหวัง ทั้งในตอนเรียน ตอนฝึกงาน ตั้งแต่ก่อนสอบเข้าเลยก็ได้ วาดรูปสักชิ้นก็ไม่เคยเสร็จ ค้างคาในใจอยู่เสมอ พอเล่นหนังเลยรู้สึกเป็นครั้งแรกว่ามีอะไรสักอย่างในชีวิตที่เสร็จ แล้วเราก็ดีใจที่ยังมีโอกาสอื่น ๆ ให้ได้พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ
ทำไมถึงรู้สึกทำอะไรไม่เคยสำเร็จเลย
เราแค่ชอบวาดรูป ชอบงานศิลปะ เด็ก ๆ ไม่รู้หรอกว่าทำอะไรได้ แต่งานศิลปะแรกที่เราใช้มือจับได้คือการวาดรูป พอโตขึ้นก็ต้องคิดว่าทักษะนี้ทำอะไรได้บ้าง ถ้าเรียน Fine Art จะรอดไหม กลัวเป็นศิลปินไส้แห้ง ซึ่งพ่อแม่ไม่เคยขัด แต่เราดันรู้สึกเองว่างานดีไซน์อาจจะตอบโจทย์มากกว่ากับการใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมนี้ เพราะค่อนข้างเป็นรูปธรรม ซึ่งตอนแรกจะเลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่กลัวเรียนไม่ไหว
เราชอบไปไม่สุด ก้ำกึ่งอยู่ตลอดว่าอยากเป็นอะไร มีหลายปัจจัยที่ต้องพะวง คิดในสิ่งที่ไม่จำเป็นมากเกินไป
พอสอบได้ออกแบบภายในก็ไม่เป็นอย่างที่คิด มีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีกับการเรียนเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าผิดพลาดตรงไหน เหมือนยอมแพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่งกับสิ่งนี้ เลยพยายามหาช่องทางเอาตัวรอด ไปทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านแผ่นเสียง พอมีคนชวนไปแคสต์หนังก็ไป


การแสดงช่วยเยียวยาปมในใจเอิงเอยยังไง
ตอนแรกไม่คิดอย่างนั้น แต่คงเป็นธรรมดา เหมือนได้บำบัดตัวเอง เรามีคำถามนี้เหมือนกันว่า นอกจากได้เงิน ทำไมถึงอยากทำต่อ ซึ่งการแสดงทำให้เรามีมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น รู้จักการเข้าสังคมมากขึ้น ได้ทำความรู้จักมนุษย์มากขึ้น
เราเคยได้ยินมาว่า ถ้าอยากเข้าใจมนุษย์ให้ไปเรียนจิตวิทยา แต่เราอาจจะได้เรียนรู้ว่าการแสดงก็ทำให้เข้าใจมนุษย์ในอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน แบบที่ไม่ต้องเอาอะไรมาตัดสิน เป็นอีกศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจคำว่า Empathy ที่ไม่ใช่แค่การเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นการยอมรับว่ามนุษย์ก็มีบาดแผล
การแสดงเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้สำรวจ ในขณะเดียวกันก็ออกมาเป็นชิ้นงาน เหมือนสุดท้ายเราก็เอาตัวเองหนีจากคำว่าคุณค่าของคนขึ้นอยู่กับงานที่ทำไม่ได้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเราก็รู้สึกไม่ Healthy แต่ก็ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า
ปีนี้ครบรอบ 10 ปี Motel Mist หนังเรื่องแรกของคุณพอดี มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรของตัวเองใน 10 ปีนี้บ้าง
(หัวเราะ) เราว่าที่ผ่านมามีจังหวะเวลาที่ใช้คำว่า เบียว ได้ไหม เคยมีจุดที่เราอยากไปให้สุดมากเลย พยายามหาว่าการแสดงมีแบบไหนบ้าง พยายามหาลู่ทางว่าไปไหนดี หรือไปเมืองนอกเลยดีไหม แต่ต้องถือเป็นความโชคดีที่เราเป็นคนขี้กังวล ย้ำคิดย้ำทำ ทำให้เวลาเบียวสุด ๆ ก็เบียวอยู่ในหัว เลยจบที่ว่าเอาเท่าที่ไหว เท่าที่ทรัพยากรรอบตัวเราจะส่งได้โดยไม่ลำบาก
มันเป็นจังหวะแปลก ๆ ด้วยแหละ ตอนเล่นหนังเรื่องแรกก็มีจุดพลิกผันทางการเมือง ตอนเล่น นคร-สวรรค์ ผลกระทบจากการเมืองก็ยังมีอยู่ พอกำลังจะถ่ายเรื่อง Anatomy of Time ก็เกิดโควิด-19 เหมือนมีจุดที่ทำให้เราต้องมานั่งขบคิดกับช่วงเวลาที่เกิดขึ้นตอนนั้น
ความที่เราอยากจะไปสุดแล้วไปได้ไม่สุดจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้เราคิดว่าทำไมต้องเป็นจังหวะชีวิตแบบนี้ ทำไมต้องเป็นเรา แต่ก็ทำให้เราพยายามจัดการกับเงื่อนไขที่มี เราภูมิใจที่ผ่านมาได้อย่างสวยงาม แต่ก็ร่อแร่เหมือนกัน (ยิ้ม)
ที่บอกว่าอยากไปสุด ที่สุดมันอยู่ตรงไหน
ไม่รู้เลย เราอาจจะอยากได้ชื่อว่าทำการแสดงอย่างเดียวแล้วอยู่รอด แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้หรอก
เราอยากมีเงินไปเรียน แล้วก็โฟกัสอยู่แต่กับสิ่งนี้ สานต่อจากความรู้สึกแรกที่เราเล่นหนังเสร็จ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ กลายเป็นต้องกลับมาค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปตามจังหวะ ตามทรัพยากร ถ้าทำงานแสดงอย่างเดียวแล้วเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ก็ต้องทำงานอื่นไปควบคู่กัน

พนักงานใหม่อย่างเอิงเอยมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง
เคยทำงานประจำเป็นดีไซเนอร์ในบริษัทแห่งหนึ่ง 4 ปี รวมถึงเล่นหนังไปด้วย เราค่อนข้างโชคดีที่บริษัทเข้าใจ แต่ไป ๆ มา ๆ งานคงเยอะขึ้น ยังไม่ถึงจุดที่เขาไม่โอเคหรอก แต่เราเริ่มได้กลิ่นแล้วก็เลยลาออก พอลาออกปุ๊บ โควิด-19 มา นั่งหน้าเหวอกันทั้งประเทศ (หัวเราะ)
ตอนนี้ก็ทำงานอย่างอื่นไปด้วย พยายามให้มีเงินไหลเข้ามา ไม่อยากอยู่นิ่ง ๆ รับงานฟรีแลนซ์ดีไซน์ แต่ก็ไม่ค่อยมีงานหรอก เราต้องหาทำพาร์ตไทม์บ้าง ฝึกทักษะใหม่ ๆ เพิ่งเริ่มเล่นดีเจ ซึ่งเป็นอีกอาชีพที่ต้องโปรโมตตัวเองเยอะเหมือนกัน ถึงจะไม่เก่งแต่ก็ทำได้ดีขึ้นแล้ว
ประสบการณ์คุณเยอะมากนะ แต่คนไม่ค่อยรู้จักคุณเท่าไหร่เลย
จริงค่ะ รู้สึกเหมือนถูกลืม เหมือนทำอะไรไม่ขึ้น คนรอบตัวก็เชียร์นะว่างานนี้ปังแน่ เราก็จะบอกว่า เราดีใจที่งานสำเร็จแค่นั้นแหละ ปังไม่ปังไม่รู้ เราไม่หวัง
เรารู้ตัวว่าเพราะเราเป็นคนแบบนี้ ก็ต้องยอมรับสภาพนี้แหละ คงไปโทษคนอื่นไม่ได้
ถึงแม้ว่าหนังหลายเรื่องของคุณจะคว้ารางวัลระดับโลกมามากมายก็ไม่พอเหรอ
สำหรับเรานั่นเติมเต็มมากแล้วนะ ต้องยอมรับให้ได้ว่าชื่อเสียงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชีพนักแสดงมีความก้าวหน้า คนต้องจดจำได้เราถึงจะได้งานที่ดีขึ้น เป็นหนึ่งข้อที่เราต้องยอมรับ แม้แต่ตัวเราที่ไม่เก่งเรื่องนี้ก็ยอมรับว่าต้องมีคนเห็นหน้าเราเยอะ ๆ
เราทำงานมา 10 ปีแล้ว พอรู้แล้วล่ะว่าจังหวะชีวิตเป็นประมาณไหน พอจะคาดเดาได้ โดยเฉพาะแคสต์โฆษณา เราไม่เคยผ่าน อะไรที่ขายตลาดหน่อย เราไม่เคยผ่าน เขาไม่เคยเลือก แต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าเพราะอะไร เราไม่เป็นที่รู้จัก ลักษณะและบุคลิกเราไม่ได้ตอบโจทย์โฆษณาที่เข้าถึงคนหมู่มาก
เอิงเอยเคยคิดอยากลาออกจากอาชีพนักแสดงบ้างไหม
เคย ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ แต่ก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าไม่ทำอาชีพนี้แล้วจะทำอะไรต่อ เราทำงานกับมันมาจนตอนนี้การแสดงกลายเป็นแก่นของเราแล้ว แต่ก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่กัดกินภายในเราเหมือนกัน เพราะมีแต่คำถาม
นักแสดงทำงานเยอะตอนที่ไม่ได้แสดง เพราะต้องคิดว่าจะมีชีวิตยังไง ต้องฝึกฝนฝีมือยังไง ต้องหาโปรเจกต์ให้ตัวเองยังไง เตรียมตัวเองเพื่อให้อยู่รอดไปจนถึงวันที่ได้งาน ตอนที่ได้งานแล้วคือทำงานน้อยที่สุดเลย

การรับบทเป็น HR ในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ทำให้คุณเรียนรู้เรื่องการตัดสินคนมากขึ้นไหม
ขออภัยค่ะ ปกติเป็นคนชอบตัดสินคนในใจ ไม่ได้พูดออกเสียง มีเสียงในหัวแต่ไม่ค่อยแพ้ (หัวเราะ)
สถานการณ์ไหนบ้างที่คุณเผลอตัดสินคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
เยอะมาก ในชีวิตประจำวันเรายอมรับว่าเป็นคนมี Judgement ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกแอคชันแบบไหนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ประเด็นของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การโชว์ชีวิตของ HR ให้ดู HR เป็นแค่หน้าที่ เป็นสภาพแวดล้อมที่ตัวละครอยู่ แต่เราไม่ได้มาตีแผ่ชีวิตของเขา
แล้วในชีวิตจริงคุณปฏิเสธคนเก่งรึเปล่า
เริ่มเก่งขึ้นเรื่อย ๆ บอกไม่ก็คือไม่สั้น ๆ ได้ เมื่อก่อนยังติดเลี่ยงในบางสถานการณ์ที่เราประเมินแล้วว่า พูดแบบเลี่ยง ๆ แล้วสบายใจกว่าหรือเป็นประโยชน์กับเรามากกว่า เช่น ไม่อยากออกข้างนอก นัดเพื่อนแล้วไม่อยากไป เราจะไม่ปฏิเสธ แต่จะโกหกไปเลย (หัวเราะ)
จุดหนึ่งเราก็เคยเป็นแบบเฟรน ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะทำไงดี แต่เราเลยจุดนั้นมาแล้ว เราค้นพบว่าพูดกับไม่พูดมีค่าเท่ากัน ตอนนี้เราเริ่มซื่อสัตย์กับตัวเอง ถ้าเราตรงไปตรงมา อีกฝ่ายก็เข้าใจแบบตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดอีกตลบหนึ่งแล้ว อะไรที่แสดงออกตรง ๆ ได้ก็แสดงออกไปเลยดีกว่า จริงใจกว่า บางทีได้ความสะใจแถมมาด้วย
คุณทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดีแค่ไหน
ทุกคนทำได้ รู้สึกว่านี่ไม่ต้องเป็นคำถาม ถึงไม่ได้ทำงานก็มีแรงกดดัน เพราะถ้าไม่มีนายทุนเราก็ไม่มีงาน แต่ขอถามกลับว่า ให้เงินคุ้มแรงกดดันเราไหม
เราว่าแรงกดดันมีทุกยุคทุกสมัย ทั้งจากภายนอกและภายใน เราเองก็มีนะ ในเรื่องการแสดงเราก็อยากไปไกลกว่านี้ ไปต่างประเทศ มีพัฒนาการทางความสามารถ แต่การไปต่อก็กดดันที่ต้องแข่งกับเวลา เพราะเราแก่ขึ้นทุกวัน พอแก่ขึ้นทุกวันก็เริ่มมีบทที่เราเล่นไม่ได้ เช่น บทเด็ก
ความกดดันเรื่องเวลามีผลกับเราเสมอ มันชัดมากเลยนะกับการทำงานแสดง เพราะว่าอุปกรณ์ในการทำมาหากินคือร่างกายทั้งหมด คือหน้าตา คือสังขารที่เราต้องใช้มัน

แล้วกับคนที่ชอบบอกให้ปล่อยวาง อย่าไปกดดันตัวเองมากล่ะ
จริงเปล่า คนพูดเนี่ยทำไม่ได้เลยนะ วันนี้เส้นแบ่งระหว่างคำว่าปล่อยวางกับเมินเฉยคืออะไร ปล่อยวางแบบไหน แบบปลงเหรอ พอไม่เคร่งกับชีวิต เดี๋ยวก็ด่าว่าอีเหละเขะขะ ทำอะไรก็ผิด ตรงกลางของทุกคนไม่เท่ากัน
โอเค เข้าใจว่าในบางสถานการณ์ต้องปล่อยวางให้เป็น แต่สิ่งนี้ใช้กับทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ บางเรื่องเราก็ไม่ควรปล่อยวาง เพราะจะกลายเป็น Ignorant แต่ก็ขอบคุณนะที่ช่วยบอก
จุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเองคืออะไร
จุดแข็งคือทำอะไรก็ได้ จุดอ่อนคือเงินไม่ถึงหนูก็ไม่ทำ (หัวเราะ)
เอาจริงถึงเราพูดเรื่องเงินเป็นเรื่องแรก แต่เราไม่ใช่คนที่มีเพดานค่าตัวสูงมากมาย ถ้าจะอยู่ในโลกที่หมุนด้วยเงิน เราเป็นแรงงานที่ต้องใช้ใจ ใช้ร่างกาย ก็ควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม นี่คือเรื่องที่ควรมองเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่พูดเรื่องเงินแล้วกลายเป็นคนโลภ เราทำงานแลกเงิน ไม่ได้ทำงานแลกใจ
เราพูดเรื่องนี้แบบตลก ๆ ก็จริง แต่เราก็ซีเรียสมากนะ เราไม่ควร Chain และถูก Chain กับการพูดเรื่องเงิน เราต้องพูด มันเป็นหนึ่งในเงื่อนไข แล้วก็ควรพูดกันแบบตรง ๆ ได้ เราควรจะทวงเงินคนที่ไม่จ่ายเงินได้โดยไม่รู้สึกผิด เราพยายามฝึกนิสัยนี้อยู่ คือการพูดเรื่องที่เป็นรูปธรรมให้เคลียร์
เราเล่นหนังนักศึกษา บอกน้องเสมอว่า พี่เอาแค่เงื่อนไขโอเค พี่เล่นให้ไม่จำกัด จะให้เท่าไหร่ว่ากัน เพราะเรามองว่านักศึกษาก็ต้องโตมาอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เพราะฉะนั้น นี่คือการช่วยเหลือกัน พยายามไม่เอาเปรียบคนอื่น ซึ่งเราอาจจะเผลอก็ได้ เราอาจจะทำพลาดก็ได้ อาจจะเป็นคนแบบที่เราเกลียดก็ได้
การคิดแบบนี้ช่วยคุณยังไง
ช่วยให้เราไม่หลงตัวเอง ช่วยให้คิดก่อนถาม มึงด่าคนอื่นไว้เยอะนะ อันนี้ก็น่าจะเป็นจุดแข็งของเราเหมือนกัน
คุณเป็นคนร่าเริงและมีมุมตลกนะ ทำไมถึงได้บทสาวที่ดูเย็นชาไร้หัวใจอยู่ตลอด
เออว่ะ ทำไมวะ เราดูเป็นคนผลักไสเบอร์นั้นเลยเหรอ นอกจากเก็บตัวเป็นฮิคิโคโมริ (หัวเราะ) แต่เหมือนเราเข้าใจ
แต่ละงานเราใช้วิธีการไม่เหมือนกัน บางงานเราอาจจะรู้แค่พอประมาณ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของการสร้างไวบ์ แต่ส่วนใหญ่เราจะทำการบ้านว่า ตัวละครนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ซึ่งไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนี้ตลอด เราพร้อมถูกกำกับหน้าเซต เหมือนรู้ให้มันอยู่ในเนื้อในตัวแล้วก็วางมันทิ้งไป ทำแบบนี้เป็นมนุษย์มากกว่า คนเรามีรีแอคชันกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสิ่งที่ออกมาจากการกำกับ ซึ่งจะกำหนดให้เราเป็นแบบไหนอีกที

เอิงเอยมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง
เล่นเกมได้ไม่หยุดหย่อน ล่าสุดเล่นวันหนึ่ง 12 ชั่วโมง ชอบเล่นเกมยิงมาก ตอนนี้เล่น Counter-Strike, Left 4 Dead ล่าสุดพยายามเล่น League of Legends แล้วเดี๋ยวกำลังจะร้องเพลงนะคะ เราต้องไปฝึกร้องเพลง ถักโครเชต์เป็นด้วย ทำดีเจก็เป็น กำลังหัดโปรดิวซ์เพลง วาดรูปได้ ทำแพนเค้กได้ค่ะ
เอิงเอยมองตัวเองในอีก 5 ปียังไง
5 ปีเหรอ อยากให้ตัวเองมีพัฒนาการทางการแสดงให้ได้ครบทุกแบบ ยังมองเห็นตัวเองเป็นแบบวันนี้อยู่ ไม่ใช่เรื่องความเจ็บปวดทรมานอะไรในชีวิต แต่อยากมีพลังในการเรียนรู้ แล้วก็อ่านหนังสือเยอะขึ้นทุกปี
ถ้าวันหนึ่งในอนาคตถูก Layoff ออกจากวงการขึ้นมาล่ะ
อันนี้แหละที่ยังคิดไม่ออกเลย แต่เราจะมีชีวิตรอดค่ะ เราจะไม่แพ้ทุนนิยม เราต้องสู้ เราอยากรักษาตัวเองให้เป็นตัวเอง อย่างน้อยไม่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าฉันคือใคร ทุกวันนี้ก็ยังมีคำถามว่าเกิดมาทำไม เป้าหมายของชีวิตคืออะไร
เราว่าชีวิตคนเราไม่ได้นิยามด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใด ณ วันนี้เราอาจจะรู้สึกว่าการแสดงเป็นแก่นของเรา แต่ก็ไม่ลืมว่ามีสิ่งอื่นในชีวิตที่นิยามตัวเราได้เหมือนกัน
สุดท้ายแล้วมีคำตอบไหมว่าคุณเกิดมาเพื่ออะไร
ไม่มีคำตอบ แต่ละครั้งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตใจ ถ้าให้ตอบขำ ๆ ก็จะบอกว่า จะอยู่เป็นหนามตำใจมึง มีศัตรูไว้ก่อน เป็นแรงขับเคลื่อน (หัวเราะ)
ชื่อหนังที่ว่า ‘พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา’ คิดว่าใครเป็นคนพิจารณาคุณ
จริง ๆ นักแสดงก็ถูกพิจารณาในทุก ๆ กระเบียดนิ้วอยู่แล้วนะ หน้าตา ทรงผม อายุ ชาติพันธุ์ ความสามารถ ชื่อเสียง
ทุกคนพิจารณาเราอยู่ เพราะภาชนะของอาชีพนี้คือร่างกาย หนีหรือปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งไว้กับการโดนร่วมพิจารณา โดยเฉพาะตัวเราที่พิจารณาตัวเอง
คำที่บอกว่าจะอยู่เป็นหนามตำใจก็คือตัวเองนี่แหละ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราอยู่ด้วยเยอะที่สุดแล้ว
ถ้าวันนี้มาสมัครงานในฐานะนักแสดงใหม่ ทำไมวงการบันเทิงถึงต้องรับคุณเข้าทำงาน
ทำไมวงการนี้ถึงต้องรับหนูเข้าทำงานเหรอคะ…
อาชีพนักแสดงคือการถูกยอมรับเข้าทำงานทุกวัน หนูตอบแทนพี่ไม่ได้เหมือนกัน ก็เหมือนที่หนูตอบแทนไม่ได้ว่าทำไมพี่ถึงเรียกหนูไปเล่นบทนี้ เพราะเวลาหนูไปแคสต์ หนูก็คิดว่าหนูทำได้หมด แต่มันคือเซนส์ของพี่ว่า หนูเป็นคนที่เหมาะสมไหม หนูแค่เชื่อว่าหนูทำได้ค่ะ

