29 มกราคม 2026
5 K

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ที่ดูเหมือนจะมีข้อความหลากหลายเข้าประเดประดัง 

เสียงแตรรถที่ไม่มีวันสงบ เพราะทุกคนอยากกลับบ้านเร็ว 

เสียงสนทนาจำเจทุก ๆ เช้าวันจันทร์ที่พูดถึงการประชุมอันน่าเบื่อ 

ทั้งหมดนี้เป็นเสียงที่คนใช้ชีวิตในเมืองใหญ่จะเจอะเจออยู่เป็นประจำ แต่เสียงที่ดังและน่ารำคาญที่สุด คอยวิ่งแล่นภายในหัวสมองและจิตใจจนรู้สึกท้อที่จะหาคำตอบ คือเสียงที่ถามหา ‘จุดมุ่งหมายชีวิต’ อยู่ร่ำไปว่าเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต 

ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะหยุดเสียงนั้น รวมถึงตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE ที่บอกกล่าวให้ผู้ชมทราบว่า ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่ต้องทนฟังเสียงเหล่านั้น ยังมีคนอีกนับล้านคนที่ยังหาวิธีหยุดเสียงอื้ออึงจากความคิดนั้นอยู่เช่นกัน

พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE เป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องล่าสุดของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่เคยฝากผลงานสร้างชื่ออย่าง Mary Is Happy, Mary Is Happy, ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ, Die Tomorrow หรือ Happy Old Year ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ 

กลับมาครั้งนี้ นวพลสร้างภาพยนตร์ที่มาตอกย้ำให้กับพนักงานประจำเป็นพิเศษ ว่าด้วยเรื่องของ เฟรน (รับบทโดย เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) และ เต้น (รับบทโดย อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม) เจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคลที่มีภารกิจตามหา ‘พนักงานใหม่’ เข้ามาทำงานตามเงื่อนไขที่บริษัทตั้งไว้ 

เฟรนกำลังตั้งท้องอายุครรภ์ 1 เดือน กับ เทม (รับบทโดย เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข) สามีของเฟรนที่ใฝ่ฝันจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตั้งใจ ระหว่างตั้งคำถามกับตัวเอง พวกเขาได้มาพบกับ จิดา (รับบทโดย พิมมา PiXXiE-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) นักศึกษาจบใหม่ที่มาสมัครงานด้วยความพร้อมเต็มเปี่ยม 

และภาพยนตร์ก็นำเสนอมุมมองของพนักงานประจำอย่างตรงไปตรงมา พูดถึงความกดดันทางสังคมที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดบนโลกอันโหดร้ายใบนี้ให้ได้ 

สำหรับเรา HUMAN RESOURCE เป็นภาพยนตร์ที่นวพล ใส่ ‘ตัวเอง’ เข้าไปแบบเต็มหมัด นำเสนอความตึงเครียดที่พนักงานประจำเผชิญได้เป็นอย่างดี แม้ตัวภาพยนตร์จะไม่ได้แสดงความหวังที่ดีต่อโลกใบนี้เอาเสียเลย แต่เขาเลือกสะท้อนความเงียบนั้นผ่านชีวิตประจำวันที่พนักงานประจำทั้งหลายรู้สึกมีส่วนร่วมได้ไม่ยาก 

KPI 

ระเบียบการทำงานในอุตสาหกรรมงานประจำนั้นตั้งกฎเกณฑ์ที่อาจจะไม่ได้เอื้อกับพนักงานมากนัก ทุกวันนี้เรามีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน ฐานเงินเดือนเป็นไปตามหลักความสามารถและประสบการณ์ของพนักงาน (หรือเปล่า) หรือแม้กระทั่งต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์

สิ่งเหล่านี้เป็นข้อบังคับให้มนุษย์ที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนักต้องยอมรับ เพียงเพราะแค่จะได้มีงานทำ เป็นหลักประกันในชีวิตว่าจะอยู่รอด แต่ถึงอย่างไรมนุษย์เงินเดือนก็ควรต้องคำนึงถึงการทำงานในระยะยาวว่า สิ่งที่ได้มาเหมาะสมกับความเป็นจริงหรือไม่ 

ตัวละครที่พบเจอเรื่องราวนี้คือ จิดา พนักงานใหม่ที่ชีวิตไม่ได้มีทางเลือกมากนัก หลังเรียนจบมาหมาด ๆ เธออยากมีงานประจำทำ ชีวิตจะได้ดูมีเป้าหมาย แต่พอเวลาผ่านไป เราสังเกตได้ว่าเธอไม่ได้มุ่งมั่นต่อการทำงานมากขนาดนั้น เหมือนทำงานแบบจำยอมแม้ต้องอยู่ในระบบที่ไม่เป็นธรรม 

คำถามคือ ความตั้งใจและเป้าหมายที่จิดาปักธงไว้ตอนสมัครงานหล่นหายไปไหน และในจังหวะที่มันหล่นหายไป เธอพยายามตามหาและหยิบกลับมาใช้อีกรอบหรือเปล่า 

เมื่อชีวิตติดหล่มระบบทุนนิยม พอจะมีทางไหนที่พนักงานจะปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในอุตสาหกรรมนี้ได้ การบอกว่าให้อดทน ทำใจ และยอมรับ ดูจะไม่ยุติธรรมกับคนอย่างเรา ๆ ที่เลือกทางนั้นมาแล้ว ทางเลือกที่ดีอาจจะเป็นได้เพียงทางที่มี 

สุดท้ายแล้ว หากคุณไม่ได้ทำตามระบบ ระบบก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณอยู่แล้ว หากคุณออกจากงาน ทุนนิยมก็จะยังเดินหน้าต่อไป ไม่มีวันหยุดนิ่งเพราะคุณเพียงคนเดียว แต่การออกจากงานอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณได้ให้ค่ากับตัวเองอีกครั้ง ซึ่งมันมีค่าเสียยิ่งกว่าอะไร

ค่าของมนุษย์วัดจากความสำเร็จทางการงานไม่ได้ หากยอมลดคุณค่าของตนเพื่อสร้างผลงานให้ผู้อื่นถูกใจ คุณอาจจะผ่านบททดสอบยากเย็นนั้นไปได้ แต่จะกลับไปเป็นตัวเองในรูปแบบเก่าได้อีกหรือเปล่า 

จิดาจึงเป็นเหมือนกระจกส่องด้านที่เราไม่ชอบ เธอเป็นพนักงานใหม่ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในระบบเดิม ๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยพนักงานให้มีไฟทำงานต่อไป จนถึงจุดหนึ่ง เธอจะถูกระบอบกลืนกินไปทั้งตัว จนลืมไปว่าเธอก็เป็นมนุษย์ที่มีค่า แต่ทำไมต้องถูกด้อยค่าถึงเพียงนี้

แม่ในอุดมคติ

ตัวละครเฟรนแสดงให้เราเห็นถึงความพยายามในการเป็นแม่ที่ดี ซึ่งต้องแบกรับความรู้สึกจากหลายส่วน ทั้งรู้สึกผิดต่อพนักงานคนเก่าที่เฟรนไม่ได้ออกมาปกป้อง จนเขาต้องออกจากบริษัทไปด้วยความรู้สึกไม่ดี ต้องแบกรับความหวังของคนรัก ซึ่งวาดฝันจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ มีลูก ส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติดี ๆ 

แต่เฟรนกลับไม่เคยแสดงเจตนารมณ์ของเธอออกมาเลย อาจจะเพราะสังคมชายเป็นใหญ่ที่กดทับให้เฟรนไม่มีสิทธิ์มีเสียงแสดงความคิดเห็น การที่เฟรนพยายามฝืนใช้ชีวิตต่อด้วยการตัดสินใจจากคนอื่น เป็นสิ่งที่คนดูภาพยนตร์อย่างเราเห็นใจเธอเป็นอย่างมาก 

แต่ถึงอย่างไร เฟรนก็ยังแสดงความคิดเห็นว่าพอใจ-ไม่พอใจสิ่งไหน แม้ว่าพลังคำพูดจากผู้หญิงวัยกลางคนจะถูกกลบด้วยเสียงของผู้ชายที่คิดว่าตนดีกว่า มีอำนาจกว่า จนสุดท้ายเธอจึงเลือกจะ ‘เงียบ’ เพื่อใช้ชีวิตเป็นเสียงส่วนน้อยในโลกใบนี้ต่อไป

คนที่เตือนสติเฟรนได้ดีที่สุดในยามที่เธอตั้งคำถามกับชีวิตคือแม่ แม่บอกเฟรนว่า มีลูกแล้ว อย่ายอมอะไรง่าย ๆ เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก

แต่การให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกนั้นมีแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง พนักงานประจำกินเงินเดือนอย่างเฟรนให้สิ่งที่ดีที่สุดในกับลูกไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้เธอยอมจำนนและก้มหน้าทำงานต่อไป

ในภาพยนตร์ HUMAN RESOURCE คนที่ดูจะให้ความสบายใจต่อเฟรนได้ดีกว่าใครกลับกลายเป็นเต้น เพื่อนร่วมงาน ช่วงเวลาพักเที่ยงเป็นช่วงเวลาที่เฟรนและเต้นได้พูดคุยความรู้สึกว่าวันนี้เป็นยังไง หัวหน้าแย่ยังไง พนักงานที่เข้ามาสัมภาษณ์งานเวิร์กหรือเปล่า 

แต่ถึงอย่างนั้นเต้นก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อเฟรน ต่างคนต่างใช้ชีวิต เต้นเป็นคนที่มีฐานะทางบ้านดี หากลาออกไปอาจจะไม่ลำบาก แต่เมื่อเทียบกับเฟรนที่หากล้มลงแล้วจะไม่มีฟูกรองรับ ยิ่งตอกย้ำว่าการทำงานคือทางเลือกเดียวที่เฟรนต้องเลือก 

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงเวลาพักกลางวันที่เฟรนกับเต้นนั่งคุยกัน นอกจากให้ตัวละครได้พักจากเรื่องงาน พูดคุยกับเพื่อนอย่างสบายใจ ยังเป็นช่วงสั้น ๆ ให้คนดูได้พักจากเรื่องหนัก ๆ ไปด้วย 

การแข่งขันทางสังคมและจิตใจ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และสังคมบนโลกใบนี้ก็มีความหลากหลายมากมาย ในภาวะเศรษฐกิจที่วุ่นวาย การแก่งแย่งเพื่อไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าใครอาจการันตีได้ว่าชีวิตในอนาคตของคุณจะมีความสุข

ในภาพยนตร์ HUMAN RESOURCE แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้พนักงานคนหนึ่งจะมีงานทำ แต่ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะใช่สิ่งที่เขาต้องการเสมอไป

การลาออกแล้วไปเริ่มต้นงานใหม่อยู่บ่อยครั้งอาจเป็นเรื่องปกติ แต่มีใครเคยตั้งคำถามบ้างไหมว่า เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร – จากบุคคลหรือองค์กร 

ถ้าองค์กรรับรู้เรื่องนี้แล้ว จะมีการปรับปรุงรูปแบบการทำงานหรือเปล่า เหล่าพนักงานกินเงินเดือน (ที่ไม่ได้สูงมาก) คงตั้งคำถามกันอยู่ไม่น้อย หากเราจากไปแล้ว องค์กรนี้ยังเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ หรือสุดท้ายก็แค่ใครไม่ไหว ใครรับไม่ได้ ก็ออกไป 

โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานให้เข้ากับพนักงาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หากโครงสร้างไม่ดี เศรษฐกิจไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการ พนักงานทั้งหลายก็จะยังต้องแหกตาตื่นมาทำงาน ยอมรับอย่างจำยอมในระบบที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้องค์กรอยู่รอดต่อไป

สำหรับเรา นวพลไม่ได้แสดงความหวังดีต่อโลกใบนี้ไว้ในภาพยนตร์ HUMAN RESOURCE แต่เขากลับเลือกสะท้อนความเงียบที่ถูกกลบด้วยเสียงข่าวสังคม การต่อว่าจากหัวหน้า และเสียงแจ้งเตือนจากงานที่ไม่หยุดหย่อน (แม้ในวันหยุด) 

ทั้งหมดก็ย้ำเตือนว่า การใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ช่างยากเย็น พึงปรับเปลี่ยนและหาจุดยืนให้ตนเองให้ได้ เพื่อในอนาคต เราจะได้เป็นคนคนหนึ่งที่มีค่าในแบบที่ตนเองพึงจะมี 

จากมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง 

แด่มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คน

รับชม HUMAN RESOURCE ได้แล้วในโรงภาพยนตร์

Writer

กิตติรักษ์ คงอาวุธ

จบภาพยนตร์เพราะรักภาพยนตร์สุดขั้วหัวใจ รวมถึงแมว ฝันหวานไว้เสมอว่าคงจะมีหนังยาวของตัวเองสักวัน