ครั้งแรกเราพบเขาที่สิงคโปร์ ในงาน Trinity 100 Pop up ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี Trinity แหวนแห่งความรักของคาร์เทียร์
เขาเป็น 1 ในเพียง 3 ศิลปินไทยที่แบรนด์ระดับโลกอย่างคาร์เทียร์เลือกให้ไปจัดแสดงงานศิลปะ ท่ามกลางงานของศิลปินเจ๋ง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก
Tri-Orbit ผลงานของเขาซึ่งสื่อถึงความรักที่โคจรมาเจอกันยากเหมือนพระอาทิตย์-โลก-พระจันทร์ ระหว่างเขาและแฟน ต่างจากงานของทุกคนในนิทรรศการนั้นตรงที่ผู้มาชมจะต้องยืนถือแว่นขยาย ค่อย ๆ ใช้เวลาละเลียดรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพจนครบถ้วน พาให้หลายคนสนใจในตัวชายหนุ่มจากประเทศไทยคนนี้
เขาชื่อ เสมา-สุบรรณกริช ไกรคุ้ม วัย 30 ปี เรียกตัวเองว่านักวาดภาพจุลศิลป์ (Miniature Painter) วาดภาพเล็กจิ๋วพกพาสะดวก แต่มากด้วยเรื่องราวที่อยากพูด
ทุกวันนี้มีนักวาดมากมายที่ทำงานเสียดสีสังคมการเมือง แต่ด้วยพื้นฐานที่เรียนมาทางศิลปะไทย และความสนใจในพุทธศาสนา เขาจึงสื่อสารด้วยวิธีเขียนภาพแบบจิตรกรรมฝาผนัง โดยตีความสัญลักษณ์แบบเก่าเสียใหม่ เพื่อให้เล่าถึงปัญหาในบริบทประเทศไทยปัจจุบันได้
การเสียดสีของเขาจึงไม่เคยเหมือนกับการเสียดสีของคนอื่นเลย
เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นงานของเขาผ่านตาในโลกโซเชียลมาบ้างไม่มากก็น้อย ถึงบางคนจะไม่รู้ว่างานที่เห็นนั้นขนาดเล็กนิดเดียวก็ตาม วันนี้เราจะพาไปรู้จักตัวตนของเขาถึงสตูดิโอส่วนตัว

เล็ก แต่เป้าหมายยิ่งใหญ่
เราเปิดประตูเข้าไปในคอนโดห้องหนึ่งย่านปิ่นเกล้า สตูดิโอของชายตัวเล็กคนนี้ เล็กอย่างที่เขาออกตัวไว้แต่แรก ทั้งยังเต็มไปด้วยงานเล็ก ๆ ของเขาตามซอกมุม ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ
เขาให้ทุกคนเรียกว่า ‘เสมา’ แต่นั่นไม่ใช่ชื่อตั้งแต่เกิดของเขา
เสมาเป็น ‘ชื่อคณะ’ ที่รุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ ตั้งให้เมื่อเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 ตอนนั้นละคร ขุนศึก ที่มีตัวละครชื่อ ‘พ่อเสมา’ กำลังดัง พร้อมกันนั้น เสมาเองก็มาจากโคราช ซึ่งมีชื่อเดิมว่า ‘สีมานคร’ ด้วย
การวาดรูปเป็นสิ่งที่เสมาทำได้ดีที่สุดในชีวิตมาตั้งแต่จำความได้ แต่สมัยก่อนเขาไม่ได้มีโอกาสค้นหาตัวเองมากนัก ได้แต่วาดส่งประกวดระดับนักเรียนในหัวข้อเดิม ๆ เท่านั้น
“โคราชไม่ค่อยมีหอศิลป์หรือวัดให้เราดูมากเหมือนกรุงเทพฯ หรือภาคเหนือ การเข้าถึงศิลปะก็เลยยากมากสำหรับเด็กน้อยที่เรียนสายสามัญ”
แต่เมื่อประมาณ ม.1 – 2 เขาได้เห็นหนังสือสอนวาดลายไทยของอาจารย์เพาะช่างในร้านหนังสือ แล้วก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง “ไม่รู้อะไรดลใจ” เขาว่าอย่างนั้น หลังจากที่รบเร้าให้พ่อซื้อให้เพื่อลองหัดวาด ชีวิตของเสมาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
อาจไม่ได้เหมือนกับนักเรียนศิลปะในกรุงเท่าไหร่ เขาไม่ได้ลังเลระหว่างคณะศิลปะอื่น ๆ การเรียนกราฟิกหรือออกแบบใด ๆ เลย เขารู้จักแต่คณะจิตรกรรมฯ ที่สอนวาดรูปแบบที่เขาอยากวาด และเลือกเรียนสาขา ‘ศิลปะไทย’ อย่างที่มุ่งมั่นมาตลอด


หากได้ย้อนเวลากลับไปดูงานสมัยเสมายังเป็นนักศึกษา เดิมทีเขาก็วาดขนาดปกติแบบที่คณะสอนนี่แหละ แต่พอใกล้ ๆ จะขึ้นปี 5 (คณะจิตรกรรมฯ เรียน 5 ปี) เขาก็เริ่มคิดแผลง ๆ ขึ้นมาว่า ทำใหญ่ไปคนก็ไม่สนใจอยู่ดี จึงลองย่องานให้เล็กลงเหลือขนาด 10 x 15 ซม. เป็นครั้งแรกในงานธีสิสของเขาเลย
จะวาดได้ดี ก็ต้องศึกษางานเก่า ๆ ที่เคยมีมาก่อน
เขาพบว่าภาพวาดจุลศิลป์มีอยู่ทั่วโลก ถ้าเป็นโลกตะวันตกก็จะปรากฏในยุคกลาง ถ้าเป็นฝั่งเปอร์เซียก็จะอยู่ในอัลกุรอ่าน เรียกว่าภาพเล็ก ๆ เหล่านั้นมักอยู่ในหนังสือ ยิ่งเล่มเล็ก ขนาดภาพก็เล็กตามไปด้วย
ธีสิสของเขาเป็นหัวข้อเกี่ยวกับศาสนา เป็นต้นว่าพุทธประวัติและชาดก ไม่ได้ห่างจากเนื้อหาที่สาขาศิลปะไทยเรียนกันโดยปกติ แต่เมื่อตั้งใจจะเขียนให้เล็กจิ๋วแบบนี้ วิธีคิดย่อมไม่เหมือนเดิม
“ปกติศิลปะไทยก็จะมีการเชื่อมโยงองค์ประกอบให้มันโอ่อ่าสวยงาม แต่พอเป็นภาพเล็ก เราก็เลือกใส่ได้บางอย่าง อาจจะเป็นสัญลักษณ์หลัก ๆ และการใส่สัญลักษณ์แอบแฝง ส่วนที่เป็นการประดับตกแต่งก็ตัดออกไป” เขายกตัวอย่างให้เราเห็นภาพ “เรื่อง พระมหาชนก ที่มีการว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน เราก็ใส่ได้แค่ดวงอาทิตย์ พระจันทร์ ที่มันผ่านไปเรื่อย ๆ
“จะไปยกองค์ประกอบแบบประเพณี เสด็จจากดาวดึงส์ก็จะประมาณนี้ เปิดโลกก็จะประมาณนี้ ปรินิพพานก็จะประมาณนี้ แบบนั้นไม่ได้ ต้องคิดองค์ประกอบใหม่ให้เป็นของเราเอง”
นั่นคือจังหวะที่เราเข้าใจว่า การจะวาดภาพจุลศิลป์ไม่ได้แปลว่าต้องเขียนให้เล็กลงเท่านั้น แต่ต้องรื้อสร้างสิ่งที่เคยเป็นมาไม่ใช่น้อย
ในด้านเทคนิคการวาดเองก็น่าสนใจ จิตรกรรมฝาผนังวัดหรือหอไตรใช้วัสดุอะไร เสมาก็ใช้แบบนั้นไม่มีผิดเพี้ยน แค่ยกมาลงเฟรมเท่านั้น
สีน้ำตาล มาจาก ดิน
แดง มาจาก ชาด
น้ำเงิน มาจาก ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli)
เขียว มาจาก มาลาไคต์ (Malachite)
ทองแดง มาจาก สนิม
ทั้งหมดนี้เสมาสั่งออนไลน์มาบดเองที่บ้าน กว่าจะได้ออกมาเป็นสีพร้อมใช้งานจริง ๆ ก็กินเวลานานกว่าซื้อสีสมัยใหม่มาใช้ไปโข นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านการเก็บรักษาด้วย เมื่อใช้สีโบราณก็เคลือบไม่ได้ เมื่อเคลือบไม่ได้ก็โดนความชื้นไม่ได้
แต่เสมาก็ยังยืนยันที่จะมาทางนี้
ถ้าคุณมีโอกาสได้มายืนจ้องชิ้นงานของเสมาใกล้ ๆ จะพบว่าผลลัพธ์ที่ได้มานั้นพิเศษมาก เพราะแต่ละสีซึ่งมีที่มาจากแต่ละวัสดุธรรมชาติ ล้วนมีเอฟเฟกต์หรือความแวววาวแตกต่างกันไป
“อยากดันเทคนิคไทยประเพณีให้ไปไกลที่สุด แรก ๆ ก็หวังแค่ในไทยแหละ แต่ถ้าไปอยู่ในศิลปะระดับโลกหรือมิวเซียมระดับโลกได้ก็คงดีนะครับ”


น้อย แต่มากด้วยความหมาย
ถึงคราวเรียนจบมาเจอโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ เสมาก็เริ่มรู้สึกว่าการเขียนภาพพุทธประวัตินั้นเฉพาะกลุ่มเกินไป เขาจึงตัดสินใจลองทำสิ่งใหม่ ด้วยการหยิบสัญลักษณ์จากประเทศอื่นมาเล่นบ้าง หยิบสัญลักษณ์ในยุคปัจจุบันมาเล่นบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอิงอยู่กับศาสนา ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็น Comfort Zone
เราถามเขาว่า Comfort Zone ที่ว่า หมายถึง ‘รู้เรื่องศาสนาเยอะ’ หรือ ‘วาดได้ดี’
เขาก็ตอบว่า “ทั้ง 2 อย่าง” เสมาโตมากับสัญลักษณ์ของศาสนา และหัดวาดจนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อตัวร่างกายไปแล้ว
“หลัง ๆ จะใช้เป็นตัวแทนมากกว่า ถ้ามองแวบแรกจะดูเหมือนเกี่ยวกับศาสนา เพราะเรายกตัวละครมาจากจิตรกรรมและวรรณกรรมต่าง ๆ แต่เราเอาความหมายที่คนรู้จักดีมาขยี้ด้วยเรื่องราวอื่นที่เป็นปัจจุบัน เช่น เรื่องการเมือง
“ศาสนาคิดมาเพื่อซัพพอร์ตการปกครองอยู่แล้วครับ แต่ก่อนวัดคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคน และถ้ามนุษย์มีความศรัทธา เราก็จะเชื่อโดยไม่ได้คิดอะไรในเชิงตรรกะ เขาเป็นเทพเราก็เชื่อ คนสมัยก่อน ถ้าเป็นขุนนางหรือกษัตริย์จะนิยมสร้างวัดมาให้คนบูชา แล้วการที่คนบูชาวัดนั้นก็หมายถึงมาบูชาตัวเองด้วย”
เสมาเล่าว่าสมัยโบราณเขาจะใช้เทพแทนคนที่แต่งตัวดี ขุนนาง หรือคนที่มียศใหญ่เสมอ เพราะในที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอยู่ดี ทั้งยศใหญ่โตและเทวดา
ส่วน ‘พระอินทร์’ ที่เสมาหยิบมาใช้บ่อย ๆ นั้น ตามตำนานโบราณหมายถึง ประมุข หรือ ผู้ปกครองสวรรค์ เขาจึงมักจะแทนพระอินทร์เป็นสัญลักษณ์ของนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรี
ดังที่เราจะเห็นในภาพที่เป็นไวรัลหลักพันแชร์ อย่าง ‘พระ ไม่ อิน’ ที่สื่อถึงอิกนอร์แรนต์ท่ามกลางปัญหาวุ่นวายของประเทศนี้ หรือ ‘PM VS PM2.5’ ที่มีพระอินทร์กำลังดูดฝุ่น โดยใช้ฝุ่นจริง ๆ มาผสมเป็นสี สื่อถึงการใช้อำนาจในการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ตรงจุดของนายก


ศิลปินค่อย ๆ แนะนำตัวเองให้เรารู้จัก ด้วยการหยิบภาพวาดที่เขาเก็บไว้ในห้องเล็ก ๆ นี้ให้เราดูทีละชิ้นสองชิ้น บางทีก็อยู่บนผนัง บางทีอยู่หลังประตูห้องนอน บางทีอยู่ในสมุดสเกตช์ บางทีก็เก็บไว้ในกล่องเสียมิดชิด
หนึ่งในนั้นภาพที่อยู่ในกล่อง ก็คือ ภาพ ‘ประตูสมรสเท่าเทียม’ ซึ่งเป็นใบทะเบียนสมรสอยู่บนประตูปิดตาย โดยนำองค์ประกอบที่อยู่ในกรอบของใบทะเบียนสมรสมาเป็นองค์ประกอบของกรอบประตูด้วย
ชิ้นนี้เสมาวาดขึ้นมาตอนที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่ผ่าน มาจากเหตุการณ์ที่เขาและแฟนซึ่งเป็นผู้หญิงข้ามเพศไปกู้ซื้อบ้านด้วยกันแต่มีปัญหา เจ้าหน้าที่บอกว่า “ถ้าเป็นคู่ชาย-หญิงธรรมดาคงผ่านไปนานแล้ว”

“เราทำงานศิลปะจากปัญหาตลอด โดยเฉพาะถ้ากระทบตัวเราเองก็จะอยากทำ” เขาอธิบาย เมื่อตัดสินใจทำแล้วเสมาก็จะรีเสิร์ชด้วยการเอาตัวเองไปอยู่กับปัญหาจนเข้าใจให้มากที่สุด แล้วสื่อสารออกมาในประเด็นที่สาธารณชนรู้สึกเชื่อมโยงร่วมกัน
“บางชิ้นที่ดูเหมือน Positive จริง ๆ ก็พ่วงมาด้วยปัญหา”
ว่าแล้วเขาก็เปิดภาพ ‘I Want to be BLACKPINK’ ในอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาให้ดู ในภาพเป็นเด็ก ๆ ที่ดูเหมือนอยู่ในชนบท กำลังรวมกลุ่มกันเต้นคัฟเวอร์หน้ากระจก
ภาพนี้บางคนก็เห็นถึงความน่ารักของเด็ก ๆ ที่อยากเป็นแบบ พี่ลิซ่า BLACKPINK บางคนเห็นเด็กชายที่มีความหลากหลายทางเพศแต่งหญิงดูน่ารัก นั่นก็ไม่ผิด แต่จริง ๆ แล้วภาพนี้ก็มีความหมายแฝงถึงโอกาสอันน้อยนิดของเด็กต่างจังหวัดในการเป็นศิลปิน หรือแม้แต่การที่เด็กไทยที่ชอบร้องเต้นต้องไปถึงเกาหลี ถึงจะมีโอกาสเฉิดฉาย
อาจเรียกได้ว่าภาพของเขาสื่อสารถึงผู้ฟังได้ในหลายระนาบ
“ด้วยความเป็นสีฝุ่นและเป็นภาพ 2 มิติ งานของเราจึงไม่ได้มีอารมณ์หรือมีความ Sublime (ความรู้สึกถาโถมในการเสพศิลป์) มากขนาดนั้น แต่จะทำให้รู้สึกกลาง ๆ เล่นกับประสบการณ์ของคนดูที่ไม่เหมือนกัน”


โดยส่วนตัวแล้ว เสมาไม่ได้ชอบงานที่สื่อสารด้วยความรู้สึกแง่ลบเท่าไหร่นัก เขาบอกว่าศิลปะก็เหมือนภาษา ถ้าตะโกนคนจะไม่ฟัง ในทางกลับกัน เสมาบอกว่าการที่งานของเขาดูไม่ได้เป็นแง่ลบขนาดนั้น ก็ทำให้คนเปิดใจดูงานของเขาที่เต็มไปด้วยเมสเซจได้นานขึ้น
จากที่ได้พูดคุยกับศิลปิน เราคิดว่าเสมามีรากฐานมาจากการเปลี่ยนวิธีคิดในเชิงสัญลักษณ์และองค์ประกอบของภาพแบบเดิม ๆ เมื่อตอนเริ่มต้นเขียนภาพจุลศิลป์ จากนั้นสิ่งนี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็นตัวตนของเขา แล้วพัฒนามาสู่การตั้งคำถามกับแนวคิดที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมด้วย
“ผมเปลี่ยนจากการทำงานศิลปะเพื่อศาสนา สู่การใช้ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนมองว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด มาวิจารณ์สิ่งที่แย่ที่สุดในสังคม”
เส้นทางในการเป็นเขาในทุกวันนี้ก็ไม่ได้ง่ายเท่าไหร่ นอกจากเสียงชื่นชอบของคนในโลกออนไลน์ เสมายอมรับว่าเขาโดนตำหนิโดยพี่ ๆ ในวงการที่เขียนภาพแบบประเพณีอยู่เหมือนกัน
เราถามว่าเขาจะมีวันกลับไปเขียนภาพเกี่ยวกับศาสนาเหมือนเดิมไหม เขาตอบมาอย่างรวดเร็วว่า คงกลับไปทำไม่ได้ เพราะไม่ได้ศรัทธาในแบบเดิมแล้ว จากนี้ต่อไปตั้งใจแต่จะใช้ชีวิตโดยไม่เบียดเบียนใครเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม งานที่ไม่ได้เสียดสีสังคมมากมาย เขาก็ชอบวาดเหมือนกัน
ไม่นานมานี้ก็ได้วาดเซต 3 ชิ้น ในคอนเซปต์ ‘New God’ ประกอบด้วย เทพกาแฟ เทพชาบู และเทพเกม ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เสมาขาดไม่ได้ ถ้าอะไรจะเป็นเทพรูปแบบใหม่ก็หนีไม่พ้น 3 อย่างนี้แหละ
แต่พูดก็พูดเถอะ ไม่ว่าศิลปินคนนี้จะทำอะไร สิ่งที่ไม่เคยหายไปไหนคือการคิดออกนอกกรอบเดิม ๆ อยู่ดี


มองใกล้ แต่ไปได้ไกล
แม้ตอนมัธยมปลายจะขอให้เรียนวิทย์-คณิตเป็นแผนสำรองหน่อย แต่พ่อแม่เสมาก็ไม่เคยคัดค้านหัวชนฝาที่ลูกชายอยากเป็นศิลปิน ทำให้เขาได้มาอยู่ในจุดที่อยู่ในทุกวันนี้
ปัจจุบันพ่อของเสมาล้มป่วยอยู่ที่โคราช ส่วนแม่ทำธุรกิจร้านหมูกระทะอยู่ที่หัวหิน ลูกชายศิลปินคนนี้ก็หอบหิ้วเฟรมผ้าใบและสีธรรมชาติไปเยี่ยมพ่อที เยี่ยมแม่ที แม้นี่จะไม่ใช่เหตุผลที่เสมาเลือกทำงานสเกลจิ๋วพกพาง่าย แต่เมื่อสถานการณ์ชีวิตเป็นแบบนี้ก็กลายเป็นลงล็อกอย่างไม่น่าเชื่อ
ได้วางแผนชีวิตและการทำงานในอนาคตไว้ไหม
“มีแพลนนะ แต่ไม่ได้คาดหวังกับตัวเองขนาดนั้น เหมือนว่าเราทำศิลปะจบชิ้นต่อชิ้น เรื่องฝุ่น เรื่องบุกรุกอุทยาน ผมว่าผมโอเคแล้ว” เสมาตอบเรา ก่อนจะแง้มให้ฟังว่าตอนนี้กำลังสนใจเรื่อง ‘เวลา’ อย่างการเชื่อมโยงอดีตและอนาคต เช่น ตั้งคำถามถึงพันปีข้างหน้าว่ารถเมล์ไทยจะยังหน้าตาเหมือนเดิมรึเปล่า ถนนพระราม 2 จะสร้างเสร็จหรือยัง บางทีคนในอนาคตย้อนกลับมาดูยุคนี้ อาจพบว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมก็ได้ ซึ่ง Solo Exhibition ที่เชียงใหม่ของเขาซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเดือนธันวาคมก็มาในคอนเซปต์ Timemachine เช่นกัน
นอกจากนี้เขาก็กำลังสนใจเรื่องการวาดบนวัตถุ ซึ่งงานที่เชียงใหม่ก็ได้ลองวาดลายรดน้ำลงบนปืนยิงธนบัตรแล้วเรียบร้อย
ส่วนด้านการทำงานกับแบรนด์ที่ตอนแรกเสมาไม่ได้คิดว่าจะไปทางนั้นได้ แต่เมื่อได้ลองทำจริง ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเสียตัวตนมากเท่าที่คิด และยังพัฒนาตัวเองให้รับฟังคนอื่นได้มากขึ้นด้วย

“ปีหน้ามีไปแสดง Solo Exhibition ที่สิงคโปร์ด้วย เป็นคอนเนกชันต่อมาจากงานของคาร์เทียร์นี่แหละครับ
“การได้ไปคาร์เทียร์มันเกินฝันมาก ไม่คิดว่าจะได้ไปแสดงในต่างประเทศมาก่อน แต่ไม่คิดก็ต้องคิดแล้ว” ศิลปินหัวเราะเขิน ๆ “ต่อไปจะต้องคิดงานให้เชื่อมโยงกับคนต่างประเทศด้วย ยังคิดอยู่ว่าจะไปทางไหนดีนะ
“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยแสดงงานที่ต่างประเทศหรือทำงานกับแบรนด์ต่างประเทศเลย การได้ทำงานกับคาร์เทียร์ต้องใช้คำว่า เซอร์เรียลมาก ๆ ความฝันหมายเลข 0 ของผมคือการมีงานในมิวเซียมสักที่ในต่างประเทศ แต่ไม่เคยคิดว่างานเราจะไปโตต่างประเทศได้จริงไหม
“ตอนนี้ไม่คิดก็ต้องคิดแล้ว” ศิลปินหัวเราะเขิน ๆ “ต่อไปนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับศิลปะของเรา อย่างที่สิงคโปร์ก็ต้องคิดเรื่องราวให้เชื่อมโยงกับคนต่างประเทศด้วย”
จากเด็กปี 5 ที่อยากลองวาดรูปขนาดเล็กดูบ้าง สู่ศิลปินวัย 30 ที่พบเจอทางของตัวเอง เสมายังมีทางข้างหน้ารอเขาอยู่อีกยาว
อยากให้คนจดจำคุณแบบไหน – เราถามเขา
“อยากให้จำที่ผลงานนั่นแหละครับ อาจไม่ใช่ผลงานที่ดังที่สุด แต่จำผลงานที่ตัวคุณรู้สึกกับมันมากที่สุด และให้จำชื่อเรามากกว่าหน้าเรา ผมชอบให้คนรู้จักเราจากผลงานมากกว่าการที่เราเข้าไปแนะนำตัวว่าเราเป็นใคร”
ไม่ว่าอย่างไร เราก็ขอเป็นอีกคนที่ส่งกำลังใจให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำและสนุกที่สุด


