คำว่า ‘ลูกคนจีน’ สำหรับสองพี่น้องอย่าง ดี-สุภมาส และ ท็อป-ศตวรรษ สุระเรืองชัย มีความหมายอยู่ 3 อย่าง
อย่างแรก หมายถึงคำเรียกผู้คนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพมาอยู่ไทย
อย่างที่ 2 หมายถึงคำเรียกลูกหลาน (อย่างพวกเขา) ที่เติบโตมาในประเทศไทย ภายใต้การเลี้ยงดูและวิถีตามวัฒนธรรมจีนแท้ ๆ
อย่างสุดท้าย คำนี้คือชื่อเพจที่พวกเขาสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นไดอารีบันทึกชีวิตลูกหลานคนจีนในไทยที่เติบโตมากับวัฒนธรรมแบบจีน ๆ โดยมีพวกเขาเป็นตัวแทนในการบันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวเป็นตัวอักษร พร้อมกับเป็นสะพานเชื่อมลูกหลานคนจีนในไทยเข้าหากันวันนี้เรามีโอกาสล้อมโต๊ะสนทนาและจิบชาอยู่ใน ‘Deng Deng เต่าแบกกระทะ’ คาเฟ่ย่านตลาดพลูที่เสิร์ฟชา ขนมเปี๊ยะ ปิงเฟิ่น และสารพัดเมนูหายากตามตำรับจีน ซึ่งเป็นร้านของดีและท็อป เพื่อทำความรู้จักลูกคนจีน อันเป็นตัวตนของเขาทั้งคู่ และเป็นเพจที่พวกเขาทำไปพร้อมกัน

ดีและท็อปเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ ในบ้านที่มีคนจีนในไทยถึง 3 รุ่น
รุ่นแรก เป็นบรรพบุรุษชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากทางตอนใต้ของประเทศมาตั้งรกรากถาวรในเมืองไทย โดยเลือกลงหลักปักฐานในย่านตลาดพลู และมีอาม่าวัย 90 ปีเป็นผู้อาวุโสที่สุดของบ้าน
รุ่นสอง เป็นกลุ่มที่เกิดในเมืองไทย มีพ่อและแม่ของพวกเขาเป็นตัวแทน พร้อมกับสกุลแซ่เอี่ยวที่ติดตัวมา
รุ่นสาม คือพวกเขาพร้อมกับพี่น้องรวม 5 คน ดีเป็นลูกสาวคนที่ 3 ส่วนท็อปเป็นลูกชายคนที่ 4
ดีและท็อปบอกว่าตั้งแต่จำความได้ ความเป็นจีนในบ้านของพวกเขามีอยู่ในทุกอณู ถึงทายาทจะสืบตระกูลต่อเนื่องมาไกลถึง 3 รุ่นแล้วก็ตาม
“ผักอย่างแรกที่ทานเป็นคือหนำเลี้ยบ” ท็อปย้อนเล่าความหลัง
“แม่ชอบตุ๋นโสมให้ทานตอนอ่านหนังสือสอบ ส่วนอาหารมีไก่ดำกับกระเพาะปลา ทานเพื่อบำรุงสมอง” ดีเสริมให้ฟัง
ในบ้านหลังนี้สื่อสารกันด้วยภาษาจีนแต้จิ๋วแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ เพิ่งจะมาใช้ภาษาไทยแทนเมื่อไม่นานนี้ แต่ก็ยังหลงเหลือศัพท์แต้จิ๋วบางคำอยู่ดี
“ตอนไปเข้าค่ายลูกเสือ ผมบอกเพื่อนว่า ถ้าไม่มี ‘คาพ้วง’ จะนอนไม่หลับ คำนี้แปลว่าหมอนข้าง ผมคิดว่าทุกคนคงรู้ ทุกบ้านก็คงใช้ศัพท์แบบนี้ แต่ปรากฏว่าเพื่อนคนไทยไม่มีใครรู้ความหมายเลย” ท็อปเล่าไปขำไป
“ ‘กะจั๊ว’ แปลว่า แมลงสาบ มะระเราเรียกกันว่า ‘โควกวย’ ข้าวต้มขาวเรียก ‘ม้วย’ ” ดียกตัวอย่างศัพท์จีนแต้จิ๋วที่เขาใช้ให้ฟังต่อ
ไหว้เจ้า ตรุษจีน สารทจีน กินเจ ไหว้บ๊ะจ่าง ไหว้บัวลอย เช็งเม้ง หรือเทศกาลสำคัญ ๆ ตามปฏิทินจีน ตั้งแต่ดีและท็อปจำความได้ ไม่มีเทศกาลไหนที่บ้านของเขาจะไม่ให้ความสำคัญ
“เวลาปั้นเม็ดบัวลอยในช่วงเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย ที่บ้านสอนให้ปั้นหลายขนาด เหมือนกับสมาชิกในครอบครัวที่มีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และการให้ทุกคนในบ้านมาปั้นแป้งร่วมกัน ก็เพื่อให้รักใคร่กลมเกลียวกัน” ดีเล่าคำสอนให้พี่น้องปรองดองที่เธอจำได้ดี
บ้านสุระเรืองชัยยังมีความเชื่อเรื่องแมวดำ จึงต้องเปลี่ยนชื่อมันให้เป็นมงคล ส่วนอาม่าก็มักจะดูฤกษ์และดูดวงจากปฏิทินน่ำเอี๊ยงเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต และอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่อยู่คู่แทบทุกบ้าน คือการดื่มชา ดีบอกว่าเมื่อก่อนอาม่าเธอจะต้มน้ำชาให้กิน อากงก็กินชาเหมือนกันแต่ใส่ในกาเล็ก ๆ ส่วนท็อปแชร์ความเชื่อสนุก ๆ ให้ฟังว่า “ตอนเด็ก ๆ เรามีความเชื่อว่า ถ้ากินชาที่ถวายเทพไปสอบ จะสอบได้ที่ 1!” สองพี่น้องผลัดกันเล่าเกร็ดวัฒนธรรมจากจีนแผ่นดินใหญ่ให้ฟัง จนเราเข้าใจได้ในทันทีว่าพวกเขานี่แหละ คือ ‘ลูกคนจีน’ ของแท้

ท็อปเก็บเรื่องราวสนุก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเป็นข้อมูลพื้นฐาน แต่อันที่จริงมีแค่ลูกหลานคนจีนเท่านั้นที่จะเข้าใจเอาไว้ แล้วก็ไปร่ำเรียนจนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อพ.ศ. 2562 และแล้วก็ถึงเวลาหยิบคลังความรู้มาพัฒนาสู่เพจเฟซบุ๊ก สื่อสารผ่านคอนเทนต์มีมที่เขาและพี่น้องเคยชิน แต่แปลกใหม่และน่าสนใจสำหรับคนนอกวัฒนธรรม พร้อมเสริมทัพให้เพจนี้สมบูรณ์ขึ้นด้วยการชวนดีมาร่วมด้วย
“คนชอบบอกว่าบ้านผมเป็นจีนจ๋า ๆ ผมเลยตั้งชื่อเพจง่าย ๆ ว่า ‘ลูกคนจีน’ จะได้ไม่ต้องทำความเข้าใจให้ยาก” ท็อปเล่าถึงที่มาของชื่อเพจให้ฟัง

หลังทำมีมไปได้สักพัก ด้วยความที่พวกเขาเป็นคนหลงใหลในวัฒนธรรมอาหาร ประกอบกับทำอาหารทานกันในครอบครัวเป็นประจำอยู่แล้ว เพจลูกคนจีนเลยเริ่มมาลงเรื่องอาหารด้วย ซึ่งเมนูที่เขาเคยเอามาเล่าส่วนใหญ่เป็นเมนูที่ทำทานในบ้าน เช่น กานาฉ่าย โควกวยซึงฉ่ายหรือมะระต้มผักกาดดอง เหม่งซุ่งหรือหน่อไม้จีน ปรากฏว่าผลตอบรับเรื่องอาหารเป็นไปในทางที่ดี หลังจากนั้นเพจจึงทำคอนเทนต์แนวนี้ออกมาเพิ่มอีก
“เราตีความว่าการเป็นลูกคนจีนคือการใส่ใจกับอาหาร ให้ความสำคัญกับการกิน ให้เวลากับการกินข้าว และให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตดำเนินไปด้วยอาหาร ไม่ว่าจะคุยงาน คุยเรื่องส่วนตัว คุยเรื่องบ้าน ก็จะมาจบกันที่โต๊ะอาหาร” ดีตีความเรื่องอาหารกับการเป็นลูกคนจีนนอกจากคอนเทนต์อาหารที่ยืนหนึ่ง ลูกคนจีนยังเล่าเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล ความเชื่อ ซึ่งแยกไม่ขาดจากความเป็นจีน รวมไปถึงความเป็นจีนในมิติต่าง ๆ ตามความสนใจในแต่ละช่วงของท็อปและดี เช่น ในช่วงนี้ที่มีคอนเทนต์เกี่ยวกับศาสนามากหน่อย เป็นเพราะท็อปสนใจเรื่องนี้มากขึ้น มีคำถามที่อยากหาคำตอบ คอนเทนต์เกี่ยวกับศาสนาจึงมากขึ้นตาม และล่าสุด ดีได้เปิดช่องทางการติดตามในทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นมาด้วย


‘สวัสดีฮะ’ เสียงทักทายผู้คนเป็นตัวอักษร พร้อมสรรพนามแทนตัวว่า ‘ตี๋’ เป็นตัวแทนของท็อปและดีในเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งหากเปิดเพจไปเมื่อไหร่ก็จะพบกับตี๋ได้ในทุก ๆ โพสต์
ตี๋ เป็นคำสั้น ๆ แต่เป็นสรรพนามที่บ่งบอกความเป็นจีนอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขา 2 คนใช้คำนี้เป็นสื่อกลางในการทำสิ่งที่พวกเขาตั้งใจให้เกิดขึ้นในเพจ
อย่างแรก ตี๋ เป็นตัวแทนจิตวิญญาณลูกหลานชาวจีนของพวกเขาสองพี่น้อง ในการเป็นสะพานเชื่อมให้กับคนไทยเชื้อสายจีนต่างวัยเข้าหากัน
“เราอยากให้เพจเป็นสะพานเชื่อมต่อคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่สำหรับคนรุ่นพ่อแม่เวลาเขานึกถึงความทรงจำในอดีต เขาจะได้มีพื้นที่ให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง” คือสิ่งที่ดีคิด
เราเห็นลูกคนจีนหลาย ๆ รุ่นได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องชีวิตลูกคนจีนกันมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่ของท็อปและดี
“พวกเขาใช้เฟซบุ๊กเก่งกว่าที่ผมคิดเยอะ เราได้ความรู้จากพวกเขาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน”
เช่นเดียวกับเขา 2 คนที่เพจลูกคนจีนได้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างเขากับคนในบ้านไปด้วย
“การทำเพจนี้ทำให้เรามีเรื่องไปคุยกับอาม่า ปะป๊า หม่าม้า เยอะขึ้นมาก ๆ เพราะว่าการสืบค้นข้อมูลบางประเภท เราอยากฟังจากประสบการณ์ของคนในช่วงวัยนั้นจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้กลับไปคุยกับผู้อาวุโสที่บ้านมากขึ้น ส่วนพวกท่านก็ได้ย้อนคิดไปถึงความทรงจำสนุก ๆ เช่นกัน”
อย่างที่ 2 ตี๋ ช่วยเป็นตัวแทนในการสื่อสารวัฒนธรรมจีนให้คนทั่วไปรับรู้ ผ่านทั้งข้อมูลที่พวกเขาสองพี่น้องพบเจอในบ้าน และข้อมูลที่พวกเขาค้นคว้าจากที่ต่าง ๆ นำมาเขียนให้เราอ่าน
สองพี่น้องมีเป้าหมายอยากจะอธิบายและขยายเรื่องราววัฒนธรรมจีนให้คนอ่านเข้าใจ โดยเฉพาะคนรุ่นหลัง ให้พวกเขาเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมา
“วัฒนธรรมปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ถ้าอะไรที่ไม่เวิร์กแล้วก็ตัดออกได้ แต่ผมแค่ไม่อยากให้บางวัฒนธรรมสูญหายไปด้วยเหตุผลเพียงเพราะลูกหลานขี้เกียจทำหรือเหตุผลว่างมงาย ก่อนตัดสินว่าวัฒนธรรรมนี้ไร้สาระหรือไม่ อย่างน้อยคุณต้องรู้ที่มาที่ไปก่อน และถ้าสุดท้ายมันไปกับปัจจุบันไม่ได้ค่อยยกเลิกไป
“วัฒนธรรมเป็นเรื่องของคน สังคม และกาลเวลาที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าบางทีถ้าเรารู้ว่าเส้นทาง ที่มา และวัตถุประสงค์ของวัฒนธรรมนั้น ๆ คืออะไร เราจะตัดใจสินใจปฏิบัติได้ดีขึ้น”
ทั้งดีและท็อปมีปณิธานเดียวกัน คือการเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจของลูกหลานชาวจีนให้เข้าใจรากในวัฒนธรรมเท่าที่ความสามารถของลูกหลานจีนคนหนึ่งจะทำได้

เพจลูกคนจีนก่อตั้งมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว จากผู้ติดตามไม่ถึงร้อยคนในช่วงแรก จนตอนนี้มี 3.7 หมื่นคนที่ติดตามพวกเขาอยู่ในเฟซบุ๊ก และอีก 3.7 หมื่นคนในทวิตเตอร์ ลูกคนจีนยังคงเคลื่อนไหวในฐานะคนคนหนึ่ง ซึ่งให้ความรู้และพร้อมเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความหลังสำหรับทุกคนที่สนใจ
“เราอยากเล่าไปเรื่อย ๆ เราสนุกที่จะเล่า อยากทำให้เพจนี้เป็นเหมือนไดอารี เป็นห้องเรียนที่มีการนำเสนอรายงานหน้าห้อง อยากเห็นการแบ่งปันข้อมูลและความคิดเห็น และถ้าได้รู้ว่าอะไรที่เป็นปกติสำหรับลูกหลานชาวจีนอย่างพวกเรา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนอื่น ๆ เราก็จะนำมาเขียนเล่าต่อไป” ดีกล่าวอย่างมั่นใจ
ตลอดการสนทนา เราเห็นถึงความสุขและความอิ่มเอมของสองพี่น้อง และเมื่อถามถึงอนาคตของสิ่งที่ทำอยู่ พวกเขาก็เปิดเผยให้ฟังว่า
“เราจะพยายามหาแนวทางเชื่อมต่อลูกคนจีนเข้าหากันไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำได้ พยายามเชื่อมโยงไปหาคนรุ่นใหม่ผ่านเทคโนโลยีและสื่ออย่างซีรีส์ หรือบางทีก็เอาศัพท์จีนแต้จิ๋วมาอธิบาย พูดถึงที่มาของคำศัพท์ เดารากศัพท์ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ติดตามมากเหมือนกัน มีคนรุ่นใหม่มาถามว่า สรุปหนูแซ่อะไร เราก็เลยขอดูป้ายฮวงซุ้ยบรรพบุรุษเขา”
ร้านชา Deng Deng เต่าแบกกระทะ ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะนี่เป็นพื้นที่ที่สองพี่น้องต่อยอดมาจากสิ่งที่พวกเขาซึมซับมาตั้งแต่เด็ก เป็นสื่ออีกประเภทที่พวกเขาหยิบมาใช้เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมจีนเข้ากับคนรุ่นใหม่ตามที่ตั้งใจไว้




