จะเกิดอะไรขึ้น หากโลกใบนี้เกิดสงครามใหญ่
ผืนน้ำที่เคยกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเพียง 1 ใน 3 ของผืนโลกทั้งหมด
สัตว์น้ำต่าง ๆ จำต้องวิวัฒนาการมาอาศัยอยู่พื้นดิน เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน และสื่อสารกับมนุษย์
นี่คือจุดเริ่มต้นของ JOE the SEA-CRET Agent การ์ตูนไทยคลาสสิกที่มีตัวเอกเป็น ‘นักสืบหัวปลาหมึก’ และเหล่าตัวละครสุดประหลาด ปรากฏตัวครั้งแรกในนิตยสาร Katch ในเครือ Bakery Music
Nicolas Verstappen นักวิชาการชาวเบลเยียม ผู้เขียนหนังสือ The Art of Thai Comics เคยยกให้ JOE เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ของการ์ตูนทางเลือกของเมืองไทยที่กล้าฉีกกรอบจากขนบเดิม ๆ และนำไปสู่ผลงานแปลกใหม่พาเหรดตามมาอีกเพียบ
ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีชักชวน ชาติ-สุทธิชาติ ศราภัยวานิช หรือ SS มาพูดคุยถึงเรื่องราวของ JOE และผองเพื่อน กับเส้นทางที่เขาไม่คาดคิด สู่ตำนานการ์ตูนที่คงอยู่มาเกือบ 30 ปี

เด็กชายผู้รักตัวประหลาด
หากใครมาเปิดหนังสือเรียนของ ด.ช.สุทธิชาติ อาจต้องประหลาดใจ เพราะตามพื้นที่ว่างบนหน้ากระดาษเต็มไปด้วยภาพวาด และทั้งหมดล้วนมีแต่ภาพสัตว์ประหลาดเท่านั้น!
ชีวิตในวัยเด็กของชาติคงไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่ชอบอ่านการ์ตูน ย้อนกลับไปประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว เวลานั้นการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นกำลังหลั่งไหลเข้ามาสู่ผู้อ่านชาวไทย เด็กชายก็ติดงอมแงม ต้องเก็บสตางค์ค่าขนมเพื่อปั่นจักรยานไปหาซื้อการ์ตูนตามแผงแทบจะวันเว้นวัน ส่วนวันหยุดก็จะมานั่งหน้าจอเพลิดเพลินกับการรับชม ช่อง 9 การ์ตูน ติดตามการต่อสู้ของเหล่ายอดมนุษย์ต่าง ๆ
มีหลายเรื่องที่เด็กชายชอบมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ‘โดราเอมอน’ เขาจำได้ว่าอ่านเรื่องราวเจ้าแมวสีฟ้าครั้งแรกที่บ้านของลูกพี่ลูกน้อง แล้วรู้สึกเหมือนได้ระเบิดจินตนาการไปกว้างไกลกับบรรดาของวิเศษ นอกจากนี้ยังอ่านอีกหลากหลายแนว ทั้ง คอบร้า เห่าไฟสายฟ้า การ์ตูนไซไฟ ผลงานของ บูอิจิ เทราซาวะ การ์ตูนแนวยากูซ่าของ อาจารย์อิเคงามิ เรียวอิจิ หรือ เรื่องราวอนาคตในการ์ตูน Akira ของ คัตสึฮิโระ โอโตโมะ

แม้การ์ตูนเล่มจะมีแต่ภาพวาดสีขาวดำ ขยับไม่ได้ แต่ชาติก็ชอบมากกว่าการชมการ์ตูนบนจอทีวี เพราะรู้สึกหลงเสน่ห์ลายเส้นและคาแรกเตอร์บนหน้ากระดาษ ที่สำคัญคือหยิบมาอ่านซ้ำ ๆ ได้บ่อย พออ่านจบแล้ว เขาก็จะเดินรอบบ้านไปพร้อมกับจินตนาการตอนใหม่ในหัวไปด้วยอย่างสนุกสนาน ระหว่างที่รอเล่มใหม่ออกมา
จากความชอบหนังสือการ์ตูนก็กลายเป็นการวาดการ์ตูนเล่นบนหน้าหนังสือเรียน แต่เหตุที่สะดุดใจกับสัตว์ประหลาดเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะถึงพระเอกจะเท่ แต่ก็มีแค่คนเดียว ต่างกับสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยเหมือนกันเลยสักตอน จินตนาการต่อยอดได้ไม่รู้จบ
“จริง ๆ ผมไม่เคยวาดตามแบบการ์ตูนเรื่องไหนเลย เราแค่เก็บความรู้สึกของสัตว์ประหลาดไปคิดต่อ แล้วพวกนี้วาดในห้องเรียนหมดเลย เพราะพ่อแม่ไม่สนับสนุน เขามองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ จำได้ตอนที่วาด พอครูเดินผ่าน ผมก็เปลี่ยนมาหน้าที่จด พอเดินไปก็วาดต่อ”
เวลานั้นเขาวาดตามขอบจนเต็มเล่ม สะสมมาเรื่อย ๆ พอหลายปีผ่านไป หนังสือไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็จะมานั่งคัดรูปสวย ๆ ตัดมาแปะลงสมุดอัลบั้ม ส่วนหนังสือก็ทิ้งไป จนรวมได้เป็นเล่มใหญ่

เหตุผลที่วาดเยอะแบบนี้ ไม่ใช่เพราะอยากวาดเก่งหรืออยากเป็นนักเขียนการ์ตูน แต่ชาติวาดเพราะต้องการแก้เครียดมากกว่า เนื่องจากครอบครัวอยากให้เป็นทหารเหมือนพ่อ แต่เขาไม่สนใจ ถึงขั้นไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร แต่พยายามกาข้อผิดให้ได้มากที่สุด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงใกล้เข้ามหาวิทยาลัย เมื่อมีเพื่อนชวนไปติววิชาความรู้ความถนัดทางศิลป์ แม้จะเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ แต่ด้วยความสนใจเรื่องศิลปะมาตลอด จึงตอบตกลง กลายเป็นแรงผลักดันให้เลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามเพื่อน ซึ่งพ่อกับแม่ก็ไม่ขัดขวาง เพียงแค่เอ็นทรานซ์ได้ก็พอใจแล้ว
“เราฝึกเขียน Drawing โดยไม่รู้ตัว ถ้าเขียนภาพมือ ภาพกระดาษยับสบายเลย แต่เขียนภาพคนไม่ได้ เพราะไม่เคยเรียนศิลปะจริงจังหรือศึกษาสรีรวิทยามาก่อน ทุกอย่างปล่อยไปตามมือ ไม่ได้มีที่มาที่ไป”


เวลานั้นเขาวางอนาคตตัวเองว่า หลังเรียนจบก็คงทำกราฟิกตามโรงพิมพ์ต่าง ๆ แต่คงเพราะโชคชะตากำหนด ตู่-ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล เพื่อนร่วมคณะจึงชักชวนให้ชาติไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์ธีรดา และเมื่อเรียนจบ สำนักพิมพ์ก็เปิดตัวนิตยสารการ์ตูนไทย a.comix พอดี จึงทาบทามให้ทั้งคู่มาทำงานต่อ
วงการการ์ตูนไทยในยุคนั้นถือเป็นยุคตั้งไข่ของนักเขียนหน้าใหม่ จากเดิมที่จำกัดอยู่ในแวดวงการ์ตูนการเมืองหรือเครือข่ายของขายหัวเราะ สำนักพิมพ์หลายแห่งเริ่มทำนิตยสารการ์ตูนของตัวเอง เช่น วิบูลย์กิจก็มี ThaiComic
สำหรับ a.comix แม้ไม่ได้โด่งดังมาก แต่ก็มีผลงานที่น่าจดจำ อาทิ ตาโปน-ชัยยัณต์ สุยะเวช เขียนเรื่อง หาญสู้ผีนรก หรือ เอ๊กซ์-ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ก็ฝากฝีมือไว้ที่นี่ก่อนจะไปเรียนต่อต่างประเทศ และกลับมาสร้างแอนิเมชันดังอย่างเรื่อง ยักษ์

“จุดเด่นของ a.comix คือไม่ได้ดูเป็นไทยมาก บางคนก็ฝรั่งไปเลย บางคนก็ญี่ปุ่นจ๋า ๆ คือไม่ค่อยมีสไตล์ที่บังคับ อาจเพราะสำนักพิมพ์ค่อนข้างเล็กและคนไม่ได้รู้จักมากนัก”
เวลานั้นพวกเขาแบ่งหน้าที่กันคร่าว ๆ โดยตู่ดูแลเรื่องปก การวางคอนเซปต์เล่ม ส่วนชาติประสานงานกับนักเขียน จัดหน้า จัดคอลัมน์ ซึ่งยังเป็นการจัดด้วยมือ โดยระหว่างนั้นเขายังคงเขียนตัวประหลาดเก็บใส่สมุดสเกตช์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเคยคุยกับตู่ว่า ถ้ามีโอกาสก็จะเขียนการ์ตูนด้วยกันสักเรื่อง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่มสักที
ทว่าหลังทำงานได้ 2 – 3 ปี ชาติก็เริ่มอิ่มตัว บวกกับมีความเปลี่ยนแปลงของสำนักพิมพ์ เขาจึงลาออกไปทำงานกราฟิกที่โรงพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่งย่านสี่พระยา แม้ไม่เกี่ยวกับการ์ตูน แต่ก็มีโอกาสได้ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานที่ใช้ต่อยอดในอนาคต
ชีวิตของชาติคงเป็นตามทางที่วางไว้ หากวันหนึ่งไม่ได้รับสายโทรศัพท์ที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

สเกตช์เดียวเปลี่ยนชีวิต
แม้จะมีความฝันลึก ๆ ว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ชาติรู้ตัวดีว่าคนที่วาดแต่สัตว์ประหลาดแบบเขาคงเดินบนเส้นทางนี้ไม่ได้
ถึงอย่างนั้น ระหว่างที่ทำงานโรงพิมพ์ ชาติได้ไปช่วยงานตู่ ซึ่งเวลานั้นกำลังร่วมกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารของ Bakery Music ปลุกปั้นการ์ตูนเรื่อง Kristin เพื่อโปรโมต คริสติน มารี นีเวล อดีตแดนเซอร์คู่ใจของ โจอี้ บอย ซึ่งกำลังมีผลงานเพลงอัลบั้มแรก
“ตู่รับเขียนการ์ตูนให้พี่บอย แล้วเขารู้ว่าผมทำคอมได้ เลยชวนไปทำ Screentone ซึ่งจริง ๆ ผมก็งู ๆ ปลา ๆ แปะไปเรื่อย กระทั่งเสร็จ พอดีตู่ขอยืมสมุดวาดเล่นของผมไปดู ยืมไปเป็นเดือน จนวันหนึ่งก็ไปถึงมือพี่บอย แกเปิดมาเจอสเกตช์ตัวหนึ่งซึ่งมีหัวเป็นปลาหมึก ใส่เสื้อโค้ต แล้วเกิดสนใจขึ้นมา”
แม้ชาติจะช่วยงานการ์ตูน Kristin ของบอย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัว กระทั่งวันหนึ่งบอยโทรศัพท์ไปหาชาติถึงโรงพิมพ์ บอกว่ากำลังจะเปิดบริษัทใหม่เพื่อผลิตการ์ตูน จึงอยากชวนมาร่วมงานด้วย โดยตั้งใจจะพัฒนาเจ้าหัวปลาหมึกนี้ให้เป็นตัวการ์ตูนนักสืบชื่อว่า JOE

หลังจากวางสาย ชาติเดินตรงไปหาเจ้าของโรงพิมพ์ทันที แล้วขอลาออก ทุกคนตกใจเพราะไม่มีสัญญาณมาก่อน และไม่เคยมีปัญหาการทำงานใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เขาตระหนักดีว่านี่คือโอกาสดีที่ไม่รู้ว่าจะมีอีกหรือไม่ และด้วยวัย 25 ปี หากไม่ประสบความสำเร็จก็ยังวกกลับมารับงานกราฟิกได้
ในยุคเริ่มต้นของ B.Boyd Characters ตู่กับชาติต้องมานั่งทำงานในออฟฟิศที่สยามสแควร์ร่วมกับทีมกราฟิก Bakery Music โดยหน้าที่หลักคือออกแบบคาแรกเตอร์ตัวละครจากไอเดียของบอย เพื่อจะได้ไปเสนอขอทุนจากบริษัทต่าง ๆ อีกที

“ไอเดียหนึ่งที่จำได้คือฮีโร่จากร้านฟาสต์ฟูดส์ เป็นเบอร์เกอร์ที่กลายร่างเป็นหุ่นยนต์ โดยตู่ออกแบบพระเอก ส่วนผมออกแบบผู้ร้าย ลงตัวพอดี โดยระหว่างนั้น หากมีเวลาว่าง พี่บอยก็จะให้เริ่มสเกตช์ วางโครงเรื่องไปด้วย”
JOE the SEA-CRET Agent ตั้งต้นจากคาแรกเตอร์ของตัวละครเป็นหลัก ครั้งนั้นชาติซื้อหนังสือชุด ห้องสมุดแสนสนุก เรื่อง ชีวิตใต้ทะเล ซึ่งเป็นหนังสือปกแข็งเล่มบาง ๆ แต่มีภาพสัตว์น้ำที่น่าสนใจให้ลองวาด เช่น ปลาดาว หอยแม่น ม้าน้ำ จากนั้นก็จินตนาการตามว่า หากสัตว์น้ำเหล่านี้อยู่ในรูปแบบของคนจะเป็นอย่างไร และควรจะอยู่ฝั่งพระเอกหรือกลุ่มผู้ร้ายดีกว่ากัน
เมื่อได้ชุดตัวละครเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงโครงเรื่อง ชาติกับบอยช่วยกันวาง โดยเล่าถึงอนาคตหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ ‘สงครามดอกเห็ด’ ซึ่งผ่านวิกฤตกัมมันตรังสี ส่งผลให้ผืนน้ำในมหาสมุทรจากเดิมที่กินพื้นที่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 1 ใน 3 ของผืนโลกทั้งหมด สัตว์น้ำต้องอพยพ วิวัฒนาการตัวเอง กลายพันธุ์มาเป็นมนุษย์สัตว์น้ำและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์ โดยมีฉากหลังคือ ‘มหานครนิวยอร์กแอตแลนติก’ เป็นเมืองหลวงใหม่ของโลกอนาคต
“ผมคุยกับพี่บอยว่า ไม่อยากให้เกิดในเมืองไทย เพราะสเกลของเหตุการณ์คือทั้งโลก ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนหนัง อุลตร้าแมน หรือ ไอ้มดแดง (มาสค์ไรเดอร์ (Kamen Rider)) ที่เอะอะก็จะยึดญี่ปุ่น จึงเป็นนิวยอร์ก ซึ่งส่วนตัวผมก็ไม่เคยไปนะ ทั้งหมดเขียนจากหนังสือนำเที่ยว 2 เล่ม ไทยเล่มหนึ่ง ฝรั่งอีกเล่มหนึ่ง เราพยายามเลือกเล่มที่มีรูปเยอะ หรือบางภาพ เช่น ฉากที่ JOE โผล่ขึ้นมาจากถังขยะ ก็เอาต้นแบบมาจากหนัง แต่เราไม่พยายามโฟกัสเรื่องสถานที่มากนัก เพราะเราไม่ได้รู้จริง”

ส่วนคาแรกเตอร์ของ JOE แม้จะเป็นนักสืบมากประสบการณ์ แต่ก็มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ มักทำอะไรเฉิ่ม ๆ เปิ่น ๆ อยู่เสมอ ชอบดื่มกาแฟใส่เกลือ แต่พอถึงบทที่จะเท่ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร
“ผมอยากเล่าเรื่องให้ Realistic เพราะเวลาอ่านการ์ตูน ผมจะรู้สึกว่าตัวละครที่เท่ ๆ แบบพระเอก ก็น่าจะมีโมเมนต์ที่ไม่เท่หรือร้าย ๆ บ้าง หรือพวกตัวประหลาดก็ไม่จำเป็นต้องดูน่าเกลียดหรือทำร้ายคนอื่น เพราะฉะนั้น เรื่อง JOE ซึ่ง Setting มีแต่ตัวละครประหลาด แต่ถ้าไปอ่านจริง ๆ ก็จะพบว่าเป็นเรื่องของคนธรรมดาที่ทำงานออฟฟิศ มีอกหัก มีนอกใจ”
หลังเตรียมตัวอยู่พักใหญ่ พอดีกับที่ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หุ้นส่วนอีกคนของ Bakery Music มีโครงการจะทำ DOJO CITY ค่ายเพลง Teen Idol ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์เด็กสาวข้างบ้าน รวมถึง Katch นิตยสารแฟชั่นวัยรุ่นเพื่อเป็นสื่อโปรโมตศิลปินควบคู่กัน บอยจึงนำการ์ตูนในสังกัด B.Boyd Characters เข้ามาหลอมรวม จนกลายเป็นนิตยสารหัวใหม่ ซึ่งมีทั้งแฟชั่นและการ์ตูนในรูปแบบเดียวกับ Weekly Young Jump ของญี่ปุ่น
Katch ฉบับปฐมฤกษ์ วางแผงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 โดยมี 2 สาว Niece ขึ้นปก ภายในบรรจุการ์ตูน 3 เรื่อง คือ KRISTIN why bye? การ์ตูนตอนพิเศษ ฝีมือของตู่, SPINS เรื่องยาวเกี่ยวกับบาสเกตบอล โดย จอร์จ-วัชระ ส่งสมบูรณ์ อดีตนักเขียนของ a.comix และ JOE the SEA-CRET Agent ซึ่งตอนแรกยาวถึง 33 หน้า
ชาติยังจำบรรยากาศได้ดีว่า การเขียน JOE the SEA-CRET Agent ตอนแรก เต็มไปด้วยความยากและความท้าทาย เหมือนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด จากที่เคยวาดแต่คาแรกเตอร์มาสู่สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าต้องวาดมาก่อนในชีวิต ทั้งฉากทิวทัศน์ ตึกรามบ้านช่อง รถ หรือแม้แต่ผู้หญิง ก็ต้องพยายามทำให้ได้ โดยฉากแรกที่เริ่มวาดคือเทพีเสรีภาพ ซึ่งเดิมเป็นเทพธิดาลิเบอร์ตัส แต่แปลงร่างกลายเป็นโพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล เขาใช้เวลาวาดตอนแรกนานหลายวัน วาดจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันถึงแล้วเสร็จ
ยิ่งกว่านั้น เขายังพยายามนำประสบการณ์ รสนิยมส่วนตัวที่เคยเสพเข้ามาผสมผสาน เช่น โทรศัพท์ของ JOE ก็ได้ไอเดียมาจากเกมปลาหมึกในเครื่อง Nintendo Game & Watch ชื่อตอน Citizen Kane ก็มาจากชื่อของภาพยนตร์ดังยุค 1940 รวมถึงการแทรกหน้าหนังสือพิมพ์ระหว่างตอนก็มาจากการอ่านเป็นประจำทุกเช้า

“ชื่อตัวละครบางตัว เช่น Kane กับ Undertaker มาจากการที่ผมชอบดูมวยปล้ำ หรือบางฉากเราใช้วิธีเล่าแบบหนังเรื่อง Pulp Fiction คือการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลาให้ผู้อ่านปะติดปะต่อเอง คือมันมีร่องรอยของหนังเยอะ เพราะผมบ้าดูหนังมาก”
การสอดแทรกวัฒนธรรมบันเทิงต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ ดนตรี กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ JOE the SEA-CRET Agent แตกต่างไม่เหมือนใคร อย่างเรื่องความเป็นไทยที่นักเขียนหลายคนมักนำเสนอผ่านวรรณคดี ลายไทย ศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม แต่ชาติอยากเล่าผ่านมุมมองที่ร่วมสมัย สนุกสนาน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงามเท่านั้น
อย่างเมื่อ JOE เดินทางไปรับมรดกจากปู่ที่เมืองไทย และพบกับไกด์จอมเจ้าเล่ห์ JACKPOT ม้าน้ำเพศผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่พ่อตายทำให้พูดจาสลับคำไปมาอยู่เสมอ ซึ่งแทนที่ทั้งคู่จะไปเที่ยวสถานที่อย่างวัดวาอาราม กลับพาไปดูตอม่อโฮปเวลล์ที่สร้างไม่เสร็จ ไปเที่ยวพัฒน์พงศ์ ไปดูมวย ไปอะโกโก้ แถม JACKPOT ยังร่วมมือกับตุ๊กตุ๊กโกงเงิน JOE อีกต่างหาก
“ตอนนั้นเดินสวนกับพี่บอย แกบอกว่าคุณชาติน่าจะเอา JOE ไปเมืองไทยบ้างนะ ผมก็รู้สึกว่าน่าสนใจ แต่ความเป็นไทยในแบบของผมไม่ได้มีด้านที่เป็นเชิงอนุรักษ์หรือใส่ลายกนกเท่านั้น บางอย่างที่เป็นแบบ Thainess ถึงจะดูเป็นด้านไม่ดีนัก แต่ผมก็อยากนำมาใส่ เช่น JOE ไปเที่ยวโฮปเวลล์ แล้วก็ไปยืนอยู่ข้างบน หรือไปพัฒน์พงศ์ดูโชว์อะโกโก้ แล้วหมึกไหลออกมา สำหรับผมพวกนี้คือความเป็นไทยเหมือนกัน”

มากกว่านั้น บอยยังเข้ามาช่วยเติมลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้น่าสนใจมากขึ้น เช่น การแนะนำให้เปิดเพลงที่เหมาะกับฉากนั้น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่นฉากจบของตอนแรกที่ JOE โดนจับในข้อหาปล่อยตัวนักโทษ ก็ให้เปิดเพลง Season Change (ฤดูที่แตกต่าง) เวอร์ชัน ธีร์ ไชยเดช ซึ่งมุมหนึ่งก็เหมือนเป็นการโปรโมตเพลงของ Bakery Music แต่อีกมุมก็กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้หลายคนจดจำได้มากขึ้น
ถึงอย่างนั้น ชาติยอมรับตามตรงว่าการ์ตูนในช่วงแรกยังไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ตั้งใจไว้ และกว่าที่เขาจะกล้ากลับไปอ่านก็ต้องผ่านไปนานหลายปี
“บางส่วนผมเขียนไม่ได้ เช่นสัดส่วนของขา ผมก็ใช้วิธีเอาบอลลูนคำพูดบังไปเลย หรืออย่างการ์ตูนทั่วไปจะเปิดด้วยการบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ตัวเอกจะทำอะไร มีจุดประสงค์แบบไหน แต่เหมือนตอนแรกผมจะสนใจแค่ทำให้คนเข้าใจโลกของการ์ตูนเรื่องนี้อย่างเดียว”
อีกปัญหาหนึ่งที่ชาติสัมผัสได้ คือการให้น้ำหนักกับตัวละครประกอบมากเกินไป อาจเป็นเพราะด้วยคาแรกเตอร์ที่จัดจ้าน จนกลายเป็นว่าทุกตัวเด่นหมด กระทั่งกลบบทบาทของพระเอกหัวปลาหมึก หรืออย่างโครงเรื่องที่อาจยังไม่แข็งแรงมากนัก เหมือนเป็นการ์ตูนแก๊กที่เน้นเล่าตอนต่อตอนมากกว่า
“ผมใส่ทุกอย่างเท่าที่อยากใส่ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ถึงเมื่อไหร่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนอ่านหรือเปล่า งานที่ออกมาจึงมีแผลเต็มไปหมด เยอะจนเรารู้ ไม่กล้ากลับไปอ่าน จนช่วงหลังที่เราเริ่มมองอีกแบบ ไม่ได้มองในฐานะคนเขียน แล้วก็รู้สึกโอ้โห ปัจจุบันนี้เรายังเขียนไม่ได้เลย ไม่กล้าเขียน มีความสดบางอย่างอยู่ในนั้น”
JOE the SEA-CRET Agent จึงเป็นเสมือนการเรียนรู้ของทั้งตัวผู้เขียนและผู้อ่านไปพร้อมกัน โดยชาติได้รับอิสระในการนำเสนอความเป็นตัวเองเต็มที่ ไม่ได้มีกรอบใด ๆ มาบังคับ
อย่างเช่นมีตอนหนึ่ง JOE นำเสนอออกมาในรูปแบบจัดฉากถ่ายรูป เนื่องจากเวลานั้น B.Boyd Characters มีแผนที่จะทำโมเดลคาแรกเตอร์ต่าง ๆ จึงจ้างนักปั้นมาทำตัวต้นแบบเพื่อเตรียมส่งโรงงานผลิต ซึ่งเรื่อง JOE มีต้นแบบถึง 4 – 5 ตัว พอดีกับชาติเดินผ่านไปเห็นโมเดลชุดนี้วางตั้งอยู่ที่ออฟฟิศ จึงเกิดไอเดียสนุก ๆ ขอยืมมา พร้อมใช้กล้องดิจิทัลของทีมงานนิตยสาร Katch แล้วถ่ายภาพโมเดลในท่าทางต่าง ๆ ก่อนที่จะนำไฟล์ภาพประกอบกันในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จนออกมาเป็นตอนพิเศษที่สุดแปลกแหวกแนว ให้รสชาติใหม่ ๆ ในการอ่าน
เช่นเดียวกับเรื่องเทคนิคต่าง ๆ ทางด้านภาพที่สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่เข้ามามีบทบาทมาก แต่เจ้าของเรื่อง JOE ก็พยายามหาลูกเล่น มาเพิ่มสีสันให้การ์ตูนของเขา ไม่ว่าจะทดลองนำภาพถ่ายจริง ๆ เข้ามาเป็นฉากหลัง เช่น ภาพท้องฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือแม้แต่ภาพเปลวไฟ ซึ่งเขาต้องไปหาซื้อซีดีรวมภาพถ่ายแล้วเอารูปมาลองต่อกัน บางทีก็ลองใส่เลเยอร์ซ้อนเข้าไปให้ดูเหมือนเป็นภาพใต้น้ำ หรือทำเป็นหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วเขียนขยายความส่วนที่ไม่ได้เล่าใส่ลงไปในการ์ตูน

ต่อมาเมื่อ Katch ออกนิตยสารอีกหัวหนึ่งชื่อว่า Manga Katch และบอยก็อยากให้ชาติเขียนการ์ตูนอีกเรื่องลงในเล่มนี้ ชาติจึงนำตัวประกอบเด่น ๆ ใน JOE the SEA-CRET Agent มาทำเป็นเรื่องสั้น ทั้ง Hitman ตำรวจหนุ่มทายาทรุ่นที่ 1889 ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมัน, CrabFather เจ้าพ่อชาวอิตาเลียนที่มักว่าจ้างให้ JOE ช่วยคุ้มกัน, Brutus แมงดาจากบางกอกที่เดินทางมานิวยอร์กเพื่อล้างแค้นเจ้าหัวปลาหมึกที่ทำให้เสียแขนไปข้างหนึ่ง หรือครอบครัวสูตรคูณ นักฆ่าปลาไหลที่นับถือสูตรคูณดังศาสดา ประกอบด้วยแม่ 1 และลูก 12 คน
ที่สำคัญ เขายังขยายบทบาทของตัวละครที่ชื่อ MR.YERMAN ปลาผิวใส มนุษย์เงินเดือนแสนธรรมดาที่เป็นใบ้ ซึ่งมักโผล่มาพร้อมคำพูด ‘หวัดดี เราเอง’ แล้วก็หายไป จนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม JOE และเป็นอีกตัวละครที่ผู้อ่านจำนวนมากประทับใจ
“ตัวละคร MR.YERMAN มาจากเพื่อนผมคนหนึ่งที่เวลาโทรศัพท์ไปหาใคร ก็เริ่มด้วยคำว่า ‘หวัดดีเราเอง’ แต่สมัยก่อนมันเป็นโทรศัพท์บ้าน ซึ่งไม่มีใครรู้อยู่แล้วว่านี่คือใคร จนทุกคนในออฟฟิศ a.comix นำมาล้อกัน ซึ่งพอเขียนตัวนี้ไปเรื่อย ๆ ผมก็เอ๊ะ เอาเข้าทีม JOE ดีกว่า”
ระหว่างนั้น เขายังพยายามพัฒนาผลงานของตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยการนำคำวิจารณ์จากทั้งจดหมายที่ส่งเข้ามายังออฟฟิศ รวมถึงกระทู้ในเว็บไซต์ Pantip มาปรับปรุงงานจนลงตัว
“แต่ก่อนเราทำไปโดยแทบไม่รู้ฟีดแบ็ก ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าการ์ตูนมีคนอ่าน คือตอนที่ไปเจอกระทู้ใน Pantip ว่า มีใครเคยอ่านการ์ตูน JOE the SEA-CRET Agent บ้าง ตกใจนะ คลิกเข้าไปอ่านก็มีทั้งชอบไม่ชอบคละกันไป บางคนก็เฉย ๆ บางคนบอกอาร์ตไป ดูมั่ว แต่คนที่ชอบก็มี ผมก็เฮ้ย สิ่งที่เราวาดตามความชอบของตัวเองมีคนชอบด้วย บางคนถึงขั้นอินไปกับมุก ประโยคเด็ด ๆ หลัง ๆ เริ่มมีเป็นระยะ แล้วก็ค่อย ๆ มีจดหมาย

“ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า เราเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว จำได้ว่าเป็นโมเมนต์ที่ได้ใช้ชีวิตในฝัน ได้เขียนการ์ตูนไปแล้วมีคนอ่านและเก็ตกับเรื่อง ทำให้เริ่มสนุกกับการเขียนไปด้วย”
หากแต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปด้วยดี คือ ตัวตนของ Katch ที่มีพื้นฐานมาจากค่ายเพลงทางเลือกอย่าง Bakery Music ซึ่งพร้อมจะทดลองและสร้างความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นจิตวิญญาณไปแล้ว ยืนยันได้จากการ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น hesheit ของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร หรือ Si-Gum (SAH) ของ คำหล้า-จิระศักดิ์ ชำนาญศรี ซึ่งล้วนแต่มีสไตล์การนำเสนอที่ไม่เหมือนใคร และในสมัยนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครยอมตีพิมพ์งานแบบนี้
“ขนาดผมเขียนการ์ตูนเรื่องเดียว แต่เป็นแฟนการ์ตูนในนั้นทุกเรื่อง อย่างคุณคำหล้า สุดยอดมาก มาจากบางแสน ไม่เคยเขียนการ์ตูนมาก่อน เขียนแต่ภาพล้อเลียน แล้วเขาก็เอาต้นฉบับมาเสนอพี่บอย หรืออย่างตั้ม เขาก็เขียนเป็นสตอรีบอร์ดมาก่อน คงกะว่าจะเสนอสำนักพิมพ์ แล้วถ้าที่ไหนรับก็จะมาเขียนให้สวย แต่พี่บอยบอกว่าลงอย่างนี้แหละ ซึ่งทั้งหมดนี้คงเกิดได้แต่ที่ Katch เท่านั้น”

เส้นทางที่แสนขรุขระของหัวปลาหมึก
ทุกงานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา เมื่อถึงจุดหนึ่ง Katch และ Manga Katch ก็ต้องปิดตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 แม้ยอดขายจะยังดีอยู่ แต่เพราะตามนโยบายของ BMG หุ้นส่วนใหญ่รายใหม่ของค่ายต้องการมุ่งเน้นธุรกิจเพลงอย่างเดียว ทีมงานทุกคนจึงแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
สำหรับในส่วนของ B.Boyd Characters นอกจากการนำการ์ตูนมารวมเล่ม โดย Tomorrow Comix แล้ว บอยยังมีแผนจะพัฒนาการ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง เช่น DRACOOLAR TOK, hesheit รวมถึง JOE the SEA-CRET Agent มาทำเป็นแอนิเมชัน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น beboydcg™
ถึงอย่างนั้น ชาติก็ไม่ยอมตัดใจจากการเป็นนักเขียนการ์ตูน
“3 – 4 ปีใน Katch เป็นชีวิตที่โคตรสนุกเลย พอต้องปิดก็เลยเหมือนฟ้าผ่าตู้ม ตอนนั้นมีทางเลือก 2 ทาง คือช่วยพี่บอยทำแอนิเมชันเหมือนตู่ แล้วมุ่งต่อสายนั้นไปเลย แต่ผมรู้สึกว่าเราได้เป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วก็อยากเขียนต่อ ตอนนั้นต้องใช้คำว่าดันทุรังเลย”

ชาติตัดสินใจขออนุญาตบอย นำต้นฉบับของตัวเองและเพื่อน ๆ ที่ยังสต็อกเก็บไว้และยังไม่ลงตีพิมพ์มาจัดทำเป็นนิตยสารเล่มบางชื่อว่า Krash ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร เนื่องจากเป็นยุคทองที่หนังสือทำมือกำลังเป็นที่นิยม
“ผมเสียดายที่คนจะไม่ได้อ่านต่อ ตอนนั้นก็ทำไม่เป็นหรอก ตั้งใจว่าจะซีร็อกซ์ แต่พี่บอยก็ให้ทุน บอกให้เอาไปพิมพ์ อย่างปกก็พิมพ์ 2 สีเพื่อให้ต้นทุนต่ำสุด แล้วก็หิ้วไปขายในงาน FaT Festival ครั้งแรก กับเพื่อน 2 – 3 คน พองานจบก็ไปนำเสนอตามแผงการ์ตูนต่าง ๆ ต่อ”
แม้จะออกได้เพียง 3 ฉบับ แต่นิตยสารทำมือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของการ์ตูนทางเลือกที่นักเขียนกล้าลุกขึ้นมาหยัดยืนด้วยตนเอง โดยไม่พึ่งพิงตลาดใหญ่ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชาติเริ่มผันตัวไปสู่การเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ แต่ก็ยังมีโปรเจกต์แอนิเมชันที่ทำร่วมกับ beboydcg™ อีกเรื่อง
ระหว่างนั้น เขาได้ร่วมงานกับนิตยสาร Let’s Comic ตามคำชักชวนของ บ.ก.ซัน-ธัญลักษณ์ เตชศรีสุธี โดยเขียนเรื่องใหม่ชื่อว่า สูญ เกี่ยวกับเด็กหญิงผู้ใช้ชีวิตร่วมกับตุ๊กตาหมีซึ่งติดอยู่ที่หลัง กับชายหนุ่มที่ร่างกายแตกสลายเป็นชิ้นส่วนเลโก้ และบุรุษลึกลับที่เปลี่ยนทุกสิ่งเป็นชุดประกอบ โดยยังคงเขียน JOE the SEA-CRET Agent เก็บไว้ แม้ไม่ได้ลงที่ไหนก็ตาม

“สูญ เป็นการ์ตูนที่เราเขียนโดยรู้แล้วว่า ฟอร์แมตการ์ตูนต้องวางอย่างไร ผมจึงพยายามเขียนให้ได้มาตรฐานมาก ๆ แต่ตอนหลังพอมาเทียบกัน ผมรู้สึกว่า JOE the SEA-CRET Agent กลับมีเสน่ห์บางอย่าง อาจเพราะพอเรารู้เยอะก็เลยทำให้เรื่องสูญมีความแข็ง ๆ บางอย่าง จะว่าไป JOE the SEA-CRET Agent ก็คล้าย ๆ เพลงแจ๊สที่คาดเดาไม่ได้ มีทั้งด้นสด ทั้งวางแผน พอกลับมาอ่านอีกที แม้แต่ผมยังรู้สึกเซอร์ไพรส์ เขียนอันนี้ไว้ด้วยเหรอ ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นมาตรฐานแบบการ์ตูนมังงะทั่วไป”
กระทั่ง พ.ศ. 2551นพ วิฑูรย์ทอง หรือ White Crow ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง มีดที่ 13 ชวนชาติมาเขียนเรื่องสั้นตอนพิเศษ สักราชา Tattoo King ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่านอย่างมาก นพจึงเสนอให้บรรณาธิการของ BOOM นำ JOE the SEA-CRET Agent มาตีพิมพ์ในนิตยสารด้วย ทำให้เรื่องราวของเจ้าหัวปลาหมึกและผองเพื่อนกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง
ถึงอย่างนั้น ต้องยอมรับว่าผู้อ่านของ BOOM แตกต่างกับ Katch เพราะส่วนใหญ่เป็นนักอ่านที่คุ้นเคยกับมังงะญี่ปุ่นสไตล์โชเน็น (Shōnen) ซึ่งมักมีเนื้อหาเน้นการผจญภัยและการต่อสู้ ทำให้มีเสียงสะท้อนกลับมาว่า อ่านไม่รู้เรื่อง บางคนพูดแรงขนาดที่ว่า เสียดายโควตาหน้ากระดาษ แทนที่จะเปิดพื้นที่ให้การ์ตูนญี่ปุ่น ตอนหลังชาติจึงทดลองปรับให้มีความเป็นการ์ตูนโชเน็นมากขึ้น มีการเปิดตัวร้าย มีการสู้ มีการแบ่งทีม โดยที่ยังคงรักษาสไตล์ของความเป็น JOE the SEA-CRET Agent ดั้งเดิมที่เขาชอบไว้ด้วย

ชาติเขียนที่นี่ประจำต่อเนื่องเดือนละครั้ง กระทั่ง BOOM ปิดตัวไปในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 มีผลงานรวมเล่มของ JOE the SEA-CRET Agent ออกมาเพิ่มเติมรวม 9 เล่ม โดย 3 เล่มแรกเป็นการนำเวอร์ชันของ Tomorrow Comix มาพิมพ์ใหม่ แต่มีการดัดแปลงให้ทันกับยุคสมัย เช่นด้านหลังของเทพีโพไซดอนที่เคยมีตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็ลบออก เพราะช่วงที่เขียนครั้งแรกอาคารยังไม่โดนถล่ม
แม้เส้นทางของ JOE the SEA-CRET Agent อาจไม่ราบรื่นหรือโดดเด่นเมื่อเทียบกับการ์ตูนไทยเรื่องอื่น ๆ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่ชาติรังสรรค์ขึ้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนอีกมากกล้าสร้างผลงานที่ไม่ได้อยู่ในขนบเดิม ๆ ทั้ง เส่ง-ทรงวิทย์ สี่กิติกุล สถาปนิกที่หันเหชีวิตมาเขียนการ์ตูน และร่วมงานกับนิตยสาร Katch ในช่วงท้าย ๆ หมู-ไตรภัค สุภวัฒนา หรือ PUCK รวมถึง เดอะดวง-วีระชัย ดวงพลา
“จริง ๆ คงไม่ใช่แค่การ์ตูนผมหรอก แต่การ์ตูนใน Katch เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า เราไม่ต้องอยู่ในกรอบก็ได้ ขนาดไอ้การ์ตูนประหลาด ๆ แบบนี้ยังเขียนออกมาได้เลย บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ผมว่าเป็นความเหมาะเจาะพอดีบางอย่าง ทุกอย่างบรรจบกันพอดี และเราก็แค่เป็นสิ่งที่เราอยากเป็น อยากทำ สมัยนั้นมีคำว่า ‘การ์ตูนแนว’ ใช้เรียกการ์ตูนแบบนี้ ซึ่งหมายถึงการ์ตูนทางเลือก เหมือนหนังอาร์ต บางทีก็อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่ได้สนุกเหมือนการ์ตูนสูตรสำเร็จ แต่ละคนก็จะมีทางของตัวเอง แต่ก็เป็นยุคที่เกิดความหลากหลายขึ้นในวงการการ์ตูนไทย”

การ์ตูนคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ใครจะคิดว่า จากนักเขียนการ์ตูนไทย วันหนึ่งชาติจะกลายเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา และยังคงทำอาชีพนี้เรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2552
จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาติมักได้รับเชิญไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง ซึ่งบ่อยครั้งเขาก็รับปากด้วยความเกรงใจ เพราะเป็นคนไม่กล้าพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ แต่ถึงไม่ค่อยอยากไป แต่ก็มีคนเชิญเป็นประจำปีละ 2 – 3 ครั้ง จนถึงขั้นร่วมกับเพื่อน ๆ เขียนคู่มือ How to be a Comicker เพื่อใช้บรรยายในคลาสเรียนเขียนการ์ตูนของเว็บไซต์ eotoday.com ในเครือ GMM Grammy ได้เลย
การออกไปบรรยาย ทำให้เขาได้พบกับ ผศ.ธรรมศักดิ์ เอื้อรักสกุล จากคณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเห็นศักยภาพในการเป็นครู และทาบทามให้เป็นอาจารย์ประจำที่นี่
“อาจารย์ธรรมศักดิ์แกเขียนภาพสีน้ำ แล้วก็ชอบการ์ตูนไทยด้วย ก็เลยชวนให้มาอยู่ประจำ ตอนนั้นไม่มั่นใจเลย เพราะผมยืนบรรยายสดโดยตัวเปล่า ๆ ไม่ได้ ต้องมีสไลด์เสมอ ซึ่งสไลด์ของผมก็คือการ์ตูนเรื่องหนึ่งนั่นแหละ จำได้ว่าตอนที่ตอบตกลง เหมือนตอนลาออกมาทำงานกับพี่บอยเลย อยากลองทำให้รู้ไป ซึ่งสุดท้ายก็พบว่า เราทำได้นี่หว่า”
วิชาที่ชาติสอนคือ Comic and Manga, Graphic Novel, Charactor Design ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาตลอด เพียงแต่ยังไม่เคยถอดออกมาเป็นองค์ความรู้จริงจัง แน่นอนแม้ทุกวันนี้วงการการ์ตูนจะไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเก่า และคงมีนักศึกษานับคนได้ที่จะเติบโตไปเป็นนักเขียนการ์ตูน แต่อย่างน้อยความรู้นี้ก็มีประโยชน์ ต่อยอดและประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ตัวเองสนใจได้

“ช่วงที่ Streaming มีบทบาท ผมเคยถามตัวเองว่า การ์ตูนแบบ Comic ยังจำเป็นอยู่เหรอ แต่ผมก็สังเกตว่าญี่ปุ่นเขาก็ยังพิมพ์การ์ตูนขาวดำอยู่เลย ความนิยมไม่ได้ตกไปไหน แต่เรื่องจะสั้นลง ซึ่งข้อดีของ Comic คือนำเสนอไอเดียที่ง่ายที่สุด พื้นฐานที่สุด ราคาถูกที่สุด และใช้คนน้อยที่สุด คือคนเดียว
“สิ่งที่ผมสอนเป็นหลักคือการเล่าเรื่องด้วยภาษา Comic แน่นอนว่าโอกาสที่จะทำเป็นอาชีพได้คงยาก เพราะเมืองไทยไม่มีอุตสาหกรรมนี้รองรับจริงจัง แต่ถ้าวิเคราะห์ดี ๆ การ์ตูนเรื่องหนึ่งรวมศาสตร์เต็มไปหมด อย่างทุกตำแหน่งในหนังเรื่องหนึ่งอยู่ในการเขียนการ์ตูนหมดเลย ทั้งออกแบบคาแรกเตอร์ แอคติงโค้ช คอสตูม ตัดต่อ ฉาก คุณฝึกการเล่าเรื่องจากการเขียนการ์ตูนได้ ยิ่งผมโตมาจากสายวิชาชีพ จึงไม่อยากสอนอะไรที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ 100% แต่สุดท้ายเขาจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็แล้วแต่”

ทุกวันนี้ชาติยังคงสนุกกับการสอนเหมือนเดิมไม่ต่างจากครั้งแรก แม้นักศึกษาหรือบริบทต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปก็ตาม เช่นเดียวกับ JOE the SEA-CRET Agent ที่ต่อให้ไม่ได้ปรากฏบนหน้านิตยสารอีกแล้ว แต่ก็ยังมีลมหายใจผ่านรูปแบบอื่น ๆ นับไม่ถ้วน ตั้งแต่แอนิเมชัน เกมมือถือ ลายเสื้อ นิทรรศการ และล่าสุดคือ ART TOY โดยร่วมกับกลุ่มศิลปิน Fat Lane ผลิตอาร์ตทอย JOE ซึ่งทำออกมาแล้ว 2 รุ่น และได้เสียงตอบรับจากแฟนคลับเป็นอย่างดี
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเขายังคงมีแรงใจเขียนการ์ตูนตอนใหม่ ๆ ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ชาติจะรีบกลับบ้านมาพักผ่อน แล้วตื่นมาตี 3 เพื่อจะเขียนให้ได้ 2 – 3 หน้า พอเขียนครบตอนก็นำไปทดลองจำหน่ายทางออนไลน์ตอนละ 10 บาท ทำอย่างนี้นานหลายเดือน ปัจจุบันรวมเล่มของ JOE the SEA-CRET Agent มีถึงเล่มที่ 10 แล้ว


“จริง ๆ ตอนนี้เนื้อเรื่องหลัก ๆ ยังไม่เข้าครึ่งเรื่องเลยนะ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีเวลาเขียน เพราะมีอะไรแวบเข้ามาเยอะ ถึงอย่างนั้นเราก็พยายามหาอะไรใหม่ ๆ มาทดลอง เช่น ผมอยากรู้ว่า AI จะใช้กับ JOE the SEA-CRET Agent ได้ไหม เลยลองใช้ตัดเส้นก่อน โดยผมลากดินสอให้ละเอียดแล้วโยนเข้าไปเลย ปรากฏว่าใกล้เคียง แต่ต้องมานั่งลบ ๆ แก้ ๆ เยอะ แล้วก็เคยเอารูปของตัวเองใส่เข้าไปให้ AI Learning ด้วยนะ พยายามเลือกช็อตที่ดูเคลียร์ที่สุด ใส่ไป 100 กว่ารูป สรุปออกมากลายเป็นรูปอะไรก็ไม่รู้ สู้กลับมาเขียนมือดีกว่า แต่อีกไม่นาน ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ทำได้แน่นอน”
ตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่นักสืบหัวปลาหมึกถือกำเนิดขึ้น สำหรับชาติแล้ว JOE the SEA-CRET Agent ไม่ได้เป็นเพียงแค่การ์ตูนตัวหนึ่ง แต่เป็นเสมือนคู่หูที่ทำงานด้วยกันยาวนาน และพาชีวิตเขามาสู่สิ่งที่ไม่คาดฝันมากมาย
“ตอนที่ Katch หยุดไป เราจะเลิกเขียนเรื่องนี้ไปเลยก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าทุกตัวละครมีชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็อยากเล่าเรื่องของเขาต่อ ถูไถไปจนมาถึงวันนี้ แต่ที่น่าดีใจที่สุดคือยังมีคนรู้จักที่พร้อมสนุกและเติบโตไปด้วยกัน ผมรู้สึกว่าวันนั้นคิดถูกแล้วที่ไม่ได้ทิ้ง JOE ไป”
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของการ์ตูนไทยที่ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายของหน้าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ยังคงข้ามกาลเวลา เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้ผู้อ่านตลอดมา


