12 มีนาคม 2025
3 K

“ไม่ได้คุยกันนานเลย” คำทักทายแรกจากผู้ชายไซซ์อบอุ่นตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“นี่เหมือนเดิมเลยนะครับเนี่ย เปลี่ยนไปแค่สีผมเอง” คำพูดถัดมาของเขาก็ทำให้หลากหลายเรื่องราวที่แฝงอยู่ในระหว่างถ้อยคำนั้นผุดพรายขึ้นมาในความทรงจำ 

เพราะเมื่อลองย้อนคิดดูแล้ว ผมมีโอกาสได้รู้จักกับเขา… บอย โกสิยพงษ์ มานานกว่า 30 ปีแล้วในฐานะแฟนเพลง ตั้งแต่พี่บอยออกซิงเกิลแรก คือ รักคุณเข้าแล้ว 

ขณะที่ในฐานะน้องร่วมงาน ผมเริ่มได้ไปป้วนเปี้ยนที่ออฟฟิศและบ้านของพี่บอยย่านทองหล่ออยู่บ่อย ๆ คิดคร่าว ๆ ก็ราว ๆ 20 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ลูกสาวทั้ง 2 คนของพี่ชายคนนี้ยังเล็ก ๆ 

มาวันนี้ เราก็ได้มาพูดคุยและอัปเดตชีวิตกันอีกครั้ง ในวันที่ลูกสาวพี่บอยโตเป็นสาว ขณะที่ตัวผมเองก็มีลูกสาวของตัวเองแล้วเช่นกัน

ณ เวลาที่มีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง (เช่น สีผมและขนาดตัว) แต่หลายอย่างก็ดูเหมือนว่าจะถูกกดปุ่ม Pause ไว้ ไม่เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะความรักไปจนถึงความลุ่มหลงในเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนและผลักดันชีวิตของ บอย โกสิยพงษ์ เสมอ

OST. Side A

“ถ้านับที่ได้คุยกับพี่บอยครั้งหลังสุดก็ประมาณ 4 ปีแล้วล่ะครับ ก่อนที่พี่จะหายไปจากโซเชียลมีเดียไม่นานเท่าไหร่” 

คำตอบของผมจากคำทักแรกในตอนต้นนั้นระบุย้อนไปถึงช่วงเวลาหนึ่งซึ่งพี่บอยตัดสินใจออกไปจากวงโคจรของโซเชียลมีเดียในระดับเกือบจะโดยสิ้นเชิง จากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทั้งกระแสภายนอกและผลจากภาวะภายในจิตใจของเขาเอง

“พี่ไปไหนมาครับ” จึงกลายมาเป็นคำถามของผมที่มีต่อพี่ชายคนนี้

“ผมก็ยังแต่งเพลงอยู่เหมือนเดิมนะครับ” พี่บอยอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ยิ้ม ๆ เหมือนที่ผู้คนและแฟนเพลงต่างคุ้นเคยกันมาเป็นเวลายาวนาน

“การแต่งเพลงก็ยังเป็นแพสชันสำคัญของผมอยู่ตลอด แล้วก็แต่งเรื่อย ๆ มาจนมีเป็นร้อยเพลงเลย ขนาดที่มีเพลงสำหรับภาคต่อของชุด Million Ways to Love แล้ว บางส่วนก็อัดเสียงไว้บ้างแล้วด้วย แต่ว่ายังไม่พร้อมที่จะออก”

การทำเพลงสะสมไว้เป็นจำนวนมากของพี่บอยเป็นอีกภาพจำสำคัญภาพหนึ่งสำหรับผมและคนที่ทำงานใกล้ชิดกับเขา ทุกครั้งที่ได้มาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน พี่บอยก็มักจะมีเพลงใหม่มาเปิดให้ฟังอย่างกระตือรือร้นแทบไม่เคยเว้น 

แต่ก็ไม่ใช่ทุกเพลงที่จะได้ออกสู่การรับรู้ของสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงจากการจัดคอนเสิร์ตฉลองวัย 50 ปีเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่พี่บอยค่อย ๆ หายหน้าไปจากกระแสโซเชียลอันเชี่ยวกราก และไม่มีเพลงใหม่ออกมาอีกเลย นอกจากโปรเจกต์เพลงการกุศลในช่วงโควิด-19 อย่าง จะไม่ทิ้งกัน 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น 

“ผมรู้สึกว่าระยะทางระหว่างเรากับคนฟังมันไกลกันเหลือเกิน และไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย” 

คำตอบของพี่บอยเชื่อมโยงไปถึงความเปลี่ยนแปลงภายนอกที่ทำลายขนบธรรมเนียม วิถีธุรกิจ ไปจนถึงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนทั่วโลกไปอย่างที่ไม่เหมือนเดิมอีกเลย ดังที่มีการบัญญัติคำเอาไว้ว่าเป็นยุคสมัยแห่ง Disruption จากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ 

ซึ่งในมุมหนึ่งก็ก้าวไปไวกว่าที่ใจจะตามทัน

“สมัยก่อนปล่อยเพลงให้วิทยุ แล้ววิทยุกับเพลงก็จะไปทํางานกันเอง แต่เดี๋ยวนี้ต้องทําอะไรเยอะมาก ต้องว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร ปีนภูเขาหิมะ กว่าที่จะไปถึงคนฟัง 

“พอเป็นแบบนั้นเราก็เลยไม่มีกําลังใจในการฝ่าฟันสารพัดเพื่อจะได้ไปถึงพวกเขา จึงทําได้แค่เก็บเอาไว้ฟังเอง ทั้งที่บางเพลงร้องจนเสร็จ มิกซ์เสร็จแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ปล่อย” พี่บอยอธิบาย

“พี่ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีทําให้ให้คนฟังกับกับศิลปินใกล้กันมากขึ้นเหรอครับ” ผมถามจากความเป็นจริงของโลกยุคที่มีแพลตฟอร์มอย่าง YouTube หรือ TikTok ที่ทำให้เพลงใหม่ไปถึงกลุ่มคนฟังเรือนแสนเรือนล้านได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ผมคิดว่ามันใกล้ แต่มันก็ไกลนะครับ ดูเหมือนจะใกล้ แต่ขณะเดียวกันก็ไกลกันขึ้นมาก เพราะมีคอนเทนต์ให้ดูเป็นพันล้านอย่างในแต่ละวินาที ดังนั้น โอกาสที่จะเป็นเหมือนคนในสมัยก่อน เหมือนผม เหมือนคุณที่พอได้เทป ได้แผ่นเสียงอัลบัมใหม่มา ก็จะหยิบมาเปิดฟัง 

“ฟังเสร็จแล้วก็อ่านเนื้อเพลง อ่านเครดิตบนปกว่าใครทําอะไร แล้วก็อ่านไปจนถึงว่าศิลปินเขาขอบคุณใครบ้าง แล้วมันก็จะโยงกันไปโยงกันมา มีแฟนเพลงเราที่ไปตามหาชื่อเหล่านี้จากที่อื่น ทําให้แต่ละบทเพลง แต่ละอัลบัม มีความหมาย เทป 1 ม้วนหรือแผ่นเสียง 1 แผ่นจะถูกเปิดฟังกันไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ความผูกพันระหว่างคนทำกับคนฟังจึงแตกต่างกับยุคนี้มาก” พี่บอยย้อนไปถึงพฤติกรรมการฟังเพลงของคนฟังในยุคแอนะล็อกเรื่อยมาจนถึงช่วงดิจิทัลตอนต้น

  “สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนความคิดจนกลับมาทำงานใหม่คืออะไรครับ” ผมถามจากความจริงที่ราว 4 – 5 ปีแห่งการห่างหาย ในที่สุดพี่บอยก็กลับมาพร้อมกับงานเพลงใหม่ร่วมกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน กับงานภาคต่อของ ‘BOYdPOD’ ที่ทิ้งช่วงจากชุดแรกนานถึง 16 ปี

“เริ่มมาจากว่าตอนที่ผมทําคอนเสิร์ต BOYd+NOP FAMILY ตอน พ.ศ. 2566 มี 1 ชั่วโมงของ BOYdPOD ซึ่งปล่อยปละ ไม่ได้กลับมาร่วมงานกันถึงตอนนั้นก็กว่า 14 ปีแล้ว แต่พอถึงช่วง 1 ชั่วโมงนั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงที่สนุก จากความที่ไม่ได้ทํากันมานาน พอทําปุ๊บเหมือนมีสารเคมีบางอย่างสปาร์กขึ้นมา ผมก็เลยถามป๊อดบนเวทีว่า ทําชุด 2 กันไหมครับ ซึ่งป๊อดก็ตอบทันทีว่า เอาสิพี่ รออยู่ แล้วเราก็จับมือกันบนเวที ตอนนั้นคิดแค่ว่าจะทําอัลบัม ยังไม่ได้คิดว่าจะออกยังไง เอาให้รอดก่อน ทำอัลบัมให้เสร็จก่อน” 

อย่างไรก็ตาม ด้วยโลกและธุรกิจดนตรีเปลี่ยนไปแล้ว การ ‘ทำอัลบัม’ เพื่อออกมาในฐานะงานเพลงในเชิงพาณิชย์จึงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะกับพี่บอยที่ยังคงอยู่ในช่วงของการพยายามหาทางออกราวกับไม่มีวันจบสิ้นจากสภาวะ Disruption โดยเทคโนโลยี

จวบกระทั่งพี่บอยได้พบกับหนทางผ่าน จากสิ่งที่เขาไม่เคยให้ความสนใจอย่างจริงจังมาก่อน

OST. Side B

“พอผมจะเริ่มทำก็คิดว่าเอายังไงดีวะ เพราะว่าจาก BOYdPOD ชุดแรก เราพยายามคุมโทนไม่ให้เพลงตกขอบจากสิ่งที่ป๊อดเป็น เพราะในตอนนั้นโมเดิร์นด็อกกำลังอยู่ในจุดที่พีกมาก ถ้าฟังชุดนั้นดี ๆ จะได้ยินถึงความระวังของเรา” พี่บอยอธิบายถึงจุดเริ่มต้นย่างก้าวในปัจจุบันของเขา

“แต่พอมาทําชุด BOYdPOD // OST. Side A มันทําด้วยคนละความรู้สึกกัน ทําด้วยความรู้สึกที่เราอยากทํางานขึ้นมาโดยยังไม่รู้ตั้งแต่ต้นว่าจะทําหรือต้องทำยังไง เหมือนเราไปประเทศปากีสถาน ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน ก็จะมีความรู้สึกงง ๆ ว่าควรทำยังไงดี อยากไปเที่ยวแต่ไปไม่เป็น เลยต้องมีสารตั้งต้น มีแรงบันดาลใจขึ้นมาก่อนว่าจะไปทางไหนดี เช่นเดียวกับชุดนี้ พอเริ่มแต่งเพลงขึ้นมา เพลงก็ยังมีความคุมโทนอยู่ดี ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

 “พอเอาเรื่องนี้ไปคุยกับป๊อด ป๊อดแนะนำว่า งั้นลองวาดรูปดูไหม แม้จะไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกัน แต่ผมก็ลองทำดู โดยลองวาดแบบไม่มีวันหยุดเลย 1 เดือน”

เมื่อพี่บอยเล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็เพิ่งสังเกตว่าบนกำแพงของออฟฟิศแห่งนี้ที่ผมคุ้นเคยมาเป็นเวลานานกว่าสิบปีนั้นประดับประดาไปด้วยผลงานการวาดเส้นลงสีของเขาจนทั่วไปหมด

“ตอนที่ทำ เราซื้อสี ซื้อแคนวาสมาเยอะมาก พอซื้อมา ถ้าไม่ทำอะไรมันก็คงจะไม่ดี เลยต้องทํา พอเราเห็นแคนวาสสีขาวโล่ง ๆ ก็ต้องมาคิดว่าแล้วจะทําอะไรกับมันดี ผมเอาสีมาระบายลงบนแคนวาสเปล่า บางวันก็เทสีบ้าง ลองระบายบ้าง บางวันก็เอาน้ำมาพรมลงบนแคนวาสแบบให้เปียกโชกไปเลย แล้วก็ลองหยดหมึกจีนลงไป จากนั้นลองเทสีไปเทสีมา จนเห็นว่า เฮ้ย มันเป็นรูปก็อตซิลล่าว่ะ ตื่นเต้นมาก แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายวาดเกินไป 3 เดือน เออ มันก็สนุกดีแฮะ 

“ขณะเดียวกันมันก็ทําให้ความคิดสร้างสรรค์เริ่มลื่นไหล ขนาดผืนผ้าใบก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนภาพหลัง ๆ นี้ใหญ่เบ้อเริ่มเลย ความคิดสร้างสรรค์เหมือนพุ่งไปพุ่งมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ พอลื่นไหลมากเข้าก็เหมือนไปดึงสิ่งที่เราถนัดมาก ๆ อย่างการแต่งเพลงให้กลับมาเติบโตขึ้นตามไปด้วย”

และด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พลุ่งพล่านเช่นนี้เอง ก็ค่อย ๆ คืนแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับเขาในที่สุด

“หลังจากวาดไป 90 รูป ผมก็ขอหยุดเพื่อมาแต่งเพลง เพราะถึงตอนนั้นความคิดเรื่องการแต่งเพลงเข้มข้นมากแล้ว

 “วันหนึ่งผมไปบ้านของ คุณมด-ภูดินันท์ ดีสวัสดิ์มงคล โคโปรดิวเซอร์ในชุดนี้ ผมลองให้เขาเลือกเสียง เสียงหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นเสียงอิเล็กทริกเปียโน ซึ่งเป็นเสียงที่อยู่ในอัลบัมชุดแรกของผม (Rhythm & Boyd) เป็นเสียงที่ฟังแล้วทำให้นึกถึงอดีตตอนที่ผมอายุ 20” พี่บอยอธิบาย

“พอได้ยินเสียงแบบนั้นก็อยากทำเพลงที่มีเสียงแบบนั้น จากนั้นก็ค่อย ๆ หาเสียงมากขึ้นอีก ซึ่งสุดท้ายก็ทําให้รู้แล้วว่า สิ่งที่กระตุ้นเราคือเสียงดนตรีที่เคยได้ยินในสมัยก่อน ซึ่งบางทีเราลืมไปแล้ว เพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ไม่เท่ ไม่มีใครเขาใช้เสียงแบบนี้กันแล้ว 

“แต่หลังจากที่แต่งเพลงมากขึ้น ๆ ซึ่งป๊อดก็ชอบมาก ทําให้รู้ว่า BOYdPOD ไม่จําเป็นต้องมีขอบอีกแล้ว และผมก็ใช้ความรู้สึกของตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น มาบอกเล่าเรื่องราวในบทเพลงของชุดนี้ นอกจากอธิบายให้ป๊อดและนักดนตรีฟัง ผมยังตัดต่อหนังเก่า ๆ มาแมตช์เข้ากับตัวเพลงเลยว่า สีของเพลงนี้เป็นแบบนี้ อยากดูไหมล่ะครับ”

เมื่อผมพยักหน้าตอบรับ พี่บอยก็ให้ผมใส่หูฟัง ก่อนที่จะทยอยเปิดหนังระดับคลาสสิกที่ตัดบางช่วงตอนมาเพื่อใช้ประกอบแต่ละบทเพลงในชุดอย่างพิถีพิถัน 

ไม่ว่าจะเป็น Superman, La Boum, ดอกไม้กับนายกระจอก เวอร์ชันที่ โจวเหวินฟะ เป็นพระเอก ไปจนถึงหนังยุคหลัง ๆ อย่าง Cast Away ซีนที่เป็นแรงบันดาลใจของเพลงชื่อเดียวกันในชุดนี้

นี่เองเป็นที่มาของชื่ออัลบัมที่ว่า BOYdPOD // OST. ซึ่งเป็นซีรีส์อีพี 6 เพลง จำนวน 3 ชุดที่จะทยอยออกในช่วงเวลาต่อจากนี้ เพราะแต่ละเพลงเป็นเหมือนกับบทเพลงประกอบเรื่องราวในจินตนาการของพี่บอยนั่นเอง

ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากผลงานในอดีตของพี่บอยท่ี่มักต่อยอดออกไปสู่เส้นทางอื่น ๆ นอกเหนือจากงานเพลง ไม่ว่าจะเป็นงานนิตยสารวัยรุ่น สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน ไปจนถึงการทำของเล่นที่ต่อยอดจากงานหนังสือการ์ตูนที่เขาดูแลการผลิต

 ณ ช่วงเวลาที่หน้าที่การงานทุกแขนงของพี่บอยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด เมื่อ 10 – 20 ปีก่อนหน้านี้ พี่บอยเคยอุทิศตัวเองให้กับการทำงานแทบเรียกได้ว่า 7 วันต่อสัปดาห์ ท่ามกลางการสนับสนุนของครอบครัว อีกทั้งยังอยู่เคียงข้างในทุกบทบาทและย่างก้าวของพี่บอย 

หากเปรียบเป็น Product Life Cycle ในโลกธุรกิจ ช่วง Market Growth ของพี่บอยก็เป็นช่วงที่โทรศัพท์ทุกสายต่างมุ่งสู่ปลายสายที่ชื่อ บอย โกสิยพงษ์ กันแบบไม่เว้นแต่ละชั่วโมงหรือในระดับนาที

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ได้เกริ่นไปตอนต้นแล้วว่า วันหนึ่งวงจรแห่งความวุ่นวายโกลาหลเหล่านั้นก็มีอันจบลง เมื่อพี่บอยเลือกหยุดความเคลื่อนไหวออกจากโลกโซเชียล ขณะเดียวกันก็ตัดสินใจยุติบทบาทการทำงานค่ายเพลงที่เขาเป็นคนปลุกปั้นมาตั้งแต่ต้น

เสียงโทรศัพท์ที่เคยดังแทบจะตลอดเวลาเหลือเพียงความเงียบ

ตอนนั้นเองที่โปรดิวเซอร์ ศิลปิน และนักธุรกิจที่อยู่บนเส้นทางแห่งความสำเร็จมาต่อเนื่องนับสิบ ๆ ปีเริ่มรับรู้ได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต

OST. Side C

“มันเงียบไปเลยครับ ไม่ว่าจะโทรศัพท์หรือแชต อยู่ดี ๆ ก็เงียบไปเลย” พี่บอยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความเงียบงันที่เกิดขึ้น

“ตอนแรกก็มีความสุขดี เหมือนได้ไปเที่ยวเกาะที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ รู้สึกว่าสบายดีแฮะ แต่พออยู่แบบนั้นไปสักปีหนึ่ง มันเริ่มงงนะว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ยังมีคนโทรเข้ามาเพียงแต่ว่าไม่ถี่มากเหมือนเมื่อก่อน ที่วันวันหนึ่งต้องมีเป็นสิบชั่วโมงที่ต้องคอยตอบคำถาม ต้องแก้ปัญหาอย่างนี้ ต้องทำอย่างโน้น 

“จากที่เคยมีความสำคัญ ต้องเป็นคนไปจัดการตรงนั้นตรงนี้ซึ่งทำมาทั้งชีวิต พอมาถึงจุดที่ไม่มีบทบาทเหล่านั้นอีกแล้ว มันก็เริ่มเคว้งเหมือนกัน”

ชีวิตของพี่บอยในเวลานั้นจึงคล้ายกับอยู่ในสภาวะเสียสมดุล จากการสวมหมวกผู้บริหารควบกับความเป็นโปรดิวเซอร์และศิลปินมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

ขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับมาสู่ฟากฝั่งของครอบครัว ถึงตอนนั้นลูกสาวทั้ง 2 คนของพี่บอย คือ ดีใจ และ ใจดี โกสิยพงษ์ ก็ได้เติบโตขึ้นและเริ่มมีชีวิตเป็นของตัวเอง ความใกล้ชิดที่เคยมี เคยเป็น ก็ค่อย ๆ กลับกลายเป็นความห่างไกล… แม้ในแง่ของระยะทาง มิใช่แง่ของจิตใจก็ตาม

ด้วยเหตุนั้น การที่ชีวิตมาถึงวันที่ทั้งสองฟากฝั่งเริ่มเจือจางความเข้มข้นลง ย่อมส่งผลในด้านใดด้านหนึ่งของความคิดและชีวิตของพี่ชายคนนี้ไม่น้อยเลย

“พี่ได้เรียนรู้อะไรกับช่วงเวลานั้นบ้างครับ” จึงเป็นคำถามที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่กล่าวมา

“มันทําให้เรารู้ว่าเวลาสําคัญมากแค่ไหนนะครับ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ซื้อกลับคืนมาไม่ได้ เวลาผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเลย พอมาถึงตอนนี้ก็เข้าใจว่าเราต้องใช้เวลาให้สมดุลและเหมาะสม แต่กว่าจะเข้าใจก็อายุ 55 – 56 แล้ว” นี่คือคำตอบของพี่บอย หลังจากใช้เวลาขบคิดสักพัก

“พออายุเยอะขึ้น เราก็จะเริ่มเสียดายความรู้สึกตอนที่ลูกยังเล็กแล้วเขาชอบให้เกาหลังให้ แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจเกาให้เขาทุกครั้ง พอถึงวันหนึ่งที่เขาบอกว่าไม่ต้องเกาแล้ว โอ้โห เคว้งเหมือนกันนะ ขอเกาหน่อยไม่ได้เหรอ (ยิ้ม)”

ถือเป็นคำตอบที่ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสำหรับคนที่ใกล้ชิดหรือเคยทำงานกับพี่บอยจะทราบกันดีว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องครอบครัวนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่ชายคนนี้ทั้งสิ้น

ก่อนหน้าที่จะมีลูกของตัวเอง พี่บอยเป็นเหมือนไอดอลคนหนึ่งของผมในฐานะพ่อที่ให้เวลากับงานและครอบครัวแบบแทบจะเต็มร้อยทั้ง 2 ฝั่ง 

สำหรับ บอย โกสิยพงษ์ งานกับชีวิตส่วนตัวต่างร้อยเรียงสลับสับเปลี่ยนต่อเนื่องไปทั้งวันแบบแทบจะไม่มีรอยสะดุด

ผมเคยต้องติดตามพี่บอยไปรับลูกสาวที่โรงเรียน เพื่อที่เขาจะได้ใช้เวลาระหว่างนั่งรถในการบรีฟงานกับผมต่อ หลังจากที่พูดคุยกันติดพันมานานนับชั่วโมง เช่นเดียวกับที่พี่บอยเคยมีบ้านพักที่ต่างจังหวัด เพื่อจะได้ไปพักร้อนพร้อมกับทำงานหรือบันทึกเสียงที่นั่นได้เลย

 “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามให้เวลากับครอบครัวมากเท่าที่ทำได้ ตามที่ได้รับการสอนผ่านการกระทำของพ่อแม่นะครับ” พี่บอยเล่าถึงบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของเขา

“พวกท่านเป็นพ่อแม่ที่ให้เวลากับลูกทุกคนมากเหลือเกิน ไปรับ-ไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน ทําอาหารให้กินทุกมื้อ เวลาไปเที่ยวก็ไปกันทั้งครอบครัว พวกท่านมีเวลาให้ครอบครัวตลอด แต่สุดท้ายผมก็ยังบาลานซ์ได้ไม่ดีเท่ากับที่พ่อแม่ของผมเคยทำ” 

เมื่อพี่บอยกล่าวมาถึงตรงจุดนี้ ผมก็ถือโอกาสถามถึงประเด็นซึ่งมีคนหยิบยกมาพูดคุย ถก ไปจนถึงเถียงกันบนโลกโซเชียลในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นไม่นานนัก

“ในความคิดของพี่ Work-life Balance เกิดขึ้นได้จริงไหมครับ”

พี่บอยเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนที่จะค่อย ๆ ตอบกลับมาอย่างระมัดระวัง

“ไม่รู้” คือคำตอบแรกจากพี่บอย “จนวันนี้เรายังไม่รู้ว่าได้หรือเปล่า มันก็มีช่วงเวลาที่เราห่างหายจากลูกเพราะลูกต้องไปอยู่เมืองนอก ซึ่งเราไปอยู่กับเขาไม่ได้ แต่มันก็เป็นเวลาที่ทําให้ลูกเติบโต ส่วนผมก็ได้ทํางานของตัวเอง

“ผมคิดว่าคํานี้คงใช้ได้เฉพาะปัจเจกนะครับ ทุกคนมี Work-life Balance ที่ไม่เหมือนกัน บาลานซ์ที่สุดของปลา แต่อาจจะไม่ใช่บาลานซ์ที่สุดของเต่า หรือไม่เรียกว่าบาลานซ์ที่สุดของกระต่ายหรือลิง ดังนั้น แต่ละคนคงจะมีบาลานซ์ของตัวเอง”

“สำหรับตัวผม ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมมี คุณตุ้ย (วรกัญญา โกสิยพงษ์) เป็นภรรยา เพราะเมื่อใดก็ตามที่ชีวิตผมเริ่มไม่บาลานซ์ เวลาที่ผมทําเพลง ผมก็จะอินกับมันแบบ All the Way Through หรือวาดรูปแบบไม่ยอมหลับยอมนอน เขาจะคอยดึงให้ผมกลับมาอยู่กับร่องกับรอย หรือพอมาถึงวัยนี้ที่ฮอร์โมนเริ่มสวิง ใครพูดอะไรผิดหูก็จะโมโหขึ้นมาทั้งที่เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เขาก็จะเป็นคนเดียวที่คอยเตือนผมว่า ตอนนี้เริ่มโมโหง่ายไปหน่อยแล้วนะ”

คำตอบของพี่บอยทำให้ผมคิดถึงสำนวนเก่าแก่สำนวนหนึ่งคือ เบื้องหลังความสำเร็จของชายที่ยิ่งใหญ่ คือการมีผู้หญิงเก่งคอยอยู่เคียงข้าง 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์หรือกระทั่งการพูดคุยเล่นระหว่างมื้ออาหาร พี่บอยจะให้เครดิตกับพี่ตุ้ย ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากในเรื่องครอบครัวอยู่เสมอ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางครอบครัวโกสิยพงษ์เดินหน้าไปได้โดยแทบไม่มีรอยสะดุด

“เมื่อวานนี้ผมยังคิดอยู่เลยนะว่า ถ้าไม่มีคุณตุ้ย หลาย ๆ เรื่องในชีวิตที่ละเอียด ๆ คงยากที่จะผ่านมาได้ แล้วการที่เขาลงรายละเอียดกับทุกเรื่อง เพราะเขารักเรา เขารักครอบครัวนี้ เขาถึงทุ่มเททำในสิ่งที่คนอื่นอาจจะมองเขาในแง่ร้าย มองว่าจู้จี้จุกจิก อย่างเรื่องการตรวจบัญชี นั่นเพราะเขาอยากทําให้ถูกต้อง และไม่มีปัญหาในภายหลัง 

“แม่ผมเคยบอกว่า ถ้าบอยแต่งกับตุ้ยนะ แม่จะนอนตายตาหลับ ซึ่งเวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสายตาของแม่เฉียบขาดมาก” พี่บอยปิดท้ายด้วยรอยยิ้มกว้าง

OST. Side D

เมื่อการสนทนามาถึงตรงนี้ ผมก็พลันกลับไปคิดถึงบทสนทนาที่เคยมีกับศิลปินคนหนึ่ง เขาเปรียบการเดินทางของชีวิตเป็นเหมือนรถคันหนึ่ง รายทางอาจจะรับผู้โดยสารเพิ่มเติมเข้ามา เช่นเดียวกับที่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีคนที่ขอลงไประหว่างทาง และเมื่อถึงวันหนึ่งรถยนต์คันนี้ก็ย่อมมีวันที่ต้องเหยียบเบรก และหยุดรถเมื่อถึงเวลาของมัน

ผมจึงเริ่มอยากรู้ถึงมุมมองของพี่บอยขึ้นมาบ้างว่า เขามองรถแห่งชีวิตของเขาในปัจจุบันอย่างไรบ้าง

“พี่บอยมองเรื่องความตายอย่างไรครับ” ผมถามถึงประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งมนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“ผมพร้อมอยู่แล้วครับ เพราะผมเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จึงไม่มีอะไรที่ต้องกลัวเลยว่าตายแล้วจะไปไหน ถ้าจะห่วงก็ห่วงแค่ว่าภรรยากับลูก ๆ จะเสียใจ แต่ผมบอกกับพวกเขาเอาไว้แล้วว่า ถ้าผมตายไป ต้องยินดีกับพ่อนะว่าพ่อได้ไปสวรรค์ จงรู้ไว้เลยว่าพ่อจะได้ไปที่สบายเหมือนกับคุณปู่คุณย่า และอีกหน่อยเราก็จะได้พบกันอีก เลือดของพ่อเลือดและแม่อยู่ในตัวของหนู เหมือนที่เลือดของคุณปู่คุณย่ามีอยู่ในตัวพ่อเสมอ”

แสงแดดยามบ่ายเริ่มคล้อยเข้าสู่ช่วงปัจฉิมของวัน การสนทนาก็ก้าวเข้าสู่ปลายทางแล้วเช่นกัน 

“ถึงตอนนี้ พี่บอยมองเรื่องความสุขของชีวิตอย่างไรบ้างครับ”

“ผมอายุ 58 แล้ว ผ่านอะไรหนัก ๆ หรือหดหู่มาเยอะเหมือนกัน จากที่เคยเป็นคนสบายมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตช่วงแรก ๆ นี่เป็นเหมือนทะเลที่ไม่มีคลื่นลม ทำ Bakery Music ก็สําเร็จ พี่น้องก็ดี ภรรยาก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี อะไร ๆ ก็สบายไปหมด แต่บทจะเจอปัญหาอุปสรรคก็หนักหนามาก อย่างการเสียชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ เจอปัญหาเรื่องธุรกิจ ซึ่งกระทบความรู้สึกมากถึงขนาดว่าอยากจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจนต้องใช้ยาช่วย พอถึงตอนเช้าที่แสงอาทิตย์ลอดผ้าม่านเข้ามา ก็รู้สึกว่าเช้าแล้วเหรอวะ ไม่อยากให้เช้าเลย” สายตาพี่บอยพลันขุ่นมัวลง เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาอันทุกข์ยากเหล่านั้น ก่อนที่จะกลับมาสู่สภาวะปัจจุบันอย่างรวดเร็ว 

“แต่ถึงตอนนี้ผมเข้าใจในหลาย ๆ เรื่องมากขึ้น อย่างเรื่องความสุขหรือความทุกข์ วันนี้มีความทุกข์เกิดขึ้นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันนี้พอ ส่วนเรื่องของพรุ่งนี้ก็ให้เราในวันพรุ่งนี้เป็นคนจัดการ 

“ที่สำคัญ คุณต้องรู้จักอดทนรอ เพียงแต่ต้องอดทนรออย่างมีหวัง แล้วสักวันเราก็จะพบกับคำตอบ เหมือนกับเพลง Somewhere Down the Road ของ Amy Grant ที่บอกไว้ว่า สักวันเราจะพบซึ่งคำตอบที่ตามหาแน่นอน” พี่บอยตอบเรียบ ๆ ทว่าชัดเจน ก่อนที่ผมจะต่อเนื่องถึงเรื่องช่วงวัยที่ผ่านเลย

“แล้วพี่บอยมองภาพตัวเองในวัยเกษียณเอาไว้อย่างไรครับ” 

“ด้วยวัยขนาดนี้ บางคนอาจมองถึงเรื่องรีไทร์ แต่ผมเป็นคนชอบทำงาน จึงยังไม่มีภาพเกี่ยวกับชีวิตหลังรีไทร์ ไปปลูกต้นไม้หรือไปเที่ยวเลย

“ในความคิดของผม การที่เราใกล้เกษียณไม่ได้หมายความว่าชีวิตจบหรือหมดเวลาของเราแล้ว เพราะจริง ๆ การเกษียณอาจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ทําให้คุณได้พบกับผจญภัยใหม่ของชีวิตก็ได้ 

“การเกษียณหรือมีชีวิตมาถึง 60 ปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องใช้เวลาที่เหลือไปกับแค่การรอเลี้ยงหลาน รอบํานาญ หรือว่าไปตีกอล์ฟอย่างเดียว คุณเอาองค์ความรู้ตลอด 60 ปีมาเล่าต่อ มาแบ่งปันให้กับคนได้อีกมากมาย เพราะองค์ความรู้ของคุณก็มีแค่ตัวคุณเท่านั้นที่จะแบ่งปันได้ ดังนั้น แต่ละคนมีองค์ความรู้ไม่เหมือนกัน คุณยังมีประโยชน์มากต่อโลกใบนี้”

“แล้ว บอย โกสิยพงษ์ ในวัย 60 ปีละครับ”

“เชื่อไหมว่าผมอยากจะอายุ 60 เร็ว ๆ มาตั้งแต่เด็ก” พี่บอยตอบพร้อมหัวเราะเสียงดัง

“เพราะผมรู้สึกว่าคนอายุ 60 แล้วเป็นคนฉลาด ถ้าเราจะฉลาดขึ้นเพราะตัวเลขนี้ก็คงจะดี แต่พอมาถึงตอนนี้ที่อายุ 58 แล้ว มองว่าตัวเองยังไม่ได้ฉลาดอะไรมาก (หัวเราะ) ผมอาจจะต้องรอจนถึง 70 แทนนะครับ”

“แต่ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ต้องเจอก็คืออาการป่วยไข้หรือร่วงโรยตามวัย” ผมพยายามชี้ถึงอีกด้านมุมของช่วงวัยนี้ ซึ่งพี่บอยก็เข้าใจเป็นอย่างดี

“แน่นอน เพราะพี่ชายผมตอนวัยนี้ก็เป็น Stroke แล้ว อาจจะเดินไม่ค่อยถนัดเหมือนเมื่อก่อน ผมรู้ดีว่าพอ 60 แล้วก็คงพบอะไรแบบนี้แหละ แต่ก็ยังอยาก 60 อยู่ดี ชอบเลขนี้ รู้สึกว่ามันเท่

“บอยโกวันนั้นจะฉลอง 60 แน่นอน ถ้ายังไม่ตายซะก่อนนะครับ จะโพสต์รูปในเฟซบุ๊กว่า 60 แล้วเว้ย รอมานาน (หัวเราะ)” 

“แล้วเจอกันใหม่นะครับ” คือคำทักสุดท้ายของพี่บอย ก่อนที่ผมจะแยกตัวกลับออกมาและเดินทางกลับบ้าน 

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน ตราบเท่าที่การเดินทางของแต่ละคนจะไม่สุดสิ้นลง เช่นเดียวกับการสนทนาที่ย่อมเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ 

และเมื่อถึงวันนั้น บางคำถามที่อาจยังคั่งค้าง ก็คงจะได้รับคำตอบต่อไป

เหมือนดังเช่นกับทุก ๆ คำตอบของชีวิต ที่หลายครั้ง แม้ว่าอาจต้องใช้เวลาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย กว่าที่จะได้ค้นพบซึ่งคำตอบที่ต้องการ แต่ที่สุดแล้ว อย่างที่พี่บอยได้บอกเอาไว้ ทั้งในระหว่างการพูดคุย และผ่านหลายบทเพลงของเขาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า 

หากเราอดทนและมุ่งมั่นมากเพียงพอ

คำตอบย่อมรอเราอยู่แน่นอน

Somewhere down the road

There’ll be answers to the questions

Somewhere down the road

Though we can not see it now

Somewhere down the road

You will find mighty arms reaching for you

And they will hold the answers at the end of the road

(Somewhere Down the Road by Amy Grant)

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล