นั่นคือเสื่ออะไรกันนะ น่าไปนอนเล่นจัง
เสื่อนั่นทำมาจากอะไรนะ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมบ้างรึเปล่า
หลาย ๆ คนคงคิดแบบนี้เมื่อเห็นเสื่อสีสันสดใสขนาดใหญ่เบ้อเริ่มปูอยู่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อ Bangkok Design Week 2025 ที่ผ่านมา
ที่จริงแล้ว ‘Mega Mat’ ไม่ใช่แค่ Installation Art ที่เน้นความสวยงามเท่านั้น แต่ผู้ออกแบบมีเป้าหมายในการสนับสนุนนโยบายรีไซเคิลพลาสติก โดยตั้งใจใช้วัสดุรีไซเคิลทำเป็นนิทรรศการ Infographic แสดงสัดส่วนของขยะพลาสติกที่ลงหลุมฝังสาธารณะ หลุมฝังสุขาภิบาลที่ถูกต้อง และสัดส่วนขยะที่นำไปรีไซเคิลได้จริง ซึ่งเสื่อนี้ใช้สีแบบหลังคาวัดและยกขึ้นมุมหนึ่ง ทำให้สโลปล้อไปกับหลังคาวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารได้ด้วย

โชคดีที่ระหว่างเสื่อกำลังติดตั้งครั้งนั้น เรามีโอกาสได้พบกับ Winy Maas สถาปนิก นักผังเมือง นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม อาจารย์ และนักวิจัยชาวดัตช์ ผู้รับผิดชอบออกแบบเสื่อผืนนี้ตัวจริงเสียงจริง
Winy Maas เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทระดับโลกจากรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีสาขาที่เซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก เบอร์ลิน และปารีส อย่าง MVRDV ร่วมกับ Jacob van Rijs และ Nathalie de Vries
กว่า 23 ปีที่ก่อตั้งมา เขาและเพื่อน ๆ มุ่งมั่นทำโปรเจกต์โดยใช้ ‘ความสงสัย’ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะปัญหาด้านที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ ภัยพิบัติ หรือการเมือง โดยไม่จำกัดวิธีการ จนงานออกมาสนุกสุดเหวี่ยงในทุกครั้ง
พวกเขามีผลงานที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Expo 2000 Pavilion อาคารแนวตั้งที่แสดงระบบนิเวศหลายระดับ ที่ Hanover ประเทศเยอรมนี, ตลาดสด Markthal ที่รอตเตอร์ดัม หรือตึกระฟ้าทรงออร์แกนิกคล้ายภูเขาอย่าง Valley ที่อัมสเตอร์ดัม
นอกจากนี้ เขายังก่อตั้ง The Why Factory (T?F) หน่วยวิจัยแห่ง TU Delft ที่ศึกษา ‘เมืองแห่งอนาคต’ ด้วยการตั้งคำถามประหลาด ๆ ทว่ามีประโยชน์ต่ออนาคตกับโลกอย่างนับไม่ถ้วน
เราเคยสงสัยว่าเขาทำได้ยังไง ทว่าเมื่อได้นั่งฟังเรื่องราวชีวิตของนักออกแบบคนนี้ร่วมชั่วโมงในร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เราก็เข้าใจทันทีว่าทำไมงานของเขาถึงได้สนุกโดนเส้นและคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนทุกระดับไปพร้อมกันได้
เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

อย่ายอมทนกับชีวิตแบบเดิม ๆ
วินนี่เติบโตมาในหมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งหนึ่งใน Schijndel ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยที่พ่อกับแม่มีร้านดอกไม้และ Garden Center เป็นของตัวเอง เขาได้ออกแบบสวนครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบ เพราะพ่อเขาไม่ถนัดวาดรูป
“ผมรักธรรมชาติ แต่เกลียดหมู่บ้านนั้นมากนะ” วินนี่สารภาพกับเราตรง ๆ ทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้ากัน
“ที่นั่นมีแก๊งเยอะมาก แล้วพวกเขาก็ต่อยตีกันเป็นประจำ ผมอายุได้ 7 ขวบก็โดนแก๊งอื่นมาตีเป็นครั้งแรก พวกเขาเป็นชาวสวนชาวไร่กันเลยแข็งแรงมาก แล้วก็มีม้ามาด้วย”
ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับวิถีชีวิตแบบนั้น วินนี่เองก็เป็นหนึ่งในคนที่อยากเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อไปเจออะไรใหม่ ๆ
พออายุได้ 12 ปี วินนี่จึงตัดสินใจจากหมู่บ้านไปอยู่โรงเรียนประจำคาทอลิกที่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร แต่ขณะนั้นความเชื่อทางคาทอลิกของโรงเรียนกำลังอ่อนแรงลงพอดี แล้วความเปลี่ยนแปลงก็ค่อย ๆ คืบคลานมาในสังคมที่เขาอยู่

“ผู้คนเริ่มทำกิจกรรมแบบปัญญาชน มีนักบวชที่เป็นเกย์ มีนักเขียนเดินทางมาจากอัมสเตอร์ดัม มีผู้หญิงที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้าและสังคมนิยมเต็มตัว ส่วนผมก็เหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างมาร์กซ์กับขงจื๊อ
“มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านแบบนั้นที่โรงเรียนแห่งนั้น ทำให้เป็นช่วงเวลา 5 ปีที่งดงามมาก ถ้าคุณได้อ่าน The Secret History ของ Donna Tartt ประวัติชีวิตส่วนตัวของผมก็คล้ายแบบนั้นเลย”
วินนี่เล่าอย่างออกรส พาให้เราเห็นภาพบรรยากาศสมัยนั้น ทั้งสวนกว้างขวางของโรงเรียน ซอกเล็ก ๆ ใต้รากไม้ที่พวกเขาเอาของไปซ่อน การทำเหล้าจินเอง มีหนังสือพิมพ์ของตัวเองสำหรับเขียนบทกวีและเรื่องต่าง ๆ อย่างอิสระ
มันเป็นฝันดีเสียยิ่งกว่าฝันดี สำหรับคนที่โหยหาเสรีภาพในชีวิต
“ผมได้พบกับคนหลายคนที่ภายหลังกลายมาเป็นคนสำคัญ และทั้งหมดนั้นไม่ใช่ชนชั้นสูงเลย มันเป็นขบวนการที่เติบโตมาจากรากหญ้า”
แม้ว่าความตั้งใจแรกในการหนีออกจากหมู่บ้าน คือการหลบหลีกแก๊งที่เขาไม่อยากเผชิญหน้า แต่การตัดสินใจนั้นก็ทำให้เขาได้มาเจอเหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นพื้นฐานทางความคิดชั่วชีวิตของ Winy Maas สถาปนิก นักออกแบบ นักวางแผนเมือง แห่ง MVRDV ที่คิดถึงประชาชนเป็นสำคัญ

จริง ๆ แล้ว พ่อของวินนี่อยากให้เขาเป็นนักกฎหมาย เพราะมองว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง แต่วินนี่มีความฝันในการเป็นสถาปนิกตั้งแต่เล็ก ๆ
พอถึงเวลาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจริง ๆ เขาก็เลือกเรียน Landscape Architecture เจาะลึกไปด้านพืชที่เขาเติบโตมากับมัน แล้วก็เข้าไปเรียน Urbanism และ Architecture ควบคู่ไปด้วยกัน
แม้จะเรียนหนักขนาดนี้ แต่พ่อก็ยังคงโกรธที่เขาไม่ยอมเป็นนักกฎหมาย เมื่อพ่อยื่นคำขาดกับลูกชายว่า ต่อไปนี้จะไม่ให้เงินอีกต่อไปแล้ว เขาจึงเริ่มปฏิบัติการ เรียนไป ทำงานไป เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ จนได้งานเป็นนักออกแบบภูมิทัศน์ที่เทศบาลเมืองอัมสเตอร์ดัมเมื่อเรียนจบ
“มันเป็นงานที่ยอดเยี่ยมมาก ผมได้ออกแบบเกือบครึ่งเมืองเลยก็ว่าได้” วินนี่ยิ้มกริ่มเมื่อเล่าถึงความหลัง
หลังจากนั้นวินนี่ก็ได้ไปทำงานให้กับเมืองอัมสเตอร์ดัมในประเทศนิการากัว ตอนที่นิการากัวเกิดแผ่นดินไหวและเต็มไปด้วยรอยแยก ซึ่งสิ่งที่เขาต้องทำคือ ‘ปลูกต้นมะม่วง’ ตามรอยแยกเหล่านั้น
วันเวลาผ่านไปต้นไม้ก็เติบใหญ่ หลาย ๆ ครอบครัวเริ่มนำผ้ามาปูนอนใต้ต้นมะม่วง รอให้ผลร่วงลงมาแล้วนำไปขายที่ตลาด
“มันทำให้ผมคิดว่า อะไรคือความไร้เดียงสาและความฉลาดในสถานการณ์แบบนี้กันแน่” นักออกแบบว่า
แล้วต้นมะม่วงเหล่านั้นก็เปิดทางให้วินนี่ได้งานที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เปิดทางให้เขาได้ทำงานกับ UNESCO ทำภารกิจในแอฟริกาตะวันออก ดาร์เอสซาลาม ไนโรบี มอมบาซา และเยเมน ทุกครั้งที่ไปก็จะเป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ ทั้งจากภัยธรรมชาติและสงคราม
ทุกวันนี้ วินนี่และ MVRDV ยังคงทำงานที่เน้นแก้ปัญหาเพื่อมวลมนุษย์อยู่อย่างเคย และเขาก็ไม่เคยลืมต้นมะม่วงเหล่านั้น ยังคงนั่งเล่าถึงมันให้เราฟังในบ่ายวันนี้ที่กรุงเทพฯ แม้วันเวลาจะผ่านไปนานจนเขาอายุ 66 ปีแล้ว
ต้นมะม่วงคงมีความหมายกับเขามากจริง ๆ

อย่ายอมให้ใครกลืนกินเรา
หลังจากจบงานกับ UNESCO Winy Maas และ Jacob Van Rijs เพื่อนร่วมคลาสเรียน ได้พบกับ Rem Koolhaas นักออกแบบระดับโลกที่สนามบิน เขากำลังมีโปรเจกต์ที่เมืองอากาดีร์ ประเทศโมร็อกโก วินนี่และเพื่อนจึงช่วยเขาทำงานชิ้นนั้นด้วย และได้รับคำชวนให้ทำงานใน OMA ออฟฟิศของเร็มในเวลาต่อมา
ฝั่งเจคอบเลือกทำโปรเจกต์ก่อสร้างอาคารที่เยอรมนี ส่วนวินนี่รับผิดชอบงานประกวดสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จนได้ทำงานหลากหลายมากในช่วงนั้น
ประมาณ 2 ปีผ่านไป เร็มก็ได้พาวินนี่ไปเยือนนิวยอร์กเพื่อหาลูกค้าใหม่ ๆ รวมถึงไปเจอกับ Philip Johnson อีกหนึ่งสถาปนิกในตำนานด้วย
“ออฟฟิศเขามีลักษณะเป็นทาวเวอร์ที่มีทรงกลมอยู่ด้านบน เราไปถึงแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไป” นักออกแบบเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บรรยายราวกับเป็นฉากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
“พอประตูห้องเปิดออก ฟิลิปก็นั่งอยู่ตรงนั้น ด้านหลังเป็นหน้าต่างกลมใหญ่ เราเห็นเขาเป็นเงาดำ มีแต่หูโผล่ออกมาข้าง ๆ”
วินนี่บอกว่า บทสนทนาถัดมาระหว่างสถาปนิกก็เป็นไปอย่างดีงามตามท้องเรื่อง เร็มกับฟิลิปพูดคุยถึงโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่น
ทว่าเมื่อเร็มขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ ฟิลิปก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามนักออกแบบอายุน้อยนามวินนี่อย่างตรงไปตรงมา
“ทำงานกับเร็มมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“เกือบ 2 ปีครับ” เขาตอบ
“ถ้าครบ 2 ปีเมื่อไหร่ หยุดเลยนะ คุณต้องหนีไปก่อนที่เขาจะกลืนกินคุณลงไป”

หลังจากเหตุการณ์นั้น Winy Maas, Jacob van Rijs และ Nathalie de Vries ก็รวมตัวกันทำงาน และชนะการประกวดแบบครั้งหนึ่งที่กรุงเบอร์ลิน
พวกเขาทำโปรเจกต์เล็ก ๆ กันหลายชิ้น รวมถึงนิทรรศการ The Power of Now ที่จัดแสดงในฐานะศิลปินด้วย
“วันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาจากสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ บอกว่าเห็นงานเราและอยากมาสัมภาษณ์ถึงออฟฟิศ
“ตอนนั้นเรามีแค่ออฟฟิศขนาด 3 x 3 ตารางเมตรที่ค่อนข้างรก เราเลยรีบจัดการพื้นที่ให้ดูดีขึ้นอย่างไว เราขยายพื้นที่ชั่วคราว ขอให้เพื่อน ๆ มาแสดงเป็นทีมงาน สร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนมีหลายแผนก บางคนก็ทำทีโทรเข้ามาสอบถาม มีคนทำโมเดลจำลองอยู่ในโรงงานชั้นล่าง แถมยังขอให้เพื่อนที่อยู่ลอนดอนใส่สูทมาร่วมงานด้วย!” วินนี่เล่าถึงความหลังในวันวานอย่างเมามันเสียจนเราคิดว่า นี่คือประวัติของบริษัทระดับโลกจริง ๆ เหรอเนี่ย
ทันเวลาพอดี ทีมสื่อมาถึงออฟฟิศและสัมภาษณ์พวกเขาไปร่วม 1 ชั่วโมงครึ่ง พวกเขาก็ได้งานออกแบบสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ VPRO (สถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของเนเธอร์แลนด์) อย่างเป็นทางการ
ถือเป็นโอกาสที่สำคัญมาก เพราะสิ่งที่ VPRO ต้องการคือ ‘การทดลอง’ และ ‘ความแตกต่าง’ ซึ่งเข้ากับแนวทางของนักออกแบบอายุน้อยเหล่านี้สุด ๆ

“พอเราเริ่มจริงจังกับโปรเจกต์นี้ Rem Koolhaas ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเจ้านายของเราก็ถามว่า ทำไมไม่เอาโปรเจกต์นี้เข้ามาทำใน OMA ล่ะ
“เราตัดสินใจไม่ทำอย่างนั้น เพราะรู้สึกว่าถึงเวลาออกมาเดินด้วยตัวเองแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะ Philip Johnson เท่านั้น แต่ยังเพื่อเป็นการตอบแทนช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้จาก OMA ซึ่งเปรียบเหมือนการเรียนระดับหลังปริญญาโทด้วย
“ผมขอฝากไว้ให้คนรุ่นใหม่เรื่องหนึ่ง” วินนี่หันมายิ้มให้กับเรา และตั้งใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจ
“อย่าเดิมพันทุกอย่างไว้กับโปรเจกต์เดียว แม้คุณจะตั้งใจเต็มที่ แต่ควรมองหาโอกาสใหม่ ๆ ควบคู่กันไปเสมอ เพราะนั่นแหละที่จะทำให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”
และนี่คือเรื่องราวการก่อตั้งของ MVRDV บริษัทที่ตั้งชื่อมาจากอักษรย่อของทั้ง 3 คน M (Winy Maas), VR (Jacob van Rijs) และ DV (Nathalie de Vries)
บริษัทสัญชาติดัตช์ชื่อเสียงก้องโลกที่ไม่เพียงตอบโจทย์แค่เรื่องสถาปัตยกรรม แต่ยังทดลองแนวคิดใหม่ ๆ อย่างไม่จำกัดในการออกแบบเมืองและพื้นที่ด้วย
การได้พบผู้ใหญ่บางคนอาจทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกหมดไฟ แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ทำให้เรารู้สึกอยากลุกขึ้นไป ‘ริเริ่ม’ ทำอะไรใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งวินนี่เป็นอย่างหลัง
เขาเป็นคนที่มีพลังเต็มเปี่ยมและเผื่อแผ่มายังคนอื่นเสมอ

อย่าคิดว่าความจริงมีเพียงหนึ่ง
“ผมพูดเสมอว่าความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่ดีต่อการออกแบบ ความเป็นผู้นำสำหรับผมคือการเสียสละและความเด็ดขาด มันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายกว้างขึ้น” วินนี่ตอบ เมื่อเราถามถึงแนวคิดการทำงานของเขา
“เราเทรนนักเรียนของเราให้ไปทางนั้น ผมคิดว่านักเรียนเก่าของเราเริ่มเก่งกว่าพวกเราแล้วด้วย”
เขาสอนประจำที่ Delft University of Technology (TU Delft) รวมถึงรับเชิญที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT), ETH Zurich, Czech Technical University (CTU) และอื่น ๆ อีกมากมาย
ความเป็นผู้นำของเขา ยังหมายรวมถึงความแตกต่างหลากหลายด้วย วินนี่ย้ำว่า เขาไม่ได้ถือครองความจริงเพียงหนึ่งเดียว เพราะยุคสมัยของเรานั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความย้อนแย้ง (Paradoxes) และการมีความเห็นที่หลากหลายจะช่วยให้แก้ไขความขัดแย้งได้อย่างเข้าอกเข้าใจ
“งานของเราก็มีความหลากหลาย” เขาว่าต่อ “ไม่ใช่ทุกอาคารจะต้องมีเส้นโค้งหรือรูปทรงเหมือน ๆ กัน แต่ทุกชิ้นมีมุมมองร่วมกันในภาพใหญ่”
งานส่วนใหญ่ที่พวกเขาออกแบบมีลักษณะเป็น Patch หรือ Prototype เป็นชิ้นส่วนหรือต้นแบบที่นำไปใช้งานในที่ต่าง ๆ ได้ ถ้านึกภาพไม่ออก เราอาจต้องกล่าวถึงโปรเจกต์ Rooftop Catalogue ของ MVRDV ที่เราเคยเขียนถึง
พวกเขาออกแบบกว่า 130 วิธีคืนชีพดาดฟ้าเมืองรอตเตอร์ดัมให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยผู้คนใช้เครื่องมือวิเคราะห์พื้นที่ของตัวเอง และเลือกจากแค็ตตาล็อกได้ว่าอยากจะปรับการใช้งานไปในทางไหน
MVRDV ทำงานโดยผสานภูมิทัศน์ การวางผังเมือง และสถาปัตยกรรม เข้าไว้ในคราวเดียว และให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ทั้งในตัวอาคารและในการออกแบบเมือง เพื่อสื่อสารกับผู้คนได้อย่างชัดเจนที่สุด

เมื่อพูดถึงความซับซ้อนของยุคสมัยปัจจุบัน วินนี่บอกว่า หากเรามีอิทธิพลอยู่ในมือ ควรใช้มันอย่างสุภาพและเปิดใจ พร้อมกับพยายามยืนยันจุดยืนอย่างมั่นคง
เขาเองก็เรียกตัวเองว่า ‘ลูกของยุคสมัยนี้’ เพราะได้รับการฝึกฝนมาในแนวทางนี้อย่างเต็มที่ และยกให้ มหาตมะ คานธี เป็นผู้นำที่เขาชื่นชม โดยเชื่อว่าความเปิดกว้างผสานกับความแน่วแน่ของท่าน นำไปใช้ได้กับงานของเขาได้เช่นกัน
“งานออกแบบในอนาคต โดยเฉพาะในอีก 50 ปีข้างหน้า จะต้องเผชิญกับปัญหาเมืองหนาแน่นมากขึ้น เช่น เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เมืองจึงต้องมีความเป็นมนุษย์ รองรับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ๆ และออกแบบพื้นที่เพื่อสิ่งเหล่านี้”
วินนี่ยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศยากจนกับประเทศร่ำรวย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขามีแพสชันมาก เพราะประวัติของเขาที่มาจากชีวิตในหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการคนรากหญ้าเมื่อเข้าโรงเรียน
“ผมไม่ต้องการออกแบบเพื่อคนรวยเท่านั้น มันเป็นเรื่องโง่เขลามาก” เขายืนยัน เราตบเข่าฉาดอย่างเห็นด้วย
“เราควรมีบทบาทเชิงรุกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อพยายามลดช่องว่างนี้ ผมอยากทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย (Social Housing) ให้สวยงามกว่าวิลล่าของคนรวยด้วย นี่คือพันธกิจของผม”

อีกประเด็นที่เขาพูดถึง คือวาระด้านสิ่งแวดล้อม
“ผมรู้ว่าหลายคนรู้สึกเหนื่อยล้าในการพูดเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ครึ่งประเทศเนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญภัยคุกคามที่ร้ายแรง เราไม่ได้มีแค่ภัยจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังมีน้ำท่วมจากแม่น้ำ จากปรากฏการณ์น้ำหลาก และจากหิมะละลายซึ่งไหลลงมาสู่ ‘ปลายท่อ’ อย่างเนเธอร์แลนด์”
ในขณะที่สถานการณ์เหล่านี้มาเยือนเนเธอร์แลนด์ พื้นที่อื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันนัก
“กรุงเทพฯ เองก็ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับอนาคตที่มาพร้อมกับปัญหาเหล่านี้” เขาว่า
ได้ยินอย่างนั้นแล้ว ชาวกรุงอย่างเราก็ถามนักวิจัยว่า คุณคิดว่ากรุงเทพฯ ในอีก 50 ปีจะหน้าตาเป็นยังไง
“ถ้าคุณใช้พลังงานที่มีกันอย่างชาญฉลาด บริหารจัดการเศรษฐกิจกันดี ๆ ผมว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็นเหมือน ‘แฟนตาซีในพื้นที่ชุ่มน้ำ’ ได้ อยากเห็นเหมือนกันนะ”
วินนี่ ผู้ซึ่งมาเยือนกรุงเทพฯ ในรอบหลายปีบอกกับเราว่า อยากจะจำลองโมเดลของกรุงเทพฯ ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และนักอุทกศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ก่อนหน้านี้เขาเคยทำโมเดลแบบนี้มาหลายเมือง ตั้งแต่มาร์กเซย์ ปราก อัมสเตอร์ดัม และปูซาน
“แต่ละเมืองก็มีเอกลักษณ์ต่างกัน แต่กรุงเทพฯ มีพลังงานพิเศษบางอย่างที่ผมรู้สึกได้เลย”

อย่ากลัวความสงสัย
ขณะที่กำลังกินขนมหวานเบา ๆ เราชวนวินนี่เล่าถึง The Why Factory ของเขา ที่กำลังวิจัยเรื่อง Future City หรือ เมืองในอนาคต อย่างเข้มข้น
“เราวิจัยหลายด้าน และผลลัพธ์กลาย ๆ อย่างก็ออกมาน่าสนใจทีเดียว” วินนี่ยิ้มอย่างนึกสนุก
จากนั้นก็เล่าถึงเรื่อง ‘พื้นที่ที่มนุษย์ต้องใช้สำหรับอาหาร’ แล้วยกตัวอย่างว่า หากมนุษย์กินแฮมเบอร์เกอร์แบบอเมริกัน จะใช้พื้นที่มากกว่าคนกินมังสวิรัติกว่า 10 เท่า เพราะต้องใช้พื้นที่เลี้ยงสัตว์และรักษาสมดุลทางจิตใจของสัตว์
แล้วก็เล่าถึงผลวิจัยเกี่ยวกับ ‘การปลูกต้นไม้บนหลังคาและผนังเมือง’ ว่า หากคลุมหลังคาและผนังในทุกภูมิอากาศทั่วโลกด้วยพืชพรรณ จะช่วยลดอุณหภูมิโลกได้ประมาณ 0.65 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องการเคลื่อนที่ในเมือง (Mobility) ที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังสนใจ พวกเขาก็วิจัยเรื่อง ‘เมือง 15 นาที’ และเสริมด้วยแนวคิด ‘Sky City’ ที่มีโดรนและสถาปัตยกรรมลอยฟ้า
“ถ้าอยากขยายกรุงเทพฯ ผมว่าเราวางครึ่งหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดไว้บนท้องฟ้าได้ เช่น ทำสนามกีฬาลอยฟ้า อะไรแบบนั้น” นักออกแบบระดับโลก พูดด้วยท่าทีสบาย ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องเสร็จสมบูรณ์เสมอไป เพราะความงามอย่างหนึ่งของวิจัยที่ยังไม่เสร็จ คือมันชวนให้ติดตามและต่อยอดออกไปได้อีกมากมาย
วันหนึ่ง Sky City ที่เขาว่า คงออกมาให้เราเห็นเป็นรูปธรรมได้เหมือนกัน หวังว่าเราจะอยู่ทันได้เห็น

เมื่อถามเขาว่า จนถึงตอนนี้แล้ว คุณภูมิใจกับโปรเจกต์ไหนของคุณที่สุด เขาก็ตอบทันที “เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลือก” ก่อนจะสรุปสั้น ๆ ว่า ทั้งหมดคือความภูมิใจของเขา เขาทุ่มเทให้กับมันมาตลอด และมันทำให้เขารู้สึก ‘คุ้มค่า’ ที่จะมีชีวิตอยู่
“เป้าหมายชีวิตของผมคือรักษาการมองโลกในแง่ดีไว้ให้ได้ ในยุคที่มีสงคราม มีภัยพิบัติ นักการเมืองทำเรื่องโง่ ๆ มีสื่อที่โหดร้าย การมีมุมมองเชิงบวกโดยไม่ไร้เดียงสาถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่ก็มีความงามในตัวเอง ในฐานะสถาปนิก คุณสร้างอาคารที่ ‘สิ้นหวัง’ ไม่ได้เลย มันจะทำให้สังคมแย่ลง เราต้องมีความซื่อสัตย์ในการมองโลกในแง่ดีเอาไว้เสมอ”
“อีกอย่างคือ ความใฝ่รู้” เขาเอ่ยก่อนจะนิ่งไป
“ตอนอายุ 20 ความอยากรู้อยากเห็นมันง่าย แต่พออายุมากขึ้นก็ยากขึ้น บางคนกลายเป็นคนขมขื่น มองโลกในแง่ร้าย เฉพาะความใฝ่รู้เท่านั้นที่จะต้านความรู้สึกด้านลบเหล่านั้นได้”
เราคิดว่าเขาคงอยากรู้อยากเห็นไปอีกนาน ยืนยันสุดใจได้จากสิ่งที่ MVRDV และ The Why Factory ทำในทุกวันนี้

