29 เมษายน 2025
1 K

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การรับช่วงต่อธุรกิจเดิมที่ประสบความสำเร็จมาก่อนก็เต็มไปด้วยความท้าทายไม่แพ้กัน ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักชาติพาณิชย์ ธุรกิจเสื่อพลาสติกเจ้าแรกของประเทศไทย ผ่านช่วงเวลาล้มลุกคลุกคลานจากวันที่คนไทยยังไม่รู้จักเสื่อพลาสติก จนต้องงัดทุกกลยุทธ์ ลดแลกแจกแถมเพื่อให้คนนำไปลองใช้ ผ่านวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงวันที่เสื่อพลาสติกรีไซเคิลแบรนด์ไทยกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากการได้ร่วมงานกับบริษัทออกแบบระดับสากล ใน Bangkok Design Week 2025 

แม้จะมีอายุอานามเกินครึ่งศตวรรษ แต่รักชาติพาณิชย์ไม่เคยยอมแก่ แต่มาก่อนกาลเสมอ ตั้งแต่รุ่นหนึ่งที่ปูทางเป็นโรงงานเสื่อพลาสติกเจ้าแรกของประเทศไทย เป็นเจ้าแรกที่นำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาผสมเป็นสารตั้งต้นทำเสื่อ ส่วนทายาทรุ่นสองปักธงเป็นโรงงานเสื่อแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับ G-Green Plus (Circular Economy) จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานการรับรอง ECO PLUS การันตีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

มาดูกันว่าธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากเสื่อจะขยับขยายเป็นอะไรได้อีกบ้าง

ธุรกิจ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักชาติพาณิชย์

ประเภท : เสื่อพลาสติกและสินค้าจากเสื่อ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2513

ผู้ก่อตั้ง : ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์

ทายาทรุ่นสอง : สุรกิตติ์ ตั้งชัยศักดิ์

“ผมเป็นรุ่นสองที่ทำงานมาพร้อมกับรุ่นหนึ่งมาตลอด 20 กว่าปี” ดวง-สุรกิตติ์ ตั้งชัยศักดิ์ ทายาทรุ่นสองของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักชาติพาณิชย์ เริ่มต้นเล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่แยกไม่ขาดจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ในฐานะลูกชายคนเล็กของ ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ 

“เราเกิดมาที่บ้านก็ทำเสื่อกันอยู่แล้ว ตอนนั้นคุณพ่อแพ็กเสื่อใส่ถุงพลาสติกที่บ้าน เราโตมากับเสื่อ วิ่งเล่นในโรงงาน ปีนป่ายบนเสื่อกองใหญ่ เราช่วยผู้ใหญ่แพ็กเสื่อบ้าง ลองเย็บบ้าง ลองแต่งเสื่อเล่นบ้าง (แต่งเสื่อคือการใช้มีดกรีดขอบเสื่อแต่ละด้านให้เรียบเสมอกัน) มองย้อนกลับไปมันก็เป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้ว่า ขั้นตอนการทำงานเป็นยังไง สัมผัสของเสื่อเป็นยังไง 

ดวงเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 55 ปีที่แล้ว ถึงที่มาของความเป็นรักชาติพาณิชย์ ทั้งเรื่องที่เกิดไม่ทัน ทันได้เห็น และยังคงเป็นปริศนา 

“คุณพ่อทำธุรกิจเกี่ยวกับเม็ดพลาสติก หุ้นส่วนก็มีความชำนาญในการวิ่งตลาดขายเสื่อจากวัสดุธรรมชาติ จึงตัดสินใจทำโรงงานเสื่อพลาสติกกัน ช่วงตั้งโรงงานทำเสื่อที่สะพานห้า ตรอกจันทน์ เมื่อ พ.ศ.​ 2513 ใช้ชื่อ หจก.มโนนิต อยู่แถวนั้นได้สัก 10 กว่าปี จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น หจก.รักชาติพาณิชย์ เพื่อย้ายมาที่พุทธมณฑลสาย 3 และอยู่ที่นี่มาถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 50 ปี 

“ถ้าถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนเป็นชื่อรักชาติพาณิชย์ ต้องตอบตามตรงว่า ไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังเหมือนกันครับ ไม่มีโอกาสถาม แต่ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคุ้นเคยกันดี คือ ‘เสื่อตรากวาง’ สมัยก่อนแบรนด์สินค้าเขานิยมใช้ชื่อสัตว์มาตั้ง เป็นช้าง เป็นม้า เป็นนก เราก็เรียกให้ง่ายเป็น ตรากวาง ต่อมาก็มีตรากวางยืน มีเสื่อตรานกเพิ่มขึ้นมา เพราะคุณพ่อชอบเลี้ยงนกพิราบเป็นงานอดิเรก”

เสื่อมวลชน

“ปีแรกขายไม่ได้เลย ขายได้ 10 – 20 ผืนก็ดีใจมากแล้ว” 

แค่เริ่มต้นก็เต็มไปด้วยความท้าทาย คุณพ่อและคนเก่าคนแก่ในโรงงานเล่าให้ดวงฟังถึงจุดเริ่มต้นว่าเสื่อตรากวางผ่านอะไรมามากมายกว่าจะกลายเป็นขวัญใจมวลชน  

“คุณพ่อไปออกร้านในงานกาชาด มีโปรโมชันซื้อเสื่อแถมจานที่ตกไม่แตก ให้คนลองร่อนจานไปที่เสื่อ คนเลยสนใจมากขึ้น แต่เกมมาพลิกจริง ๆ หลังจากไปออกร้านที่โคราช เพราะเอาไปแจกให้คนได้ลองใช้จริง เก็บเงินได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไร พอคนก็ได้ลองใช้จริงก็เริ่มมียอดขายเข้ามามากขึ้น 

“คุณพ่อส่งสินค้าไปขายผ่านยี่ปั๊วที่สำเพ็งเป็นหลัก เราเคยมีออฟฟิศขนส่งอยู่ที่ทรงวาด เพื่อให้เอื้อต่อการส่งของที่สำเพ็งและขนส่งไปต่างจังหวัด แต่ก่อนถนนทรงวาดมีแต่ร้านขายสินค้าเกษตรทั้งเส้น มีแต่โกดังของเรานี่แหละที่เป็นเสื่อพลาสติก

“สมัยแรกเครื่องทอเสื่อในโรงงานของเรานำเข้าจากญี่ปุ่นหมดเลย ลายเสื่อก็เป็นการซื้อการ์ดทอลายมาเป็นชุด อยากได้ลายไหนก็ไปเลือกมา เรายังไม่ได้ออกแบบเอง เลือกมาหลัก 4 แบบ ลายรูปสัตว์ ลายพรม ลายดอกไม้ ลายกราฟิก พอขายไปเรื่อย ๆ ลูกค้าเริ่มจำได้ รู้ว่าลายนี้เป็นของเสื่อตรากวาง ลูกค้าชอบอะไรเราก็ทำขายแบบที่เขาชอบ” 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รักชาติพาณิชย์ไม่ใช่โรงงานเสื่อพลาสติกแห่งเดียวในประเทศไทยอีกต่อไป มีคู่แข่งที่ทำสินค้าอย่างเดียวกันเพิ่มขึ้นนับสิบโรงงาน 

“ตอนนั้นราว พ.ศ. 2540 – 2542 รูปแบบการค้าเปลี่ยนไป ยอดขายตกลงมาก จนมารู้ความจริงว่า เขาไม่ขายผ่านยี่ปั๊วที่สำเพ็งกันแล้ว จึงต้องปรับวิธีการใหม่ นำสินค้าไปขายตรงกับร้านค้าในต่างจังหวัดมากขึ้น เราต้องไปหาลูกค้าเอง แม่สาย เชียงราย แม่สอด ปาดังเบซาร์ ได้ไปเที่ยวเกือบทั่วประเทศเลย”

คำสอนผ่านเสื่อ

“ตอนแรกผมมาช่วยทำบริษัทเกี่ยวกับเม็ดพลาสติกประมาณ 5 – 7 ปี ตอนหลังจึงย้ายมาทำงานกับคุณพ่อเต็มตัว เราเห็นว่าท่านรักในธุรกิจนี้จริง ๆ มีแพสชันกับเสื่อพลาสติกมาก เพราะท่านเป็นคนแรกที่นำเสื่อพลาสติกเข้ามาในประเทศไทย พอเริ่มเข้ามาทำงานก็ได้รับมอบหมายให้ทำบัญชี เราก็งงเหมือนกันนะ ทำไมต้องให้ทำบัญชี แต่คุณพ่อมีเหตุผลของเขา มันเป็นการทำให้เรารู้จักลูกค้า รู้จักวงเงินลูกค้า ฝึกดูงบการเงินให้เป็น เหลือเงินเท่าไหร่ เหลือสินค้าคงคลังเท่าไหร่ที่จะไม่ขาดทุน คุณพ่อคอยสอนตลอด มีอะไรเราก็จะปรึกษากันมาตลอดช่วงเวลา 20 กว่าปี 

“คำสอนของคุณพ่อเรียบง่ายมาก อยากทำอะไรทำไปเลย ไม่ต้องได้กำไรสูงสุด กำไรนิดหน่อยก็ได้ อย่าขาดทุนก็พอ ขอให้มีประโยชน์กับเราและคนอื่นด้วย ถ้ามีประโยชน์แต่กับเรา คนอื่นก็อยู่ไม่ได้ คนอื่นได้ประโยชน์อย่างเดียว เราก็อยู่ไม่ได้ ต้องมีประโยชน์ร่วมกัน ประโยชน์ต่อเรา ประโยชน์ต่อคู่ค้า ประโยชน์ต่อคนงาน หรือประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ถ้ามีก็ทำไปเลย และอีกอย่างคือซื่อสัตย์ต่อคู่ค้า ทำอะไรให้ตรงไปตรงมา รักษาคำพูด จะทำให้ค้าขายกันได้นาน

“คุณพ่อเชี่ยวชาญเรื่องเม็ดพลาสติกมาก รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพลาสติก สมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีพลาสติกรีไซเคิล เรานำเข้าเม็ดพลาสติกใหม่มาใช้ทำเสื่อทั้งหมด ตอนหลังเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมีมากขึ้น ก็ลองทดสอบนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลผสมเม็ดพลาสติกใหม่ เป้าหมายในตอนแรกคือทำเพื่อลดต้นทุนมากกว่าคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม” ดวงเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เส้นทางความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา  

เสื่อแวดล้อม

“เรามาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ก็คือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอน พ.ศ. 2558 เพราะมีเพื่อนมาชวนเราไปเข้าร่วมโครงการ G-Upcycle เป็นการอบรมเกี่ยวกับการทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอนแรกที่ได้ยิน เราร้องโอ๊ยเลย ไม่ได้แน่นอน พลาสติกเป็นศัตรูตัวฉกาจของสิ่งแวดล้อมเลย แต่สุดท้ายก็ลองไปดู เราเป็น 1 ในผู้ประกอบการ 30 แห่งที่จะลองปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พอเริ่มได้ลองก็เริ่มสนุก มีวิธีที่โรงงานเสื่อพลาสติกจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้นี่ พอเรามาดูกระบวนการอย่างละเอียดก็พบว่ามีปัญหาอยู่ในขั้นตอนหลายจุด แค่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังไม่พอ” 

โรงงานรักชาติพาณิชย์พยายามหาวิธียกระดับกระบวนการทำงานเพิ่มเติม จากเดิมที่แค่แยกขยะชั่งกิโลขาย ก็ปรับปรุงระบบการบำบัดน้ำในโรงงาน ปรับหลังคาให้เปิดรับแสงธรรมชาติเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวัน แต่สิ่งที่ยังต้องคิดหนัก ก็คือเศษเส้นเสื่อพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุหลักของโรงงานแห่งนี้ 

“ขยะในโรงงานมีเยอะมาก มีขยะทุกส่วนเลย ที่ผ่านมาเราใช้วิธีรวบรวมเศษเส้นเสื่อ แล้วชั่งกิโลขายออกไป แต่การกำจัดขยะแบบนั้นมูลค่ามันต่ำ พอเอาไปรีไซเคิลก็จะทำได้แค่ถุงขยะ กะละมังสีดำ ถังสีดำ เอาไปรีไซเคิลได้ก็จริง แต่อายุการใช้งานสั้นมาก สุดท้ายก็กลับมาเป็นขยะอยู่ดี เศษขยะจากโรงงานเราเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โจทย์คือถ้าจะจัดการต้องกำจัดได้ครั้งละเยอะ ๆ หากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ต้องขายได้จริง ๆ”

โชคดีที่เพื่อนผู้ชวนรักชาติพาณิชย์เข้าโครงการเพื่อปรับโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก คือ ผศ.ดร.รุ่งทิพย์ ลุยเลา แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยคู่คิดผู้คอยให้คำปรึกษาอย่างจริงจังตลอดมา เธอเป็นผู้เสนอแนวทางเปลี่ยนขยะเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านการออกแบบ โดยนำเส้นเสื่อที่ความยาวไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สีไม่ถูกต้อง นำมาจับกลุ่มสีใหม่ ได้ประมาณ 6 กลุ่มสี จากนั้นนำมาทอใหม่กลายเป็นเสื่อลาย Color Life ที่ลวดลายเกิดจากสีสันของเส้นพลาสติกที่เรียงตัวกันแบบสุ่ม ใช้วิธีการทอเก็บไว้เป็นม้วนยาว เมื่อจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋า โคมไฟ บ้านหมาแมว ฯลฯ ก็เพียงตัดขนาดที่ต้องการมาตัดเย็บต่อ จึงลดขยะเศษเหลือได้มหาศาล 

แบรนด์ RUK จึงเกิดขึ้นตามมาไม่นานหลังจากนั้น เพื่อเจาะกลุ่มองค์กรภาครัฐและเอกชนที่ต้องการทำผลิตภัณฑ์ ของที่ระลึกจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดวงเล่าว่านี่คืออีกก้าวสำคัญที่เปิดมุมมองใหม่ให้เห็นความเป็นไปได้อีกมากมาย จากองค์ความรู้ในการผลิตเสื่อที่มีอยู่เดิม รักชาติพาณิชย์ลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ที่ออกแบบในตัวได้ ไม่ต้องพึ่งการ์ดพิมพ์ลายเสื่อที่นำเข้าจากต่างประเทศอีกต่อไป ให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบทั้งเสื่อพลาสติกและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากเส้นเสื่อพลาสติก ด้วยหลักการที่จะประกอบกับวัสดุอื่นให้น้อยที่สุด เพื่อให้เมื่อหมดอายุการใช้งานจะได้แยกชิ้นส่วนออกไปรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธีง่ายขึ้น 

“ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ RUK เราตื่นเต้นและสนุกมาก มันเปิดมุมมองให้เรากว้างขึ้น แตกต่างจากมุมมองเดิมไปเลย เพราะเราใช้การออกแบบมาช่วย ทำให้ลดขยะได้จริง การทำสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบทั้งกระบวนการ ทีละขั้น ทีละตอน คิดร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้เรามองเห็นว่าเสื่อของเรากลายเป็นวัสดุที่เอาไปทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น มันสนุกเพราะเราลองแล้วทำออกมาได้จริง ๆ ใช้เศษเหลือจากกระบวนการผลิตจริง ๆ ไม่ใช่เอาเศษมานิดเดียวแล้วเคลมว่ารีไซเคิลแล้ว รียูสแล้ว พอทำได้ เราก็อยากทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ รู้สึกท้าทายว่าจะไปต่อยังไงได้อีกบ้าง”

เสี่ยงดูปูเสื่อ

หลังโต๊ะทำงานทายาทรุ่นสองของรักชาติพาณิชย์ เป็นภาพมุมสูงของ Mega Mat เสื่อยักษ์สีสดใสที่ปูกลางลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ใส่กรอบไว้อย่างสวยงาม 

“ภูมิใจมาก” ดวงหันไปมองภาพแล้วยิ้มกว้าง เมื่อเล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่ได้ร่วมมือกับบริษัทออกแบบระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ อย่าง MVRDV ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมในเมือง “เขาติดต่อเรามา บอกว่าจะทำเสื่อที่ใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจรับงานนี้ทันทีเลยคือตอนที่เขาบอกว่า พอใช้งานเสร็จจะแยกชิ้นส่วนเสื่อไปแจกที่วัด โรงเรียน ทำเป็นผลิตภัณฑ์แจก เราเชื่อว่าเราทำได้แน่นอน 

“ตอนแรกไม่ใช่ดีไซน์แบบที่เราเห็นกันนะ ยากกว่านี้มาก ๆ นักออกแบบคิดมาให้มีขึ้นมุม ตัดเข้าองศาที่ซับซ้อน แต่ด้วยลักษณะการทอของผืนเสื่อทำแบบนั้นไม่ได้ เราก็ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ปรับจนออกมาเป็นอย่างที่เห็น ระดมทีมงานทำกัน 2 – 3 เดือน กางเสื่อเต็มพื้นที่ลานโรงงานข้างหน้านี้เลย”  

แต่ดวงบอกว่ากระบวนการทำยังไม่ใช่สิ่งที่ท้าทายที่สุด ด่านลาสต์บอสของการจัดแสดง Mega Mat คือการติดตั้งเสื่อที่มีความยาว 34.2 เมตร กว้าง 25.2 เมตร จำนวน 532 ผืน ในพื้นที่กลางแจ้งต่างหาก 

“เสื่อมันใหญ่มาก พอเราต้องขนไปประกอบหน้างานก็ยิ่งยากมาก เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตอนแรกคิดว่าจะต้องยกจักรไปเย็บกันตรงนั้นไหมนะ แต่คนในทีมไปหาวิธีมาว่า ใช้การผูกปมเชือกที่ริมเสื่อแต่ละผืน เขาจะรู้ว่าผูกกี่ปมเอาอยู่ ผูกกี่ปมจะหลุด ถ้าผูกแบบนี้รับรองว่าไม่เลื่อน แกะง่าย เสื่อไม่เสียหาย จบงานก็เอามาถอดประกอบแยกส่วนแล้วแจกจ่ายต่อไปได้ตามความตั้งใจ ส่วนการยกมุมฝั่งหนึ่งเป็นทรงจั่วสูง 6 เมตร เราก็ทำงานร่วมกับอีกทีมในการขึงสลิงยกเสื่อขึ้นไป” 

แม้ Bangkok Design Week 2025 จะผ่านไปแล้ว แต่ความประทับใจยังคงอยู่ ทาง MVRDV เซี่ยงไฮ้ติดต่อกลับมาว่า Red Dot Design Museum ที่เมืองเซียะเหมิน ประเทศจีน ต้องการนำเสื่อ Mega Mat ไปจัดแสดง โดยขอให้ทางรักชาติพาณิชย์นำเสื่อที่ถอดประกอบเสร็จแล้วมาประกอบใหม่ให้เป็นโมเดลที่เล็กลงเพื่อนำไปโชว์ในอาคารได้

ภาพ : Facebook MVRDV 

ดวงชี้ไปยังม้วนเสื่อหลากสีที่วางเรียงอยู่ในห้องสำนักงาน บางผืนผ่านการซ่อมแซมให้สวยงามสมบูรณ์เหมือนใหม่ บางผืนเติมสายสะพายด้วยแถบผ้าให้สวยงามพร้อมใช้งาน รอการขนส่งไปยังปลายทางตามวัด โรงเรียน หน่วยงานของกรุงเทพมหานครต่อไป

เสื่อเผื่อแผ่

“เราอยู่กับเสื่อพวกนี้มาตั้งแต่เกิด พอเราได้มาดูแลต่อจากคุณพ่อก็อยากทำให้เต็มที่ เนื่องจากธุรกิจเราใช้คนงานเยอะ มีเครื่องจักร 70 – 80 ตัว มีคนงาน 70 – 80 คน เราพยายามดูแลคนงานให้ดี ให้อิ่มท้อง อยู่สบาย บางคนทิ้งถิ่นฐานจากต่างจังหวัดมาอยู่กับเรา ทำงานกับเราทั้งชีวิตของเขา เราก็ดูแลกันไปตามกำลัง ใครไม่มีแรงทำงานกับเครื่องจักรแล้วก็ให้ทำสวนในโรงงานแทน เพราะพื้นที่ในรั้วโรงงาน พนักงานปลูกผัก เลี้ยงปลา เก็บทุกอย่างกินได้ ใครปลูกอะไรก็เอามาแบ่งกัน”

ดวงเล่าว่าเมื่อแรกเริ่มที่มาตั้งโรงงานที่พุทธมณฑลสาย 3 รอบข้างโรงงานล้วนแต่เป็นสวนทั้งหมด โรงเรียนมนต์จรัสสิงห์อนุสรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังโรงงาน ไม่มีถนนตัดเข้าไปถึง รักชาติพาณิชย์ก็ช่วยตัดถนนให้เข้าถึง โรงงานรักชาติพาณิชย์จึงเป็นเหมือนเพื่อนบ้านที่คอยช่วยดูแลทั้งโรงเรียนและชุมชนในละแวกนี้อยู่ตลอดไม่ว่าจะยามสุขยามทุกข์

“ตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 น้ำท่วมขึ้นมาถึงอก เราต้องปิดโรงงาน 2 เดือน ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เคยเจอมาก่อน ตอนนั้นเครียดมาก ตัดสินใจขอจ่ายเงินเดือนครึ่งเดียว แล้วดูแลเรื่องการจัดหาอาหารให้ ใช้รถสิบล้อของโรงงานวิ่งเข้าเมืองไปขนอาหารเข้ามาให้คนงานของเรา วิ่งไปกลับ วันเว้นวัน ระหว่างทางเราก็ให้คนขับรถแวะรับส่งคนในชุมชนแถวนี้เข้าไปในเมืองด้วย เพราะย่านนี้ไม่มีขนส่งสาธารณะ 

“พ.ศ. 2563 เกิดวิกฤตโควิด-19 ก็ต้องปิดโรงงานอีก ตอนนั้นรถเอกซเรย์ปอดที่เข้ามาให้บริการคนในชุมชนไม่มีที่จอด เราก็ให้มาจอดในโรงงานเลย เหมือนที่คุณพ่อสอนไว้นั่นแหละ อะไรที่ทำแล้วมีประโยชน์กับเรา มีประโยชน์กับคนอื่น ทำไปเลย”  

มากกว่าเสื่อ

จากที่เคยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) จะลดปริมาณขยะในโรงงานให้ต่ำกว่า 50% ให้ได้ แต่ทุกวันนี้รักชาติพาณิชย์กลับทำได้เกินเป้าไปเรียบร้อยแล้ว 

เป้าหมายใหม่ที่เข้ามาแทนที่ คือเมื่อจัดการเศษเสื่อพลาสติกเส้นยาวได้แล้ว เศษที่สั้นเกินกว่าจะนำมาสานและเศษผงจากการแต่งเสื่อก็ไม่มีโอกาสได้หลุดรอดจากโรงงานอีกต่อไป ในปีนี้รักชาติพาณิชย์เดินหน้าหาวิธีการเปลี่ยนเศษเสื่อเป็นวัสดุใหม่ นำมาหลอมด้วยความร้อนให้กลายเป็นวัสดุใหม่

“เศษเล็ก เศษกลาง เศษยาว ลองหลาย ๆ ระดับความร้อน คนอื่นทำจากฝาน้ำอัดลม เศษเสื่อย่อยมันยิบกว่า จะเวิร์กไหมยังไม่รู้ แต่ลองทำสินค้าต้นแบบออกมาเยอะมากเลย เราลองทำเป็นท็อปโต๊ะ ทำเป็นจานรองแก้ว ไปคุยกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์เพื่อหาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพราะถ้าทำไม่ได้ทางธุรกิจ ขยะจะไม่หมุนออกไป ถ้าเราขายได้จริง วัสดุพวกนี้ก็จะมีมูลค่าเพิ่ม ยืดอายุของพลาสติกให้ยาวนานออกไปสร้างประโยชน์ต่อได้ ถ้ามองในแง่ธุรกิจอย่างเดียวมันไม่คุ้มหรอก เพราะการทดสอบแต่ละครั้งเป็นการลงทุนทั้งนั้น ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ด้วย แต่เราก็ตัดสินใจทำเพราะต้องการกำจัดขยะปลายทางได้จริง ๆ”

เมื่อเป้าหมายชัดเจน มุ่งไปที่การลดปริมาณขยะ เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานเส้นเสื่อพลาสติกให้ได้มากที่สุด กระบวนท่าในการไปสู่เป้าหมายจึงปรับเปลี่ยนได้อย่างไม่รู้จบ แม้ว่าผลิตภัณฑ์จะส่งไปถึงมือผู้ใช้งานแล้วก็ตาม

“เสื่อของเรา ถ้าใช้งานเต็มที่แล้ว พลาสติกเริ่มเปื่อย ก็ส่งกลับมาให้แยกขยะ นำไปเข้าโรงหลอมให้ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะเราไม่อยากให้ขยะพลาสติกหลุดรอดไปสู่ธรรมชาติ เพียงแต่ในตอนนี้เรายังไม่มีกำลังมากพอที่จะไปตระเวนรับมาด้วยตัวเอง ถ้ามีองค์กรใหญ่ ๆ มาร่วมมือกับเรา ช่วยรวบรวมเสื่อเก่ากลับมาหลอมใหม่เราก็ยินดี” ดวงทิ้งท้ายด้วยความหวัง แม้จะยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเศษเส้นเสื่อพลาสติกไปสู่วัสดุแบบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน

“บางอย่างที่เราทำตอนนี้ เรายังไม่รู้ผลลัพธ์หรอก มันอาจจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่เรายังยึดหลักการเดิมเสมอ ขอให้สิ่งที่ทำมีประโยชน์กับทั้งเราและคนอื่น เราก็อยากจะทำต่อไป”

Facebook : เสื่อตรากวาง รักชาติพาณิชย์ 
Website : www.ruk-chat.com 

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง