“ผมเป็นคนธรรมดาที่สนใจมนุษย์ สนใจประสบการณ์ความทุกข์ของมนุษย์ แล้วก็มีความเป็นมนุษยนิยม สนใจเรื่องสวัสดิการของรัฐ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย”
ตั้ม-วิจักขณ์ พานิช นั่งเหยียดขาบนโซฟาบรรยายความเป็นตัวเองด้วยท่าทางสบาย ๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนมาดเซอร์ที่หากไม่บอกก็คงไม่รู้ว่านี่คือนักวิชาการอิสระด้านปรัชญา ผู้สอนพุทธศาสนามหายาน และดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิวัชรปัญญา
หลายคนที่ทันสมัยนิตยสารเฟื่องฟู อาจเคยเห็นชื่อตั้มปรากฏบนบทความในนิตยสารหลายเล่ม นักศึกษาสาขาวิชาศาสนศึกษาก็อาจเคยฟังเขาเลกเชอร์ ผู้สนใจการเดินทางจิตวิญญาณก็อาจเคยเรียนภาวนากับเขา หรือคนที่สนใจประเด็นการขับเคลื่อนสังคมด้วยศาสนาก็อาจเคยแลกเปลี่ยนความคิดกับเขา เรียกได้ว่าในแทบทุกมุมของชีวิตที่คนรู้จักตั้มก็จะมีมิติทางศาสนาหรือจิตวิญญาณอยู่ตรงนั้น
เมื่อคนอื่นกล่าวถึงตั้ม มักต่อท้ายด้วยความสัมพันธ์ทางสายเลือด ในฐานะเหลนของ ท่านพุทธทาสภิกขุ แต่เมื่อตั้มกล่าวถึงตัวเอง เขาจะบอกว่าเขาคือ ‘คนธรรมดาที่สอนศาสนา’
วันนี้ผู้เขียนเดินทางมายังตึกแถวย่านเทเวศร์ ซึ่งชั้น 3 เป็นที่ตั้งของ ‘วัชรสิทธา’ พื้นที่สำหรับการภาวนาและเรียนรู้ศาสนธรรมตามแนวทางพุทธศาสนามหายานที่ตั้มก่อตั้งขึ้น เพื่อมาทำความรู้จักความคิดและชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งที่สอนศาสนา และใช้ชีวิตธรรมดากับการทำงานเพื่อปลุกศาสนธรรมให้กลับมาสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนร่วมสมัย

เริ่มชีวิตบนเส้นทางศาสนธรรม
ชีวิตในฐานะของเหลนท่านพุทธทาสเป็นอย่างไรบ้าง
เอาจริง ๆ ตอนเริ่มสนใจธรรมะ ผมไม่ได้นึกถึงสายสัมพันธ์ที่มีกับท่านพุทธทาสเลย น่าจะเป็นช่วงหลังมานี้ที่คนเอาไปเชื่อมกันเอง แต่อย่าเอาผมไปเชื่อมกับท่านพุทธทาสเลย ท่านจะเสียหมด
ท่านพุทธทาสเป็นญาติของผมจริง ถ้าใครรู้ประวัติท่าน ตอนที่ท่านมาเรียนบาลีที่วัดปทุมคงคา คนที่เป็นแรงบันดาลใจและสนับสนุนให้ท่านมาเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ ก็คือ อาเสี้ยง อาของท่านพุทธทาส ซึ่งเป็นทวดของผม
ผมไม่เคยคุยเรื่องธรรมะกับท่านพุทธทาส ไม่เคยฝึกภาวนากับท่าน ผมไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวขนาดนั้น ท่านมรณภาพ พ.ศ. 2536 ตอนนั้นผมอายุ 13 ปี เจอท่านครั้งแรกตอนอายุประมาณ 7 – 8 ขวบ น่าจะเคยไปหาท่านกับครอบครัว 2 – 3 ครั้ง ท่านเคยพูดกับผมว่า ‘ให้ท่องคํานี้ไว้นะ ไม่ดื้ออย่างเดียว ดีหมดทุกอย่าง’ คิดแล้วก็ตลกดี พอย้อนนึกก็เข้ากับตัวผมอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นคนค่อนข้างดื้อ
อะไรทำให้หันมาสนใจศาสนา
มันเป็นอุบัติเหตุนิดหนึ่ง ตอนเรียนปี 2 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมค่อนข้างสับสน ที่จริงไม่ได้ชอบวิศวฯ เท่าไร แต่ก็เรียนไป แล้วก็ทํากิจกรรมนู่นนี่ เริ่มกินเหล้าสูบบุหรี่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่ก็รู้สึกว่ายังหาตัวเองไม่เจอ เพื่อนก็เห็นว่าตอนประชุมคณะผมดูมีความคิดอะไรบางอย่างน่าสนใจ แต่ก็ดูหลงทาง เขาเลยมาคุยกับผม แล้วก็พูดถึงแนวคิดการใช้ชีวิต
เพื่อนเขาเคยไปปฏิบัติธรรม เขาก็ถามว่าผมสนใจปรัชญาพุทธหรือเปล่า เขาแนะนําให้ผมลองไปฝึกปฏิบัติดู เผื่อจะค้นพบความหมายของชีวิต ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่ผมเริ่มตั้งคําถามว่าชีวิตคืออะไร ก็เลยไปลองดู 7 – 8 วัน
แล้วมันมีประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต ในวันสุดท้ายเหมือนมีชั่วขณะที่จู่ ๆ ความคิดหายไปหมดเลย แล้วเกิดความรู้สึกตื่นรู้ในร่างกาย ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ประสบการณ์นี้อยู่กับผมนานพอสมควรเลย ผมสงสัยว่ามันคืออะไร หลังจากนั้นเลยเริ่มอยากรู้ว่าธรรมชาติของจิตคืออะไร เลยเริ่มสนใจการฝึกภาวนา ในตอนแรกผมไม่ได้สนใจหลักธรรมะเลย สนใจแค่เรื่องการฝึกสติ ฝึกจิต เพราะอยากรู้จักธรรมชาติการตื่นรู้ที่อยู่ในตัวเรา
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มฝึกภาวนามาตั้งแต่อายุ 18 ปี แล้วหลังจากเรียนจบวิศวฯ จุฬาฯ ก็อยากใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ เลยตัดสินใจบวชที่สวนโมกขพลาราม ที่สุราษฎร์ธานี ซึ่งก็เป็นวัดของท่านพุทธทาส

ในเมื่อบวชในวัดเถรวาท แล้วทำไมถึงมาสนใจพุทธศาสนามหายาน
เวลาคนพยายามติดป้ายท่านพุทธทาสว่าเป็นพระเถรวาท ผมไม่ค่อยเห็นด้วยซะทีเดียวนะ เพราะถ้าไปสวนโมกขพลาราม จะเห็นเลยว่าที่นั่นมีองค์ประกอบที่เป็นมหายานเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นลานหินโค้งที่มีสไตล์เซน โรงมหรสพทางจิตวิญญาณก็มีภาพวาดเซนเยอะมาก ภาพวาดวัชรยานก็เยอะ สวนข้างหน้าก็มีรูปปั้นพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ในมหายาน ปณิธาน 3 ข้อของท่านก็เป็นสากลมาก เลยนิยามยากว่าท่านพุทธทาสเป็นพระอะไร แน่นอนว่าท่านอยู่ในระบบคณะสงฆ์ของรัฐ ท่านก็เป็นพระเถรวาท แต่โดยจิตวิญญาณ ผมว่าท่านอาจเป็นพระเถรวาทที่ถือคติแบบพระโพธิสัตว์นะ
เอาจริง ๆ การจะนิยามว่าคนคนนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายอะไร ผมว่าเป็นเรื่องเชยแล้ว ปกติในสมัยก่อนเขาจะถามกันว่า คุณเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์ท่านไหน ไม่ใช่เป็นพุทธนิกายอะไร
ตัวปณิธานมหายานนี้ผมว่าน่าสนใจ อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เข้าใจกันดีนักในสังคมพุทธบ้านเรา ปณิธานมหายานมันเป็นปณิธานแบบช่วยสรรพสัตว์ เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นก่อนตัวเอง มันสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ Altruism อะไรแบบนั้น แต่ถ้าเป็นพุทธศาสนาเถรวาท เราจะพูดถึงนิพพานซึ่งเป็นการหลุดพ้นส่วนบุคคล ทำงานกับกิเลส กรรม ตัวตน และหลุดพ้นจากอวิชชาว่ามีตัวตน อาจเรียกว่าพูดถึงการหลุดพ้นจากความทุกข์เหมือนกัน แต่เส้นทางมีความแตกต่างกัน ปณิธานต่างกัน คนละอุดมการณ์กัน
อย่างเวลาพูดเรื่อง Spiritual ทุกวันนี้ คนก็จะพูดถึง Self-care, Self-love แต่ถ้าเขาดูแลตัวเองไประดับหนึ่งแล้วเริ่ม Healthy มีกําลังมากขึ้น มีสติปัญญาบางอย่างที่จะทําประโยชน์กับผู้อื่นได้มากขึ้น ปณิธานก็เปลี่ยนได้ ผมเลยคิดว่าที่จริงมหายานกับเถรวาทก็ไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น มันส่งเสริมกันได้ เรียนรู้จากกันได้

คุณสนใจพุทธศาสนามหายานตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
ตอนผมอยู่ในห้องสมุดสวนโมกข์ ผมจะเห็นหนังสือหลากหลาย มีหนังสือสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา จิตวิทยาสมัยใหม่ แล้วหนังสือพุทธศาสนามหายาน วัชรยาน เยอะมาก ผมเลยได้ซึมซับความรู้มาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วผมก็เริ่มรู้จักงานของ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อกระแสทางเลือกในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาที่มีมิติทางจิตวิญญาณหรือศาสนาพุทธรูปแบบอื่น ๆ ผมเริ่มสนใจแนวคิดทางเลือกทั้งหลายพวกนี้ แล้วก็หาข้อมูลจนไปเจอมหาวิทยาลัยนาโรปะ (Naropa University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพุทธที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยลามะทิเบต Chögyam Trungpa Rinpoche
พอสึกออกจากส่วนโมกข์แล้ว ผมอยากจะไปหาสถานที่ที่ผมต่อยอดการเรียนรู้และการฝึกภาวนาของผมต่อได้ ที่บ้านก็อยากให้ผมไปเรียนต่อด้วย อยากให้ไปเห็นโลกก่อน แล้วถ้าอยากกลับมาบวชต่อก็ค่อยว่ากัน
ไปเรียนด้านพุทธศาสนาที่สหรัฐอเมริกา เขาเรียนอะไรกัน
ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนพุทธศาสนาที่สหรัฐอเมริกา แต่พอไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ผมรู้สึกว่าภาควิชาศาสนาสนุกที่สุด เพราะสไตล์การเรียนพุทธศาสนาที่ก้าวหน้าอย่างนี้มันหาเรียนยาก ในห้องเรียนมีการถกกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความทุกข์ ตัวตน มันรุ่มรวยมาก เลยสนุกมาก ก็เลยเปลี่ยนมาเรียนศาสนศึกษา
เราเรียนภาวนา เรียนหลักธรรมคําสอน สุดท้ายมันก็กลับมาที่การเข้าใจประสบการณ์ของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยการบูรณาการกับศาสตร์อื่นที่หลากหลาย ใช้จิตวิทยา สังคมวิทยา ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ในการเข้าถึงตัวคําสอน ซึ่งทําให้เห็นแง่มุมชีวิตที่มันรุ่มรวยและกว้างกว่าปกติ ถ้าเรียนพุทธศาสนาอย่างเดียวมันก็ไม่ค่อยสนุก เหมือนความรุ่มรวยในประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละยุคสมัยลดทอนลงให้เหลือแค่การท่องจําหลักธรรม
สาขาที่ผมเรียนคือ ‘ประวัติศาสตร์ศาสนา (History of Religion)’ คือเรียนตีความคําสอน ตามบริบทของสังคม บริบทของชีวิต จิตวิญญาณของการแสวงหาของผู้คนในยุคนั้น ตามเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในประวัติศาสตร์ แล้วจะเห็นว่าคําสอนในสมัยพุทธกาลเป็นกระแสการตื่นรู้แบบไหน มีกระแสสมณะนะ มีกระแสพรตนิยม กระแสการออกจากบ้านเรือนไปสู่ป่า พระพุทธเจ้าก็เกาะกระแสนี้ไปแสวงหาการหลุดพ้น โดยใช้กระแสพรตนิยมในการแสวงหาความจริง
แต่หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 500 ปี สังคมเปลี่ยน กระแสพรตนิยมจางลง แต่เริ่มมีการเรียนรู้วิชาการด้านต่าง ๆ หลักธรรมของศาสนาต่าง ๆ เทคนิควิธีการทางจิตวิญญาณต่าง ๆ เข้ามาปะทะสังสรรค์กัน เกิดพุทธมหายานขึ้น เกิดนักปรัชญาพุทธผู้ยิ่งใหญ่อย่าง นาคารชุน ขึ้น เกิดมหาวิทยาลัยนาลันทาขึ้น ซึ่งทำให้พุทธศาสนามหายานกลายเป็นพุทธศาสนากระแสหลักในอินเดียที่มีลักษณะแตกต่างออกไปจากพุทธศาสนาในยุคพุทธกาล เราจะมองว่าเป็นพัฒนาการหรือความเสื่อมถอย โอเค มาสนทนากัน มาถกเถียงกัน พอเราศึกษาประวัติศาสตร์ จะเห็นชัดขึ้นว่าทําไมคําสอนในแต่ละช่วงมีวิวัฒนาการ ทำไมจึงมีมหายาน ทำไมจึงมีวัชรยาน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวัชรยานก็เหมือนกระแส Spiritual ในยุคสมัยนั้นของอินเดีย


ใครเป็นเพื่อนร่วมชั้น
ส่วนมากเป็นคนที่แสวงหา สนใจเรื่องการตื่นรู้ภายใน อยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักชีวิต พวกเราอาจเหมือนกันตรงที่มีประสบการณ์การทํางานกับตัวเองมาก่อน ผมมีเพื่อนเป็นพระหลายรูป มีพระเวียดนาม พระภูฏาน มีภิกษุณีไต้หวัน บางรูปก็เป็นรองเจ้าอาวาส หัวหน้าฝ่ายวิชาการ บางรูปก็เป็นพระหรือภิกษุณีคนสำคัญประจําวัด แต่เพื่อนส่วนใหญ่ก็เป็นฆราวาส เป็นคนธรรมดา
คล้ายกับมหาวิทยาลัยนาลันทาที่ในยุคหนึ่งพระถังซัมจั๋งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนถึงอินเดีย มหาวิทยาลัยนาโรปะในตอนนั้นก็เป็นที่รู้จักว่าเป็นหมุดหมายของนักแสวงหาจากทั่วโลก
เริ่มชีวิตเพื่อสอนศาสนา
เรียนจบแล้ว กลับไทยมาทำอะไรคะ
ที่จริงก่อนที่ผมจะกลับมา ก็เริ่มทํางานแปลบทความ งานเขียน เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมันน่าสนใจดี มีแง่มุมประสบการณ์ที่น่าจะถ่ายทอดออกมา เลยเริ่มเขียนบทความลงคอลัมน์จิตวิวัฒน์ ใน มติชน ลงประชาไท แล้วก็แปลงานต่าง ๆ พอตีพิมพ์คนก็เริ่มรู้จัก พอกลับมาก็เริ่มสอนภาวนา นำรีทรีต ทําเวิร์กช็อป แล้วก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ก็ไปทั่ว
ประเทศไทยที่นับถือพุทธเถรวาท มีการตอบรับแนวทางของมหายานอย่างไรในตอนนั้น
ช่วงประมาณ พ.ศ. 2550 มหายานก็อาจยังถือว่าเป็นของแปลกใหม่ ช่วงนั้นเป็นยุคที่ ท่านติช นัท ฮันห์ มาทํารีทรีตที่ไทยบ่อย ๆ หมู่บ้านพลัมก็เพิ่งก่อตั้งในไทยไม่นาน ผมคิดว่าเหมือนยุคที่เริ่มมีการนำเข้าศาสนาพุทธในสายปฏิบัติต่าง ๆ เข้ามา คนก็เริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกจากพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อภาวนา ฝึกจิต อาจยังไม่มีเรื่อง Spiritual มากนักในตอนนั้น
นักเรียนภาวนาชอบอะไรในแนวทางการฝึกแบบมหายาน
ในช่วงแรกที่ผมเริ่มทํางาน รูปแบบของการปฏิบัติภาวนาในไทยจะค่อนข้างไปทางต้องนั่งเก่ง ๆ ห้ามขยับเลย 45 นาที คือถ้าคุณนั่งได้มันก็ดีนะ แต่บางทีมันดูเกร็ง เหมือนนั่งไปแล้วร่างกายมันติด มันแข็งหมด ผมเรียนกับ อาจารย์เรจจี้ เรย์ (เรจินัลด์ เรย์) ที่เขียนหนังสือ Touching Enlightenment ท่านก็สอนว่าการตรัสรู้เนี่ย เราสัมผัสได้ในร่างกายโดยกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ในช่วงแรกผมก็ใช้เรื่องนี้มาเป็นประเด็นหลักเลย ตั้งโจทย์ว่าเวลานั่งภาวนานี่ เราเกร็งไปหรือเปล่า เราตัดขาดกับร่างกายเกินไปไหม ลองเปลี่ยนท่านั่งของเราให้ผ่อนคลายมากขึ้น มี Relaxation – Alignment – Resiliency คล้ายกับเวลาฝึกโยคะ หลังจากนั้นต้องฝึกการหายใจละเอียดระดับเซลล์ ดู Tension (ความเกร็งตึง) ในกล้ามเนื้อ ในร่างกายบริเวณท้องน้อย ลิ้นปี่ หน้าอก แล้วก็ลองสํารวจ Tension เหล่านี้ด้วยการมี Awareness (การตระหนักรู้) แล้วมันจะค่อย ๆ คลายตัวเอง ซึ่งที่จริงกรรมฐานก็คือหลักการเดียวกัน อยู่กับร่างกาย รู้เนื้อรู้ตัว คนก็เริ่มบอกปากต่อปากว่ามาเรียนแล้วน่าสนใจ กลุ่มมันก็ใหญ่ขึ้น คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น เริ่มกลายเป็นชุมชนของคนที่สนใจการภาวนา

มาเริ่มทำมูลนิธิวัชรปัญญาได้อย่างไร
ช่วง 10 ปีแรก ผมก็ทำงานเหมือนฟรีแลนซ์ จัดรีทรีต สอนเวิร์กช็อป รับงานสอน ทำงานแปล งานเขียน แล้วถึงจุดหนึ่งก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย ตอนนั้นถามตัวเองว่าเราจะร่อนเร่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ คิดในใจว่าจะมีอะไรที่เราต้องทํามากกว่านี้ไหม จนวันหนึ่งไปสอนภาวนาที่เสมสิกขาลัย ก็มีพี่คนหนึ่งที่มาเรียนเวิร์กช็อป ชื่อ พี่ขวัญ ภรรยาเจ้าของ GM Magazine เขาส่งข้อความมาบอกว่า มีพื้นที่อยู่บนอาคารออฟฟิศที่เคยเป็นตึก GM มาก่อน เขาก็มาชวนไปใช้เพราะเห็นว่ากลุ่มเราจัดกิจกรรมพวกนี้ แต่ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ถ้าสนใจ เขายินดีให้ใช้ฟรี
ตอนแรกผมก็งง เลยไม่ได้ใส่ใจมาก ไม่ได้ตอบไป แต่พี่เขาพยายามให้คนอื่นในกลุ่มช่วยตามเรื่อง สุดท้ายผมก็เลยต้องไปดู ไปดูแล้วก็ชอบ เห็นภาพเลย ทุกอย่างเหมือนเตรียมมาให้สมบูรณ์จนแทบไม่ต้องทําอะไรเลย ถ้าไม่ได้ข้อเสนอจากพี่ขวัญ ผมก็ไม่คิดว่าจะมีความทะเยอทะยานอยากทําศูนย์ขนาดนั้น ซึ่งจนถึงวันนี้ก็มีเหตุการณ์นั้นครั้งเดียวที่มีคนเสนอให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน
นั่นคือที่มาของการเกิดขึ้นของวัชรสิทธา ผมกับ อาจารย์ตุล-คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ช่วยกันทำให้วัชรสิทธาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางศาสนธรรมและจิตวิญญาณ ทดลองทำได้ปีที่ 2 เราก็เริ่มมองไปไกล ๆ เลยคิดว่าทํามูลนิธิดีกว่า จะได้เป็นเรื่องเป็นราว ศูนย์นี้เลยไปอยู่ภายใต้มูลนิธิวัชรปัญญา เวลาคนโอนค่าสมัครก็ตรวจสอบได้ ค่อย ๆ พัฒนากิจกรรมและห้องเรียนมาเรื่อย ๆ พอจบปีที่ 5 ก็ต้องย้ายออกเพราะเจ้าของต้องการขายตึก พอย้ายมาพื้นที่ใหม่คือที่ปัจจุบันนี้เราก็ต้องจ่ายค่าเช่า ซึ่งเราพัฒนาระบบสมาชิกขึ้นมาเป็นตัวที่ช่วยให้เราจ่ายค่าเช่าได้ จนตอนนี้เติบโตมาปีที่ 9 ปีหน้าก็ปีที่ 10 แล้ว ก็ถือว่าโชคดีที่อยู่รอดมาได้
พอมาทำพื้นที่แบบนี้ เคยเจอคำถามอะไรไหม
ช่วงแรก ๆ มีคําถามว่าทําอะไรกัน เป็นลัทธิหรือเปล่า แต่คนเขาจะคิดยังไงมันก็เรื่องของเขา เพราะสุดท้ายคนที่คิดลบก็ไม่ใช่คนที่เข้ามาที่นี่อยู่ดี ที่นี่เหมือนเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งให้กับคนที่สนใจเท่านั้น
เอาจริง ๆ ผมว่าทำวัชรสิทธาค่อนข้างราบรื่นนะ อยู่ได้โดยแทบไม่เคยขอทุนเลย เป็นเงินบริจาคกับการจัดกิจกรรมล้วน ๆ ที่ได้รับจากคนที่เห็นคุณค่าของการมีอยู่ของที่นี่ เราไม่ได้เรี่ยไร ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อเลยด้วยซ้ำ เราเป็นสถาบันการเรียนรู้ทั่วไป ทุกอย่างตรวจสอบได้ ทุกอย่างอยู่ในเว็บไซต์ เข้าไปดูได้ คนมาเรียนคลาสหนึ่งแค่ 10 – 20 คน เงินบริจาคก็แค่หลักพันหลักหมื่น คนละระดับกับวัดเลย ทุกวันนี้เงินในบัญชีมูลนิธิในส่วนของโครงการวัชรสิทธายังมีไม่ถึงล้านด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

เล่าความประทับใจเกี่ยวกับวัชรสิทธา
สถาบันนี้เหมือนคลังของความรู้ ถ้าคุณเข้าไปในเว็บไซต์ จะรู้สึกได้ว่าเนื้อหามันไม่ได้มาเล่น ๆ ไม่ได้มาแนวขายของ คนที่เข้ามาที่นี่คือมาศึกษาหาความรู้ แนวทางการฝึกฝนตัวเอง หรือการใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ละคนมีแรงบันดาลใจในการนำศาสนาไปใช้ต่างกัน ตีความต่างกัน เราภูมิใจที่พื้นที่นี้เต็มไปด้วยองค์ความรู้ เต็มไปด้วยผู้คนที่สนใจแสวงหาสิ่งที่ใกล้กัน เราภูมิใจที่ได้สร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรที่มีคุณภาพ เป็นระบบนิเวศอีกแบบหนึ่งที่เราอยากเห็นและลงมือทำจนเกิดขึ้นจริง

เห็นว่ามีพื้นที่สำหรับภาวนาหลายแห่งภายใต้มูลนิธิวัชรปัญญา เล่าความแตกต่างให้ฟังทีค่ะ
‘วัชรสิทธา’ เป็นพื้นที่เรียนรู้ มีห้องเรียน มีออฟฟิศ มีห้องหนังสือ คนมาจะรู้สึกได้ว่ามาเรียน
ในช่วงแรกเราโปรโมตคําว่า Spiritual เยอะหน่อย เพื่อให้คนเข้าใจว่ามีแนวทางการทำงานกับจิตใจที่หลากหลาย ช่วงนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักคําว่า Spiritual เลย เราสอนเรื่องวิถีแห่งความรัก (ซูฟี), เรื่องจิตวิทยา, ศิลปะ, ดนตรีบําบัด, Non-violent Communication, Process Work, ภาวนา, มนตรา, พิธีกรรม นอกจากความหลากหลาย เรายังพยายามให้เป็นการเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ อย่างมีราก มีที่มา เพื่อจะได้ศึกษาคอนเซปต์ของศาสตร์นั้น ๆ อย่างลงลึก แล้วหลักการเชื่อมโยงนำมาสู่การปฏิบัติยังไง เราอยากให้คนศึกษาศาสตร์ทางจิตวิญญาณอย่างมีวิจารณญาณ ดูว่ามันทำงานกับจิตใจเรายังไง ไม่ใช่แค่สนุกกับวิธีการเฉย ๆ
แต่พอทำมาได้ 5 ปีก็เจอโควิด หลังโควิดใคร ๆ ก็เป็น Spiritual กันหมด ทุกคนตีขัน ดูไพ่ทาโรต์กันหมด เราเริ่มรู้สึกว่ามันอิ่มตัวแล้ว เลยเปลี่ยนแนวทางมาสอนเรื่องศาสนาพุทธอย่างลงลึก เพราะเป็นรากที่แท้จริงของที่นี่ พูดง่าย ๆ คือเราเปลี่ยนตัวเองจาก Spiritual Center มาเป็น Buddhist Center เต็มตัว
การเรียนพุทธธรรมที่วัชรสิทธา แบ่งการเรียนเนื้อหาวิชาการออกเป็นการหมุนกงล้อธรรม 3 ครั้งของพระพุทธเจ้า ครอบคลุมคำสอนหินยาน มหายาน และวัชรยาน ตามระบบการศึกษาของพุทธศาสนาทิเบต การหมุนกงล้อธรรมครั้งแรกพูดถึงคําสอนพื้นฐานเกี่ยวกับความไม่มีตัวตน (อนัตตา) การหมุนกงล้อธรรมครั้งที่ 2 พูดถึงความว่าง (สุญญตา) การหมุนกงล้อธรรมครั้งที่ 3 พูดถึงพุทธภาวะ ความเป็นพุทธะที่มีอยู่ในสรรพชีวิต ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยการเรียนที่ค่อนข้างลึก แลสลับกับการปฏิบัติภาวนาด้วย คลาสเรียนอื่นก็มี อย่างเช่น ศิลปะ การจัดดอกไม้ จิตวิทยา คลาสพวกนี้ก็ยังมีอยู่ แต่คลาสเรียนหลักของที่นี่เริ่มเป็น Buddhist Studies มากขึ้น
‘อวโลกิตะ’ เป็นพื้นที่ภาวนาเล็ก ๆ 50 ตารางเมตร ให้คนเข้ามานั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเอง จะฝึกภาวนาในรูปแบบไหนก็ได้ แต่มานั่งด้วยกัน ไม่มีคนนำ เปิดบริการทุกวัน 5 โมงเย็น – 3 ทุ่ม แล้วก็มีสวดมนต์พระอวโลกิเตศวรตอน 1 ทุ่ม อยากจุดประกายให้คนเห็นว่ามารวมกันนั่งภาวนาสวดมนต์มันง่ายแค่นี้เอง พื้นที่ก็เล็กนิดเดียว แต่มันเกิดขึ้นได้ที่ใจกลางกรุงเทพมหานครเลย อวโลกิตะดำเนินงานมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว
อีกความน่ารักของอวโลกิตะ คือพอเปิดทุกวันก็มักจะมีสถานการณ์ทางการเมือง ทางสังคม อย่างเหตุกราดยิงหรือแผ่นดินไหว ทีมผู้ดูแลก็จะชวนคนที่มานั่งในวันนั้นแผ่เมตตาหรือภาวนาให้กับผู้ประสบภัยไปด้วยกัน


‘ปัทมคาระ’ เป็น Wellness Center ที่เกาะพะงัน มีที่พักครบ อยู่ด้วยกันยาว ๆ อย่างน้อย 1 อาทิตย์ เพราะกว่าจะข้ามไปถึงเกาะได้ต้องเดินทาง พอมีที่พักก็ออกแบบกิจกรรมได้ต่างจากทั่วไป จะภาวนากันยาว ๆ รีทรีตกันยาว ๆ มีหลักสูตรฝึกครูสอนภาวนาแบบนี้ได้ ที่นั่นเป็นเหมือนพื้นที่ทดลองของการอยู่ด้วยกันเป็นชุมชนผู้ปฏิบัติ
ทำไมต้องพะงัน จริง ๆ พะงันเป็นที่ที่น่าสนใจมาก บางคนรู้จักพะงันว่าเป็นเกาะปาร์ตี้ แต่จริง ๆ ที่นั่นมีศูนย์และกิจกรรมแนว Spiritual มากมาย เพราะเกาะพะงันมีพลังธรรมชาติโอบอุ้มอยู่ที่หลายคนที่ไปพะงันรู้สึกถึง ‘แม่พะงัน’ ได้
แต่ก่อนผมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน Sacred Mountain Festival ซึ่งครั้งที่ 3 เราไปจัดที่เกาะพะงัน พอไปแล้วก็รู้สึกหลงรักพลังงานของเกาะ มีทั้งน้ำตก ภูเขา ทะเล หลายอย่างมีเสน่ห์ดึงดูด ก็เลยเลือกที่นี่ ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ต้องรอติดตามดูว่าศูนย์มันจะออกมาเป็นยังไง
ผลตอบรับต่อโครงการทั้งหมดนี้เป็นยังไง
ผมก็ไม่รู้นะว่าเป็นยังไง แต่โดยความเป็นพื้นที่ มันมีคนมาใช้ แล้วมันก็ทําหน้าที่ของมัน เพราะถ้าพื้นที่ไม่ดี แป๊บเดียวมันก็เฉา แต่ตอนนี้มันก็มีทั้งคนเก่าคนใหม่แวะเวียนกันมาเรื่อย ๆ พอมันน่าสนใจ คนก็ปากต่อปาก ทั้งที่เดี๋ยวนี้มีพื้นที่ใหม่ ๆ ชิก ๆ คูล ๆ เยอะมาก แต่พื้นที่ของเราเชย ๆ ทื่อ ๆ เพราะเป็น Buddhist Center ด้วยไง แต่ก็เป็นวัชรสิทธาที่มีความมั่นคง หนักแน่น เราไม่ได้สนใจเท่าไหร่ว่าใครทําอะไรกัน เราก็ทําของเรา ในแบบที่คิดจะทําตั้งแต่แรก สอนหลักธรรมจริงจัง สอนสนุกนะ น่ามาเรียนนะ เอามาใช้จริงในชีวิตได้ด้วย

ใช้ชีวิตใต้เงาศาสนา
เป็นผู้สอนศาสนา ต้องทำตัวให้มีออร่าไหม
ไม่นะ ไม่มี (หัวเราะ) ผมเป็นคนปกติธรรมดา แต่ก่อนผมยาวด้วย ดูไม่ค่อยเหมือนคนที่จะมาสอนอะไรแบบนี้ ผมใช้ชีวิตปกติ แล้วก็เอาการภาวนามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีพื้นฐานของการตระหนักรู้เพื่อที่จะได้เรียนรู้ผ่านชีวิต เลยรู้สึกว่าไม่ได้ต้องมีอัตลักษณ์ที่แยกออกมาจากคนทั่วไปขนาดนั้น
ไม่คิดจะบวชยาว ๆ หรือ
ไม่เลย อุดมคติของการฝึกแบบมหายานจริง ๆ เริ่มต้นจากฆราวาสด้วยซ้ำ ใช้ชีวิตแบบฆราวาส มีลูก มีเมีย ทํางานอยู่ในสังคม ก็ฝึกตนบนเส้นทางการหลุดพ้นได้ แล้วคําสอนทุกอย่างก็มาเสริมความเข้าใจตรงนี้ว่าเราสัมพันธ์ได้กับทุกสภาวะธรรมในชีวิต จากมุมมองของความว่าง เปิดกว้าง ไม่ตัดสิน
ผมรู้สึกว่าแนวทางที่เป็นทุกวันนี้ให้แรงบันดาลใจกับคนทั่ว ๆ ไป คนปกติธรรมดาที่ไม่ต้องเป็นพระก็ได้ แต่มีมุมมองและความเข้าใจธรรมะที่ถูกต้อง แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้สอดคล้องกับธรรมะ ค่อย ๆ เติบโตกันไปบนเส้นทาง

ชีวิตที่อยู่กับศาสนาและสอนศาสนาเป็นยังไง
ผมถือคติว่าใช้ชีวิตแบบเต็มที่ จริงแท้กับตัวเอง ทุกข์ก็ทุกข์ ความสัมพันธ์ผมพัง ผมก็พัง เจอเรื่องยาก มันก็ยาก ผมไม่เคยหลบซ่อน ผมเปิดในการแชร์ประสบการณ์ แล้วก็ทํางานกับตัวเอง กับผู้คน
ผมว่าคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ว่าคนที่ปฏิบัติภาวนาฝึกฝนตัวเองจะต้องเป็นคนจริง เผชิญกับอะไรด้วยความจริงใจ แล้วก็ศิโรราบอยู่กับมัน ไม่หนี ไม่เลี่ยง ไม่ได้พยายามเป็นคนดีเกินจริง เพราะสถานการณ์แวดล้อมที่เราอยู่เป็นสถานการณ์เปิด เราปฏิสัมพันธ์กับคนหลากหลาย ผมมีลูก มีเพื่อน และคนที่มาเรียนกับผมก็อยู่ในระดับเดียวกัน เขาไม่ได้ยกผมไว้บนหิ้ง เขาเถียงได้ เขานินทาผมได้ มันก็ต้องเจอทุกรูปแบบ
พอทํางานเกี่ยวกับศาสนธรรมในเชิงวิพากษ์ และผมเป็นคนสนใจการเมือง ช่วง พ.ศ. 2553 – 2557 ผมก็โดนด่าเป็นควายแดง เป็นคนหัวก้าวหน้ารับเงินต่างชาติ มารศาสนา ผมโดนมาทุกรูปแบบ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 มันก็เป็นธรรมดาของโลก สอนศาสนาก็ต้องเผชิญกับมันเหมือนมนุษย์โลกปกติ แต่ผมถือคติว่าใช้ธรรมะในการอยู่กับชีวิต แล้วก็เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ความทุกข์ อยู่กับความทุกข์ สะเทือนใจ สั่นไหวไปกับประเด็นความทุกข์ของผู้คน คนที่ถูกกดขี่ คนที่สูญเสีย ความทุกข์ในระดับปัจเจก ในระดับสังคม ในระดับสากล
ผมไม่ได้เป็นครูสอนศาสนาที่วางตัวสูงส่ง มีออร่าวิ้ง ๆ หน้าตาผ่องใสตลอดเวลา ผมใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ชอบเจอผู้คนในแวดวงที่หลากหลาย ผมสอนภาวนา ก็อยากเอาเครื่องมือที่มีค่านี้ไปเชื่อมโยงกับความทุกข์ของคนหลายกลุ่ม ผมไปอยู่กับกลุ่มพระก็ได้ อยู่กับกลุ่มนักศึกษา อยู่กับคนในคุก อยู่กับคนในโรงพยาบาล มันคือการเชื่อมโยงกัน การเชื่อมโยงที่มีศักยภาพต้องอาศัยความเป็นมนุษย์บางอย่างถูกไหม ถ้าเราเป็นนักบวชสูงส่งมาก ๆ บางทีก็เชื่อมกันยากหรือเชื่อมไม่ได้เลย

นับว่าตัวเองเป็นคนเคร่งศาสนา (Religious) ไหม
ไม่นะ น่าจะเป็น Humanist มากกว่า ผมสอนศาสนาในเชิงของความเป็นมนุษย์ สนใจประสบการณ์ความทุกข์ของมนุษย์ แล้วก็มีความมนุษยนิยม สนใจเรื่องสวัสดิการของรัฐ เรื่องความเท่าเทียม เรื่องประชาธิปไตย
สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ผมสังเกตว่าเพื่อนที่เป็นผู้ปฏิบัติภาวนาจะสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความหลากหลายทางเพศ โลกร้อน เหมือนเขามีความตื่นรู้ทางสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง แล้วเขาก็จะออกไปประท้วง เวลามีคนเดือดร้อนเขาก็จะรู้สึกว่าความทุกข์ของคนอื่นคือความทุกข์ของเขา ผมว่ามันมีความก้าวหน้าอยู่ในลักษณะของความเป็นชาวพุทธ ซึ่งผมก็สงสัยว่าทําไมในบ้านเรามันถึงไม่เป็นแบบนั้น ทำไมชาวพุทธบ้านเราส่วนใหญ่อนุรักษนิยม ก็ตั้งคำถาม แล้วผมก็อยากให้ชาวพุทธในไทยเป็นอย่างนั้นบ้าง เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงก็เลยมาทําพื้นที่ตรงนี้
มีลูกสาวด้วย แล้วสอนศาสนาให้ลูกด้วยไหม
ไม่นะ ลูกสาวผมเขาเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง ซนแล้วก็ดื้อ ในสมัยที่เขาอายุ 8 – 10 ขวบ ผมก็พาเขามาวัชรสิทธา ให้เขาเรียนวิชาศิลปะ พวกจัดดอกไม้ ปั้นพระ วาดภาพทังกา เขาก็ชอบ แต่วัชรสิทธาเหมือนเป็นแค่สถานที่วิ่งเล่นในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขามากกว่า
พอเขาเป็นวัยรุ่น เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องศาสนาเท่าไหร่ และผมก็ไม่ได้สอนเขา คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่จําเป็นต้องสอนด้วยคําพูดอย่างเดียว แต่บรรยากาศของชุมชนที่นี่ ความสัมพันธ์ที่มีกับคนในชุมชน มันทำให้เขาซึมซับเรื่องจิตวิญญาณ ด้วยความที่เขาสนิทกับตุลและ แพร์ (วิลาวัณย์ บุญเกื้อกุลวงษ์ – ภรรยาอาจารย์ตุล) บางทีเราไปกินข้าวด้วยกัน คุยกันเรื่องประสบการณ์ชีวิต เขาก็ซึมซับ แล้วมันทำงานกับจิตใจเขาโดยไม่รู้ตัว เวลาเขาเจอปัญหากับเพื่อนในช่วงวัยรุ่น เขานึกถึงบางอย่างที่เคยได้ยินพ่อคุยกับเพื่อน ๆ ผมคิดว่าลูกสาวเหมือนมีทักษะบางอย่างในการทําความเข้าใจเรื่องพวกนี้ เขาก็พยายามทําความรู้จักกับตัวเอง พอมีพื้นฐานเรื่องการเรียนรู้ภายในมาบ้าง ซึ่งผมว่ามันต่อยอดด้วยตัวเองได้
แต่ผมจะไม่สอนอะไรเขาจนกว่าเขาจะอยากรู้เองถึงจะสอน ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น เขาคงต้องเจอความทุกข์ด้วยตัวเองก่อน

การเป็นพ่อคนย่อมมีความคาดหวังในตัวลูก แล้วเอาศาสนามาบริหารความคาดหวังของตัวเองอย่างไร
พอเป็นพ่อแม่จริง ๆ ผมเห็นเลยว่าพ่อแม่ทุกคนยึดติดและมีความรักแบบคาดหวังกันทุกคน ผมว่าสิ่งนี้ทําให้เรียนรู้ว่า เมื่อถึงจุดที่ต้องปล่อยก็ต้องปล่อย ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นคงมีความทุกข์แน่นอน แต่พอเจอความทุกข์แล้วยอมรับ กลับมาทบทวนตัวเราเองในความเป็นพ่อความเป็นแม่ ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาของลูก แต่เราต้องมองตัวเองและเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราเองด้วย
ลูกเหมือนเป็นมนุษย์อีกคนที่มีสติปัญญาของเขา มีเส้นทาง มีกรรมของเขา มีเมล็ดพันธุ์ที่ติดตัวมาต่างกัน การเป็นพ่อแม่เหมือนเป็นพื้นที่หรือภาชนะที่ดีที่จะทําให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้งอก อาจมีบางเมล็ดที่เราไม่ชอบ แต่ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ของเขา ซึ่งผมว่าพื้นที่ที่ไม่ตัดสิน ให้เขามีโอกาสได้ซน ได้ลอง ได้ผิดพลาด อันนี้เป็นสิ่งจําเป็นที่จะทําให้เมล็ดมันสุกงอมเต็มที่ สุดท้ายเขาจะเป็นยังไง เขาเลือกได้เองจากประสบการณ์ของตัวเอง เติบโตด้วยตัวของเขาเอง ส่วนเราเป็นแค่พื้นที่ปลอดภัย ปล่อยให้เขาไปซนให้มันสุด แต่เขายังคิดถึงพ่อ โทรมาคุยกับพ่อ ได้แค่นั้นก็โอเคแล้ว เพราะเด็กทุกวันนี้เขาไปจากเราเร็วมาก
ตัวผมเองก็ต้องฝึกตัวเองที่จะยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ต้องขัดเกลาตัวตนเยอะ คนเราไม่ใช่ว่าพอเป็นพ่อแม่ปุ๊บจะประเสริฐเลย มันก็ตัวตนเดิมนั่นแหละ แต่มีความเป็นพ่อแม่ทับอยู่อีกขั้นหนึ่ง ถ้าเราไม่ตื่นรู้ตรงนี้ เราก็จะส่งต่อความทุกข์ให้ลูกด้วยความคาดหวัง
และผมมองว่าคนที่ฝึกภาวนาฝึกตน ต้องอย่าไปยึดติดกับหัวโขนของความเป็นพ่อแม่มากนัก เราแค่ต้องทํางานกับความทุกข์ เอาความทุกข์นี้มาขัดเกลาตัวตน ปล่อยวางเพื่อให้เปิดกว้างมากขึ้น ถ้าฝึกภาวนามาถูกทาง ก็น่าจะเอามาใช้กับการอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่งที่เรียกว่าลูกได้

ทราบว่าเมื่อไม่นานมานี้คุณสูญเสียอาจารย์ตุลซึ่งเป็นคนใกล้ตัวไป ศาสนาและการภาวนามีบทบาทอย่างไรในการจัดการความสูญเสียนั้น
การจากไปของอาจารย์ตุลนับเป็นครั้งแรกที่ผมสูญเสียคนใกล้ชิดที่สุด ตุลเป็นคนที่ทำวัชรสิทธามาด้วยกัน เขาเป็นเหมือนเพื่อนทางจิตวิญญาณ เป็นน้องชาย เป็นสหายรัก เป็นเพื่อนร่วมทาง ร่วมทําทุกสิ่งทุกอย่างมาด้วยกัน การสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมแล้ว มันมาโดยไม่คาดฝัน แล้วด้วยความที่เราใกล้ชิดกันทางจิตวิญญาณมาก พอเขาจากไป ผมก็รู้สึกได้ถึงประสบการณ์หลายอย่างที่ผมไม่เคยเจอและอธิบายเป็นการพูดไม่ได้ เหมือนจิตเราผูกกัน
ในพุทธสายทิเบต พอเข้าสู่ขั้นของการตาย เรียกว่า ‘บาร์โด’ ช่วงเวลา 49 วันหลังจากนั้นจิตจะคลายออกจากตัวตน คล้าย ๆ การกรอเทปเป็นภาพย้อนหลัง ช่วงนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ พิเศษ ใกล้ชิดกับเขาในแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน ผมรู้สึกว่าได้รับคําสอน ถูกชี้บอก ถูกดลใจในหลาย ๆ เรื่อง
หากพูดถึงเรื่องการภาวนากับความสูญเสีย สิ่งที่สําคัญคือเรากล้าที่จะสบตากับความตาย เรากล้าที่จะมองเข้าไปที่ความตาย ซึ่งปกติคนไม่กล้ามองตรง ๆ เหมือนเป็นความว่างเปล่าที่น่ากลัว เหมือนอยู่ ๆ ถูกดึงพรมออกจากใต้เท้า พอมองลงไปก็เป็นหุบเหวที่ไม่มีก้น ความรู้สึกที่มีต่อความตายคือความไม่รู้
พอผมกล้ามองตรง ๆ เต็มใจที่จะมองความตายของเพื่อนรักโดยไม่เบือนหน้าหนี ผมเห็นแต่ความรัก ความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางจิตวิญญาณแบบข้ามพ้นตัวตน ข้ามพ้นภพชาติ ผมเห็นความงดงามมหัศจรรย์ของความสัมพันธ์กัลยาณมิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งสากลโลก ช่วงเวลานั้นมันพิเศษมาก มันมอบความเข้าใจบางอย่าง
พอมีความตายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทําให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง รู้สึกว่าชีวิตเป็นสิ่งมีค่ามาก เรื่องที่คิดว่าใหญ่โตคอขาดบาดตายมาก พอมีประสบการณ์ความตายเข้ามา กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้สลักสําคัญขนาดนั้น ปล่อยได้ การตายของตุลทําให้ผมเห็นชัดว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไง อะไรสําคัญที่สุด และปล่อยวางความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับคนที่เรารักได้ง่ายขึ้น
ในช่วง 49 วันนั้น ผมภาวนาเพื่อส่งตุล เป็นพลังกุศลหนุนเสริมการเดินทางต่อของเขา อะไรที่ผุดขึ้นมาในใจ ผมก็ภาวนาแล้วปล่อยไปในทิศทางของกุศล แทนที่จะไปกอดรัดแล้วเศร้า คือความเศร้ามันก็มี แต่พอมีความตั้งใจในการส่งดวงวิญญาณในทิศทางที่เป็นกุศล มันช่วยทําให้ทั้งผม เขา และทุก ๆ คนปลดล็อกไปสู่ทิศทางที่ดีของจิตใจ
ทำให้ผมเข้าใจความไม่มีตัวตนในอีกแบบหนึ่งเวลาที่อยู่กับความตาย และทุกวันนี้ผมก็ยังระลึกถึงตุลอยู่เรื่อย ๆ เพราะเขาเป็นคนใกล้ชิดกับหัวใจเราที่สุด

ระหว่างบทสนทนาถึงอาจารย์ตุล ผู้เขียนสังเกตสีหน้าและแววตาของตั้ม หยาดน้ำตาที่ค่อย ๆ ก่อตัวรื้นอยู่ในดวงตาเมื่อพูดถึงการจากไปของคนที่รัก น้ำเสียงแสดงความรักและคิดถึงที่ต่างไปจากช่วงอื่นของการสนทนา ผู้เขียนได้เห็นความเป็นมนุษย์ธรรมดาในตัวเขา อย่างที่เขากล่าวไว้ว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา เศร้าได้ แสดงออกได้ และแค่ใช้การภาวนาเพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์และความเป็นไปได้ทั้งหมดของตัวเอง


หากสนใจกิจกรรมของมูลนิธิวัชรปัญญา ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website : www.vajrasiddha.com
สถาบันวัชรสิทธา
ที่ตั้ง : ชั้น 3, 253/1 ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ (แผนที่)
Facebook : วัชรสิทธา • vajrasiddha
อวโลกิตะ
Facebook : อวโลกิตะ • Avalokita
