4 กุมภาพันธ์ 2026
1 K

เขาเดินเข้ามาด้วยเสื้อยืดสีแปลก กางเกงทรงโปร่ง แต่ไม่โคร่งเหมือนกางเกงพลีตสีดำที่เขาใส่จนชินตา

บ้านสุทธิสารที่มีประตูครัวติดกระจกทรงกลม มีเครื่อง iMac 27 นิ้วกลางบ้าน ใช้ทำคลอดหนังเด่น ๆ อย่าง See (พ.ศ. 2549), 36 (พ.ศ. 2555), Mary Is Happy, Mary Is Happy (พ.ศ. 2556) ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว เขาย้ายไปอยู่บ้านใหม่ก่อนทำหนังเรื่องที่แล้ว FAST & FEEL LOVE เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ (พ.ศ. 2565) น้องชายของเขากลับจากเรียนที่สหรัฐอเมริกามาเป็นอาจารย์ที่เมืองไทย แม่ย้ายไปอยู่กับน้องชาย ส่วนพ่อของเขายื่นใบลาออกจากโลกไม่นาน 

ไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง เสื้อผ้า บ้าน ชีวิต ความสัมพันธ์ ผมเข้าใจเรื่องนี้ แต่เพิ่งมารู้สึกมากก็เมื่อกลับมาคุยกับผู้กำกับอย่าง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ อีกครั้งในวาระหนังยาว Feature Film เรื่องที่ 7 HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หนังที่ตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า เราควรมีลูกเพื่อเผชิญโลกปัจจุบันนี้จริงหรือ 

เป็นแฟนเต๋อ ก็เหมือนแฟนวง Moderndog บางคนอยากให้วงเล่นแบบอัลบั้ม Love Me Love My Life ไปตลอด แต่วงต้อง Move on ไปข้างหน้า เต๋อก็เช่นกัน เขามีแฟนที่ชอบหนังอย่าง 36, ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ หรือ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ แต่เขาต้องทิ้งอดีตเพื่อทำเรื่องใหม่ ไปข้างหน้าตลอดเวลา นี่คือชีวิตที่เขาเชื่อ

เต๋อทำหนังเหมือนไดอารี เป็นสิ่งเตือนความทรงจำในเวลานั้น งานของเขาจึงเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตามชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

ทำสัมภาษณ์เขาครั้งใด ปีไหน จึงไม่เหมือนเดิมสักครั้ง ผมแค่หวังว่าโทรศัพท์มือถือจะไม่งอแง บันทึกความคิดในวัยเข้าเลข 4 ของผู้กำกับที่ผมทำสัมภาษณ์บ่อยที่สุดคนหนึ่ง

เต๋อเล่าว่า เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กำกับจริง ๆ ตอนทำหนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เสร็จ ตอนนั้นเขาอายุ 31 ปีนี้เขาอายุ 41 (และจะ 42 เมื่อหนังเรื่องใหม่เข้าฉาย) หนังเรื่องใหม่ HUMAN RESOURCE มีความสัมพันธ์บางอย่างกับเรื่องอายุและวัยที่เปลี่ยนไป เราชวนเขาคุยเรื่องนี้ รวมถึงรีวิวชีวิตช่วงทศวรรษหลังที่แสนหวือหวา มีเรื่องมากมายให้เล่า

10 ปีผ่านไป เขาคิดและผ่านอะไรมาบ้าง

เราอยากเล่ามันตรง ๆ 

GDH เป็นบริษัทภาพยนตร์ที่ใช้พื้นที่คุ้มมาก เพราะมีสื่อสัมภาษณ์ผู้กำกับและนักแสดงบ่อย ๆ ห้องที่เตรียมไว้ไม่พอ เลยต้องปรับเปลี่ยนหมุนหามุมกันเท่าที่จะหาได้

รอบนี้ผมได้นั่งคุยในอดีตห้องฉายหนังเก่า ที่ตอนนี้ปรับเป็นกึ่งห้องครัวและห้องประชุม มีทั้งซิงก์ล้างจาน โต๊ะประชุม และจอโทรทัศน์ในที่เดียวกัน

ผมรู้ว่าทุกครั้งที่เต๋อทำหนังใหม่ เขาจะเริ่มด้วยคำถาม 1 ข้อที่เขาอยากหาคำตอบ และใช้หนังเป็นเครื่องมือในการค้นหา 

คำถามรอบนี้ของ HUMAN RESOURCE คือคำถามที่ผู้นำครอบครัวต้องตอบเมื่ออายุเข้าหลักสี่ นั่นคือจะมีลูกมั้ย

“พอคิดเรื่องนี้ มันก็ไม่ได้จบที่เราอยากมีหรือไม่อยาก รักหรือไม่รัก การมีลูกครั้งหนึ่งจะสัมพันธ์กับทุกอย่าง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม โลก ชีวิต เป็นเสมือนสปริงบอร์ดให้คิดเรื่องอื่น ๆ”

เขาเปรียบการมีลูกเหมือนพาพนักงานคนใหม่เข้าสู่บริษัทที่ชื่อว่าโลก หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับที่ที่เราอยู่ ภาษาหนังแบบหนึ่งของเต๋อ คือการให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์หรือ Observe เนื้อหาอยู่ห่าง ๆ ไม่ตัดสิน แค่ฉายภาพให้เห็นบรรยากาศโดยรอบ

“เรารู้สึกว่า Conflict ในชีวิตประจำวันมีเยอะขึ้น คำถามที่เรามีเวลาอ่านข่าว ดูคนหาเสียง อยู่ในห้องประชุมที่ทำงาน คำถามในใจพวกนี้ไม่เคยถูกเล่าเป็นหนังเต็ม ๆ มันถูกเคลือบไปอยู่ในเรื่องอะไรสักอย่าง แต่ครั้งนี้เราอยากเล่ามันตรง ๆ ไม่อยากเล่าเฉียด ไม่อยากเอาประเด็นนี้ไปพ่วงกับการผจญภัย ต้องเล่าเกี่ยวกับคนที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ คนทั่วไปที่อยู่ตามท้องถนน”

เต๋อยกตัวอย่างหนัง ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ที่อยากเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนทำงาน โดยเลือกเล่าผ่านหนังรัก ต้องให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ตัวละครครึ่งเรื่อง ต้องมีบทสรุป มันดีไปคนละแบบ รอบนี้เขาอยากไปอีกทาง

“นอกจากดูว่าตัวละครจะจัดการกับเรื่องพวกนี้อย่างไร มันเป็นคำถามโยนกลับไปหาคนดูด้วย ว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องในหนังมันธรรมดาซะจนมึงต้องเคยนั่งอยู่ในห้องนั้นสักครั้ง ไม่พูดแบบตัวละครด้วย แต่เคยคิดแบบเดียวกัน สังคมเราไม่ได้ปะทะกันแบบนั้น ทุกคนคิดว่า ‘ทำยังไงดีกับเรื่องนี้วะ’ ‘ไม่รู้เหมือนกัน’ สักพักก็ลืม ต้องไปทำอย่างอื่นหรือรู้สึกไม่อยากคิดเพราะจี้ใจดำเกินไป เราอยากทำหนังว่าด้วยการเผชิญปัญหาพวกนี้ แล้วคิดไปพร้อม ๆ กันว่า เราควรทำอย่างไร”

ใครอ่านถึงบรรทัดนี้และดูหนังแล้ว คงเข้าใจที่เขาพูดดี เต๋อตั้งใจให้หนังไม่มีคำตอบชัดเจน เนื้อเรื่องไม่เยอะ แต่เปิดกว้างทุกบทสนทนา 

“ขึ้นอยู่กับว่าคนดูอายุเท่าไหร่ เจนฯ ไหน ใส่แว่นความคิดความเชื่อแบบไหนมองเข้าไป เราจะได้ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน” เต๋อเล่าเหตุการณ์หลังทำกิจกรรม RoundShare ร่วมกับ นิ้วกลม (เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์) ชวนคนดูหนัง HUMAN RESOURCES และแลกเปลี่ยนความคิดอย่างไม่ตัดสิน

ปัญหาในชีวิตยากจะหาคำตอบ บางทีเราต้องฟังคนหลายแบบพูด เพื่อจะประมวลหาคำตอบของตัวเอง

“มีคนหนึ่งถามว่า แล้วคุณสู้กับปัญหานั้นยังไง เขาบอกว่าไม่รู้ ผมก็แบบ ใช่ ตอนเขียนบทกูคิดอย่างนั้นแหละ 

“วันนั้นที่ไปนั่งฟัง ในฐานะคนทำเรื่องนี้ รู้สึกดีมากว่าสิ่งที่เราถามก็เป็นสิ่งที่คนอื่นถาม และคนอื่นก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนเรา บางทีเวลาคนสงสัยหรือมีคำถาม พยายามจะหาคำตอบ ถ้าไปเจอเรื่องที่ใกล้เคียงกับใจก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นคำตอบ เช่น ฟังพอดแคสต์มา แต่เราค่อนข้างเชื่อว่าไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน แม้ว่าเราอยู่ในยุคที่คนพยายามจะให้มีคำตอบเดียวด้วยไลฟ์โค้ชทั้งหลาย จะได้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ บอกมาเลยดีกว่าต้องทำยังไง

“พอโตขึ้น เราว่าชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น คุณเอา Solution ของอีกคนหนึ่งไปใช้ อาจจะผิดต่อชีวิตคุณก็ได้ คุณจะกลายเป็นอีกคนในสายตาคนอื่น ในจักรวาลของตัวเอง”

เราเป็นคนนอกที่มองเข้าไป

เขาเขียนบท HUMAN RESOURCES 1 ปี ขั้นตอนการเขียนบทหนัง 1 เรื่องของเต๋อไม่ซับซ้อน มีประเด็นคำถามหนึ่งในใจ เล่าผ่านสตอรีของตัวละครในแต่ละวัน 

บทเวอร์ชันแรก ๆ มีพล็อตมากกว่านี้ เต๋อพยายามลดทอนให้เหลือแต่คำถามที่อยากพูดตรงไปตรงมา เลือกวิธีการเล่าที่เหมาะกับหัวข้อนั้น 

เต๋อไม่เคยเป็นพนักงานออฟฟิศ แต่ต่อให้เป็นฟรีแลนซ์เขาก็ได้ทำงานกับคนที่อยู่ออฟฟิศ โดยเฉพาะการทำงานโฆษณาที่ทำให้คนดูเห็นงานเต๋อบ่อยขึ้น การได้ทำงาน เข้าร่วมประชุม ทำให้เห็นรายละเอียดชีวิต เข้าใจว่าความกดดันของพนักงานเงินเดือนคืออะไร

“ยิ่งเราไม่ได้ทำ เปรียบเทียบแล้วยิ่งเห็นได้ชัดว่าเราทำบางอย่างได้ เขาทำบางอย่างไม่ได้ ถ้าเกิดเราเป็นคนในนั้น เราอาจจะมองไม่เห็นมาก เพราะเราอยู่ในนั้น ไม่ได้รู้สึกเอ๊ะ เราเป็นคนนอกที่มองเข้าไปแล้วเห็นภาพรวมมากขึ้น

“เวลาโตขึ้น ไม่ว่าจะวงการไหน คุณจะไม่ค่อย Stereotype คนเท่าไหร่ คุณอาจจะพอกะได้บ้างว่ามันแถว ๆ ไหน แต่เวลาคุยดีเทลเราก็จะเห็นคนที่คิดไม่เหมือนเราเลย ไม่ได้รู้สึกว่าใครผิดเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าเป็นเราอาจจะไม่ทำอย่างนั้น”

วัยนี้ วิธีการทำงานของเต๋อเปลี่ยนไป เขาชัดเจนในตัวเองมากขึ้นและคิดถึงภาพรวมมากขึ้น การทำหนังเยอะเรื่องบวกกับวัยที่เปลี่ยนไปมีผล ทำให้เขาชัดเจนขึ้นว่าอยากได้อะไร

“พอเราโตแล้วระดับหนึ่ง เราจะบอกว่าถ้าทำอันนี้แล้วไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ตอนเด็กอาจยังอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง คิดว่าถ้าเก่งกว่านี้เราจะได้ทุกอย่างมั้ยวะ แต่พอโตขึ้นจะเริ่มคิดว่าก็คงมีคนทำได้มั้ง เราอยากได้เวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า หรือทำอะไรที่สบายหน่อย แต่นอนหลับ”

ผู้กำกับบางคน ยิ่งแก่ ยิ่งทำหนังใหญ่ขึ้น เต๋อไม่คิดแบบนั้น 

“เราไม่ได้รู้สึกว่ายิ่งโตยิ่งต้องทำให้สเกลใหญ่ขึ้น ผมคิดว่าถ้าทำแล้วมีประสบการณ์เท่านี้ก็ควรจะ หนึ่ง ทำได้ง่ายขึ้น ยกเว้นจะไปเริ่มสิ่งใหม่ ไม่ได้หมายถึงจะขี้เกียจนะ แต่บางอย่างเรารู้ว่าใช้แรงมากไปเหนื่อยเปล่า อาจจะตื่นเต้นกับผลลัพธ์ แต่ไม่แน่ใจว่าไอ้ความตื่นเต้นเพียง 1 วันนั้นคุ้มค่าการ Suffer 2 เดือนหรือเปล่า เราเลือก 2 เดือนที่เรียบสบายหน่อย สมองคุณเริ่มจำได้แล้วเวลาทำอะไรที่ Suffer เวลามันผ่านไปช้าเหลือเกิน คุณจะกัดกร่อนตัวเองว่า นี่กูทำอะไรอยู่”

การทำงานโฆษณามีส่วนช่วยในการทำหนัง และทักษะทำหนังก็กลับไปช่วยงานกำกับโฆษณา หลวมตัวขึ้น หาวิธีที่จะไม่เครียด แต่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าเดิม 

“นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าเก่งขึ้น ถ้าคนเรามีความเชี่ยวชาญ คุณควรจะทำสิ่งนี้ได้นะ ไม่ใช่เก่งแล้วยังลำบากเหมือนเดิม แกว่งดาบยังหนักเท่าเดิม เราอาจจะแกว่งดาบน้อยลง แต่ต้นไม้หักเหมือนเดิม” 

ดูเหมือนไม่ใช่เต๋อคนเดิม ผู้กำกับที่สนุกกับการทดลองสิ่งใหม่ เขาบอกว่าส่วนใหญ่การทดลองวัยนี้ คือการลองไม่ทำตามที่เคยชิน ผ่อนปรนสิ่งที่เคยยึดเป็นกฎ เมื่อลองแล้วดูผลลัพธ์ว่าเป็นเช่นไร

เขายกตัวอย่างหนังโฆษณากับน้ำหอม MITH ที่ดังทั่วบ้านทั่วเมือง เขาทดลองไม่เจอนักแสดง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ก่อนถ่าย เพราะคิวว่างนักแสดงมีน้อยมาก ผลลัพธ์ก็น่าพอใจ ได้เรียนรู้กันและกัน

อีกเรื่องที่เขาลองคือการถ่ายโฆษณาตาม Storyboard ของเอเจนซี่โดยไม่แก้ไข ใครเคยทำงานกับเต๋อจะรู้ว่าหลายครั้งเขาขอคิดบอร์ดใหม่เพื่อให้ภาพในหัวชัด ผลก็คือประหยัดแรงมากขึ้น เหมือนลองทำหนังบนบทของคนอื่น

เต๋อเริ่มทำหนังโฆษณาต่อเนื่องหลังทำ ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ จบ 10 ปีต่อจากนั้นคือช่วงเวลาที่เขาบอกว่า สำคัญที่สุดในชีวิต

คนเราจะเปลี่ยนเป็นอะไร ก็จากช่วงนี้แหละ

มองจากข้างนอก ห้องนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนออฟฟิศ ผนังห้องกั้นด้วยแผ่นยิปซัมบาง ๆ บนดาดฟ้าอาคาร 3 ชั้น รูปทรงประหลาดกว่าอาคารทั่วไป เพราะสร้างหลบต้นจามจุรีขนาดยักษ์ 2 ต้นที่อยู่ไม่ไกลกัน ด้วยการออกแบบ คนในอาคารจะมองเห็นต้นไม้จากทุกมุม

นี่คือบรรยากาศออฟฟิศแรกที่นวพลฝึกงาน ลักษณะคล้ายห้องชมรมมากกว่าบริษัท งานของเขาคือการทำนิตยสาร โต๊ะในสุดของห้องนั้นคือโต๊ะทำงานของบรรณาธิการบริหาร ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน รุ่นพี่ในที่ทำงานคนแรกของเต๋อ

“ตอนเรา 21 พี่ก้อง 28 รู้สึกว่าพี่เขาโตสัด อายุ 28 ทำหนังสือทั้งเล่ม ต้องไปคุยกับลูกค้าด้วย เรียกพี่ก้องแบบไม่กังขาอะไรเลย” เขาเล่า “ตอนเราอายุ 28 ก็รู้สึกว่าทำอะไรแบบนั้นไม่ได้อยู่ดี จัดการได้แค่งานที่ตัวเองต้องทำ 40 ก็เหมือนกัน Mentality เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรื่องที่คิดจะเปลี่ยนไป”

เมื่อก่อน เวลาเห็นคนอายุ 41 จะรู้สึกว่าเขาโตมาก เมื่ออายุถึงวัยพี่คนนั้น ความรู้สึกกลับไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่คิด 

“เราค้นพบว่าอายุ 40 แล้ว ที่เคยคิดว่าจะดูโตขึ้นอีกสเตปหนึ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่เราคิดว่า 50 ร่างกายจะเปลี่ยนชัดเจนมาก คนจะเริ่มดูแก่ลง ความคิดแบบ 30 จะไม่ค่อยมี 

ช่วงอายุที่สำคัญต่อเต๋อมากคือ 30 – 39 ปี นี่คือช่วงที่เขากระโจนเข้าสู่การทำหนังกระแสหลัก รับมือตัวเลขรายได้และความคาดหวังที่เปลี่ยนไป

“ชีวิตช่วง 30 – 39 ปีเปลี่ยนเยอะมาก ถ้าคุณตั้งใจทำงานตั้งแต่ตอนอายุ 22 คุณจะได้ทำสิ่งที่อยากทำตอน 31 ปี ใช้เวลาสัก 6 – 7 ปีกรุยทาง 

“เราจะเจอโลกความเป็นจริงของวิชาชีพช่วงนี้เหมือนกัน เพราะคุณจะได้ทำงานเยอะฉิบหายเลย ต้องเจอผู้คนมากมาย ถ้าเป็นงานสร้างสรรค์ก็ต้องพัวพันกับธุรกิจเยอะขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วก็อาจเจอสเกลใหญ่ขึ้น เจอคนหลายแบบมากขึ้น

“ตอนนั้นจะเป็นแบบจุดทดสอบจิตใจว่า เราชอบอะไร ทนอะไรได้ ทนอะไรไม่ได้ คนเราจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็จะเปลี่ยนช่วงนี้แหละ ก่อนที่จะอายุเข้า 40” 

ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ คือหนังที่ทำให้เต๋อได้เจอคนดูทั้งประเทศ ได้ทำโฆษณา ทุกอย่างดูสวยงาม แต่นี่คือช่วงที่เต๋อรู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตการทำหนังที่สุดเช่นกัน

“เหมือนคุณต้องดีลกับความคาดหวังของคน ซึ่งก็เป็นปกติ สมมติว่าเขาดู ฟรีแลนซ์ฯ แล้วชอบ ก็อยากดูแบบนี้อีกรอบ แต่ในทางปฏิบัติ งานจะต้องเปลี่ยนไปตามความสนใจ ต่อให้เราทำแบบ ฟรีแลนซ์ฯ 2 หรือ 3 เดี๋ยวคนก็เบื่อ” เรื่องที่เขาต่อจาก ฟรีแลนซ์ฯ คือ Die Tomorrow หนังที่มีจิตวิญญาณอิสระคล้าย 36 อีกครั้ง

“เราเริ่มคิดว่า ต้องจัดการกับสิ่งนี้ไหม ต้องทำให้เขาชอบเราไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า เพราะช่วงนั้นเราก็ใหม่มากจนไม่รู้จะจัดการ Career Path ของเราอย่างไร แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ก็ทำงานต่อไป ที่ไม่เหมือนเดิมสักกะอย่างเดียว”

เขาเปรียบการทำหนัง 10 ปีที่ผ่านมาว่า เหมือนศิลปินออกอัลบั้มที่มี 9 เพลง คนนั้นชอบเพลงแรก อีกคนชอบเพลงที่ 8 ก็ไม่เป็นไร คอมมูนิตี้แฟนหนังเขาจึงมีความหลากหลาย

“สิ่งที่เราทำได้ คือพยายามศึกษาว่าเรื่องนี้เป็นยังไง ฟีลประมาณไหน พอโตขึ้นก็ไม่ค่อยคิดมาก หนังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันไม่ค่อยมีสูตรแล้ว สิ่งที่ออกแบบมา บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้เลย เรารู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำสิ่งที่ต้องทำต่อไปแล้วกัน เดี๋ยวค่อยหาวิธีเอาว่าจะทำอย่างไร

เรื่องตลกอย่างหนึ่งคือเต๋อไม่ค่อยกลับไปดูหนังของตัวเอง แต่ทุกปีจะมีเทศกาลขอนำหนังของเขาไปฉายเสมอ เช่น ฮ่องกงเพิ่งจัดงาน Retrospective ฉายหนังเก่าของเต๋ออีกรอบ ปีก่อนเขาจัดกิจกรรมฉาย ฟรีแลนซ์ฯ ครบ 10 ปี ได้พบคนดูวัยรุ่นเลข 2 ปะปนกับคนดูวัยผู้ใหญ่ จนเขาสงสัยว่าเด็ก ๆ อายุเท่าไหร่ตอนหนังฉาย

ผมถามเขาว่า ถ้าได้จัดโปรแกรม Retrospective ของตัวเอง เขาจะเอาหนังเรื่องไหนมาฉายบ้าง

“อาจจะมีหนังบางเรื่องจากยุคหนึ่ง” เขาหมายถึงงานหนังสั้นต่างกรรมต่างวาระก่อน 36 

“งาน FaT Film เราส่ง 2 ครั้ง ได้รางวัลครั้งที่ 2 จากเรื่อง See แต่มันจะมี FaT Film ที่เราส่งครั้งที่ 1 และไม่ผ่าน อันนี้ที่ไม่ได้ฉายเพราะมันไม่ผ่านไง (หัวเราะ) เราไม่ได้โพสต์ด้วย ก็จะมีหนังพวกนี้ที่สงสัยว่า ฉายตอนนี้จะเป็นยังไง”

See เพิ่งฉายไปในกิจกรรม 80 ปี กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน หรือ อาจารย์แดง นักวิจารณ์ชั้นครูผู้ล่วงลับ จัดโดยชมรมวิจารณ์บันเทิงและหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ความพิเศษของ See คือมันเป็นหนังสารคดีสั้นบันทึกชีวิตคุณพ่อของเต๋อ ซึ่งเพิ่งเสียไปไม่นาน

“ผมรู้สึกดีตรงที่ผลของการทำหนังแต่ละเรื่องโดยผูกเข้ากับความอยากทำหรือความคิดส่วนตัวในเวลานั้น เวลาดูคุณจะไม่รู้สึกว่า อ๋อ ตอนนั้นโจทย์คือเรื่องนี้ ความรู้สึกคือตอนนั้นเราทำแบบนี้ เพราะคิดแบบนั้นอยู่ ช่วงนั้นยังทำไม่เป็นเลยทำได้แค่นี้ มีความเป็นไดอารีที่คนทำรู้คนเดียว มันดีนะ เวลามองกลับไป หนังสัมพันธ์กับชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ได้ทำเพื่อจุดประสงค์อื่นไปซะทั้งหมด

“ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิด เราแค่อยากทำในสิ่งที่รู้สึกว่าต่อไปคืออะไร ต้องทำอะไร แค่นี้ก็จะแย่แล้วนะ เราไม่ใช่คนที่คิดว่า ‘สังคมช่วงนี้อยากดูอะไรกันนะ’ เหมือนเราโตมาแบบ Independent โตมากับปี 2000 เราว่ามันยังมีเชื้อนี้อยู่ รู้สึกว่าไปทำในสิ่งที่อยากทำกันดีกว่า ยังโชคดีที่ได้ทำอยู่มากกว่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าโชคดีไปอีกนานเท่าไหร่เหมือนกัน 

คนทำงานพวกนี้ ต้องการความเชื่อบางอย่าง

เดือนก่อน เต๋อโพสต์ถึงการจากไปของ Bela Tarr ผู้กำกับชาวฮังกาเรียนที่เขานับถือ ผมถามเขาว่า ทำไมเขาถึงรู้สึกกับการจากไปครั้งนี้มากกว่าปกติ

ปีนั้น 36 ได้เข้าฉายในเทศกาลหนังปูซาน เบลาร์ ทาร์ เป็นหัวหน้ากรรมการ สุดท้ายหนังของเต๋อชนะรางวัลที่ 1 ของสายประกวด นั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของอาชีพที่พาเขามาถึงวันนี้

“คนทำงานพวกนี้ต้องการความเชื่อบางอย่างที่จะยึดเราไว้ว่า กูไม่ได้มาผิดทาง เพราะไม่มีมาตรวัดอะไรเลย ไม่มีเกรด ตอนนั้นเหมือนมีคนมาบอกว่า ถูกแล้วลูก ไปทางนี้แหละ ที่เหลือคุณต้องไปผจญภัยต่อเอง สำหรับคนที่ทำงานชิ้นแรก ๆ เราว่าเด็กทุกคนต้องการสิ่งนี้”

ถอยหลังกลับไปยุคปี 2000 ใครอยากทำหนัง ส่วนใหญ่ต้องหาทางเรียนฟิล์ม ฝึกงานในค่ายหนัง ทำหนังสั้นส่งประกวด สร้าง ‘Blog’ เพื่อโปรโมตงานตัวเอง ไปตามงานฉายหนังต่าง ๆ เพื่อทำความรู้จักพี่ ๆ ในวงการ หาช่องทางเพื่อทำงานเป็นอาชีพ

ยุคนี้ น้อง ๆ ที่เรียนอยู่ อยากทำหนังน้อยลงมาก ๆ แม้แต่ผู้กำกับรุ่น ๆ เดียวกับเขาก็น้อย 

“เราเคยถาม เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ถาม Morvasu (มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ) ก็ไม่ได้ทำซะที มีเรื่องอื่นต้องทำมากกว่า ถ้าเป็นเด็กไปเลย เราเดาว่าเขารู้สึกวงการหนังเข้ายากขึ้นมาก ๆ” 

เต๋อเปรียบเทียบว่า เด็กอยากทำหนังสมัยก่อนอาจแค่ไม่รู้ มีอะไรตรงหน้าก็ทำและหวังว่ามันจะปัง แต่ยุคนี้มีความรู้เยอะมาก ทุกอย่างถูกคลี่ออกมาหมด อยากทำหนังต้องไปทางไหน พอรู้เยอะ ยิ่งไม่อยากไป เพราะหนทางดูยาวไกลมาก แม้จะมี Netflix Thailand แต่ก็มีความรับผิดชอบมากมาย

โฆษณาจะดูมีความหวังกว่า แม้วงการจะหนักไม่แพ้กัน อย่างน้อยที่สุด เด็กก็รู้ว่าทำหนังโฆษณาวันนี้ ออนไลน์วันไหน เงินออกเมื่อไหร่

ช่วงปีหลัง ๆ เราว่าหาเงินทำหนังยากขึ้นนะ ยุโรปก็ไม่ได้ฟู่ฟ่า ต้องทำงานเยอะมากเพื่อกลับไปขอเงิน เหมือน อุ้ย-รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (ผู้กำกับ ผีใช้ได้ค่ะ) ก็ใช้เวลาหลายปี ทำโฆษณาง่ายกว่ามั้ย หรือทำช่อง YouTube ไปเลยดีกว่า วันหนึ่งกูอาจจะเป็น พี่โอ๊ต ปราโมทย์ หรือ พี่โค้ดดี้ หรือเป็นแก๊งช่อง Hiwwhee (หิ้วหวี) เงินเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับเด็กยุคนี้”

นวพลมีช่อง YouTube ของตัวเอง แต่เขาทำช่องน้อยมาก ทั้งที่น่าจะเข้าทาง เต๋ออธิบายว่าต้องใช้พลังกายสูงมาก ต้องแขวนชะตากรรมไว้กับลูกค้า เป็นอีกเกมที่เขาขอไม่เล่นจะดีกว่า

ผมนึกถึงคอมมูนิตี้ของคนทำหนังยุค 2000 ที่กระจายตัวตาม Blog ย่อย ๆ หลายแห่ง เช่น เว็บไซต์ Thai Indie หรือในเว็บบอร์ดกลุ่มต่าง ๆ การได้ทำหนังและมีที่ฉาย ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์คือความฝัน

วันนี้เรามี YouTube เป็นพันเป็นหมื่นช่อง แต่วงการหนังก็ไม่ได้เติบโตตามที่คาด

“สมมติเรามีที่ปล่อยหนัง คนอื่นก็ปล่อยได้ คราวนี้มาเป็นพันช่อง กลายเป็น Flood ปล่อยหนังได้แต่มองไม่เห็น เท่ากับไม่ได้ปล่อยอะไร 

“ยุคเรา อยากทำแต่ไม่มีของ ยุคนี้มีของ อยากทำ แต่เหนื่อยจังเพราะคนมันเยอะมาก ๆ โจทย์เปลี่ยน ต้องดูบริบทของปีนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเรื่องความคิด ความเชื่อ สิ่งที่ชอบของคนยุคนั้นด้วย เราว่าเศรษฐกิจสังคมยุคนี้แย่กว่ายุคเราประมาณหนึ่ง ถ้าไม่รู้สึกไปเอง สังคมเหลื่อมล้ำสูงมาก มันจะชี้ไปเลยว่า ถ้าอยากก้าวข้ามความไม่มีเงิน คุณต้องทำอันนี้ ก็เลยไปยุคของไลฟ์โค้ช อยากรวยเหรอ ทำช่องสิ ทำ TikTok ดิ กลายเป็นว่าทุกคนต้องมาทำสิ่งที่เขาบอกให้ทำ มันก็ไม่ได้มีความหลากหลายอยู่ดี” เต๋อเล่า

คุณต้องมีจุดยืนบางอย่าง มันจะทำให้คุณไม่ค้างคา

“สรุปว่าทำหนังเสร็จ อยากมีลูกมั้ย”

“คิดอยู่ ถ้าถามตอนนี้เลยก็คือยัง”

เต๋อคิดว่าชีวิตเขาเริ่มช้ากว่าคนอื่น

“เรารู้สึกว่าชีวิตเพิ่งได้ใช้ตอนอายุ 31 เราใช้มาแค่ 10 ปีเองนะ อืม ถ้าเราพูดว่าชีวิตคือการที่ได้ทำงานที่อยากทำ มีเงินไปเที่ยว เส้นทางหรือวิธีคิดเราที่ผ่านมา มีความต่อสู้ประมาณหนึ่ง ไม่ชอบบางอย่าง มีคำถามกับบางอย่างที่อยากแก้แต่แก้ไม่ได้สักที 

“สมมติมีลูกแล้วเขาเจอสถานการณ์เหมือนเรา เราก็ไม่แน่ใจว่าจะบอกให้เขาคิดเหมือนเรามั้ย ถ้าคิดแบบผม ยาวเลยนะครับ อะไรคือทางที่ดีกว่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่ผมคิดว่ามันมี

“เราอยู่ประเทศเดียวกัน แต่เส้นทางของแต่ละคนแตกต่างกันเป็นสิบทาง เราถึงตอบยากว่ามีแล้วดีหรือไม่ดี อยู่ที่แว่นชีวิตที่คุณได้รับมาแล้วคุณเห็นอะไรบ้าง”

เราคิดตลก ๆ กันว่า เต๋อคิดว่าทำหนังก็เหมือนมีลูกแล้ว แต่ผมเถียงขาดใจ อย่างน้อยหนังก็ไม่พูดเถียงเรากลับแน่ ๆ 

เต๋อจะอายุ 42 ปีช่วงที่ HUMAN RESOURCE เข้าฉาย สิ่งที่สำคัญกับเขาในวัยนี้ คือความสงบในจิตใจ แม้แต่ตัวเต๋อเองก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนี้

“เวลาคุณผ่านความร้อนใจหรือความหงุดหงิดทุกรูปแบบ คุณจะไม่อยากเป็นอย่างนั้นอีก เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ มันเป็นช่วงที่คุณไม่ต้องคิดอะไรเลย ถ้ามาพัก งานเสร็จหมดแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่คิดต่อด้วย เราขอแค่นี้ว่ะ ถ้ามีคนถามว่า เราจะทำงานหาเงินใช้ไปทำไม คำถามคือนี่แหละ เพื่อให้คุณไม่ต้องกังวลไง

“เราไม่อยากรอ บุกป่าฝ่าดงก่อนแล้วค่อยไปใช้ชีวิตบั้นปลาย สลับได้มั้ย รู้สึกสงบแล้วยังทำงานไปด้วยได้มั้ย มันเลยเป็นที่มาของการพยายามหาทางหลวมขึ้นในการทำงานหน่อยได้มั้ย ถ้างานแย่ลงก็ปรับกลับขึ้นมา อยากได้ทุกวันที่โอเค” เต๋อเล่า 

เหตุการณ์ในช่วง 3 ปีหลังส่งผลต่อวิธีคิดนี้ หลังพ่อเสีย เขารู้สึกเหมือนได้เรียนรู้เรื่องความตายภาคปฏิบัติ ต่อมา เต๋อเจออุบัติเหตุหนัก เหมือนได้รู้จักความตายแบบเรียนจบปริญญาโท 

มันเป็นทั้งสิ่งที่พิสูจน์ความเชื่อและเรื่องที่หล่อหลอมตัวตนมาจนถึงวัยนี้

“ถ้าตาย เราไม่ค่อยรู้สึกค้างคาเท่าไหร่นะ ไม่ได้คิดว่ายังไม่ได้ทำสิ่งนี้เลย ไม่น่าอดทนทำสิ่งนั้นเลย แปลว่า เฮ้ย เราคิดแบบนี้ถูกว่ะ การทำงานและชีวิตให้ดีแต่ละวันไปเรื่อย ๆ 

“บางครั้งคุณต้องมีจุดยืนบางอย่าง มันจะทำให้คุณไม่ค้างคา สิ่งที่สู้มาทั้งหมดไม่ได้ขัดกับความเชื่อตัวเอง เรายอมเสียบางอย่าง เพื่อที่จะมี Stand Point ในใจ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ แล้วสุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร

“บางคนยอมทนบางอย่าง คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปแก้ ไปกลับตัวในอนาคต บางทีมันไม่ถึงวันนั้นหรอก มันจบก่อน 

“สมมติคุณจำเป็นต้องเอาเปรียบคนเพื่ออะไรบางอย่าง และคิดว่าเดี๋ยวมีกินแล้วจะกลับมาชดใช้ให้ ถ้าคุณตายไปแบบนี้ คุณตายไปในฐานะคนเอาเปรียบคน ถูกมั้ย ทำไมคุณไม่เอาเปรียบคนตั้งแต่แรก ยอมไม่ได้บางอย่างแทนจะดีกว่า 

“เพราะสุดท้าย วันที่คุณตายไป มันก็เท่านั้นแหละ”

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา