“ตั้งแต่วันแรกที่ผมเปิดร้าน Akha Ama Coffee สาขาแรกจนถึงเปิดสาขานี้ ก็ครบ 15 ปีพอดีครับ” ลี-อายุ จือปา เล่าพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตรของเขาเสมอ เมื่อผมไปหาเขาที่ Akha Ama สาขาล่าสุดที่ซอยมูลเมือง ริมคูเมืองเชียงใหม่
สิ่งแรกที่ผมสังเกตคือร้านนี้เล็กกว่าทุกสาขาที่เขาเคยเปิด เพราะจากที่เปิดร้านแรกเมื่อ 15 ปีก่อน สู่การสร้างโรงคั่ว Living Factory ที่แม่ริม เปิดสาขาที่หน้าวัดพระสิงห์ พาแบรนด์โกอินเตอร์ไปญี่ปุ่น จนใคร ๆ ก็จับตามองว่า ลีจะพา Akha Ama เติบโตไปแบบไหนอีก
ช่วงปีที่ 15 ไม่ต่างจากชีวิตวัยรุ่นที่เริ่มหาความหมายของสิ่งที่ตัวเองทำมา
“เราโตขึ้นมากก็จริง แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปดูว่ารากของเราอยู่ตรงไหน” เขาบอกผม

New Original
Akha Ama Coffee สาขาใหม่ที่มูลเมืองไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผสมผสานทั้งอาข่า ล้านนา และญี่ปุ่น อย่างลงตัว
ลีเรียกมันว่า New Original
เขาเล่าว่าทุกวันนี้การทำธุรกิจกาแฟในบ้านเราโดยเฉพาะในเชียงใหม่ไม่ได้หวือหวาเหมือนช่วงที่พีก ซึ่งต้นทุนค่าที่ดินและค่าเช่าพื้นที่สูงขึ้นทุกปี ขณะที่รายได้จากธุรกิจกลับไม่ได้โตตามไปด้วย
“ถ้าไม่มีพื้นที่ของตัวเอง เราจะต้องลุ้นตลอดว่าวันหนึ่งจะต้องย้ายไหม” เขาบอกเหตุผล
ลีต้องออกแบบร้าน Akha Ama Coffee สาขาใหม่ในพื้นที่ขนาดกำลังพอดีและที่ดินเป็นของเขาเอง ทำให้เขาได้กลับมาทบทวนตัวเองครั้งใหญ่
“ผมชอบความเป็นพหุวัฒนธรรมอยู่แล้วครับ เชียงใหม่ก็เป็นเมืองที่มีสิ่งนั้นอยู่ในตัว ผมเลยออกแบบร้านใหม่นี้ให้รวมวัฒนธรรมอาข่า ล้านนา และญี่ปุ่น ที่เราผ่านมาในเส้นทาง 15 ปีไว้ด้วยกัน แบบที่ไม่ฝืนและยังคงความเป็นตัวเอง มันเลยกลายเป็น New Original ที่สะท้อนว่าเราเดินทางมายังไง” เขาเล่าและชวนดูบ้านหลังใหม่
ลีไม่ได้มองว่าการขยายสาขาหรือการทำร้านที่ใหญ่ขึ้นคือคำตอบเดียวของความสำเร็จ แต่สิ่งที่ควรขยายอย่างยั่งยืน คือนิเวศของกาแฟ
“ผมไม่ได้เป็นคนเลือกให้หมู่บ้านปลูกกาแฟ แต่ชาวบ้านต่างหากที่เลือกกาแฟ” ลีบอกผม
ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เขาเริ่มต้น Akha Ama ในหมู่บ้านแม่จันใต้ จากสิ่งที่เขากับคนชุมชนร่วมกันบุกเบิกกาแฟพิเศษ จากปัญหาที่ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนไม่ต้องอยู่ในวังวนของความยากจน
และวันนั้นกาแฟกลายเป็นคำตอบ
ไม่ใช่เพราะกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจทันสมัย แต่เพราะมันอยู่ร่วมกับป่าได้ มันต้องการร่มเงา ต้องการความชื้น ต้องการธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงพอ ๆ กับที่ธรรมชาติต้องการมันเพื่อฟื้นตัว

กาแฟคือตัวเปลี่ยนเกม
“ผมว่าตลอด 15 ปี กาแฟคือตัวเปลี่ยนเกม
“เกมแรกคือกาแฟเปลี่ยนความเป็นอยู่ได้ชัดเจน มันให้มากกว่ารายได้ แต่คือการฟื้นความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม มีไม่กี่อาชีพหรอกครับที่เกษตรกรยังรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้”
เขาบอกว่า กาแฟคือหนึ่งในนั้น
“จากวันที่ชาวบ้านต้องมารอพ่อค้าคนกลางมารับไป ถึงตอนนี้กลายเป็นว่าชาวบ้านบอกได้ว่าฉันจะขายราคาเท่าไหร่ ถ้าใครให้ราคาที่ไม่ดีพอชาวบ้านก็ปฏิเสธได้
“อย่างที่ 2 คือกาแฟเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เมื่อก่อนบ้านผมมีแต่ไร่ขิงหรือพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายหน้าดิน แต่เดี๋ยวนี้มีพืชที่หลากหลายผสมผสานกัน อย่างพวกชาหรือผลไม้เมืองหนาว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกาแฟ
“ยิ่งไปกว่านั้น กาแฟยังช่วยเปลี่ยนวาทกรรมเก่า ๆ ที่มองว่าคนบนดอยเป็นคนทำลายป่า เพราะความจริงแล้วกาแฟเป็นพืชป่า กาแฟต้องอยู่กับป่า ต้องใช้ระบบนิเวศแบบร่วมมือ ไม่ใช่การถางป่าอย่างการทำไร่เชิงเดี่ยว พอปลูกกาแฟแล้วเขาก็เห็นเลยว่าป่าดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
“เราเริ่มแค่พื้นที่เล็ก ๆ ให้สำเร็จก่อน ฟื้นฟูพื้นที่การทำเกษตรที่เสียหายไปแล้ว หลังจากนั้นค่อยขยายต่อมากกว่าจะทำให้ทั้งหมดกลับมาสมบูรณ์ทีเดียว มันเป็นไปได้ยากมาก ที่ดีมากคือการที่ยังมีองค์ความรู้ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ส่งต่อมาจากคนรุ่นพ่อแม่ และยังมีการส่งต่อภูมิปัญญาจากการเพาะปลูก คนรุ่นใหม่ ๆ ก็ยังจัดการภูมิปัญญาการทำเกษตรแบบรุ่นก่อนได้
“เป็นที่มาของการเปลี่ยนเกมที่ 3 ของกาแฟ คือการแก้ปัญหาการไหลบ่าของคนจากชุมชนเล็กสู่เมือง คนไม่ต้องไปออกันอยู่ในเมืองใหญ่”
ลีเล่าว่าในหลายหมู่บ้านเริ่มเกิดวัฒนธรรมที่คนรุ่นลูกกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งแสดงถึงว่าสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ
“ถ้าพูดแบบสมัยนี้ก็ต้องใช้คำว่ามันเซ็กซี่พอที่จะดึงดูดให้คนรุ่นใหม่กลับมา พ่อแม่อาจจะเป็นแค่เกษตรกร แต่รุ่นลูกกลับมาเป็นนักแปรรูปกาแฟ เป็นผู้ประกอบการ หากเขาใช้โซเชียลมีเดียเป็น ก็ใช้ตรงนั้นสื่อสารคุณค่าของกาแฟจากหมู่บ้านตัวเองได้เลย”

สิ่งที่แลกมากับความเปลี่ยนแปลง
“เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง จึงมีทั้งด้านดีและด้านที่น่าเป็นห่วง พอมีคนรุ่นใหม่ มีคนอย่างผม หรือคนที่ได้ออกมาเจอโลกที่กว้างขึ้น พวกเราก็เอาวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในชุมชนกลับไปด้วย
“การบริโภคที่สุดโต่งมันก็น่ากลัวนะ เราสร้างขยะมากขึ้น จากวันที่เคยแค่ห่อใบตอง วันหนึ่งกลายเป็นพลาสติก มันเป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องกลับมาคิด
“อย่างการใช้จ่ายก็แตกต่างออกไป รุ่นพ่อแม่ซื้ออย่างมากก็แค่เกลือ แค่พริก เมื่อก่อนต้องเดินไปหลายกิโลเพื่อซื้อเกลือ ซื้อพริก แต่รุ่นผมเป็นต้นไปนี่ซื้อทุกอย่าง แล้วซื้อของออนไลน์ด้วย นั่งกดสั่งจากมือถือเลย
“สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของสุขภาพ เดี๋ยวนี้เราเริ่มเห็นโรคแปลกใหม่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ความดัน จริงอยู่ที่มันอาจจะมีอยู่แล้ว แค่เมื่อก่อนเข้าถึงการตรวจลำบากกว่าสมัยนี้ แต่ก็สะท้อนว่ามีด้านที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงจากการเปลี่ยนแปลงนี้
“มันคือสิ่งที่แลกมากับการที่เรามีองค์ความรู้มากขึ้น การศึกษาดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น และสิ่งที่ชัดเจนคือสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น คงไม่ยุติธรรมหรอกหากจะต้องไปห้ามการเปลี่ยนแปลง ไม่อย่างนั้นวัฒนธรรมก็คงจะถูกแช่แข็งไว้ คงมีคนมาดูถูกหรือเอาเปรียบได้อีก”
การเปลี่ยนแปลงในวงการกาแฟไทย
จากวันแรกที่งาน Thailand Coffee Fest ยังเป็นแค่งานเล็ก ๆ ที่กลุ่มเพื่อนในวงการกาแฟจัดขึ้น สู่การเป็นเวทีระดับประเทศที่มีทั้งคนปลูก คนคั่ว นักออกแบบ คาเฟ่ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภคจากทั่วทุกมุมโลกมาเจอกันและแลกเปลี่ยนความรู้ กาแฟจึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่คนจำนวนมากมีส่วนร่วมได้
ลีสะท้อนว่าในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการกาแฟไทยอย่างน้อย 3 ระดับหลัก คือต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
“ผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง 3 จุดใหญ่ในวงการกาแฟ จุดแรก คือที่ต้นน้ำ เมื่อก่อนเราปลูกเยอะ ๆ เพื่อให้ได้เยอะ ๆ ปลูกพันธุ์ไหนไม่รู้แหละ แต่เยอะไว้ก่อน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป อยากได้พันธุ์ไหนก็หาปลูก เพราะองค์ความรู้พัฒนาแล้ว รู้แล้วว่าปลูกเยอะ ๆ แบบเมื่อก่อนไม่ไหว เราเลยปลูกน้อยลงอย่างพอเหมาะ แต่ให้ได้มูลค่ามากขึ้น มันเป็นการเรียนรู้
“การเปลี่ยนแปลงที่กลางน้ำ คือคนอาจจะไม่ได้มีต้นทุนในการทำฟาร์ม ครอบครัวอาจจะไม่ได้สร้างที่ทางไว้ให้ เขาก็เริ่มจากการเป็นนักแปรรูปกาแฟ ไม่ต้องมีสวนก็ได้ แต่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรือฟาร์มอื่น ๆ ก็มีกาแฟของตัวเองได้ สมัยก่อนนักแปรรูปนี่แทบไม่มีเลยนะ องค์ความรู้เรื่องการแปรรูปก็ยังไม่ได้พัฒนาอย่างทุกวันนี้
“ตอนนี้ความหนาแน่นของคนปลายน้ำทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในวงการแฟเยอะมาก หลายคนขายกาแฟได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสวนหรือนักพัฒนากาแฟด้วยซ้ำ ถ้าเก่งเรื่องการตลาดเขาก็มีแบรนด์ได้ คนรุ่นใหม่ก็ยังอยากมีคาเฟ่ ซึ่งตอนนี้คาเฟ่ก็ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่อีกแล้ว ผมแนะนำหลายคนให้ลองจากเล็ก ๆ ก่อน อย่างแรก เพราะหากล้มมันจะไม่เจ็บมาก และอีกอย่าง คือเราจะประมาณตัวเองได้ เวลาเริ่มจากเล็ก ๆ แล้วมันขยายได้เราจะได้พลัง ในทางกลับกัน ถ้าเริ่มที่ใหญ่ก่อนแล้ววันหนึ่งต้องลดขนาด กำลังใจเราก็จะหมดไปด้วย เราคาดเดาไม่ได้ว่ากระแสโลกหรือเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ขอให้ลองเริ่มจากเล็กก่อน”

เรายังขาดอะไรอยู่
ผมถามลีว่าในวงการกาแฟทุกวันนี้ อะไรที่เขาคิดว่าล้นเกินไปแล้ว และอะไรที่ยังขาดอยู่
“ผมว่าฝั่งผู้ประกอบการมีตัวเลือกเยอะมาก รวมถึงเทคโนโลยีที่เยอะเช่นกัน ส่วนฝั่งที่ยังมีน้อยอยู่คือการออกแบบเชิงนิเวศที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเชิงนิเวศ อาจจะเป็นไปได้ทั้งนวัตกรรมหรือความร่วมมือ
ซึ่งนิเวศที่ว่าไม่ได้หมายถึงป่าหรือธรรมชาติเท่านั้น แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตของคนที่ดีขึ้น คนรุ่นใหม่เชื่อมโยงกับชุมชนตัวเองมากขึ้น คนที่อยู่ในพื้นที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
“เรายังขาดคนที่ทำงานเรื่องนี้อยู่มาก คนทำกาแฟที่คิดถึงเรื่องนี้ก็ยังขาดอยู่เช่นกัน มันเป็นจุดที่เขาต้องต่อสู้ระหว่างนิเวศต่าง ๆ กับชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเอง เพราะไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตของเขาได้ แต่มันเป็นเรื่องที่กระทบในภาพรวม ถ้าเราไม่มีคนช่วยดูเรื่องนิเวศเหล่านี้ ผมว่าเราน่าจะได้กินกาแฟที่แพงขึ้น แต่คุณภาพด้อยลง
“มีสิ่งที่เรียกว่า เกษตรนิเวศวิทยา (Agroecology) ซึ่งบ้านเราไม่เคยออกแบบเรื่องนี้ เราดูแต่ตลาด ออกแบบจากความต้องการของตลาด ซึ่งสิ่งนั้นอ่อนไหวมาก เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เราไม่ได้มองว่าต่อให้เศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหน เกิดภัยพิบัติ สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง แต่ก็เรายังอยู่ได้ถ้ามีนิเวศที่ออกแบบมาดี เราไม่เคยมองอะไรแบบนั้นกัน
“ทุกวันนี้ยังมีคนที่ไม่เคยคิดเรื่องการปลูกพืชแบบผสมผสาน เพราะคิดว่าสิ่งที่ได้จะน้อย ไม่พอต่อตลาดเท่ากับปลูกพืชเชิงเดี่ยว
“อีกอย่าง การดูแลนิเวศไม่ได้เซ็กซี่พอที่จะดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจกันเยอะด้วย มันต้องใช้แรงและเวลามาก ปัญหาเกิดขึ้นเร็ว เช่น ปีนี้แล้งก็ต้องลงทุนระบบน้ำกันแบบมหาศาล ปีนี้น้ำเยอะ ดินถล่มอีก บางปีกาแฟเป็นโรค ปีนี้อาจจะมีแม่คะนิ้ง กาแฟตายยกสวน
“ช่วงแรก ๆ ของกระบวนการ ระบบนิเวศแบบองค์รวมยังช่วยเหลือกันไม่ทัน กว่าต้นไม้จะโต กว่าดินจะไม่ถล่ม ต้องใช้เวลา 5 – 10 ปี คนก็ถอยกันหมด คนที่คิดจะทำก็รู้สึกว่าใครจะมารับผิดชอบชีวิตเขา ก็เลยเป็นปัญหาวนไปวนมา
“บางครั้งสิ่งที่ต้องการคือความต่อเนื่อง หลายครั้งก็มีกลุ่มทุนที่ตั้งใจจะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องนี้ แต่ก็มาได้เป็นบางครั้งคราว พอไม่มีความต่อเนื่องก็ไม่สำเร็จ หรือบางครั้งก็ไม่ได้มองระบบนิเวศแบบองค์รวมจริง ๆ แก้ปัญหาแบบถ้าไม่มีต้นไม้ก็ไปปลูกต้นไม้ทดแทน ที่ผ่านมามีตัวอย่างการปลูกต้นสนเต็มป่า คิดว่าแค่มีต้นไม้ก็พอ มีความเขียวก็พอ กลายเป็นว่าไปลดความหลากหลาย ลดที่อยู่อาศัยของสัตว์ เพราะมันอยู่ไม่ได้ นกไปทำรังวางไข่ไม่ได้เพราะโล่งเกิน ดินก็กลายเป็นกรดจากใบสน ต้นไม้อื่นไม่โต จะมองระบบนิเวศต้องมองทั้งหมด มองไปถึงสัตว์ป่า ต้นไม้ แหล่งน้ำ
คนทำกาแฟทุกวันนี้ยังคุยกันอยู่เลยว่าทำไมกาแฟถึงมีโรคเยอะขึ้น มีราสนิม มีมอด มีหนอน มีด้วงเจาะลำต้น มันก็เป็นเพราะว่าเราขาดการออกแบบองค์รวมไง พอมีแค่กาแฟอย่างเดียวทุกอย่างก็พุ่งเข้าไป ไม่มีนกที่มาคอยกินแมลง ไม่มีต้นไม้มาป้องกันการเกิดแม่คะนิ้ง ไม่มีพืชอื่นมาช่วยรับความเสี่ยงแทนกาแฟ ไม่มีต้นไม้พอที่จะยึดหน้าดินให้ดินพังทลาย”

กาแฟไทยในกาแฟโลก
พื้นเพของลีทำงานด้านสังคมมาก่อน ก่อนที่เขาจะทำกาแฟเสียอีก เขาทำงานเรื่องความเสมอภาค ผู้ลี้ภัย เราจึงไม่แปลกใจที่เรื่องพวกนี้อยู่ในความสนใจของเขามาตลอด ถึงแม้วันนี้ลีจะหันความสนใจมาเป็นเรื่องกาแฟ แต่เขาก็รู้สึกว่าทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้
“วันนี้เรากินกาแฟอร่อย แต่มันยุติธรรมไหมที่เราสนใจแค่รส ไม่ได้สนใจว่ามันได้มายังไง ผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับโลกนี้นะ
“กาแฟแก้วละ 40 – 50 บาทที่เราจ่าย เราก็หวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้พอ ๆ กับรสชาติที่เราอยากได้ ดื่มแล้วอร่อย และรู้สึกดีที่คนที่ปลูกกาแฟจะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ผมว่าเรื่องพวกนี้แหละคือความยั่งยืน
“เมื่อก่อนเราไปอิตาลี เขาบอกว่านี่คือกาแฟจากแอฟริกา แต่จากตรงไหนของแอฟริกาไม่รู้ ซึึ่งทุกวันนี้ไม่พอแล้ว สมาคมกาแฟพิเศษไทยเน้นเรื่อง The New Coffee Value Assessment (CVA) ทุกวันนี้อย่างน้อยคุณต้องรู้ว่ากาแฟมาจากไหน หรือยุโรปก็กำลังจะใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปลอดการทำลายป่า หรือ The EU Deforestation Regulation (EUDR) เพื่อบอกว่าของที่เราซื้อมาจากการเผาหรือทำลายป่ามาหรือเปล่า
“ไม่ถึงขนาดต้องตื่นตระหนกหรือกลัว แต่เราก็ไม่ควรตกขบวน แค่ควรรู้ว่าวัฒนธรรมนี้กำลังมาแล้วนะ คนกินกาแฟรุ่นใหม่ ๆ เกิดมาเจอกับปัญหา เขาสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่อยากให้สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น สิ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ควรรู้ การรู้ตัวก่อนทำให้เราได้เปรียบ เข้าใจว่าทิศทางของโลกเป็นยังไง แล้วเราจะทำให้ดีกว่ากระแสของโลกได้ยังไง
“ผมทำงานร่วมกับองค์กรอย่าง Slow Food และ The Specialty Coffee Association (SCA) ที่เขามี MOU ร่วมกันเรื่องสัมพันธมิตรกาแฟ (Coffee Coalition) ผมเลยอยากสื่อสารเรื่องกาแฟบ้านเราที่มีกลุ่มคนอย่างสมาคมกาแฟพิเศษไทย กลุ่มสหายกาแฟ และเพื่อนอีกหลายคนที่ทำงานเรื่องความยั่งยืนร่วมกัน ถ้าเราทำกาแฟของเราให้ดีและมีคุณค่า พอถึงจุดหนึ่งคนจะออกเดินทางเพื่อไปบอกคุณค่าของเรา
“ทุกปีที่ทำงาน Thailand Coffee Fest เราขยายการรับรู้ได้เยอะมากนะ ผมไม่เคยเห็นงานไหนในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาแล้วคนยังมาสนับสนุน มาจับจ่ายมากเท่านี้ ทั้งที่มันเป็นของฟุ่มเฟือยด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะส่วนหนึ่งเขาเห็นคุณค่าของกาแฟ อยากเห็นคนปลูกที่ดีขึ้น อยากเห็นร้านที่ทำกาแฟดี ๆ เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน คนปลูกและคนทำกาแฟก็อยากให้คนดื่มได้ดื่มกาแฟที่ดีและอร่อย
“กาแฟไทยเคยโดนดูถูกจากทั้งคนไทยด้วยกันเองและคนอื่น ๆ แต่ผมว่าทุกวันนี้กาแฟไทยไม่มีข้อกังขาว่าคุณภาพไม่ถึงอีกแล้ว
“การทำแบบนี้ต้องใช้เวลา แค่ 15 ปียังน้อยไป ในแง่ของแบรนด์ Akha Ama เราถือว่าประสบความสำเร็จที่อยู่มาได้เกิน 10 ปี แต่การสร้างผลกระทบต่อสังคม ผมว่ายังน้อยไป ผมยังอยากทำให้คนที่เชื่อมั่นในการพัฒนาอาชีพคนทำกาแฟ องค์ความรู้ และการมีส่วนร่วมในความเปลี่ยนแปลง มีกำลังใจต่อไป”
Akha Ama จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่คือการเดินทางที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เราเติบโตได้โดยไม่ลืมราก สร้างร้านเล็ก ๆ แล้วขยายความฝันให้ไกล
คิดง่าย ๆ ว่า
“ขนาดไอ้ลี เด็กดอย มันยังทำได้เลย ใครก็ทำได้สิ”

