23 มกราคม 2025
2 K

หลังซอกแซกตามตรอกซอยวานิช 1 ไม่นาน ก็พบกับร้านอาหารที่ผู้คนขวักไขว่พอ ๆ กับร้านอาม่าอากงข้าง ๆ เนื่องจากโพทงกำลังปรับปรุงชั้น 2 – 3 และเจ้าของวุ่นอยู่กับการเปิดร้านใหม่

‘ข้าวสารเสก’ คือชื่อร้านใหม่ของ เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ ขอให้ตั้งตารออ่านที่ The Cloud เร็ว ๆ นี้

หลายคนรู้จักเธอในบทบาทเชฟใจดีแห่งรายการ The Restaurant War Thailand หรือรู้จักเธอจากการเนรมิตตึกเก่า 5 ชั้นอายุ 100 กว่าปีของครอบครัวให้เป็นร้านอาหาร Fine Dining จนได้มิชลิน 1 ดาวตั้งแต่ปีแรก และติดอันดับ 57 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2024

ตอนอายุ 22 เธอคว้ารางวัลแรกในชีวิตจาก Asia’s Youth Hope Cooking Competition หรือการเป็นสุดยอดเชฟรุ่นใหม่แห่งเอเชีย

14 ปีต่อมา เธอเป็นเชฟหญิงไทยคนแรกที่ได้รางวัล Three Knives จากเวที World’s Best Chef Award โดยมอบให้เชฟที่เชี่ยวชาญการทำอาหารในระดับสูงสุดทั่วทั้งโลก

เชฟแพมปรากฏตัวในชุดเชฟ ทะมัดทะแมง เป็นกันเอง จนเราเข้าใจแต่แรกเห็นว่าทำไมพ่อค้าแม่ขายในรายการถึงได้รักเธอนัก 

กับโพทง เธอตั้งใจนำเสนอเรื่องอาหารไทย-จีนผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ รสเค็มจากเกลือ รสเปรี้ยวจากของหมักดอง รสเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศ เนื้อสัมผัส และรสชาติจากการรมควัน กับข้าวสารเสก เธอตั้งใจนำเสนออาหารผ่านวัตถุดิบสำคัญ 5 อย่างของไทย ได้แก่ ข้าว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พริก และมะพร้าว อาจดูเหมือนตั้งใจ ร้านใหม่ของเธอเดินไปจากโพทงได้ใน 5 นาทีเช่นกัน 

นัดคุยกับเธอคราวนี้ ไม่ได้อยากถามว่าเชฟแพมประสบความสำเร็จได้ยังไง หรือเชิดชูเธอในฐานะเชฟชื่อดังดีกรีระดับโลกมากมาย 

แต่อยากคุยกับเธอในฐานะหญิงสาวที่เป็นทั้งแม่ของลูก ลูกของแม่ หัวหน้า ภรรยา ผ่าน 5 วัตถุดิบสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเธอมีรสชาติ

ข้าว

หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้

ถ้าข้าวเป็นเหมือนเสาหลักของอาหารไทย ในชีวิตของเชฟแพมก็คงเปรียบเหมือนพ่อแม่

“คุณพ่อเป็นคนใจดี เวลาเปิดหม้อหุงข้าวใหม่ ๆ จะมีความรู้สึกอบอุ่นใจ เขาให้ความรู้สึกแบบนั้น”

แพมโตมาในครอบครัวที่มีพ่อเป็น Chief Financial Officer บมจ.ผาแดงอินดัสทรี และแม่ผู้เป็นทายาทยาบำรุงสตรี ปอคุนเอี๊ยะบ๊อ เจ้าของตึก 100 กว่าปีที่ทายาทรุ่น 5 ปรับปรุงเป็นร้านอาหาร จึงไม่แปลกหากแม่ของเธอจะเป็นฝ่ายเข้มงวดกว่าพ่อมาก โดยเฉพาะมารยาทบนโต๊ะอาหารและระเบียบในบ้านที่เคร่งครัดเป็นที่สุด เพราะแม่เชื่อว่าก่อนจะออกไปทำกิจการใหญ่ ในบ้านต้องเรียบร้อย

นอกจากทำให้เธอเป็นคนไม่เท้าศอกบนโต๊ะแล้ว แม่ยังทำให้แพมหลงรักการเข้าครัวตั้งแต่ยังเล็ก

“จําได้ว่าคุณแม่สอนทํามายองเนส สอนหั่นหอม สอนทําขนมถ้วยฟู แต่ก่อนเขาจะซื้อหนังสือ Cookbook เยอะมาก เพราะไม่มียูทูบสอนทําอาหาร เขาก็ลองสูตรไปเรื่อย แพมก็คอยอยู่กับเขา”

อาหารจานแรกในความทรงจำคือผัดมาม่าฝีมือเด็ก 10 ขวบ ที่จำได้ดีเพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอลงมือต้มน้ำเอง ผัดเอง ปรุงเอง แล้วพ่อแม่กินจนหมดจาน กระนั้น เด็กหญิงแพมก็ชื่นชอบการทำขนมมากกว่า ถึงขนาดเป็นผู้ประกอบการตัวน้อยที่ทําขนมขายเพื่อนแม่ ได้กําไร 10 บาท 20 บาทพอให้คุยโม้กับเพื่อน

ระหว่างนั้นเธอก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ทดลองมีงานอดิเรกหลายอย่าง ทั้งเรียนบัลเลต์ เรียนเปียโน ฝึกเป็นช่างทําเล็บสมัครเล่น สิ่งหนึ่งที่ทุกอย่างมีร่วมกันคือเป็นงานสร้างสรรค์ที่ใช้มือเป็นสำคัญ 

เมื่อถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัย ครอบครัวที่ไม่เคยกำหนดเส้นทางให้ลูกเดินก็ปล่อยให้แพมเลือกเอง ลูกสาวที่ไม่เคยถามตัวเองว่าอยากเป็นใครก็เลยเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตามเพื่อนไปอย่างนั้น

2 ปีแรกเต็มไปด้วยความสนุกสนานตามประสาเด็กวัยรุ่นกับเพืื่อนใหม่ แต่ 2 ปีหลังเริ่มไม่ใช่ เพราะเธอคิดอยากตามหาตัวเองขึ้นมา 

แพมขอแม่ไปเรียนพิเศษทำขนมที่สถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ควบคู่กับการเรียน สาวที่ชื่นชอบการทำขนมเป็นทุนเดิมก็ติดใจจนขอเรียนเพิ่มอีกเทอมได้ไม่ยาก

แต่ฟังดูเหมือนโชคชะตาฟ้ากำหนด จำนวนคนเรียนไม่เพียงพอจะเปิดคลาสทำขนม อาจารย์จึงเสนอให้เธอไปลองเรียนทำอาหารดู

“โอ้โห รู้สึกว่าใช่เรากว่าเยอะ” เธอเล่าให้ฟังด้วยแววตาเป็นประกาย แม้มันจะไม่ใช่การทำอาหารด้วยความรักกับแม่ที่บ้านอีกต่อไป แต่เป็นการเผชิญหน้ากับเตาไฟร้อน ๆ และแรงกดดันมหาศาล

คนอื่นอาจรับไม่ไหว แพมเลือกจะพุ่งเข้าใส่

เพราะพ่อมักจะพูดเสมอว่าไม่เป็นไร ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้สักวัน

เธอยึดมั่นคำสอนนั้นราวกับเข็มทิศชีวิต

น้ำตาลปี๊บ

สารให้ความหวานที่เชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน

“น้ำตาลปี๊บน่าจะเป็นแฟน ไม่ได้หวานโดดเหมือนน้ำตาล แต่มีความปะแล่ม ๆ”

เชฟแพมให้นิยามความสัมพันธ์ของเธอกับ ต่อ-บุญปิติ สุนทรญาณกิจ คู่ชีวิตที่ครองรักกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยไว้แบบนั้น 

เป็นสารให้ความหวานตามธรรมชาติที่เชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ปรับสมดุลกับความเผ็ด ความเปรี้ยว และความเค็ม ไม่เพียงเติมเต็มชีวิตของเธอให้สมบูรณ์ แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดที่ทำให้การเปิดร้านอาหารเกิดขึ้นจริง

เชฟแพมฝันอยากแต่งงานตั้งแต่เด็ก เพราะเชื่อว่าการมีครอบครัวจะทำให้ไม่ต้องคอยจีบกัน หรือต้องแต่งตัวสวย ๆ เอาใจกัน ความรักของเธอคือความรักที่อยู่ด้วยความเข้าใจ อยู่ด้วยการสื่อสาร และความอะลุ่มอล่วย 

รสชาติปะแล่มที่เธอหมายถึง คือบทบาทการทำงานร่วมกันที่เต็มไปด้วยปัญหาไม่ลงรอย แต่นั่นก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าควรหย่อนเมื่อไหร่ ไม่หย่อนเมื่อไหร่ 

ใครจะรู้ เฮดเชฟผู้จริงจังกับการควบคุมคุณภาพของอาหารทุกกระเบียดนิ้ว ยอมให้คนรักตัดสินใจทุกเรื่องสำคัญในชีวิต 

“พี่ต่อเขามีความเป็นผู้นําสูง การตัดสินใจเรื่องธุรกิจมีความเด็ดขาด งานแต่งงานเขายังตัดสินใจ แพมไม่ทำอะไรเลยนะคะ ดูแค่เรื่องอาหาร เขาตัดสินใจทุกอย่าง 

“แพมไม่อยากตัดสินใจอะไรเยอะ เพราะกลัวเครียด ถึงแม้จะเป็นเรื่องแต่งงานตัวเองก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเที่ยว การเดินทาง ยันโรงเรียนลูก โรงพยาบาลลูก เขาจัดการหมด”

แม้ชีวิตดูจะไปได้สวย แต่บททดสอบความสัมพันธ์ก็มาในรูปแบบของการหาสมดุลระหว่างการเป็นแม่ที่ดีของลูกและภรรยาที่ดีของสามี ซึ่งเชฟแพมยอมรับว่าเธอเองก็บกพร่อง 

“แฟนบอกตลอดว่าเวลาสำคัญสําหรับเขา แพมก็ต้องแบ่งเวลาเลยค่ะ พี่ต่อจะได้ทุกวันพุธ เขาอยากทําอะไรเราต้องทํา อยากตีกอล์ฟ เราไป อยากไปเที่ยว เราไป อยากกินเหล้า เรากิน ส่วนวันอาทิตย์เป็นของแพมที่จะพาลูกกับแฟนไปทำกิจกรรมที่เราอยากทำด้วยกัน”

แล้วคนที่พยายามไม่ตัดสินใจอะไรเลยรู้ได้ยังไงว่าต้องเป็นคนนี้ – เราโยนคำถาม

นอกจากคำตอบที่ว่าพี่ต่อเป็นคนเก่งที่ฝากฝังชีวิตได้ เธอบอกว่าทุกคนย่อมมีลางสังหรณ์ว่าคนนี้แหละใช่

ไม่ใช่สมองออกคำสั่ง แต่เป็นความรู้สึกจากหัวใจ

น้ำปลา

วัตถุดิบที่ชูรสให้ชีวิตซับซ้อนและลึกซึ้งขึ้น

เชฟแพมบอกว่าลูกคือน้ำปลาของเธอ

เด็กหญิงภิฌาร์ อายุ 4 ขวบ เกิดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวในตอนที่ร้านโพทงกำลังใกล้คลอด

เชฟแพมฝันอยากมีลูกมาตลอดก็จริง แต่การทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเปิดร้านใหม่ ทำให้เธอไม่พร้อมจะเป็นแม่ใคร

“เราเกือบไม่อยากเป็นเชฟอีกแล้ว เหนื่อย คิดอะไรไม่ออก คิดเมนูไม่ออก รู้สึกว่าท้องแล้วทําไมไม่ได้อยู่บ้านเหมือนคนอื่น ทําไมต้องเดินขึ้นบันได 5 ชั้น” หากใครเคยมาโพทงย่อมรู้ดีว่าบันไดของตึกเก่าสูงชันกว่าบันไดทั่วไปมากแค่ไหน

อาจเป็นเพราะฮอร์โมนคนท้องที่ทำให้คิดหันหลังให้อาชีพ แต่เธอบอกว่าคนเป็นเชฟจะหมดไฟบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา โชคดีที่ไฟของเธอไม่มอดดับไปเสียก่อน กลับลุกโชนขึ้นมาใหม่จนพาโพทงติดดาวมิชลินทันทีในปีแรกที่ร้านเปิด พ่วงกับได้รับรางวัล Opening of the Year เป็นคนแรก

ความสำเร็จพาโอกาสมาให้เธอมากมายนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่เธอเสียดายที่สุดคือเวลาที่ได้อยู่กับลูก

“เขาโตเร็วมาก ตอนนี้พูดภาษาอังกฤษได้แล้ว เราเสียดายที่ไม่ได้อยู่กับเขาทุกช่วงเวลาที่เขาเติบโตขึ้น แต่มันเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว เพราะเราอยากเป็นผู้หญิงทํางาน

“เสียดาย แต่ถามว่าให้ย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนไหม ก็คงไม่”

วิธีการเลี้ยงลูกของเชฟแพมไม่ต่างจากที่แม่เลี้ยงเธอมากนัก คือปล่อยให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง โดยสอนให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควรควบคู่กันไปด้วย

“บางทีการเลี้ยงลูกก็เหมือนการบ่มเขาด้วย ไม่ต่างอะไรกับน้ำปลาที่กว่าจะรสชาติซับซ้อนแบบนี้ได้ก็ต้องมีการบ่ม อยากให้ลูกโตมายังไงก็ทำเหมือนกัน”

เธอบอกเราว่ากําลังวางแผนจะมีลูกคนที่ 2 ในปีนี้

ลูกมาพร้อมกับการเปิดร้านใหม่อีกแล้ว – เราพูดแกมหยอก

เชฟแพมพยักหน้าตอบ พร้อมเสียงหัวเราะดัง

พริก

ความร้อนแรงที่ทำให้รู้สึกมีชีวิต

รสชาติเผ็ดร้อนในชีวิตจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการเป็นเชฟ 

สำหรับเชฟแพม มันไม่ใช่แค่พริกเผ็ด แต่ยังหมายความถึงพลิกผัน เพราะเส้นทางของเธอในอาชีพนี้มีแต่เรื่องน่าตื่นเต้น บางอย่างก็มาเร็วเกินไปจนตั้งตัวไม่ทัน

เธอชอบท้าทายตัวเอง ชอบเอาชนะ จะเรียกว่าเชฟแพมเติบโตมาจากการแข่งขันก็ว่าได้ หากให้ไล่รางวัลทั้งหมดคงเสียเนื้อที่ไปหลายบรรทัด แต่นั่นเป็นทางลัดที่ทำให้เธอเก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด และทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างไปโดยปริยาย

“ตอนที่ได้รับรางวัลก็มีโอกาสดี ๆ เข้ามาเยอะมาก ให้เราไปเปิดร้านที่นู่นที่นี่ ถามว่าดีไหม ก็ดี แต่ถ้าเรารับทุกโอกาสแล้วก็ไปเปิดร้านเยอะแยะไปหมด สิ่งที่เรามี สิ่งที่ทําให้เราได้รางวัลต่าง ๆ ก็จะสลายหายไป” 

เชฟแพมชอบทำอาหารเพราะแม่ เลือกเรียนเลอ กอร์ดอง เบลอ ด้วยตัวเอง มีโอกาสไปเรียนทำอาหาร CIA (The Culinary Institute of America) และทำงานกับ Jean-George เจ้าของร้านอาหารรางวัลมิชลิน 3 ดาว ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

มากกว่าได้วิชาทำอาหารจากปรมาจารย์ เชฟแพมได้สัมผัสรสชาติชีวิตการเป็นเชฟที่เผ็ดจนร้องไห้ 

นั่นทำให้เธอรู้ว่าอยากกลับมาเป็นเชฟแบบไหนในบ้านเกิด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอปรากฏตัวบนจอแก้ว

ทำไมความสําเร็จที่ได้มามากมายในวัย 20 ต้น ๆ ถึงทำให้คุณเป็นคนถ่อมตัว

ตอนเด็ก ๆ แพมไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้นเลย ไปทํางานที่นิวยอร์กเราร้องไห้ทุกวัน รับวัฒนธรรมเขาไม่ได้ โทรหาแม่ว่าอยากกลับบ้าน เขาบอกว่า เดี๋ยวก่อน มีหลายคนอยากจะมายืนจุดนี้ที่ได้ไปทํางานร้านมิชลิน 3 ดาว พอลองทนไป 3 – 4 เดือน เราจิตแข็งขึ้นเยอะมาก เป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองแล้วก็พยายาม

ตอนนั้นความสำเร็จของเราหมายถึงความภูมิใจที่เราเลือกถูกทาง 

ตอนนี้ความสำเร็จของเรายังมีความหมายเหมือนเดิม แต่เราทำสําเร็จด้วยทีมที่มันใหญ่มาก ๆ เราภูมิใจกับคนข้างหลังอีกหลายคนที่ไม่ได้ขึ้นไปรับรางวัลกับเราด้วย

ส่วนมากรายการแข่งขันทำอาหารจะดุเดือด ร้อนแรง เชฟหลายคนเป็นที่จดจำเพราะความเข้มงวด แต่เชฟแพม…

ดูไม่ใช่เชฟแบบนั้น (ใช่ เพราะอะไร)

ในทีวีก็เรื่องหนึ่ง แต่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่อยากทํางานในบรรยากาศแบบนั้น แล้วแพมเชื่อว่าการสอนหรือการกระตุ้นทำได้หลายแบบ ไม่ได้บอกว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด แต่แพมอยากเป็นเชฟที่คอยอธิบาย ไม่ดุครั้งแรก เพราะทุกคนพลาดได้

สิ่งที่แพมรับไม่ได้คือการที่รู้ว่าผิดแต่ก็แอบทํา รู้ว่าไม่ดีแต่แอบเสิร์ฟ แต่ถ้าผิดเพราะเก่งไม่พอ ประสบการณ์ไม่เยอะ แพมอยากสอนเขามากกว่าไปจี้เขา

เชฟรุ่นใหม่หรือลูกมือแบบไหนที่เชฟแพมชอบ

ชอบคนจิตใจดี ชอบคนพูดไม่เยอะ สังเกตว่าในครัวแพม ทุกคนพูดไม่ค่อยเยอะ 

แล้วก็ชอบคนที่จริงจังกับสิ่งที่เขาสนใจ อยู่ในวงการนี้เราต้องมีมาตรฐานสูง ไม่ทำให้ลูกค้าผิดหวัง 

การทำรายการทีวีถือเป็นหมุดหมายหนึ่งในชีวิตไหม

ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ (หัวเราะ)

สมัยเด็ก ๆ แทบไม่มีเชฟในทีวีเลย ไม่ได้คิดถึง และไกลเกินกว่าที่จะคิดว่าตัวเองเป็นได้ พูดจริงนะ เลยคิดว่าเป็นเพราะโชค กลับจากสหรัฐฯ ก็มีคนติดต่อมาให้เป็นกรรมการรายการ TOP CHEF Thailand เราไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด จําอะไรก็ไม่ได้ ทําไมเราถึงได้รับมอบหมายสิ่งนี้

ตอนแรกที่ถ่ายทํายากมาก สคริปต์มีประมาณ 6 หน้าแต่พูดไม่ออก แข็งเป็นหิน อยากจะพูดนะแต่จังหวะมันไม่ได้ ไม่รู้จะไปแทรกตอนไหน ส่วนตอนนี้กองถ่ายกลายเป็นบ้านเรา

โดยเฉพาะ The Restaurant War Thailand เป็นรายการที่จริงที่สุดแล้วตั้งแต่เคยถ่ายมา ไม่มีสคริปต์ เป็นตัวตนเราที่สุด ที่สำคัญคือไม่ต้องแต่งตัวสวย ใส่ชุดเชฟที่เราถนัด ไม่ต้องใส่ส้นสูงตอนถ่าย บางรายการต้องใส่ส้นสูง เราเปลี่ยนเป็นแตะตลอดเลย เพราะไม่ชิน 

ชีวิตนักล่ารางวัลของเชฟแพมจะไปจบที่ตรงไหน 

นั่นสิ 

ตอนนี้ยังมีความสุขกับการทํางาน การเปิดร้าน การพัฒนาทีม 

ที่เรามาอยู่จุดนี้ได้ไม่ใช่เพราะเก่งกว่าคนอื่น คนเก่งมีเยอะมาก แต่เราโชคดีที่ได้รับความรักจากผู้ใหญ่ และอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ปะติดปะต่อกันจนเป็นเราทุกวันนี้ 

จุดจบอาจจะเป็นการเปิดร้านอาหารแถวบ้าน ตรงนั้นไม่มีตึกสูงเลย แล้วก็ทําสวน ตื่นขึ้นมาอยู่ที่ร้าน ได้เอนจอยกับชีวิต ได้อยู่กับลูก

เป็นความสุขที่เรียบง่ายมากขึ้น

เรียบง่าย ใช่ 

มะพร้าว

วัตถุดิบสารพัดประโยชน์ที่ถูกมองข้าม

“อย่างสุดท้าย มะพร้าวเหรอ…”

เธอเลือกอธิบายสรรพคุณของมันก่อน ต่างจากวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ตอบได้โดยทันที

“มะพร้าวลูกเดียวทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกะทิ น้ำมะพร้าว เอาเปลือกมะพร้าวไปเผาเป็นฟืน แล้วก็มีความยืดหยุ่น บางคนอาจคิดว่ามะพร้าวไม่สําคัญ แต่มันอยู่ในอาหารไทยเกือบทุกเมนู…”

เราฟังดูแล้ว นึกถึงใครอื่นนอกจากตัวเธอเองไม่ได้

“จริงด้วย” เธอขานรับว่องไว “เราเป็นทั้งแม่ ภรรยา ลูก ลูกสะใภ้ เจ้าของกิจการ หัวหน้า และลูกน้องของสามี 

“จริง มะพร้าวคือแพม” เธอย้ำคิด ลอบพึมพำกับตัวเองที่นึกไม่ถึง “มีประโยชน์ อ่อนข้างใน แต่บางทีก็แข็ง”

แพมบอกว่าสรรพคุณสำคัญของมะพร้าวลูกนี้คือความจริงใจ แต่ข้อเสียคือคุณจะไม่ได้ใช้เวลากับมันคนเดียว เพราะต้องคอยแบ่งประโยชน์ที่มีให้กับคนที่ต้องการอยู่เสมอ

ใน 1 ปี เธอได้เจอเพื่อนสนิทประมาณ 3 ครั้ง แต่ต้องดูแลทีมงานกว่า 70 ชีวิตทุกวัน ยิ่งแล้วใหญ่กับคนที่พยายามสร้างกัลยาณมิตรด้วยการสร้างครอบครัว ทำสภาพแวดล้อมให้ดีพอจะรักษาคนคุณภาพเอาไว้ ครัวของเธอจึงเปี่ยมสุขและเต็มไปด้วยลูกมือที่ไว้ใจได้

เวลาน้อยนิดที่แพมเหลือให้ตัวเองคล้ายจะเป็นรางวัลที่แท้จริงของชีวิต

แพมปล่อยเวลาไปกับการนอนเอกเขนก ไม่ทำอะไรมากไปกว่าการต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปง่าย ๆ โดยไม่ต้องคิดว่าอยากกินอะไร 

“จะดีใจมากถ้าวันนั้นได้กินบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปใส่ไข่ แล้วก็ได้ดูทีวีกับแฟน ไม่ต้องทําอะไรเลย”

Secret Ingredient

น้ำเปล่า

คุยเรื่องวัตถุดิบกันมาเยอะ คิดว่ารสชาติไหนที่ยังขาดอยู่ในชีวิต

เมื่อกี้คิดได้ 1 อย่างแต่ไม่รู้จะแปลงเป็นคำพูดยังไง

แพมคิดถึงน้ำเปล่า

น้ำเปล่าขับเคลื่อนชีวิตเรา เป็นอะไรที่เรียบง่าย เกิดมาก็ต้องกิน 

ในชีวิตนี้ เราอยากอยู่นิ่ง ๆ โปร่งใส ไม่มีตะกอน ไม่คิดอะไรเยอะ ซึ่งยังทำไม่ได้

เรายังขาดน้ำเปล่าในชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล