9 กันยายน 2024
4 K

กระเบื้องวัดอรุณฯ เหล็กรางรถไฟ สัญลักษณ์ของรัชสมัยแห่งความรุ่งเรือง หลังจาก รัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากประพาสยุโรป พระองค์ทรงนำความเจริญด้านต่าง ๆ มาพัฒนาบ้านเมือง เปิดสยามประเทศต้อนรับการค้าขายจากต่างชาติ

กระเบื้องวัดอรุณฯ เหล็กรางรถไฟ เลนส์กล้อง ขวดแก้ว ยาฝรั่ง เครื่องจักรทันสมัย คือส่วนหนึ่งของสินค้านำเข้าโดย ‘บี.กริม’ ผู้สรรหาสินค้าจากฝั่งตะวันตกในยามที่ประเทศไทยยังผลิตเองไม่ได้ เกิดเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและเยอรมนี กว่า 145 ปีที่ บี.กริม ถือกำเนิดและเติบโตในเมืองไทย ขยายงานด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณสุข จนกลายเป็นองค์กรธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

ยังมีวัตถุโบราณอีกมากมายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นก่อน อวดโฉมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชั้นล่างของสำนักงานใหญ่ บี.กริม เรื่องราวของทุกชิ้นถูกบอกเล่าสุดพิเศษ เนื่องจากวันนี้ ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ทุกคนต่างเรียกว่า คุณลิงค์ ได้พาเราเดินชมแบบเฉพาะกิจ “อันนี้คนเรียกว่ากระโถน บี.กริม สมัยก่อนต้องวาดที่ไทยแล้วส่งไปเผาที่ยุโรป” คุณลิงค์เล่า พลางชี้ไปที่กระโถนจิ๋วสีพาสเทลอายุกว่าร้อยปีที่เก็บรักษาอย่างดีในตู้กระจก

คุณลิงค์หยุดดูรูปถ่ายขนาดใหญ่ รูปตึกที่ถูกทุบทิ้งไปแล้วในปัจจุบัน แต่ห้าง บี.กริม แอนโก แห่งนี้ ครั้งหนึ่งเคยตั้งตระหง่านอยู่ที่ประตูสามยอด ประดับตราอาร์มพระราชทานของราชวงศ์ 4 พระองค์ และเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับตราพระราชทานทั้ง 4 ตรา จากวันที่เภสัชกรชาวเยอรมัน แบร์นฮาร์ด กริม หลงรักและปักหลักสร้างครอบครัวในเมืองไทย บี.กริม ผ่านการบริหารงานโดยสมาชิกตระกูลลิงค์มาแล้ว 3 รุ่น และกำลังย่างเข้าสู่รุ่นที่ 4 

บทสนทนาเริ่มแรกหลังการจิบกาแฟไม่ได้ตั้งใจจะถามถึงอายุ แต่เมื่อถามคุณลิงค์ว่าอยู่กับ บี.กริม มากี่ปีแล้ว 

“69 ปี ใกล้จะ 70 ปีแล้วด้วย เพราะปีนี้อายุจะ 70 แล้ว (หัวเราะ) คนเป็นลูกเจ้าของธุรกิจก็ต้องอยู่กับธุรกิจนั้นมาทั้งชีวิต แต่ถ้านับเวลามาทำงานในบริษัทก็จะเข้าปีที่ 46 แล้ว”

จากอายุที่ล่วงเลยตัวเลขเกษียณของคนไทยมาไกล จึงอดถามเรื่องแผนการส่งต่อธุรกิจไม่ได้ คุณลิงค์เคยวางแผนช่วงเวลาที่จะส่งต่อให้ลูก แต่ลูกสาว คุณคาโรลีน ลิงค์ บอกว่าอย่าคิดแบบนี้ อย่าคิดว่าเป็นการส่งมอบ เพราะลูกก็อยากทำกับพ่อ ไม่ได้อยากทำคนเดียว ส่วนลูกชาย คุณเฟลิกซ์ ลิงค์ ชอบธรรมะ ทำสมาธิ จึงช่วยในบางส่วน แต่ไม่ได้มีแผนมารับช่วงต่อ คุณลิงค์เล่าว่าสิ่งที่พ่อลูกคุยกันตลอดคือ “อยากสร้างบริษัทให้เป็นสถาบันแท้ ๆ ให้ผู้บริหารทำงานและมีกรรมการที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันลูกสาวก็เป็นกรรมการมากกว่าเป็นผู้บริหาร”

การเป็นสถาบันหรือ Institution คืออะไร

หมายถึง องค์กรที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง 

ภาษาละตินมีคำว่า Perpetuüm Mobile แปลว่าความสามารถที่ให้มันขับเคลื่อนไปต่อได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใส่พลังงานใหม่เข้าไป ในทางฟิสิกส์ยังทำไม่ได้ แต่ในทางธุรกิจผมมองว่า แม้คนจะเปลี่ยน แต่องค์กรก็ยังไปต่อได้ ในเยอรมนีก็มีหลายบริษัทที่อยู่มาหลักร้อยปี

คำที่ผมชอบมากกว่า Sustainability คือคำว่า Stewardship (การรับช่วงต่อ) เรามีหน้าที่สร้างองค์กรให้ดีขึ้นแล้วส่งต่อ โดยต้องไม่คิดว่าองค์กรคือเรา แต่องค์กรคือสถาบัน 

บี.กริม อยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 1878 ตอนแรกเราคิดถึงเรื่องสุขภาพ อยากให้คนไทยมีสุขภาพกายดี เราก็ผลิตยาด้วยการเปิดร้านสยามดิสเป็นซารี่ ร้านปรุงยาตำรับตะวันตกแห่งแรกในสยาม อยากให้คนสุขภาพดี รวมถึงสุขภาพจิตดี จึงได้สร้างวัดมูลจินดารามเพื่อช่วยให้ผู้คนบริเวณที่ขุดคลองรังสิตในสมัยนั้นมีศาสนสถานประกอบพิธี อยากให้คนมีข้าวกิน เราก็สร้างคลองรังสิตความยาว 1,500 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ขณะนั้น เราอยากอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของคน ให้มีพลังงานใช้ เมื่อรัฐบาลไทยให้โอกาสภาคเอกชนทำพลังงานเอง เราก็ก้าวเข้ามาผลิตไฟฟ้า ผลิตไบโอดีเซล ไปจนถึงผลิตเครื่องปรับอากาศ ถ้าไม่มีแอร์ก็ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ สังคมก็ไม่เกิดการเรียนรู้จนถึงทุกวันนี้ 

เราไม่ได้ยึดติดว่าต้องค้าขายสิ่งเดิม บางครั้งรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป เป็นตัวแทนจำหน่ายบ้าง เป็นผู้ร่วมทุนบ้าง เป็นผู้ผลิตเองบ้าง ตอนนี้มีธุรกิจหลากหลายประเภททั้งพลังงาน อุตสาหกรรม สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ คมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งที่เราไม่อยากเปลี่ยน คือความโอบอ้อมอารีเพื่อสร้างความศิวิไลซ์ สร้างประโยชน์ให้สังคม ให้ธรรมชาติ และแนะนำให้คนที่อยู่ในองค์กรทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปด้วย

ร้อยกว่าปีของ บี.กริม ที่เป็นตัวอย่างของธุรกิจยั่งยืน แต่ทำไมถึงไม่เห็นด้วยกับคำว่า Sustainability

ผมว่าเราไม่ควรใช้คำว่า Sustainability เพราะความหมายของ Sustain คือการอยู่แบบเดิม ทำให้คงเดิมไว้ ซึ่งมันไม่มีจริงหรอก 

ถ้าเราต้องการโลกแบบเดิม ธรรมชาติแบบเดิม เราก็คงต้องอยู่ในป่า มนุษย์ยุคนี้คงไม่มีใครอยากอยู่ในป่าและอยู่ไม่รอดด้วย

อีกอย่าง โลกปัจจุบันที่เราใช้กันมาถึงจุดนี้มันดีแล้วหรือ ถ้าเราอยู่กันแบบเดิม โลกก็ไม่มีทางดีขึ้น ในเมื่อแบบเดิมมันไม่ดีแล้ว เราก็ต้องพัฒนาต่อ

มีพระเนปาลท่านหนึ่ง (พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ : อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ท่านบอกว่า 2 คำที่แปลกมากเวลาเอามารวมกันคือคำว่า Sustainable Development 

ตกลงต้องการอะไรกันแน่ จะอยู่แบบเดิม หรือ ไปข้างหน้า

เราต้องพัฒนาโลกให้ใช้กันต่อไปได้ ทุกคนอยากมีบ้านที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง อยากกินอาหารที่ปลอดภัย เราจึงต้องหาความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการดูแลโลก เช่นเดียวกับการบริหารองค์กร เมื่อเราอยากให้องค์กรดีขึ้นทุกวัน เราก็ต้องทำให้ตัวเองเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน ปรับปรุงความคิด ปรับการทำงาน ให้เกิดเป็นสถาบันที่แข็งแกร่ง

ใช้กับชีวิตได้ด้วยไหม คุณลิงค์เห็นด้วยกับคำว่า Work-life Balance หรือเปล่า

ใช่ เราต้องหาความสมดุลในชีวิตก็เหมือนกัน แต่คำว่า Work-life Balance เป็นคำที่แปลกมาก

งานไม่ใช่ชีวิตหรือ ถ้าเราชอบสิ่งที่ทำ มันจะทำให้เราได้เรียนรู้ตลอด ให้ชีวิตได้พัฒนาตนเองต่อ แต่หากเราบอกว่างานไม่ใช่ชีวิต การมีชีวิตคือการได้ดูทีวีงั้นหรือ 

คนเยอรมันมีคำว่า Freizeit หรือเวลาอิสระ แน่นอนว่า ‘เวลานอกการทำงาน’ นั้นมีได้ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เวลาว่างไม่ได้หมายถึงชีวิต

แต่ถ้าคนที่ไม่เจองานที่ชอบ มีคำแนะนำยังไง

บางคนก็น่าเห็นใจนะ เขาไม่หาวิธีการที่จะทำให้ชีวิตมีทางเลือก ทางเลือกไม่ได้มาวันนี้พรุ่งนี้ แต่เกิดจากการสร้างขึ้นมา หลายคนที่รวยก็เกิดจากการเป็นลูกจ้างทำงานหนัก ประหยัดอดออม

  คนงานก่อสร้างเป็นอาชีพที่น่าเห็นใจ ทำงานหนักทั้งวันแล้วก็อยากปล่อยตัวให้ว่างบ้าง กินเบียร์ สูบบุหรี่ สุดท้ายเขาจะหนีจากชีวิตนี้ไม่ได้ เพราะใช้เงินไปหมดแล้ว แต่คนทำงานก่อสร้างก็ค่อย ๆ เพิ่มทางเลือกให้ตัวเองได้ สมมติว่าไปทำงานในสวน อย่างน้อยก็ช่วยพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมสีเขียว ช่วยผ่อนคลายขึ้นได้ คนที่ขาดการศึกษาก็จะมีโอกาสจำกัด ส่วนคนที่มีการศึกษาก็เลือกงานได้มากขึ้น ดังนั้น คนที่มีหน้าที่การงานฐานะดี ต้องมีหน้าที่สนับสนุนคนอายุน้อย คนรายได้น้อย ให้เขาหางานที่ชอบ ตอนนี้ บี.กริม ดูแลพนักงาน 4,000 กว่าคน เราก็ให้ทุกคนได้ทำงานแบบมืออาชีพ

  สิ่งที่ผมอยากฝากไปถึงคนอายุน้อยคือลืมคำว่า Work-life Balance ไปก่อน ให้ทำอะไรที่เหนื่อยไว้ก่อน ศึกษาหาความรู้เยอะ ๆ เมื่ออายุมาก ร่างกายไม่แข็งแรงก็ไม่ต้องเหนื่อยแล้ว ตอนหนุ่ม ๆ ผมก็ทำงานเหนื่อย เรียนหนังสือก็เหนื่อย อยากจะจบเร็วให้ได้ 3 ปีครึ่ง เพื่อรีบมาทำงาน ผมไม่ได้กลัวการทำงานเพราะงานคือส่วนหนึ่งของชีวิต แต่สมัยนี้ หลายคนกลับเลือกทำงานง่าย ๆ สบาย ๆ ตอนอายุยังน้อย เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เงิน 

  ณ วันนี้ เราให้เกียรติเงินมากเกินไป เราไม่สนใจว่าจะทำอะไร จะเป็นมาเฟียหรือโกงชาติ เมื่อเขารวย สังคมก็ยกย่องว่าเป็นคนเก่ง

คนดีกับคนเก่ง คุณลิงค์เลือกอะไร

ความดีกับความเก่งไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกัน

เราเลือก ‘คนดีที่เป็นคนเก่งได้’ แต่อย่าเลือกคนเก่งที่ขี้โกง

ในธุรกิจครอบครัว มีอีกคำที่มักตีความกันผิด คือเราต้องจ้างมืออาชีพ นั่นแปลว่าเจ้าของไม่ใช่มืออาชีพหรือ เจ้าของต้องเป็นมืออาชีพที่สุดสิ ไม่อย่างนั้นจะสร้างธุรกิจมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

Entrepreneur หรือเถ้าแก่ที่สร้างธุรกิจขึ้นมาเองกับมือ ผมมองว่าต้องมี 3 อย่าง 

มีหัวที่ดี

มีหัวใจที่ดี

มี Gut Feeling ที่ดี 

หัวที่ดีก็มาจากทั้งการศึกษา ไอคิว ตรรกะ และประสบการณ์ที่ดีก็ช่วย แต่บางคนที่รู้ทฤษฎีเยอะกลับปฏิบัติไม่สำเร็จ บางคนต่อให้มีประสบการณ์มากแค่ไหนก็ทำธุรกิจไม่สำเร็จ มันอยู่ที่ความสามารถของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง นักธุรกิจบางคนมองปราดเดียว เขาบอกได้ว่าอันนี้ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ซึ่งมันมาจากองค์รวมทั้งหมด 

หัวใจที่ดี ดูจากตรงไหน

บอกไม่ได้เหมือนกัน ผมก็ผิดหลายครั้ง ผมเคยเจอคนเล่นละครเก่งมาก อยู่กับผมนานมาก เลิกเล่นละครเมื่อ 3 ปีสุดท้าย ทั้งขี้โกง ขี้โกหก จนกระทั่งหลักฐานโผล่ มนุษย์เรามักมีความเชื่อใจกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เราถึงอยู่กันเป็นสังคม ถ้าเราคิดว่าทุกคนเป็นศัตรูกันหมด คงใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง กลัวคนมาทำร้ายกันตลอดเวลา ผมอยากเข้าใจคน อยากอยู่กันแบบโอบอ้อมอารี ผมเลยอ่านหนังสือเรื่องพวกนี้เยอะ

  เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าผู้หญิงจะได้เปรียบผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีสัญชาตญาณที่ดีกว่า เวลาผู้หญิงกับผู้ชายไปด้วยกันจะประสบความสำเร็จมากกว่า เช่น รปภ. ในโรงงานที่ต้องตรวจตราความปลอดภัย ควรเลือกหญิงกับชายไปทำงานด้วยกัน เพราะเขาสังเกตกันคนละอย่าง มีอีกงานวิจัยที่เขาเคยสำรวจในสหรัฐอเมริกาว่าหลายองค์กรไม่ได้ตั้งใจให้ผู้หญิงได้เงินเดือนต่ำกว่า แต่ว่าผู้ชายเจรจาหนักกว่าในตอนต้นทำให้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่า แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก บี.กริม เราก็ไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นหญิงหรือชายอยู่แล้ว เลือกตามความสามารถ

คุณลิงค์ชอบเป็นกัปตันทีมไหม

ผมชอบให้องค์กรไปได้ดี องค์กรเป็นได้ตั้งแต่ประเทศ บริษัท ทีมกีฬา

เวลาเล่นโปโล ปกติเราจะให้คนเก่งที่สุดเป็นกัปตันทีม แต่ความสำคัญของกัปตันทีมไม่ใช่อยู่ที่การจัดการภายในทีมนะ เป็นการสื่อสารกับกรรมการต่างหาก เพราะกรรมการจะพูดเฉพาะกับกัปตันทีม หลายครั้งผมเลยถูกเลือกให้ไปเป็นกัปตันทีม เพราะผมเก็บอารมณ์ได้ดีกว่า เพื่อนร่วมทีมคนอื่นจะโมโหง่าย (หัวเราะ)

ส่วนการเป็นผู้นำองค์กร ผมชอบให้มีคนที่เก่งกว่าผมเป็นหัวหน้า ตอนผมเป็นอนุกรรมการฝ่ายบุคลากรที่สภากาชาด มี คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ เป็นหัวหน้า ท่านเก่งมาก ผมสบาย ผมออกความคิดเห็น คุณหญิงรับผิดชอบนำทีม

หลายครั้งหลายโอกาสที่ผมได้เป็นอุปนายกหรือรองประธาน สบายยยย 

ผมให้ความคิด ผมให้เงินทุน ผมไม่ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อประธานออกแล้วให้ผมทำแทน ทีนี้เหนื่อยเลย เพราะเวลาผมเป็นจะชอบทำจริงจัง ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ เราอยากให้องค์กรไปได้ดี ก็จะคิดอยู่เสมอว่าขาดอะไร ต้องปรับปรุงอะไร เวลาเป็นเบอร์ 1 ก็จะเหนื่อย แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์ก็ดีใจ

ผมเป็นผู้ตามได้ดี ถ้ามีผู้นำเก่งที่เราไว้ใจ แต่ถ้าผู้นำไม่ตรงไปตรงมา ไม่พัฒนาองค์กร ผมก็ไม่อยากเป็นผู้ตาม แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำแทนเขาด้วย บางองค์กรถ้าผมไม่อยากเป็นก็ออก

ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นผู้บริหาร เหนื่อยที่สุดคือบริหารคน

ผมรู้สึกว่าไม่เหนื่อย เราต้องเอาองค์กรไปก่อนว่าจะไปทางไหน ตั้งเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ แล้วก็ต้องหาทางให้ทุกคนไปตามนั้น 

หลังจากคุณลิงค์ค่อย ๆ วางมือเรื่องงาน อยากให้เวลามากขึ้นกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ

สำหรับธุรกิจ ผมอยากจะเข้าใจเรื่อง AI มากกว่านี้ ตอนนี้มีคนในบริษัทเรียนรู้เรื่องนี้ตลอดว่าจะใช้ประโยชน์จาก AI อย่างไร เพื่อให้คนไม่ตกงาน ถ้าเราเข้าใจ เราจะไม่ทำให้คนตกงาน อีกเรื่องหนึ่ง คือผมอยากทำเรื่องวิชาชีพแบบทวิภาคี ถ้าอยากให้คนจนหายไปจากสังคม ต้องให้เขาได้เรียนทั้งในโรงเรียนและบริษัท แบบที่ออสเตรเลีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย มีการเรียนการสอนเหมือนในมหาวิทยาลัย แต่ได้ไปเรียนที่บริษัทด้วย จบมาทำให้หางานได้เลยทันที

สำหรับตัวเอง ผมกำลังตามหาครูอยู่เหมือนกัน อยากจะพัฒนาจิตใจ หาวิธีการทำสมาธิที่ดีและพัฒนาคลื่นสมองให้ใช้งานได้เต็มที่ ผมกำลังทำตามวิธีหนึ่งเพราะอยากเปิดตาที่ 3 ให้เราสังเกตได้มากขึ้น รับรู้ได้ในสิ่งที่ตามองไม่เห็น ซึ่งช่วยในการบริหารองค์กรด้วยนะ เราต้องพยายามเข้าใจคน เข้าใจทิศทางองค์กร และสิ่งแวดล้อมรอบตัว 

ESG, CSR, BCG, ISO เรามีคำย่อตลอด ทำไมไม่ใช้หลักการของศาสนาพุทธ ความโอบอ้อมอารีที่อยู่ในทุกการกระทำจะทำให้เราทำอย่างถูกต้องโปร่งใส ไม่รวยเร็ว ไม่โกงจนองค์กรเจ๊ง 

ถ้าอยากพ้นทุกข์ ต้องไม่ตะกละ รู้จักความพอดี แต่ไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เราอยู่ทุกวันนี้จะต้องอยู่แบบนี้ต่อไป

โลกยังพัฒนาต่อไปเลย เราก็ต้องพัฒนาตนเอง

10 Things you never know

about Harald Link

1.  รู้สึกอย่างไรที่คนมอบฉายาว่า ‘ฝรั่งหัวใจไทย’

ดีใจ ยังไงคนเห็นหน้าผมก็เรียกฝรั่งอยู่แล้ว แม้จะเติบโตแบบคนเยอรมัน มีความเป็นเยอรมันในตัวเยอะ แต่ชอบที่มีหัวใจไทย เป็นหัวใจที่น่ารัก

2.  ทั้งปีอยู่ไทยกี่เดือน ชอบอยู่เมืองไทยเดือนไหน

ช่วงนี้เดินทางเยอะเพราะกำลังขยายธุรกิจ น่าจะอยู่ไทยครึ่งปีต่างประเทศครึ่งปี แต่เมื่อก่อนต้องอยู่เมืองไทยเดือนธันวาคม-มกราคมตลอด ช่วงหน้าแล้ง ฝนไม่ตก เล่นโปโลสนุก

3.  เวลาอยู่บนเครื่องบินนาน ๆ ชอบทำอะไร

ชอบนอน ชอบอ่านหนังสือ ชอบคิดถึงยุทธศาสตร์ คิดไปเรื่อย ๆ ว่าจะทำแผนธุรกิจอย่างไรต่อ

4.  กลับมาเมืองไทยแล้วต้องกินอะไร

อาหารทะเล ต้องไปพัทยา กินอาหารทะเลสด ๆ

5.  ชอบทำอาหารไหม

อยู่เมืองไทยไม่ต้องทำอาหารก็ได้ คนไทยเกือบทุกคนทำอาหารได้อร่อย

6.  เลี้ยงสัตว์ไหม มีตัวอะไรบ้าง

เลี้ยงม้าเกือบร้อยตัว แต่เลี้ยงไม่ง่าย เพราะเมืองไทยไม่ใช่อากาศที่เขาชอบ รู้ไหมว่าม้าอาเจียนไม่เป็นนะ เรื่องอาหารและการออกกำลังกายต้องเหมาะสม

7.  ชอบกีฬาอะไรอีกนอกจากโปโล

จะกลับมาเล่นเรือใบ เคยตกม้าแรง กระดูกหัก จนคุณหมอห้ามไม่ให้เล่นโปโลแล้ว

8.  ชอบช่วงเวลาไหนที่สุดในรอบวัน

ชอบ 5 โมงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตก ฟ้าสวย สวนสวย อากาศไม่ร้อน

9.  กลิ่นที่ชอบ อยากวางไว้ในห้องนั่งเล่น

ชอบกลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นมะลิมาก ทำให้รู้สึกดี

10.  วิธีนั่งทำสมาธิฉบับ Harald Link

ภายในชั่วโมงแรกของการตื่น จะทำสมาธิทันทีประมาณ 30 นาที


Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ