คิดเผื่อ ‘ผู้พิการ’ โดยการเปิดเวทีนำเอานวัตกรรมของเด็กรุ่นใหม่มาช่วยแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น นวัตกรรมที่ใช้คู่กับไม้เท้าซึ่งช่วยบอกผู้พิการทางสายตาว่าข้างหน้ามีสิ่งกีดขวาง
คิดเผื่อ ‘เด็กในโรงเรียนชายขอบ’ โดยการทำห้องสมุดดิจิทัลให้เด็กที่อยู่ห่างไกลโอกาส เพื่อให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ เพราะโอกาสทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญต่ออนาคตของชาติ
คิดเผื่อ ‘ประชาชนที่อยากเข้าถึงความรู้’ โดยจัดเวทีที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ความรู้เรื่อง Digital Transformation จนถึง Cyber Security จนมีคนลงทะเบียนมากกว่า 4,000 คน
คิดเผื่อ ‘คนที่กำลังหางาน’ โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพทางออนไลน์ที่ไม่ใช่แค่สอนวิธีการทำแล้วจบ แต่เน้นทำไปพร้อมกัน ตั้งแต่วิธีคิด ลงมือ และช่วยนำสินค้าไปวางขายในยุคดิจิทัล
คิดเผื่อ ‘ผู้นำ’ ให้ผู้บริหารปลดล็อกศักยภาพของผู้นำแห่งโลกดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ก้าวนำหน้าทันต่อการแข่งขันทางธุรกิจ
นี่คือตัวอย่างที่ AIS บริษัทซึ่งเป็นผู้นำเครือข่ายและเทคโนโลยีอัจฉริยะของไทย นำจุดแข็งอย่าง ‘เทคโนโลยีและดิจิทัล’ มา ‘คิดเผื่อ’ ถึงคนอื่น เพื่อหวังลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในชื่อ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ผ่านโครงการ AIS ACADEMY for THAIs
เวทีนี้เป็นศูนย์กลางการคัดสรรองค์ความรู้ระดับโลกทั้งในและนอกประเทศมาส่งต่อถึงประชาชน เพราะหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นผู้คนทั้งคนที่ได้รับโอกาสอยู่แล้วแต่กำลังหลงทางในยุคที่ข้อมูลบนระบบดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็วจนอาจตามไม่ทัน รวมถึงคนที่ยังไม่ได้รับโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้รับโอกาสนั้นอย่างเท่าเทียมมากขึ้นผ่านการมีอยู่ของเทคโนโลยี
การสร้างสังคมที่โอบล้อมไปด้วย Empathy อย่างหนึ่งที่ต้องมีคือการมีใจที่จะ ‘คิดเผื่อกัน’ และหากลองจินตนาการถึงโลกที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน ล้วนคิดเผื่อกันเสมอ หรือลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดเพื่อพัฒนาสังคมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน นั่นคงเป็นการขับเคลื่อนอนาคตที่น่าอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อทุกคนไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่คิดถึงเพื่อนร่วมสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายไปด้วย
“สมัยก่อน ถ้ามีเพื่อนบ้าน เราอาจจะซื้อขนมมาฝากกัน เวลาไม่อยู่บ้านก็ฝากดูบ้านได้ แต่ทุกวันนี้เพื่อนบ้านกลับเป็นคนที่เราไม่อยากเจอ สังคมไทยมีบางอย่างหายไป นั่นคือความคิดเผื่อกัน” นี่คือสิ่งที่ เจี๊ยบ-กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กรของ AIS เปรียบเปรยให้ฟัง และเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เธอสร้างภารกิจคิดเผื่อขึ้นมาตั้งแต่ปี 2019 และทำต่อเนื่องมาจนคว้ารางวัล Female Thought Leader of the Year จากเวทีระดับโลก The Stevie Awards 2025

ความเท่าเทียมรอบด้านที่ AIS อยากไปให้ถึง
ก่อนเริ่มคุย เราแสดงความยินดีกับรางวัลที่คุณกานติมาเพิ่งได้รับมาหมาด ๆ
เธอบอกว่าแม้ชื่อรางวัลจะเป็น Female Thought Leader of the Year แต่ตอนที่ลงมือภารกิจคิดเผื่อ เธอไม่ได้ทำเพื่อที่จะนึกถึงว่าจะต้องได้รางวัลในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะเธอทำงานทั้งหมดด้วยใจจริง ๆ
“ตลอดการทำงาน เรามีความเชื่อในเรื่อง Diversity อยู่ตลอด ในฐานะผู้หญิง เราพูดเสมอว่า เมื่ออยากได้ความเท่าเทียมหรืออยากได้รับการจดจำ เราย่อมไม่แสวงหาสิ่งที่เป็นสิทธิพิเศษ แต่เราเชื่อในการได้ทำหรือได้รับโอกาสที่เท่า ๆ กันกับคนทุกเพศ
“ความคิดแบบนี้มีมาเรื่อย ๆ แล้วเราก็สอดแทรกเข้าไปในการทำงาน เวลาพูดถึงความเท่าเทียม พี่ไม่ชอบการแปะป้ายใคร เพราะเป็นการกรีดแผลซ้ำรอย ฉะนั้น AIS จึงพูดเรื่องความหลากหลาย (Diversity) เป็นเรื่องสำคัญ เน้นไปที่การให้โอกาสทุกคนอย่างเสมอภาค มันเป็นเรื่องของการเคารพ เราเรียน Psychology Counselor ถูกสอนมาว่าให้ยอมรับคนในสถานะที่เขาเป็น เราจึงไม่ตัดสินคนจากสถานะที่เราเป็นหรือเขาเป็น ทุกคนย่อมอยากเป็นตัวของตัวเอง มีศักยภาพของตัวเอง ไม่มีใครอยากเป็นคนอื่น ฉะนั้น เราควรให้ความเคารพแต่ละคนตามรองเท้าที่เขาใส่ ในภารกิจคิดเผื่อเราก็คิดเผื่อในเรื่องนี้เช่นกัน”

ภารกิจคิดเผื่อ คือโครงการที่ AIS อยากผลักดันให้คนไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่แทบทุกวัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ไปพร้อม ๆ กับเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้ทุกคนเข้าถึง
คุณกานติมาริเริ่มจากความรู้สึกที่ว่า “บางครั้งผู้คนก็หมกมุ่นอยู่กับสภาวะปกติที่ตัวเองต้องมีหรือต้องทำในแต่ละวัน เช่น ความรับผิดชอบต่าง ๆ แต่ละวันเราจึงยุ่งจนคิดว่าครั้งหนึ่งเราเคยคิดเผื่อกัน ในฐานะองค์กร เราเชื่อว่าประเทศไทย สังคมไทย ถ้าไม่เติบโต ย่อมยากที่องค์กรจะเติบโตไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าจะให้องค์กรเติบโตได้ สังคมและประเทศชาติก็ต้องเติบโตไปด้วยกัน
“แล้วจะทำอย่างไรดี พี่คิดว่าภาคเอกชนลุกขึ้นมาทำบางสิ่งแล้วทำเผื่อไปข้างนอกได้ด้วย เพื่อให้สังคมของเราก้าวไปข้างหน้า
“หนึ่งในคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีคือการลดช่องว่าง ตั้งแต่เรื่องความสามารถ ภาษา ความทุพพลภาพ ความชรา เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ เทคโนโลยีมีคุณประโยชน์และมีจุดเชื่อมต่อที่น่ารัก เช่น ถ้าชวนเด็กรุ่นใหม่มาพัฒนาเทคโนโลยีที่จะไปตอบโจทย์คนในสังคม จะได้เห็นทักษะของคนรุ่นใหม่ และได้ส่งต่อความเชื่อที่ทำให้เด็ก ๆ รู้จักคิดเผื่อ ทั้งต่อสังคม คนชรา หรือผู้พิการ พวกเขาจะไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเองเท่านั้น เป็นการสร้างสังคมที่มี Empathy ต่อกัน
“คำว่าคิดเผื่อสำหรับเราจึงตอบได้หลายโจทย์ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างเวลาทำงาน ถ้าคิดเผื่อว่าจะทำอย่างไรให้ส่งต่องานสู่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ การทำงานนั้นก็จะราบรื่น”

AIS ACADEMY for THAIs เพื่อคนไทยทุกคน
กว่า AIS ACADEMY for THAIs จะมาถึงวันนี้ได้ คุณกานติมายอมรับว่า AIS ก็เคยหลงทางเหมือนกัน
นั่นทำให้เธอย้อนกลับไปคิดว่า เมื่อมีคนพูดถึงเรื่อง Digital Transformation กันมากมาย จริง ๆ แล้วมันหมายความว่าอย่างไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องมีความรู้แบบไหน และ AIS อยากเดินทางไปพร้อมกับสังคมที่ต้องเติบโตอย่างไรบ้าง
“แม้คำว่า Digital Transformation อาจไม่ใช่คำที่คนใช้กันมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ตอนที่เราเริ่มทำ AIS ACADEMY for THAIs มันคือการนึกถึงว่า คนไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ ต้องการองค์ความรู้เรื่องอะไร ที่เราบอกว่าเราหลงทาง เพราะเวลาพูดถึงคำนี้ในอดีต คนชอบนึกถึงว่าคือการเอาเงินไปลงทุนกับเครื่องมือก่อน แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมคน ไม่ได้เตรียมทักษะของคน หลายองค์กรจึงเริ่มจากการไปลงมือ ลงทุนกับดิจิทัลหรือเทคโนโลยี โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทรานส์ฟอร์มคือคน
“เราแค่อยากยื่นมือออกไปข้างนอกให้คนไทยที่อาจจะไม่ได้มีสังกัด อาจจะอยากมีความรู้แต่ไม่รู้จะไปหาความรู้จากที่ไหน ให้พวกเขาเข้ามารับความรู้ ซึ่งก็จะทำให้สังคมเติบโตไปด้วยกัน โดยที่เราแปลงร่างไปได้ตลอด และปรับเปลี่ยนความรู้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนได้
“ครั้งแรกที่ทำ เราทำเรื่องการเตรียมความพร้อมในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของผู้คน เราให้ความรู้เรื่อง Cyber Security ตอนนั้นทำที่กรุงเทพฯ จำได้เลยว่าที่เมืองทองธานี มีประชาชนลงทะเบียนมา 4,000 กว่าคน ทีมเรามากันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง แต่มีคนมารออยู่ก่อนแล้ว ทำให้ทีมงานเกิดความมั่นใจว่ามีคนไทยอีกเยอะที่อยากได้ความรู้แต่เข้าไม่ถึง หากรอกลไกทางสังคมอาจจะไม่ทัน ฉะนั้น เราจึงขยายที่นั่งออกมาจนถึงข้างนอกแล้วเอาทีวีมาตั้ง คนที่มาเขาก็ไม่ได้จ่ายเงินมา AIS ดูแลให้ทั้งหมด แล้วเขาก็อยู่กันแน่นจนถึง 4 โมงเย็น

“เราตระหนักดีว่าประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ จึงทำ AIS ACADEMY for THAIs: to the Region ไปภาคเหนือที่เชียงใหม่ ก็เกิดปรากฏการณ์คนมาแน่น แล้วก็ไปขอนแก่น พอ COVID-19 เข้ามาเราก็ต้องแปลงร่างเป็นการสอนออนไลน์ แต่เป็นการสอนเรื่องอาชีพ ซึ่งทำงานร่วมกันกับพาร์ตเนอร์ในการเปิดช่องทางให้ประชาชนนำสินค้าขึ้นไปวางขายบนออนไลน์
“อย่างหลักสูตรสร้างอาชีพ เราให้ความสำคัญว่ามันไปถึงผู้รับหรือเปล่า สิ่งที่เราทำ ไม่ใช่การอัดวิดีโอแล้วส่งไปให้ดูเฉย ๆ เราทำงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ รับประชาชนที่ให้เขาเขียนเรื่องราวมาว่าชีวิตของเขา เขาเผชิญกับอะไรที่ท้าทายเขาอยู่บ้าง และเอาทุนทรัพย์ CSR ของบริษัทเปลี่ยนไปเป็นการซื้ออุปกรณ์แล้วส่งไปให้ที่บ้าน วันที่เราเรียนออนไลน์พร้อม ๆ กัน ทุกคนจะมีอุปกรณ์อยู่ในมือแล้วการได้ทำจริง มันต่างจากการที่เราอัดเทปแล้วแปะไว้ พอเสร็จแล้วเราก็มาสอนกันต่อว่า ทำโปรดักต์แล้ว จะถ่ายภาพโฆษณาอย่างไร เอาไปโฆษณาที่ไหน และช่วยหาตลาดให้เขาไปขายออนไลน์ได้ มันเป็นการทำแบบที่ไม่ใช่จุดเดียวแล้วจบ แต่ช่วยเขาแบบครบวงจรจริง ๆ ซึ่ง AIS ทำต่อเนื่องมาหลายปี”
หน้าตาของ AIS ACADEMY for THAIs ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาที่สังคม ‘ต้องการ’ เรื่องนั้น ๆ จึงเป็นหัวใจหลักที่สะท้อนถึงมุมมองของ AIS ที่พร้อมปรับตัวตามผู้คน อย่างในวันนี้คุณกานติมาแบ่งปันว่า
“การทำ AIS ACADEMY for THAIs มีพลังมากขึ้น เพราะมีพลังของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วย ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการองค์ความรู้แต่ไม่มีโอกาส เช่น พี่น้องกลุ่มต่าง ๆ ทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ และเด็กชายขอบที่ห่างไกลจากโอกาส
“อย่างในงาน AIS ACADEMY for THAIs | LIFE FEST 40+ เราก็มีการทำ Hackathon โดยฝีมือเด็กรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดโปรดักต์ต้นแบบ เช่น เครื่องที่ช่วยบอกให้ผู้พิการทางสายตาว่าข้างหน้าที่เขาเดินไปกำลังจะชนกำแพงแล้วนะ ข้างหน้าเป็นบันได ข้างหน้ามีสิ่งกีดขวางอยู่ เอามาใช้คู่กับไม้เท้าขาว หรือการเอาห้องสมุดดิจิทัลที่สร้างนวัตกรรมในการเอาหนังสือเข้ามาอยู่ใน Device ที่เราถืออยู่ ก่อนหน้านี้เรามีหนังสือที่เป็น Physical เพราะเรามีห้องสมุด AIS แล้วก็ขยับมาทำออนไลน์ เป็นห้องสมุดที่อยู่ในมือถือของพนักงาน เราก็เลยอยากเอาสิ่งนี้ไปอยู่ที่โรงเรียนชายขอบ
“สิ่งที่เราเชื่อคือความเก่งหรือไม่เก่งไม่ได้ตัดกันที่ถิ่นกำเนิด มันตัดกันที่โอกาส การเอาห้องสมุดดิจิทัลไปใส่มือน้อง ๆ ยิ่งทำให้น้อง ๆ มีโอกาสในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เมื่อมีโอกาส ประเทศไทยก็จะมีคนเก่งเพิ่มขึ้น
“เขาอาจจะไม่ได้ความรู้เท่ากับเด็กใจกลางเมือง แต่มันก็ลดช่องว่างไปได้ และช่วยยกระดับความสามารถของเด็กกลุ่มนั้นให้ได้ดียิ่งขึ้น พี่เชื่อว่าเด็กไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้ามีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้อย่างเท่าเทียมกัน เราจะมีคนเก่งเพิ่มอีกจำนวนมาก”

ความรู้ไม่ซ้ำ ใช้งานได้จริง และ Ecosystem ที่แข็งแรง
พอพูดถึง Digital Disruption อาจไม่ใช่คำที่ใหม่แล้วในยุคนี้ และคงมีหลายองค์กรที่หยิบยกเรื่องนี้มาให้ความรู้อยู่เรื่อย ๆ คุณกานติมาจึงทำงานโดยพื้นฐานความคิดที่ว่า “เมื่อเช้าเราเพิ่งพูดกับน้อง ๆ ไปว่า ถ้าที่อื่นสอนแล้ว เราไม่ต้องทำ หนังสือบอกแล้ว ไม่ต้องทำ ให้เขาไปหาอ่านเอง โรงเรียนสอนแล้วเราไม่ต้องมาเล่าอีก แต่อะไรที่ต่างออกไปล่ะ
“มันคือการที่เราทำหลักสูตรให้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่หยิบจับได้ นำไปใช้ต่อได้เลย
“เวลาคัดเลือกสปีกเกอร์หรือสร้างคอร์ส เช่น พูดถึงการเป็นหัวหน้างานที่ดี พี่ทำงานมา 30 กว่าปี เคยไปเรียน 5 ครั้ง เนื้อหาก็ไม่ได้ต่างไปเท่าไหร่ ถ้าถามพี่ สิ่งที่คนรุ่นพี่ ๆ ต้องการ คือเราจะอยู่กับเทคโนโลยีอย่างไร จะทำงานกับคนต่างเจเนอเรชันอย่างไร หลายครั้งเราบอกว่าคนต่างเจเนอเรชันมีปัญหา เราเคยสะท้อนถามถึงตัวเองไหมว่าเราทำงานกับคนรุ่นใหม่ได้หรือเปล่า ต้องลองกลับมุมมองกันดู
“สิ่งที่ AIS ทำงานคือการกลับมุมมอง ใครคิดอะไรตามปกติ ไม่ต้องคิดเหมือนเขา คิดกลับซะ จะได้เห็นมุมต่าง ๆ ที่สังคมขาด เช่น ตอนนี้เรามีหลักสูตรผู้บริหารที่อาจจะมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนการบริหาร การต้องบริหารคนรุ่นใหม่ มีจนถึงเรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เรื่องนี้เข้ามาเป็นทุกข์จนเกินไป เพราะเวลาใครทักนิดหน่อยคนก็จะเครียดง่าย ซึ่งเราจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เกิดความสบายใจ
“หลักสูตรของเราไม่ใช่ทฤษฎีจ๋า ๆ ตามตำรา แต่จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยเผชิญเหตุการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ทุกวันศุกร์เป็นเหมือนวันนัดเจอ ผู้บริหารหลายองค์กรที่เป็นพันธมิตรหรือพาร์ตเนอร์จะเข้ามาเรียนหนังสือด้วยกันตอนบ่าย นี่คือ Ecosystem ที่แข็งแรงของเรา
“ทุกองค์กรอาจจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ความต้องการและวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจของแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกันไป เวลาพูดถึง Ecosystem หรือ Digital Transformation แปลกอย่างหนึ่งที่ทุกองค์กรจะพูดเรื่องเดียวกัน ซึ่งพี่มองว่าในแต่ละองค์กรควรมองจุดของตัวเองให้ดีว่าตัวเองอยู่ในสเตจไหน อะไรเป็นปัจจัยสำคัญ อย่าไปทำเหมือน ๆ กันหมด
“Ecosystem ในมุมของ AIS คือการค้ำยันกัน สังคมที่ค้ำยันกันหมายถึงใครเก่งอะไรก็ลุกขึ้นมาเป็นโต้โผเรื่องนั้น แล้วสนับสนุนกันและกัน สังคมถึงจะอยู่ได้ ถ้าจะเอาแค่คนหนึ่งแข็งแรงแต่ที่เหลืออ่อนแอ มันไม่เรียกว่า Ecosystem ถ้าทุกคนใช้จุดแข็งของตัวเองแล้วค้ำยันกัน นั่นคือความสวยงามของคำว่า Ecosystem จริง ๆ

“ถ้าถามถึงจุดแข็งของ AIS คงเป็นเรื่องเทคโนโลยี และ Infrastructure เรามีกำลังพลที่มีความเข้าใจ และใช้ Infrastructure ที่มีไปต่อยอดทำให้เทคโนโลยี มาอำนวยความสะดวกในชีวิตคนให้มากขึ้น
“ที่สำคัญ เราไม่เชื่อในการทำอะไรคนเดียว ถ้าองค์กรทำอะไรคนเดียว พลังมันไม่เท่ากับการมาประสานกัน อย่าง Life Fest 40+ ที่เราทำ เราดูเรื่องการทำให้คนเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ถ้า AIS ลุกมาบอกว่าเรื่องนี้สำคัญอยู่คนเดียว มันไม่อิมแพคเท่าการร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์จิ๋ว หรือ The Cloud หรือ สสส. ทุกคนมีความเชี่ยวชาญ นี่คือตัวอย่างหนึ่งในเรื่องของ Ecosystem ถ้า AIS ทำคนเดียวก็ได้แต่มุมของเรื่องของเทคโนโลยี แต่อาจไม่ได้มุมอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ประชาชนมากกว่า”
ภารกิจคิดเผื่อ ที่อยู่ในเส้นเลือดคน AIS
การได้เห็นคนเข้ามาอยู่ในคอมมูนิตี้ภารกิจคิดเผื่อมากขึ้น เป็นภาพที่คุณกานติมาชื่นใจเมื่อได้เห็นพัฒนาการของสิ่งที่ตัวเองทำมาโดยตลอด
เธอบอกว่าตอนนี้ AIS เปลี่ยนวิถีของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย จากวันเกิดบริษัทที่เคยมีการเฉลิมฉลองหรือกินเลี้ยง สู่การร่วมทำสิ่งดี ๆ ให้สังคมแทน จนปีที่ผ่านมา AIS ระดมทุนได้ถึง 6 ล้านบาทในการช่วยโรงพยาบาลที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร เช่น โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเครื่องช่วยหายใจและกระเป๋าอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อให้หมอไปเยี่ยมคนไข้ตามบ้านได้
“คนของเราไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง คำว่าภารกิจคิดเผื่อจึงอยู่ในเส้นเลือดของคน AIS” คุณกานติมาย้ำ
และคิดเผื่อของ AIS มีความหมายที่กว้าง แต่อะไรที่ทำได้ จะทำเลย โดยไม่รั้งรอ
ที่สำคัญ คุณกานติมาเชื่อว่า “เราไม่ต้องทำเหมือน ๆ กัน เราแบ่งกันทำ ต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด และอย่าใช้เรื่องนี้เป็นการประกวด ประชันกัน สิ่งพี่ได้เรียนรู้คือมีอีกหลายเรื่องเลยที่ควรทำ แต่ว่ากำลังของเราอาจจะทำไม่ได้ทุกเรื่อง ถ้าเอกชนทุกแห่งที่พอจะมีกำลังลุกขึ้นมาประสานมือกัน ทำให้สังคมเข้มแข็งขึ้น พี่ว่าประเทศจะน่าอยู่ ภาครัฐเองก็อย่ารอแค่เฉพาะเรื่องบริจาค ภาครัฐมีจุดแข็งของตัวเอง เรื่องของช่องทางในการเข้าถึงคน อำนวยความสะดวกให้บริษัทเอกชนต่าง ๆ เข้าไปช่วยสิ่งเหล่านี้ได้ จะเกิดความร่วมมือที่ทำให้ประเทศแข็งแรงได้มากกว่านี้”
ท้ายที่สุด สิ่งที่เธอในฐานะตัวแทนคน AIS นี่คือสารที่เธออยากฝากทิ้งท้าย
“เวลาจะทำอะไร ย่อมต้องเข้าใจตัวเราก่อนว่าขาดอะไร ต้องเสริมอะไร ให้เวลากับตัวเองมากกว่านี้สักนิด เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราได้ดีเท่าตัวเรา
“AIS ยังอยากส่งต่อเรื่องของเทคโนโลยีที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ไวมากที่สุด ตอนนี้เรามี Generation Gap คนที่มีอยู่อาจไม่มีทักษะแบบเด็กรุ่นใหม่ การผสานสังคมที่มีคนรุ่นหนึ่งที่มีประสบการณ์กับเด็กรุ่นใหม่ที่มีทักษะ ถ้า 2 อย่างนี้จับมือกันได้ มันจะไปได้อีกเยอะ และแน่นอนว่าภารกิจคิดเผื่ออาจจะไม่ใช่แค่คอร์สอบรม แต่คือความร่วมมือในการทำโครงการต่าง ๆ ร่วมกันของหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความแข็งแรงให้สังคม”

Website : www.aisacademy.com/aisacademyforthais
