เทรนด์ความยั่งยืนของโลกไปถึงไหนกันแล้ว องค์กรต่าง ๆ ควรปรับตัวอย่างไร ความยั่งยืนในมิติใดบ้างที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่านี้
Sustrends 2025 ครั้งนี้ จะพาไปหาคำตอบ โดยมีวิทยากร 15 ท่าน จาก 15 วงการ ที่จะมาเล่า 3 เทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังเปลี่ยนโลก ผ่าน 3 สไลด์ ในเวลา 10 นาที
แต่หากใครที่พลาดงานในวันที่ 5 กันยายน ปี 2024 ที่ผ่านมาก็ไม่เป็นไร เพราะเราจะมาสรุปให้ฟังกันแบบจุก ๆ
งานครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากผู้ร่วมจัดงานอย่าง UNDP, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร, UN Global Compact Network Thailand, SDG Move ร่วมด้วยกระทรวงการต่างประเทศ, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิโลกสีเขียว, ป่าสาละ, ChangeFusion, OKMD และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอีกกว่า 20 องค์กร

Begin with Ourselves
[ Make the Sustrends Sustainable ]
ก่อนที่เราจะไปถึงเนื้อหาบนเวที เราขอเริ่มจากวิธีจัดงานสักนิด
เราเชื่อในการลงมือทำ ดังนั้น การจัดงานนี้จึงพยายามคิดให้รอบด้าน เพื่อให้งานนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ขณะที่สร้างผลเชิงบวกต่อสังคมให้มากที่สุด
เริ่มจากสถานที่จัดงาน เราตั้งใจเลือกสถานที่ที่เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสะดวกและมีอากาศหมุนเวียนตามธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้แอร์ นั่นก็คือพิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ โดยมีตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าจาก MuvMi บริการรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ส่วนไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องเสียง พัดลม และส่วนอื่น ๆ ในงาน ก็มาจากโซลาร์เซลล์ที่บริษัท Banpu มาติดตั้งให้ภายนอกอาคารและเดินสายไฟเข้ามา

ในเรื่องของผู้มีส่วนร่วมกับงาน นอกจากทีมสตาฟ (ที่ไม่มีเสื้อสตาฟ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร) เรายังมีกลุ่มคนไร้บ้านจากโครงการจ้างวานข้าของมูลนิธิกระจกเงามาช่วยทำความสะอาดสถานที่ มีกลุ่มแม่บ้านชุมชนริมทางรถไฟของคลองเตยมาช่วยทำอาหาร มีกลุ่มผู้สูงอายุช่วยรับลงทะเบียน มีคาเฟ่ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้ร่วมทำงาน คือ APCD 60+ Plus Bakery & Cafe คาเฟ่โดยศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) และ Dots Coffee ร้านกาแฟที่สนับสนุนการจ้างงานผู้พิการทางสายตา มีครัวตั้งต้นดี โรงเรียนฝึกอาชีพสำหรับผู้พ้นโทษและผู้พักโทษ รวมถึงมีบูทและกิจกรรมด้านความยั่งยืนอีกมากมาย

เมื่อมาถึงวันจัดงาน เราเลือกติดตั้งจุดเติมน้ำดื่มเพื่อลดขยะพลาสติก ส่วนขยะที่เกิดขึ้น เราก็มีจุดแยกขยะที่ทุกจุดมีทีมงานประจำการเพื่อแนะนำวิธีแยกที่ถูกต้อง และสุดท้าย เราได้ให้ผู้เข้าร่วมกรอกแบบสอบถามวิธีการเดินทาง เพื่อมาคำนวณคาร์บอนที่เกิดขึ้น และชดเชยเป็นคาร์บอนเครดิตกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
ความพิเศษที่เพิ่มมาในปีนี้ก็คือ เราอยากให้แรงบันดาลใจที่ผู้คนได้รับได้แปรไปสู่การลงมือทำ จึงมีทุน Sustrends 2025 in Action จำนวน 5 ทุน ทุนละ 40,000 บาท สำหรับใครก็ตามที่อยากริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืน อ่านรายละเอียดและสมัครได้ที่นี่
เวทีกำลังจะเริ่มแล้ว ไปจับจองที่นั่งกันได้เลย…

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโครงการ ‘รักน้ำ’ การจัดการน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
[ ฤดูแล้งก็แล้งจัด ฤดูฝนก็ท่วมหนัก… เราจะหลุดพ้นวังวนนี้อย่างไร ]
“ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม 150 ล้านไร่ แต่มีเพียงแค่ 30 ล้านไร่เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน และ 11 ล้านไร่เท่านั้นที่มีน้ำตลอดปี แล้วปัญหาหลักของประเทศไทยอีกอย่างคือเราสร้างแต่เราไม่ค่อยซ่อม โครงสร้างเกี่ยวกับการจัดการน้ำที่ภาคอีสานที่เหลือใช้งานได้อยู่แค่ร้อยละ 30”
นี่คือข้อมูลจาก ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในฐานะผู้ที่ทำงานเรื่องน้ำมาอย่างยาวนาน ดร.รอยล ยืนยันว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศแปรปรวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการยากขึ้นไปอีก
ในวันที่การรอความหวังจากภาครัฐอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วชาวบ้านจะทำอะไรได้บ้าง และภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมจะช่วยอะไรได้บ้าง
หนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือการทำงานของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่ง อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ในฐานะผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมฯ สรุปหัวใจสำคัญของการทำงานด้านนี้ว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุด ไม่ใช่การแจกของ แจกเงิน แต่คือการช่วยให้ชุมชนพัฒนาศักยภาพตัวเอง จนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตัวเองได้
“นั่นคือเหตุผลที่เราใช้ชื่อว่าสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เราทำงานนี้มาตั้งแต่ 44 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากสอนชาวบ้านปั้นโอ่ง สร้างถังเก็บน้ำฝน ทำประปาหมู่บ้าน ช่วงแรกที่ยังไม่มีท่อ ชาวบ้านก็เข็นรถมารับน้ำแล้วไปแจกกัน บางพื้นที่ก็มีโครงการบาดาลลอยฟ้า สูบน้ำบาดาลขึ้นที่สูงแล้วปล่อยลงมา ซึ่งค่าน้ำที่ชาวบ้านจ่ายก็จะเข้าสู่กองทุนหมู่บ้าน”
แม้ทั้งหมดนี้จะฟังดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จริง จนทำให้การทำงานของสมาคมฯ ได้รางวัล Best Practice จากธนาคารโลก
“แนวคิดของเรา คือน้ำไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่เพื่อรายได้ด้วย เราทำโครงการธนาคารผัก มีการปลูกผักบนโต๊ะ ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าและไม่ต้องกลัวน้ำท่วม ถ้าเทียบในพื้นที่ 1 ตารางเมตรเท่ากัน การปลูกข้าวหรือมันสำปะหลังได้เงินแค่ 5 – 6 บาทต่อปี แต่ถ้าเพาะเห็ดได้ 6,000 บาทต่อปี ถ้าเป็นต้นอ่อนทานตะวันได้ 14,400 บาทต่อปี ถ้าเป็นถั่วงอกได้ 23,000 บาทต่อปี”

จะเห็นว่าเมื่อมีน้ำ สิ่งที่ตามมาก็คือรายได้และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจารย์มีชัยก็ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านการสร้างโรงเรียนต้นแบบและขยายผลไปสู่โรงเรียนกว่า 200 แห่ง รวมถึงวัดและโรงพยาบาล
หากมาฟังเสียงของชาวบ้านในพื้นที่ สนิท ทิพย์นางรอง เล่าว่า แต่เดิมชุมชนของเธอ ถ้าไม่น้ำท่วมก็น้ำแล้ง ผลคือคนหนุ่มสาวต้องอพยพเข้าเมืองไปเป็นแรงงาน แต่หลังจากที่โครงการของอาจารย์มีชัยเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการมีน้ำใช้และรายได้เท่านั้น ยังเป็นการที่วิถีชีวิตของชุมชนได้กลับคืนมา
“แต่ก่อนมีแค่คนแก่อยู่บ้านกับหลาน พอมีน้ำ ครอบครัวก็กลับมาพร้อมหน้า ความสุขในครอบครัวก็เพิ่มขึ้น อาจารย์มีชัยได้เติมพลังสมองให้ชุมชน ช่วยให้เราคิดเป็นทำเป็น และมีความรักหวงแหนทรัพยากร” สนิทกล่าวสรุปในฐานะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนตำบลหนองโบสถ์ บ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์
ส่วนทางด้านบริษัทเอกชนอย่าง บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ทำโครงการที่คล้ายกันนี้มาตลอด 17 ปี ใน 9 จังหวัด โดยการสนับสนุนของมูลนิธิโคคา-โคล่า (ระดับโลก) และมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนถังเก็บน้ำ การทำประปาชุมชน การอนุรักษ์แหล่งน้ำ ปลูกหญ้าแฝกลดการกัดเซาะ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ร่วมกับเครือข่ายชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงสมาคมของอาจารย์มีชัยด้วย
ธงชัย ศิริธร กรรมการมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ถอดบทเรียนการทำงานที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญคือ 3 ภาคส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น ‘Golden Triangle’ (3 ประสานความร่วมมือ) นั่นคือ หนึ่ง องค์กรเอกชนที่สนับสนุนเรื่องทุน สอง องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สนับสนุนเรื่ององค์ความรู้ และสาม ชุมชนที่เป็นผู้ลงมือทำ
ส่วน ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัทโคคา-โคล่า ประจําประเทศไทย เมียนมา และลาว สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า
“การทำงานแบบนี้ให้สำเร็จได้ต้องใช้ความอดทนและต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างคน เพื่อให้เขาเดินต่อด้วยตนเองได้
“CSR อย่าจบที่สิ่งของ แต่ต้องจบที่คน” คือข้อสรุปที่ ดร. รอยล กล่าวไว้ พร้อมยกตัวอย่างกลุ่มชาวบ้านที่วันนี้ใช้แอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อดูข้อมูลฝน ระดับน้ำทะเล ทิศทางพายุ และประสานงานการเปิด-ปิดประตูน้ำเองได้
ในมุมของชาวบ้านอย่างสนิท เธอก็ได้สะท้อนถึงสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ 3 ข้อ นอกเหนือไปจากการช่วยเหลือด้านวัตถุก็คือ หนึ่ง องค์ความรู้ เช่น การบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยี สอง การรับฟังปัญหาและความต้องการของชุมชน และสาม การให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อที่จะ ‘เกาได้ถูกที่คัน’

การกล่าวเปิดงานจาก UNDP
[ 2 ตัวเลขที่ต้องรู้ + 2 คำสำคัญที่พาไปสู่เป้าหมาย ]
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า SDGs หรือ Sustainable Development Goals ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาของสหประชาชาติที่ 193 ประเทศ ร่วมกันลงนามไว้ในปี 2015
“รู้ไหมว่าเราเหลือเวลาอีกกี่ปีในการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นตามกรอบเวลาในข้อตกลง”
อิรีนา กอร์ยูโนวา รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย เปิดงานด้วยคำถาม
คำตอบคือ 6 ปี เพราะในพันธสัญญาฉบับนั้นระบุเป้าหมายว่า มนุษยชาติต้องบรรลุ SDGs ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030
คำถามต่อมาคือ แล้วเราคืบหน้าไปมากแค่ไหนแล้ว

ตัวเลขแรกที่อิรีนาอยากให้เราจดจำ ก็คือ ‘17’
ความหมายของเลขนี้ คือโดยเฉลี่ยแล้วประเทศในเอเชียแปซิฟิกทำ SDGs สำเร็จไปแค่ 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวม โดยอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็นต์ แต่บางเป้าหมายก็ยังถอยหลังลงคลอง
ส่วนตัวเลขที่ 2 ที่เธออยากให้จดจำคือ ‘32’
ตัวเลขนี้หมายความว่า เอเชียแปซิฟิกจะบรรลุเป้าหมายช้ากว่าที่กำหนดไปถึง 32 ปี
คำถามต่อมาคือ เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ซึ่งอิรีนาได้ให้คาถาไว้ 2 คำ นั่นก็คือ Integration และ Localization
Integration คือการบูรณาการและร่วมมือกันหลายภาคส่วน และ Localization คือการเริ่มต้นลงมือทำในพื้นที่ของตนเอง ท้องถิ่นของตนเอง และเมื่อพื้นที่เล็ก ๆ ที่สร้างความยั่งยืนได้สำเร็จมารวมกัน ก็จะได้เป็นภาพใหญ่ของสังคมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

15 Speakers – 45 เทรนด์ความยั่งยืน
[1]
Sustainable Development มีจริงหรือ
พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร)
ความยั่งยืนมีจริงหรือ
นี่คือคำถามที่พระอาจารย์ชวนให้เราคิด เพราะหากมองถึงความหมายของคำว่า ‘ยั่งยืน’ ที่แปลว่าคงอยู่ยาวนานแล้ว ก็คงไม่มีอะไรบนโลกที่เรียกได้ว่ายั่งยืน เพราะธรรมชาติของสรรพสิ่งคือการแปรผันอยู่เสมอ แล้วถ้าเช่นนั้น คำว่า ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ จะมีจริงได้อย่างไร หรือเราควรมองคำนี้ในแง่มุมไหนแทน
พระอาจารย์ชวนเราตอบคำถามนี้ โดยการแนะนำให้เรารู้จักคำ 3 คำ

(1) ธัมมะ
หากดูรากศัพท์ของคำว่า Sustain ในภาษาละติน จะพบว่านั่นคือรากศัพท์เดียวกับคำในภาษาบาลี-สันสกฤตคำหนึ่งที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘ธัมมะ’ ทำให้ในบางประเทศ เช่น ศรีลังกา อินเดีย ได้แปลคำว่า Sustainable Development ใหม่ ให้กลายเป็นคำที่มีความหมายว่า ‘พัฒนาไปตามธรรม’
นั่นแปลว่าเป็นการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย เพราะสิ่งที่เหมาะสมในวันนี้กับวันพรุ่งนี้อาจไม่เหมือนกัน และการพัฒนาไปตามธรรม คำว่ายั่งยืนจึงไม่ใช่การรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้อยู่คงที่เหมือนเดิมตลอดกาล แต่คือการรักษาดุลยภาพระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
(2) จักกะ
เมื่อพูดถึงคำนี้ หลายคนอาจนึกถึงวงล้อ แต่ในรากศัพท์ภาษาบาลีแปลว่า ‘เคลื่อนไปข้างหน้าบนพื้นฐานที่มั่นคง’ ซึ่งก็คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหรือ Development นั่นเอง
(3) ปวัตนะ
คำนี้แปลว่า ‘การปฏิบัติ’
ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 3 คำเข้าด้วยกันแล้ว คำว่า ‘ธัมมจักกัปปวัตนสูตร’ ก็คือ Sustainable Development in Action หรือการปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้โลกดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
“เราไม่ได้เป็นเจ้าของโลก แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่อาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าเราทำลายสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เท่ากับทำลายตนเอง ความยั่งยืนที่แท้จริงก็คือการรักษาดุลยภาพของโลก”

[2]
Summit of the Future
พินทุ์สุดา ชัยนาม (อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ)
จากที่เราได้เห็นกันแล้วว่า เป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อ ไม่น่าจะบรรลุได้ภายในปี 2030 คำถามคือ แล้วหลังจากนั้นโลกจะเอาอย่างไรกันต่อ
คำถามนี้นำมาสู่การประชุมใหญ่ของสหประชาชาติที่ชื่อ Summit of the Future ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 – 23 กันยายนนี้ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
คุณพินทุ์สุดาสรุป 3 คำสำคัญที่เกี่ยวกับการประชุมนี้ ได้แก่

- All in the Universe
นั่นคือประเด็นการพิจารณาที่ครอบจักรวาล ครอบคลุมในทุกเรื่อง ทุกมิติ โดยประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันทำมีอยู่ 5 ประการหลัก นั่นคือ การพัฒนาที่ยั่งยืนและการระดมทุนเพื่อพัฒนา สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เยาวชนรุ่นหลัง และธรรมภิบาลของโลก
- For Present and Future Generations
คือกรอบคิดสำคัญของการพัฒนาที่ต้องนึกถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานหรือคนรุ่นอนาคตที่ยังไม่เกิดมา หลีกเลี่ยงการกระทำในปัจจุบันที่จะส่งผลต่อคนในรุ่นหน้า ไม่ว่าจะในเชิงสิ่งแวดล้อมหรือสังคม
- Pact for the Future
คือข้อปฏิบัติ 60 ข้อ (60 Actions) ที่ประเทศสมาชิกร่วมกันลงนามจากการเจรจาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่แต่ละประเทศต้องลงมือทำ ทั้ง 60 ข้อนี้ไม่ได้มาแทน SDGs แต่เป็นตัวเสริมให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

[3]
Sustainable Intelligence
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ (ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย)
ในวันที่โลกเสี่ยงต่อภัยพิบัติมากขึ้น ทำอย่างไรที่เราและโลกจะอยู่รอด
คำตอบสำคัญอยู่ที่การพัฒนา ‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ซึ่งก็คือการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ทั้งในด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ จิตสำนึกด้านความยั่งยืน และคุณธรรมจริยธรรม โดย ดร.ธันยพร สรุปการพัฒนาทุนมนุษย์เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
(1) Sustainable Intelligence (ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน)
การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิปัญญาที่ยั่งยืนได้ จำเป็นต้องพัฒนาให้คนมีองค์ความรู้ 3 เรื่องเป็นอย่างน้อย คืออากาศ น้ำ และอาหาร
ในเรื่องอากาศ ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อลดผลกระทบและปรับตัวรับมือ แต่ความจริงที่น่าตกใจ คือทั่วโลกมีผู้บริหารเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีแผนดำเนินการสู่เป้าหมาย Net Zero และทำตามแผนได้ ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ ถ้าไม่มีแผนเลย ก็อาจมีแผนแต่ทำตามไม่ได้
ส่วนในเรื่องน้ำ เราต้องมีองค์ความรู้ในการจัดการน้ำ ฟื้นฟูต้นน้ำ ไปจนถึงการรับรู้สถานการณ์ เช่น รู้ว่าน้ำท่วมจะมาถึงหน้าบ้านเมื่อไหร่ ซึ่งทุกวันนี้มีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้
สุดท้ายคือในเรื่องอาหาร นี่คือโจทย์สำคัญมาก เพราะระบบการผลิตอาหารทุกวันนี้ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและล้างผลาญทรัพยากรโลก ในขณะที่อนาคตข้างหน้า ประชากรโลกจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอีก โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่าเราจะผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไร โดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

(2) Global Digital Compact (ความร่วมมือทางดิจิทัล)
นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี แทนที่จะตกเป็นทาสของมัน
เทรนด์ที่กำลังจะมาถึงคือ ‘ความร่วมมือทางดิจิทัล’ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า Global Digital Compact ซึ่งเป็นเอกสารเจรจาระหว่างประเทศที่เสนอไปยังสหประชาชาติ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านดิจิทัลร่วมกัน โดยมีเป้าหมายคือ ลดความไม่เท่าเทียมทางดิจิทัลและเร่งการบรรลุ SDGs การทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ตอบโจทย์ด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ดีขึ้น ขณะที่เพิ่มการกำกับดูแลให้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ส่งผลเสีย มีความปลอดภัย และมั่นคง เป็นต้น
(3) Inner Development Goals (IDGs) (การพัฒนาจากภายใน)
ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เป้าหมายในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นแนวทางการใช้ชีวิตระดับปัจเจกบุคคลด้วย
แนวทาง IDGs จึงออกแบบมาเพื่อมุ่งให้แต่ละบุคคลได้พัฒนาทักษะและทัศนคติที่จำเป็นต่อการสร้างความยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 5 มิติ คือ Being (รู้จักตัวเองว่ามีความสามารถอะไร), Thinking (รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างแยบยล), Relating , Collaborating และ Acting

[4]
ESG 2.0 ความยั่งยืนโลกยุคใหม่
ดร.เสรี นนทสูติ (กรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม)
สิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร และผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเปลี่ยนกรอบคิดเรื่อง ESG อย่างไร
คำตอบซ่อนอยู่ในเทรนด์ 3 ข้อนี้
- สิทธิมนุษยชนคือความยั่งยืนยุคใหม่
หากใครทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ ย่อมคุ้นเคยกับแนวคิด ESG ซึ่งก็คือ Environment, Social และ Governance แต่รู้ไหมว่าทั้งหมดนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอย่างแยกไม่ออก
E (สิ่งแวดล้อม) – ตั้งอยู่บนสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมกับการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะอาหาร น้ำดื่มสะอาด อากาศสะอาด
S (สังคม) – ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิที่จะได้งานทำ ไม่ถูกล่วงละเมิด และได้รับการการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
G (ธรรมาภิบาล) – ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือในประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชันสูง คุณภาพชีวิตของผู้คนก็จะไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้น การปราบปรามการทุจริตคอรัปชันจึงเป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยตรง

- ESG คือเครื่องมือส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
การใช้เครื่องมือ ESG เพื่อตอบโจทย์สิทธิมนุษยชน ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
หนึ่ง รู้จักองค์กรตนเอง โดยประเมินได้ว่าองค์กรของเราเป็นความเสี่ยงต่อโลกอย่างไร และสร้างโอกาสอะไรบ้างให้โลก
สอง การวางนโยบายที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
สาม มีพันธกิจในการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงพอ ทันเหตุการณ์
สี่ มีความรับผิดชอบหากการกระทำของบริษัทส่งผลเสียต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม
ห้า เลือกคู่ค้าที่ยึดถือปรัชญา ESG ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาเช่นกัน โดยกำหนด Code of Conduct ให้ชัดเจน และข้อนี้ก็คือสิ่งที่ทำให้องค์กรเป็น ESG 2.0 ไม่ใช่ 1.0 เหมือนในอดีต
- ESG ต่อจากนี้คือหน้าที่ ไม่ใช่ทางเลือก
เทรนด์ต่อจากนี้ คือ ESG จะกลายเป็นภาคบังคับ โดยการบังคับนี้มาจาก 2 กลไกหลัก หนึ่ง คือกฎหมายในประเทศที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เช่น กฎหมายอากาศสะอาด กฎหมายการใช้น้ำที่กำลังจะออกในไม่ช้า รวมถึงกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ออกมาแล้ว
ส่วนกลไกที่ 2 จะเป็นการบังคับทางอ้อมจากระดับโลก เช่น ปลายปีนี้สหภาพยุโรปจะกำหนดเงื่อนไขการนำเข้ายางพาราและน้ำมันปาล์มว่า ต้องไม่มาจากการทำลายป่า ส่วนธนาคารโลกก็ได้เพิ่มตัวชี้วัดจาก 200 กว่าข้อ กลายเป็น 798 ข้อ ซึ่งใน พ.ศ. 2569 ประเทศไทยจะได้รับการประเมินว่าอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของโลก นั่นแปลว่า ถ้าประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงพอ เราก็อาจแข่งขันในเวทีโลกไม่ได้

[5]
Disability : Chance to Change
สุดารัตน์ เมฆฉาย (กรรมการสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย)
ความพิเศษของวิทยากรท่านนี้ คือเธอขึ้นเวทีมาบรรยายด้วยภาษามือ ซึ่งเรื่องที่เธอสื่อสารก็คือ 3 เทรนด์สำคัญที่สังคมควรมีต่อผู้พิการ
(1) ยุติการเลือกปฏิบัติ
ในปัจจุบันนี้ คนพิการจำนวนมากยังคงถูกกีดกันจากการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการที่เป็นผู้หญิงหรือ LGBTQA+ รวมถึงการถูกละเมิดสิทธิต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหานี้ไม่ได้เคยรับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ
เธอเสนอหนทางแก้ว่า เราควรสร้างความเข้าใจในสิทธิและความสามารถของคนพิการมากขึ้น รวมถึงภาครัฐเองก็ควรออกนโยบายที่เฉพาะเจาะจงและคำนึงถึงความหลากหลายของผู้พิการ ไปจนถึงให้ความคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ การตีตรา หรือความรุนแรง

(2) ลดความเหลื่อมล้ำ
สิ่งนี้ทำได้หลายวิธี เช่น กฎหมายรับรองสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการสาธารณะ หรือให้การสนับสนุนเพื่อให้คนพิการเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชันต่าง ๆ สำหรับคนพิการ
(3) สร้างการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ
สังคมควรเปลี่ยนจากการกีดกันเป็นการให้โอกาสและเพิ่มโอกาส เช่น โครงการจัดหางานที่ตรงทักษะและความสามารถ สนับสนุนธุรกิจที่จ้างงานคนพิการ สนับสนุนการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะคนพิการที่เป็นผู้หญิงหรือ LGBTQA+ ซึ่งมีโอกาสน้อยเป็นพิเศษ

[6]
Equality in Diversity
กิตตินันท์ ธรมธัช (นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย)
เราควรมองความหลากหลายในโลกยุคใหม่อย่างไร วันนี้นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย มีคำตอบมาให้
(1) คำว่า ‘ความหลากหลายทางเพศ’ มันแคบไปแล้ว
นับเป็นเรื่องดีที่สังคมเราเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ถึงวันนี้ เราควรมองความหลากหลายของมนุษย์ให้กว้างกว่านั้นอีก นั่นคือความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ สภาพร่างกาย ฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่ากรณีใด ๆ
(2) อัตลักษณ์ทับซ้อน = ส่งเสริมดีกว่าสงเคราะห์
แม้รัฐธรรมนูญของไทยจะกล่าวถึงการไม่เลือกปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายไทยก็มีการนิยาม ‘กลุ่มเปราะบาง’ 13 กลุ่ม ได้แก่ เด็กและเยาวชน, สตรี, คนพิการ, ผู้มีความหลากหลายทางเพศ, ชาติพันธุ์, แรงงานข้ามชาติ, แรงงานนอกระบบ, ผู้พ้นโทษเรือนจำ, ผู้ใช้สารเสพติด, ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV, คนไร้บ้าน, คนไร้สัญชาติ, พนักงานบริการ
ในมุมหนึ่ง การกำหนดเช่นนี้ก็เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้รับการช่วยเหลือ แต่ในอีกมุม การกำหนดนี้ก็อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในตัวมันเอง
“ที่ผ่านมาประเทศไทยเพียงกำหนดวิธีเยียวยาและสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม โดยลืมไปว่าคนหนึ่งอาจมีอัตลักษณ์ทับซ้อนได้ เช่น ผู้มีความหลากหลายทางเพศคนหนึ่งอาจเป็นผู้สูงอายุด้วยก็ได้ เป็นผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ด้วยก็ได้ และก็เป็นคนพิการด้วยก็ได้ และที่สำคัญคือการช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ทำให้เขาเปราะบางอยู่เหมือนเดิม โจทย์ที่สำคัญกว่าก็คือ ทำอย่างไรให้เขาหลุดพ้นจากความเปราะบางไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

คุณกิตตินันท์สรุปว่า สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนจาก ‘การสงเคราะห์เยียวยา’ เป็น ‘การส่งเสริม’ โดยให้โอกาสพวกเขาแสดงศักยภาพออกมา เพื่อให้พวกเขาขึ้นมาอยู่ในระนาบเดียวกับพลเมืองทั่วไป ตัวอย่างที่ควรแก้ไขได้แล้ว เช่น ข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ว่า ไม่รับผู้ติดเชื้อ HIV เข้าทำงาน ทั้งที่ในเชิงการแพทย์ก็ชัดเจนแล้วว่าผู้มีเชื้อ HIV อยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้
(3) ขจัดการเลือกปฏิบัติ = คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“เราจำเป็นต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ ซึ่งตอนนี้สถานะกฎหมายที่เรายื่นเข้าสู่สภาฯ ก็พร้อมแล้ว มีฉบับภาคประชาชนที่รวบรวมได้ 12,000 รายชื่อ เหลือแค่รอนายกฯ เซ็น ส่วนฉบับพรรคการเมืองก็มียื่นแล้ว ทางรัฐเองก็มีการร่างกฎหมายภายใต้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งหากเราขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมได้ ก็จะตอบโจทย์ SDGs ข้อ 10 ได้ด้วย และถ้าเป้าหมายนี้ผ่าน ก็จะนำไปสู่เป้าหมายอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น แล้วเราก็จะไปสู่สังคมที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

[7]
สิทธิการเกิด-เจ็บ-ตาย ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
รศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ (คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
เทรนด์การเกิดแก่เจ็บตายจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต… อาจารย์เจ้าของฉายา ‘นักเศรษฐศาสตร์แห่งการเกิดแก่เจ็บตาย’ จะมาเล่าให้เราฟัง
(1) สิทธิ์การเจริญพันธุ์
ในอนาคต ภาวะมีบุตรยากมีแนวโน้มพบบ่อยขึ้น เนื่องจากความพร้อมในการมีลูกช้าลง ทำให้การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์จะมีมากขึ้น เช่น เด็กหลอดแก้ว การฝากไข่ แม่อุ้มบุญ ซึ่งจะตอบโจทย์คู่รัก LGBTQA+ ที่อยากมีลูกได้ด้วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศถึง 42 เปอร์เซ็นต์ที่อยากมีลูก
(2) การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
แนวโน้มการรักษาโรคในอนาคต แพทย์จะไม่ได้ดูแค่อาการของโรคอีกต่อไปแล้ว แต่จะดูไปถึงพันธุกรรมเฉพาะบุคคล ว่าพันธุกรรมแบบนี้ควรรักษาอย่างไร เช่น ยาตัวไหนเหมาะสมที่สุด ซึ่งทุกวันนี้เริ่มมีแล้วในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้วยราคาที่สูง

(3) สิทธิ์การตาย
ในอีก 30 ปีต่อจากนี้จะมีคนแก่ที่โสด ป่วย และเหงามากขึ้น นำมาสู่การเรียกร้องสิทธิในการตายดีมากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีพร้อมแล้ว โดยในบางประเทศมีการใช้แคปซูลการุณยฆาตที่จะปล่อยไนโตรเจนบริสุทธิ์ออกมา (ไม่มีออกซิเจน) ทำให้ผู้ที่นอนอยู่ข้างในยังรู้สึกว่าหายใจได้ปกติ แต่แค่ง่วงแล้วหลับไป หรือการใช้ AI มาช่วยคัดกรองผู้ต้องการเข้ารับการการุณยฆาต แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้ ซึ่งในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะมีการเรียกร้องมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่สังคมควรพิจารณาจากแนวโน้ม 3 ข้อนี้ก็คือ สิทธิเหล่านี้ควรมีขอบเขตแค่ไหน กฎหมายควรเป็นอย่างไร เช่น การอนุญาตให้แม่อุ้มบุญถูกกฎหมายอาจช่วยเพิ่มสิทธิการเจริญพันธุ์ แต่เราจะป้องกันการค้ามนุษย์อย่างไร การรักษาโดยอาศัยข้อมูลพันธุกรรมเฉพาะบุคคลอาจได้ผลดีในแง่การรักษา แต่เราจะป้องกันการขายข้อมูลพันธุกรรมอย่างไร กฎหมายการุณยฆาตอาจช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่เราจะป้องกันญาติที่บังคับให้ผู้ป่วยทำการุณยฆาตอย่างไร… นี่คือโจทย์ที่ต้องคิดกันต่อไป

[8]
Farming for Tomorrow
จักรชัย โฉมทองดี (ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ PlantWorks)
การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาจช่วยโลกได้มากกว่าการเปลี่ยนมาขับรถ EV
ในวันนี้ คุณจักรชัยชวนให้เรานึกถึงการช่วยโลกในมุมใหม่ที่อาจมีอิมแพกต์สูงกว่าวิธีอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกัน
“สมมติว่าพรุ่งนี้พอตื่นขึ้นมา คุณพบว่าระบบพลังงานทั้งโลกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานสะอาด 100% คุณคิดว่าระดับก๊าซเรือนกระจกจะเปลี่ยนไปยังไงครับ”
คำตอบก็คือระดับก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะ 1 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกมาจากระบบผลิตอาหาร ถ้าเราไม่เปลี่ยนระบบนี้ โลกก็ไม่มีทางยั่งยืนได้
แล้วเราควรปฏิรูประบบนี้อย่างไร ทิศทางไหนที่ควรไป คำตอบซ่อนอยู่ใน 3 เทรนด์ ต่อไปนี้
(1) Planting Sustainability
2 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกจากระบบผลิตอาหารมาจากปศุสัตว์
77 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกบนโลกถูกใช้เพื่อปลูกพืชเลี้ยงสัตว์หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์
แค่ 2 ตัวเลขนี้ก็เห็นภาพได้ชัดแล้วว่า เนื้อสัตว์ส่งผลกระทบมากมายขนาดไหน
คุณจักรชัยยังให้ข้อมูลอีกว่า การจะได้โปรตีนจากไก่ 1 ส่วน ต้องปลูกพืชเพื่อสกัดโปรตีนมาเลี้ยงไก่ถึง 5 ส่วน นั่นแปลว่าการกินไก่ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับการกินผัก
“เมื่อเทียบในปริมาณโปรตีนที่เท่ากัน เนื้อหมูปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าถั่ว 9 เท่า เนื้อวัวใช้พื้นที่ในการผลิตมากกว่าเต้าหู้ 74 เท่า แล้วคิดดูว่าทุกวันนี้มีประชากร 7,900 ล้านคน และในปี 2050 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านคน ถ้าระบบการผลิตอาหารยังไม่เปลี่ยนแปลง แปลว่าเราจะต้องการพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับพื้นที่ประเทศไทย 12 ประเทศ”
มีการวิเคราะห์หนึ่งบอกว่า การปรับลดเนื้อสัตว์ให้สมดุลกับผักเป็นการกระทำที่ส่งผลเชิงบวกมากกว่าการเปลี่ยนไปขับรถ EV ถึง 3 เท่า และนั่นจึงนำมาสู่เทรนด์ใหม่ของผู้บริโภคที่เรียกตัวเองว่า Flexitarian คือไม่ได้เป็นมังสวิรัติ แต่พยายามปรับลดเนื้อสัตว์ให้อยู่ในสัดส่วนที่สมดุล

(2) Growing Healthspan
การปรับลดเนื้อสัตว์ไม่ได้แค่ช่วยโลกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เรามีสุขภาพดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่า วิน-วิน ทั้งเราและโลก
จากการวิเคราะห์ของคณะกรรมการ EAT-Lancet พบว่าผู้คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่เพียงบริโภคเนื้อสัตว์สูงเกินขีดจำกัดของโลก (Planetary Boundary) แล้วเท่านั้น แต่ยังทะลุขีดจำกัดของสุขภาพ (Health Boundary) เกินกว่า 2 เท่าด้วย
ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นก็พบว่า ถ้าประชากรโลกหันมาปรับการกินตามข้อแนะนำของ EAT-Lancet จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขได้รวมแล้ว 5.6 ล้านล้านบาท
(3) Kitchen of the World
หากประเทศไทยอยากเป็นครัวของโลก เราต้องมองให้ออกว่าเทรนด์อาหารแบบใดที่โลกต้องการ
คุณจักรชัยเสนอไว้ 2 คำ คืออาหารแห่งอนาคต และ อาหารแห่งวันวาน
“ภายใน 10 ปีข้างหน้า ภาคการเกษตรของสหภาพยุโรปจะปล่อยคาร์บอนมากกว่าภาคพลังงาน เพราะภาคพลังงานปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีมาสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้น เขาจะเริ่มมีมาตรการทางภาษีสำหรับอาหารที่ปล่อยคาร์บอนสูง แน่นอนว่าต้องรวมถึงอาหารที่นำเข้าด้วย”
ดังนั้น โปรตีนจากพืช หรือ Future Food จึงเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและสำคัญมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ในข้อแนะนำการบริโภคที่เหมาะสมของหลายประเทศมีการปรับลดสัดส่วนเนื้อสัตว์ หรือในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งของยุโรปกำหนดพื้นที่บนชั้นว่าต้องมีโปรตีนจากพืชอย่างน้อยเท่าใด รวมถึงประกาศว่าราคาต้องไม่สูงกว่าโปรตีนจากสัตว์ ส่วนในประเทศไทยก็เริ่มมีโรงแรมและโรงพยาบาลบางแห่งที่กำหนดเป้าหมายว่าจะเสิร์ฟเมนูที่ทำจากพืชเพิ่มขึ้น
“แต่นอกจากอาหารแห่งอนาคต ผมอยากจะชวนกลับไปให้ความสำคัญกับอาหารแห่งวันวานด้วยครับ กลับไปมองถึงขุมทรัพย์แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน สมุนไพรต่าง ๆ ถั่วและเห็ดที่เราหลงลืมกันไปแล้วหลากหลายสายพันธุ์ที่อยู่ในเมนูของคุณปู่คุณย่าของเรา หากเราดึงสิ่งนี้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพลังทางอาหารของประเทศไทย นอกจากจะเป็นคำตอบให้เศรษฐกิจไทยแล้ว ยังเป็นคำตอบให้ชุมชนและเกษตรกรไทยด้วย นี่คือสิ่งที่ไทยมีโอกาสมากและเป็นเทรนด์ที่เราไม่ควรพลาด”
คุณจักรชัยฟันธงว่า การปฏิรูปอาหารครั้งใหญ่จะมาแน่นอน และการปฏิรูปนี้ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสร่วมกันระหว่างบุคคล สังคม และโลกใบนี้

[9]
Redefining Justice in the Age of Transition
ดร.พิเศษ สอาดเย็น (ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน))
ระบบยุติธรรมในทุกวันนี้ยุติธรรมจริงหรือ แล้วเราจะนิยามความยุติธรรมใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร
“ผมขอเริ่มจากการเล่าเรื่องของพี่คนหนึ่งครับ เขาชื่อ พี่ธนู เป็นชาวสวนลำไย ในอดีตพื้นที่ของพี่ธนูเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีน้ำตลอดปี ผลผลิตดีจนพี่ธนูกลายเป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมมาตั้งในพื้นที่ ต่อมาพี่ธนูก็พบว่าแหล่งน้ำเริ่มมีฟองและส่งกลิ่นแปลก ๆ ภายหลังจึงพบว่าแหล่งน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และความจริงก็ได้เผยออกมาว่า โรงงานนั้นที่จริงแล้วไม่ได้รีไซเคิลขยะ แค่รับขยะมาแล้วลักลอบฝังกลบใต้ดิน ส่งผลให้สารเคมีรั่วไหลไปทั่ว”
ดร.พิเศษ เล่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือพี่ธนูและเกษตรกรคนอื่น ๆ ได้ร่วมกับทนายและมูลนิธิบูรณะนิเวศเพื่อฟ้องคดี และในที่สุดศาลก็ตัดสินให้ฝ่ายของพี่ธนูชนะ แต่ชัยชนะจากคำตัดสินของศาลกลับยังห่างไกลจากคำว่า ‘ความเป็นธรรม’
เหตุผลแรก คือกากอุตสาหกรรมยังอยู่ที่เดิม สอง คือเงินชดเชยที่เรียกร้องหลักล้าน แต่ศาลตัดสินให้เพียงหลักแสน โดยใช้เกณฑ์แบบเดียวกับการเยียวยาภัยแล้ง และที่ร้ายที่สุดก็คือ ถึงวันนี้พี่ธนูและเกษตรกรก็ยังไม่ได้เงินชดเชยสักบาท เนื่องจากจำเลยเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของเหตุการณ์แบบเดียวกันอีกมากมายที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และนั่นจึงนำมาสู่ข้อสรุป 3 ประการ ที่ ดร.พิเศษ มองระบบยุติธรรมในปัจจุบัน

(1) Justice isn’t Keeping Pace with the Changing World
ระบบยุติธรรมในปัจจุบันตามไม่ทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เทียบได้กับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้อัปเดตมาแสนนาน ทำให้มีความเสี่ยงมากที่จะไม่ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่
(2) Justice is Everyone’s Matter
ผู้ที่มีหน้าที่อัปเดตระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัยก็คือเจ้าของระบบ ซึ่งก็คือสังคม
และนั่นก็ต้องอาศัยกรอบคิดที่ว่า กระบวนการยุติธรรมคือเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของนักกฎหมาย
การจะทำให้กรอบคิดนี้เป็นไปได้ ก็คือการทำให้เรื่องกฎหมายเข้าถึงประชาชน เช่น ในญี่ปุ่น ประชาชนธรรมดาขึ้นนั่งบนบัลลังก์แล้วทำหน้าที่ร่วมกับผู้พิพากษามืออาชีพได้ นั่นแปลว่าศาลต้องปรับตัวเพื่อใช้ภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ สิ่งที่ตามมาก็คือมุมมองของประชาชนสะท้อนกลับไปที่ศาลได้ ศาลจึงใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่อยู่สูงส่งจนแตะต้องไม่ได้ดังเช่นในประเทศไทย หรือที่สหรัฐอเมริกาก็มีศาลที่เรียกว่า Problem-solving Courts ที่ทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้ศาลต้องทำงานใกล้ชิดและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
(3) Power of Asking the Right Question
การตั้งคำถามที่ถูกต้องนั้นมีพลัง เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
แต่การจะตั้งคำถามให้ถูกต้องได้ ประชาชนก็จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เพียงพอเพื่อให้ทันวิธีคิดและวิธีทำงานของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทุกวันนี้มีนวัตกรรมที่เรียกว่า Open Data ช่วยรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายหรือเข้าถึงยากให้อยู่ให้รูปแบบที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลและวิเคราะห์ได้ ทำให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของกระบวนการยุติธรรมได้ หาข้อสรุปเองได้ ตั้งคำถามเองได้
“ถ้าเราใช้เทรนด์นี้ จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ภาคประชาชน ทำให้ประชาชนร่วมออกแบบและเป็นเจ้าของระบบยุติธรรมได้ นี่คือการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจที่สำคัญ”
ดร.พิเศษ ชวนคิดว่าเรื่องราวของพี่ธนูอาจต่างออกไป หากวันนั้นระบบยุติธรรมมีเครื่องมือดังเช่นที่ว่ามา เช่น ผู้พิพากษาอาจใช้ประโยชน์จากข้อมูลหลากหลายและได้รับคำแนะนำเพื่อตัดสินว่าค่าชดเชยที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร รวมถึงในคำพิพากษาก็อาจรวมวิธีการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนอยู่ในนั้น หรือระบบ Open Data ก็อาจทำให้ประชาชนดูได้ว่าเส้นทางรถขนขยะไปทางไหน เหมือนที่เราเช็กค่า PM 2.5 ทุกเช้า และเผลอ ๆ พี่ธนูอาจรู้ได้ตั้งแต่แรกว่าจะมีโรงงานมาตั้ง และร่วมกับเพื่อนเกษตรกรในการต่อรองเพื่อให้การตั้งโรงงานนั้นถูกตรวจสอบอย่างรัดกุมมากขึ้น

[10]
Triple Planetary Crisis
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี (อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)
“ขอให้ทุกคนหลับตาแล้วจินตนาการถึงบ้านในฝันกันครับ บ้านในฝันของหลายคนก็คงมีสวนที่สวยงาม มีรั้วที่แข็งแรงปลอดภัย มีบ่อน้ำที่สะอาด มีอากาศบริสุทธิ์” ดร.ปิ่นสักก์ ชวนเราฝันหวาน ก่อนจะดับฝันนั้นด้วยประโยคที่ว่า
“จากนั้นลองคิดว่าอยู่มาวันหนึ่ง รั้วบ้านของเราเริ่มพัง เสาบ้านเริ่มผุ ผนังบ้านเริ่มร้าว บ่อน้ำเริ่มเน่า อากาศเริ่มมีมลพิษ”
ดร.ปิ่นสักก์ เปรียบเทียบสถานการณ์ทั้งหมดนี้กับสิ่งที่โลกกำลังเผชิญ หรือที่เรียกว่า Tripple Planetary Crisis (วิกฤตการณ์โลก 3 ประการ) นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยรั้วที่ผุพังเทียบได้กับรูรั่วของชั้นโอโซนในบรรยากาศและก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น เสาบ้านที่ผุพังก็เปรียบได้กับความหลากหลายทางชีวภาพที่ค้ำจุนโลกหายไป สิ่งมีชีวิตทยอยสูญพันธุ์ และสุดท้ายน้ำเน่าอากาศเสียก็คือปัญหามลพิษ
คำถามคือ ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ เทรนด์อะไรบ้างที่เราต้องรู้หรือควรเตรียมพร้อมรับมือ
(1) ความเสี่ยง
เราทุกคนรู้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้น แค่ความร้อนเป็นแค่ส่วนเดียว เราต้องรู้ถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย เช่น อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนำมาสู่สภาพอากาศที่สุดขั้วยิ่งขึ้น ตั้งแต่แล้งจัดไปจนถึงพายุ รวมทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนและทำนายได้ยากขึ้น ตัวอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมาก็คือเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ และเป็นครั้งแรกของทะเลไทยที่เกิดเหตุการณ์ที่หญ้าทะเลตายเป็นหมื่น ๆ ไร่

(2) ความสัมพันธ์
หลังจากรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร สิ่งสำคัญต่อมาคือต้องรู้ว่าความเสี่ยงนั้นจะกระทบกับเราอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง เช่น ปะการังฟอกขาวแล้วไง หญ้าทะเลตายแล้วไง
คำตอบคือ ทุกสิ่งในธรรมชาติสัมพันธ์กันเสมอ ถ้าปะการังฟอกขาว สิ่งที่เราจะสูญเสียไปไม่ใช่แค่ปะการังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัตว์น้ำมากมายที่จะลดลง ส่งผลกระทบไปถึงการประมง อาหารทะเล จากนั้นเมื่อจุดดำน้ำต้องปิดเพราะปะการังฟอกขาว ผู้ได้รับผลกระทบก็มีตั้งแต่บริษัททัวร์ดำน้ำไปจนถึงผู้ที่อาศัยรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด
ดังนั้น หากมองในแง่การจัดการ เราจึงไม่อาจแยกส่วนระหว่างสิ่งแวดล้อมกับธุรกิจได้ เช่น การแก้ปัญหาขยะทะเล จะมองแค่ขยะบนชายหาดไม่ได้ แต่ต้องคิดไปจนถึงวิธีจัดการขยะบนแผ่นดิน และเชื่อมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ว่าควรใช้วัสดุแบบใด ออกแบบอย่างไรให้สร้างขยะน้อยชิ้นที่สุด จัดเก็บง่ายสุด ไปจนถึงทางเลือกอื่น ๆ ให้ผู้บริโภค
(3) ความสมดุล
การจะอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด นั่นคือมนุษย์ไม่อาจควบคุมธรรมชาติ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งสมดุลในที่นี้ไม่ใช่สมดุลที่มนุษย์กำหนด แต่ต้องเป็นสมดุลของธรรมชาติที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ เช่น สมดุลของหาดทราย บางฤดูหาดทรายอาจถอยร่นไป แต่บางฤดูคลื่นลมก็จะพาทรายกลับมาเติมตามธรรมชาติ หากไม่เข้าใจสมดุลนี้ มนุษย์ก็อาจพยายามควบคุมโดยไปสร้างเขื่อนคอนกรีตหรือกำแพงกันคลื่น ซึ่งไม่ใช่สมดุลธรรมชาติและสร้างปัญหาตามมา
ดังนั้น มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไป และทำตัวยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อที่เราจะได้มีศักยภาพในการฟื้นตัวหลังผ่านวิกฤต
“สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เสื้อผ้าที่ถอดเปลี่ยนได้ แต่มันคือตัวเรา เลือดเนื้อเรา ร่างกายเรา ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี เราก็จะไม่รอด”

[11]
กอบกู้โลกด้วยกฎหมาย (Towards Nature-positive Pathways)
ดร.เพชร มโนปวิตร (เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย)
ในวันที่หันไปทางไหนก็เห็นแต่การทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วความหวังอยู่ที่ไหน
ในช่วงนี้ ดร.เพชร ได้มาปลุกความหวังของพวกเราให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยชวนให้รู้จักกฎหมาย 3 ฉบับจากทั่วโลกที่แสดงให้เห็นว่า เทรนด์การพัฒนาที่ใส่ใจความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกให้ความสำคัญมากขึ้นทั่วโลก
“เราอยู่ในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกา เพียงไม่ถึง 2 ปีหลังการบรรลุข้อตกลงเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ที่นานาประเทศมีฉันทมติว่าจะพัฒนาไปสู่ความเป็น Nature Positive เราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว หลายสิ่งที่เคยเป็นความฝันได้เกิดขึ้นจริง เช่น ความหลากหลายของผีเสื้อในทุ่งหญ้าหรือความชุกชุมของนกป่าได้กลายมาเป็นดัชนีเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
(1) กฎหมาย Biodiversity Net Gain ของสหราชอาณาจักร (ปี 2023)
นี่คือกฎหมายที่มีหัวใจว่า ทุก ๆ การพัฒนาต้องทำให้ธรรมชาติดีกว่าเดิม
พูดอีกอย่างว่าก่อนจะทำโครงการอะไร แค่ทำ EIA เพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่พอ แต่ต้องทำให้สิ่งแวดล้อม ‘ดีกว่าเดิม’ ด้วย โดยมีตัวชี้วัดคือความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ชนิดของนกเพิ่มขึ้น
นั่นแปลว่าเจ้าของโครงการต้องคิดเรื่องนกป่า ผึ้งป่า แมลงปอ ในกระบวนการออกแบบด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือคนที่มีความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพจะเป็นที่ต้องการในตลาดงาน เนื่องจากจำเป็นต้องมีการสำรวจความหลากหลายในพื้นที่ก่อนและหลังโครงการ (Biodiversity Footprint)
นอกจากนั้น กฎหมายนี้ยังกำหนดให้ผู้ที่สร้างผลกระทบต้องจ่ายค่าชดเชย รวมทั้งกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินลุกขึ้นมาทำให้พื้นที่ของตนเองมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย
(2) กฎหมาย Nature Repair Bill ของออสเตรเลีย (ปี 2023)
กฎหมายนี้อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ‘พ.ร.บ. ซ่อมแซมธรรมชาติ’ ซึ่งสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ โดยจุดสำคัญคือต้องมีความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่วัดได้ เช่น ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานลดลง หรือคาร์บอนในดินที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนวิถีเกษตรจากเคมีเป็นอินทรีย์ ซึ่งทั้งหมดนี้แปลงมาสู่รายได้ได้
ออสเตรเลียจึงถือว่าเป็นประเทศแรกของโลกที่นำเครื่องมือ Biodiversity Credit เชิงสมัครใจมาใช้
ความน่าสนใจของกฎหมายฉบับนี้คือ ใช้เวลาผลักดันเพียงแค่ 10 เดือน โดยที่ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อยุติการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

(3) กฎหมาย Nature Restoration Law ของสหภาพยุโรป (ปี 2024)
กฎหมายนี้อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ‘พ.ร.บ. ฟื้นฟูธรรมชาติ’ ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า ภายในปี 2030 ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมให้ได้อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ และภายในปี 2050 ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมทั้งหมดของสหภาพยุโรปต้องกลับมาดีเหมือนเดิม โดยมีตัวชี้วัดคือความหลากหลายของนกป่า จำนวนชนิดของผีเสื้อในทุ่งหญ้า คาร์บอนที่กักเก็บในดิน ฯลฯ
และที่น่าสนใจมากก็คือการกำหนดเป้าหมายว่าภายใน 7 ปีข้างหน้า สายน้ำ 25,000 กิโลเมตร จะต้องได้ไหลอย่างอิสระ นั่นแปลว่าต้องรื้อฝาย รื้อเขื่อน รื้อสิ่งกีดขวางทั้งหมด และฟื้นฟูชีวิตของแม่น้ำตามธรรมชาติให้กลับคืนมา
ประเทศสมาชิกจะมีเวลา 2 ปีในการพัฒนาแผนฟื้นฟูธรรมชาติของตัวเอง ผลก็คือในยุโรปทุกวันนี้ เกิดเครือข่ายฟื้นฟูธรรมชาติมากมาย เช่น เครือข่าย Rewilding Europe ฯลฯ
เทรนด์ของโลกในอนาคต จะไม่ใช่แค่เพียง Net Zero ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์เท่านั้น แต่จะก้าวไปสู่เทรนด์ Nature Positive คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติด้วย
“ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของโลกก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเช่นกัน เราต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาที่ทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลัง มาเป็นการเห็นคุณค่าของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และจากเดิมที่หนทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution) เป็นเพียงทางเลือก ก็ควรกลายมาเป็นกระแสหลักได้แล้ว
“ทุกวันนี้น้ำท่วมภาคเหนือ เราก็ยังเถียงกันอยู่เหมือนเดิมว่าจะสร้างเขื่อนดีไหม ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องก้าวข้ามผ่านบทสนทนาเดิม ๆ แล้วมองไปรอบตัว ดูว่าตอนนี้องค์ความรู้ของโลกไปถึงไหนกันแล้ว กติกาของโลกเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว
“กฎหมายคือเครื่องมือทรงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมเราต้องช่วยกันผลักดันกฎหมายที่ควรมีแต่ยังไม่มี และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย คืนความยุติธรรมให้กับธรรมชาติ และหยุดเซาะกร่อนบ่อนทำลายธรรมชาติได้แล้วครับ”

[12]
Future of the Mekong, for Rights of Rivers
เพียรพร ดีเทศน์ (ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาค International Rivers)
แม่น้ำโขงกำลังถูกย่ำยีอย่างไรบ้าง และทำไมเราถึงควรต้องสนใจ ‘สิทธิของแม่น้ำ’
(1) แม่โขง 101
จากลำธารเล็ก ๆ หลายสายที่เกิดจากหิมะละลายบนเทือกเขาหิมาลัย ได้ไหลรวมกันจนก่อเกิดเป็นสายน้ำแห่งชีวิตที่ชื่อ ‘แม่น้ำโขง’ ซึ่งไหลผ่าน 6 ประเทศและหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้าน
ธรรมชาติของสายน้ำแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูแล้ง ระดับน้ำจะลดต่ำจนเผยให้เห็นเกาะแก่งหรือสันดอนทรายกลางน้ำ เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นกตัวเล็ก ๆ มาวางไข่ ส่วนบริเวณวังน้ำลึกก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าปลา จากนั้นเมื่อฤดูฝนเวียนมา ระดับน้ำที่เพิ่มสูงก็จะหลากเข้าสู่ลำน้ำสาขาและพื้นที่ชุ่มน้ำริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ปลาไปวางไข่
วงจรธรรมชาติเช่นนี้ดำเนินมาชั่วนาตาปี จนกระทั่งเพียงแค่ภายใน 30 ปีที่ผ่านมา สายน้ำแห่งชีวิตนี้ก็กลายเป็นที่ตั้งของเขื่อนกั้นแม่น้ำหลายสิบแห่ง ซึ่งสร้างผลกระทบให้ชีวิตมากมาย
(2) ปกป้องแม่น้ำโขง
นอกจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างโดยไม่คำนึงถึงนิเวศบริการหรือผู้ใช้ลำน้ำอื่น ๆ แล้ว เมื่อหลายปีก่อน ยังมีโครงการที่จะระเบิดแก่งกลางแม่น้ำโขงหลายร้อยกิโลเมตร นับจากจีนตอนใต้ ผ่านไทย ไปจนถึงลาว เพื่อเปิดทางให้เรือใหญ่ขนส่งสินค้าได้สะดวก
นี่จึงเป็นภารกิจที่ประชาชนริมโขงตัวเล็กตัวน้อยลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำโขง เพราะหากทรัพยากรแม่น้ำโขงถูกทำลาย สิ่งที่จะหายไปไม่ใช่แค่พันธุ์ปลา แต่รวมถึงเศรษฐกิจชุมชน รายได้ครอบครัวจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ครอบครัวแห่งหนึ่งที่สี่พันดอน ลาวใต้ ในช่วงฤดูจับปลาสร้างรายได้สัปดาห์ละ 1 ล้านบาท ซึ่งเลี้ยงชีวิตพวกเขาไปได้ทั้งปี
นี่คือสิ่งที่จะหายไปจากเขื่อนและการระเบิดแก่ง

(3) Rights of Rivers
แม่น้ำโขงไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของผู้คน 60 ล้านคนตลอดลุ่มน้ำ รวมถึงสิ่งมีชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะปลา นกตัวเล็ก ๆ หรือพืชพรรณ แต่เจ้าของที่แท้จริงเหล่านี้กลับไม่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเองเลย
“ทุกปีกลุ่มรักษ์เชียงของจะทำแผนที่รังนกบนเกาะแก่งกลางน้ำ ซึ่งนกเล็ก ๆ เหล่านี้อพยพมาจากจีนตอนใต้ แล้วเราก็ต้องเสียน้ำตากันทุกปีที่เห็นไข่ของพวกเขาจมอยู่ใต้น้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจีนปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมา”
สิทธิของแม่น้ำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแม่น้ำ แต่คือเรื่องของชีวิตมากมายที่อาศัยสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนตัวเล็กตัวน้อย ไปจนถึงสรรพสัตว์และพืชพรรณ ซึ่งควรมีสิทธิในการใช้ประโยชน์จากสายน้ำนั้นเช่นกัน
“ทำอย่างไรที่เราจะให้ลูกหลานรุ่นต่อไปของเรามีโอกาสเห็นนกเล็ก ๆ เหล่านี้ มีโอกาสได้กินปลาที่ไม่ใช่แค่ปลาดอลลี่ที่ขายอยู่ตามห้างใหญ่ ๆ แต่ได้กินปลาหลากหลายที่ทำเมนูได้หลากหลาย โดยไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น”
เรื่องของแม่น้ำโขงไม่ใช่แค่เรื่องของประชาชนริมโขงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนเมืองอย่างเราทุกคน ที่เห็นได้ชัดสุดก็คือตัวเลขที่ปรากฏในบิลค่าไฟแพง ๆ ของเรา
“หวังว่าบทเรียนจากแม่น้ำโขงจะถูกนำไปใช้กับแม่น้ำนานาชาติสายอื่น เช่น แม่น้ำสาละวินที่วันนี้ยังอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มีโครงการเขื่อนและผันน้ำรออยู่ ซึ่งก็หวังว่าอนาคตจะไม่ซ้ำรอยกับแม่น้ำโขง ถ้าสักวันเรามีรัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชน มีรัฐบาลที่คำนึงถึงสิทธิของแม่น้ำ สิทธิของธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเทรนด์ Rights of Rivers เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ”

[13]
AI & Sustainability
ดร.ครรชิต รองไชย (ผู้ก่อตั้ง AI and Sustainability Laboratory)
AI จะช่วยตอบโจทย์การไปถึงเป้า SDGs ได้อย่างไร
ในช่วงนี้ ดร.ครรชิต จะมาเล่าถึง 3 เทรนด์การใช้ AI เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนและโลกที่ดีขึ้น
(1) Sustainable AI
มีหนทางมากมายที่ AI จะช่วยเรื่องความยั่งยืนได้ เช่น การใช้ AI ช่วยนักวิจัยระบุชนิดของสัตว์ การพยากรณ์อากาศให้เกษตรกร การจัดการน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบผลิต การลดคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร การแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ

(2) Human in the Loop
เพื่อที่จะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบ สหภาพยุโรปจึงออกกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) เพื่อกำหนดการใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสม หนึ่งในนั้นคือการกำหนดให้มีมนุษย์อยู่ในศูนย์กลางของการพัฒนา AI รวมทั้งมีบทบาทในการกำหนด กำกับ ควบคุม
(3) Do No Harm
ในกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าว ยังได้แบ่งกิจกรรมที่ใช้ AI เป็น 4 ระดับความเสี่ยง ซึ่งมีมาตรการควบคุมต่างกัน กล่าวคือ กิจกรรมที่ไม่มีความเสี่ยง (เช่น ใช้ AI กรองอีเมลสแปม), กิจกรรมที่มีความเสี่ยงเล็กน้อย (เช่น ใช้ AI เขียนรายงาน), กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น เครื่องมือแพทย์ หรือการใช้ AI สัมภาษณ์งาน) และกิจกรรมที่ห้ามใช้ AI (เช่น การใช้กล้อง CCTV ประเมินพฤติกรรมประชากรและให้คะแนน หรือตรวจจับความรู้สึกพนักงาน) ทั้งนี้ก็เพื่อให้การใช้งาน AI ไม่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำหรือการละเมิดสิทธิต่าง ๆ

[14]
Beyond 2030
ผศ.ดร.ชล บุนนาค (ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
SDGs หลังปี 2030 จะเป็นอย่างไร… ผศ.ดร.ชล มีคำตอบมาให้
(1) ทำไมต้องไปต่อ
แน่นอนว่า SDGs ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่เพราะเป็นเป้าหมายของสหประชาชาติ แต่เป็นเพราะนี่คือหนทางแห่งความอยู่รอดของมนุษยชาติและโลก ซึ่งในทางเทคนิคยังพอมีความเป็นไปได้ ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ที่ผ่านมาเราอาจยังไปไม่ถึงเป้าหมายเพราะโรคระบาด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงกลไกขับเคลื่อนที่ยังมีปัญหา ซึ่งหากเราได้เรียนรู้จากอดีตและถอดบทเรียน เราก็ยังพอมีหวังที่จะบรรลุเป้าหมายได้
(2) โลกควรไปต่ออย่างไร
ในแวดวงนักวิชาการระดับสากลมองว่า SDGs ทั้ง 17 ข้อ ยังต้องเป็นพื้นฐานอยู่ แต่ต้องมีการอัปเดตและปรับกรอบใหม่บางประการเพื่อให้ทันเหตุการณ์ เช่น เพิ่มประเด็นสันติภาพของโลกหรือปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งเปลี่ยนตัวชี้วัดบางอย่าง ฯลฯ นอกจากนั้นยังต้องมีการปฏิรูประบบขับเคลื่อนของสหประชาชาติ เช่น เพิ่มบทบาทความรับผิดชอบประเทศพัฒนาแล้ว มีการทบทวนถี่ขึ้น มีการปฏิรูปกลไกการเงินระหว่างประเทศ โดยโจทย์สำคัญอย่างหนึ่งคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศวางแผนการพัฒนาโดยนึกถึงคนในอนาคตมากขึ้น

(3) ไทยควรไปต่ออย่างไร
SDG Move ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ สวทช. เพื่อศึกษาวิกฤต SDGs ของประเทศไทย โดยมีข้อสรุปแนวทางการขับเคลื่อนต่อ ดังนี้
ในเชิงประเด็น ได้เสนอให้ขับเคลื่อนแบบมียุทธศาสตร์มากขึ้น โดยเน้นไปที่ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ หนึ่ง เปลี่ยนผ่านระบบการเกษตรและการผลิตอาหารให้ยั่งยืนขึ้น สอง เปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้เป็นธรรมและยั่งยืนขึ้น สาม การรับมือภัยพิบัติ สี่ ความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากร ห้า สุขภาพและสุขภาวะ เช่น คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และหก ระบบอภิบาลและขับเคลื่อนความยั่งยืน
ส่วนในเชิงกลไก ได้เสนอ 4 กลไกหลัก ได้แก่ หนึ่ง การทำให้กลไกการเงินเพื่อการพัฒนากลายเป็นวาระสำคัญในโรดแมปของสภาพัฒน์ฯ เพื่อให้ภาคประชาสังคมและชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน สอง การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและภาควิชาการมีส่วนกำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สาม สร้างกลไกการรับผิดรับชอบของภาครัฐในการขับเคลื่อน SDGs เช่น ผลการดำเนินงานควรถูกรายงานในรัฐสภาฯ และทำให้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องรับผิดรับชอบต่อการบรรลุหรือไม่บรรลุ และสี่ การเสริมสร้างศักยภาพทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน รวมถึงการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป

[15]
ทลายมายาคติพลังงาน (Mythbusting Energy)
สฤณี อาชวานันทกุล (กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด)
70 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยมาจากภาคพลังงาน
ดังนั้น ถ้าเราเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่เราจะเข้าสู่โลกที่เป็นสังคมแห่งการพัฒนาอย่างเท่าเทียม ซึ่งวันนี้ คุณสฤณีชวนเรามาพิจารณาถึงคำ 3 คำ ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ว่ามีมายาคติอะไรซ่อนอยู่บ้าง
(1) ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)
ในความเข้าใจของคนทั่วไป คำนี้หมายถึงการที่มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ ไฟไม่ตก ไฟไม่ดับ
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองเกินจำเป็นไปมาก และร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ล่าสุดของไทย กำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเกินกว่ากำลังไฟสูงสุดที่เราต้องการถึง 2 เท่า (วางแผนกำลังผลิตที่ 112,000 MW ทั้งที่ความต้องการไฟสูงสุดในอีก 13 ปีข้างหน้าของไทยอยู่ที่เพียง 54,000 MW)
นี่คือความมั่นคงที่เราต้องตั้งคำถาม
คำถามที่ 1 คือมันจำเป็นกับเราแค่ไหน คำถามที่ 2 คือมันเป็นความมั่นคงของใคร
และคำถามสุดท้าย คือพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลมั่นคงจริงไหม เพราะถ้าที่มาของพลังงานนั้นเพิ่มคาร์บอนให้โลกมหาศาลจนคุกคามความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ คุกคามระบบนิเวศ สิ่งที่เรามองแคบ ๆ ว่าเป็นความมั่นคงทางพลังงาน อาจไม่ใช่ความมั่นคงของมนุษยชาติก็ได้
“สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเปลี่ยนโครงสร้าง ก็คือเปลี่ยนกรอบความคิด เราคุ้นชินกับสังคมที่ทุนนิยมฟอสซิลสร้างมา ซึ่งการผลิตพลังงานต้องอาศัยบริษัทใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พลังงานฟอสซิลจึงเป็นระบบรวมศูนย์ แต่ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำคือต้องเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งหลายรูปแบบเราจัดการเองได้ มีงานวิจัยที่บอกว่าไทยมีศักยภาพผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ถึง 300 กิกะวัตต์ รวมถึงไฟฟ้าจากชีวมวลที่จัดการได้ในระดับครัวเรือนหรือชุมชน”
คุณสฤณีสรุปว่า ความมั่นคงทางพลังงานยุคใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการรวมศูนย์ให้เป็นการกระจายศูนย์ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการได้มากที่สุด นั่นจึงเป็นความมั่นคงที่แท้จริง

(2) ราคาที่เหมาะสม (Appropriate Price)
“เราอาจไม่ได้ต้องการค่าไฟที่ถูก เท่ากับค่าไฟที่เป็นธรรม”
จากสถานการณ์ค่าไฟฟ้าแพงที่ผ่านมา ซึ่งภาครัฐอ้างว่าแพงเพราะเหตุการณ์จำเป็น เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่ต้องนำเข้าราคาผันผวนและถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งคุณสฤณีก็ชวนตั้งคำถามว่า ในเมื่อเรายังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่การพึ่งพาตนเอง แต่ทำไมในร่างแผน PDP จึงวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่อีก 8 แห่ง ขณะที่ก๊าซในอ่าวไทยก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ
“นั่นแปลว่า เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้น คำถามคือแล้วราคาจะเป็นราคาที่เหมาะสมได้อย่างไร”
อีกหนึ่งตัวอย่างของค่าไฟที่แพงโดยไม่จำเป็น ก็คือในแผน PDP ระบุถึงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 3 แห่ง ทั้ง ๆ ที่ กฟผ. ต่อสัญญากับเขื่อนเก่าในแม่น้ำโขงได้ ซึ่งจะได้ค่าไฟถูกกว่า (ประมาณ 1 บาทกว่า ๆ หรือ 2.40 บาท) แต่แผนพัฒนากลับไม่เลือกทางนั้น และแน่นอนว่าเมื่อสร้างเขื่อนใหม่ ค่าไฟย่อมแพงขึ้น โดยที่ยังไม่นับความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม
“ถ้าค่าไฟแพง แต่รัฐอธิบายได้ว่าจำเป็นต้องเป็นแบบนี้จริง ๆ และเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็ยังพอยอมรับได้ แต่การสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 8 แห่ง เขื่อนใหญ่อีก 3 แห่ง ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแน่นอน การมีไฟสำรองเกิน 2 เท่าก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแน่นอน และเรายังมีทางเลือก คำถามคือทำไมไม่เลือกทางที่เหมาะสมกว่า”
(3) Green
ไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนมักถูกโฆษณาว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่คำถามคือสะอาดจริงไหม
หากวัดในแง่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็อาจใช่ แต่ถ้าพูดถึงความสูญเสียต่อธรรมชาติ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตผู้คนแล้ว พลังไฟฟ้าจากเขื่อนก็ไม่อาจเรียกได้ว่าพลังงานสะอาดอีกต่อไป
ดังนั้น เวลาที่เราเห็นโครงการต่าง ๆ ที่ประกาศว่าตนเองกรีน เราก็ต้องรู้จักตั้งคำถามว่ากรีนจริงไหม คำว่ากรีนที่แท้จริงต้องดูให้ครบทุกมิติ ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
“ความยั่งยืนไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตราบใดที่เรายังมองไม่เห็นและไม่ยอมรับสิ่งไม่ยั่งยืนที่มีอยู่ในสังคม ตราบใดที่เราไม่ยอมรับว่ามีแหล่งพลังงานที่สกปรก สร้างความเดือดร้อน แล้วเราไม่หาวิธีหรือกลไกบังคับให้เขาเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ยั่งยืนกว่า ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง
“ถ้าเรายังไม่เข้าใจคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ไม่เป็นไร ขอให้เราส่งเสียงให้ดังขึ้นว่าอะไรที่มันไม่ยั่งยืน”

Sustrends 2025 in Action
สิ่งที่เราหวังมากที่สุดจากการจัดงานครั้งนี้ ก็คือการสร้างแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การลงมือทำ
ดังนั้น ขอประกาศอีกครั้งว่า เรากำลังมีทุนสำหรับผู้อยากริเริ่มโครงการเพื่อความยั่งยืน จำนวน 5 ทุน ทุนละ 40,000 บาท
หากใครสนใจ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำโครงการอะไรดี เราขออาสาพาเดินดูตัวอย่างจากบูทต่าง ๆ ในงานนี้ที่พวกเขาได้แปรแนวคิดดี ๆ ไปสู่การลงมือทำ
ในมุมของโครงการไม่แสวงผลกำไร เราได้เห็นโครงการ Trees4All ซึ่งชวนคนที่อยากปลูกต้นไม้แต่ไม่มีพื้นที่ ให้ช่วยอุปถัมภ์ต้นไม้ต้นละ 100 บาท เพื่อให้เกษตรกรที่จังหวัดน่านปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดในพื้นที่ของตัวเอง โดยที่ติดตามการเติบโตของต้นไม้ได้ตลอด 3 ปี ผ่านเว็บไซต์, โครงการตั้งต้นดีที่สร้างอาชีพให้ผู้พ้นโทษจากเรือนจำ, School of Changmakers กิจการเพื่อสังคมที่ช่วยบ่มเพาะและให้คำปรึกษาผู้ที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เพื่อสังคม ซึ่งงานนี้ได้นำเสนอผลงานของผู้ร่วมโครงการ ซึ่งก็คือถังหมักเศษอาหารพลังงานไฟฟ้าของคนไทยยี่ห้อแรก, โครงการ we!park แพลตฟอร์มของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวขนาดเล็กในเมือง ฯลฯ
ในมุมของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เราได้พบกับร้านกาแฟ MiVana ซึ่งเป็นกาแฟที่ช่วยสร้างป่าพร้อมกับสร้างรายได้ให้ชุมชน, ขนมสุนัข Laika ที่ทำจากโปรตีนแมลง ซึ่งเลี้ยงด้วยเศษผักเหลือจากโรงงาน, บริษัท รุกขกร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งให้บริการตัดแต่งและดูแลต้นไม้ใหญ่อย่างถูกต้อง, Dots Coffee ร้านกาแฟที่ชงโดยผู้พิการทางสายตา ฯลฯ
ส่วนในมุมของบริษัทขนาดใหญ่ เราได้เห็นแนวคิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของหลายบริษัท ทั้งในด้านการเป็น Net Zero การลดทรัพยากร การหมุนเวียนน้ำ การรีไซเคิล การใช้พลังงานสะอาด ฯลฯ
เราทุกคนมีส่วนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ และไม่แน่ว่าวันหนึ่ง คุณก็อาจได้มาออกบูทในงาน Sustrends ในอนาคตเช่นกัน


