จากเชฟญี่ปุ่นที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หมดตัวถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย สู่เจ้าของอาณาจักรร้านอาหารเกือบ 60 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งเป็นเจ้าของโรงแรมหรูอย่าง Nobu Hotels
ความน่าสนใจของชีวิตเชฟ Nobuyuki Matsuhisa หรือ เชฟโนบุ คือเป็นเรื่องราว ‘คนสู้ชีวิต’ ที่แท้ทรู อ่านปุ๊บฮึกเหิมปั๊บ มีกำลังใจไปสู้ชีวิตตัวเองต่อค่ะ

ภาพ : Vogue Singapore
ยิ่งไปกว่านั้น ยังสอดแทรกเกร็ดมากมายที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอาหารการกินในประเทศต่าง ๆ ที่เชฟไปอยู่ (ซึ่งแค่ในวัยยังไม่ถึง 30 เชฟโนบุก็ Around the World ไม่เบาเลยค่ะ เพราะเกิดและโตที่ญี่ปุ่น ไปทำงานที่เปรู อาร์เจนตินา และสุดท้ายไปสหรัฐอเมริกา)

ภาพ : luxuriousmagazine.com
เชฟโนบุเป็นเชฟซูชิ แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘ผู้ผสมผสานอาหารญี่ปุ่นเข้ากับอาหารชาติอื่น’ (โดยเฉพาะอาหารเปรูที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้) ได้อร่อยเด็ดจนมีเมนูซิกเนเจอร์มากมายที่ลูกค้าติดใจกันทั่วโลก (และร้านอื่น ๆ ก็นำไปทำเลียนแบบมากมายเช่นกันค่ะ)
เด็กชายผู้จะเติบโตเป็นเชฟชื่อดังระดับโลกคนนี้เกิดในปี 1949 ที่จังหวัดไซตามะ (บ้านเกิด เครยอน ชินจัง นั่นแหละค่ะ) โนบุบรรยายบ้านเกิดเขาไว้ว่า ไซตามะในยุคนั้นก็คือต่างจังหวัดดี ๆ นี่เอง พ่อของเขาทำธุรกิจค้าไม้ จึงต้องเดินทางบ่อยทั้งในและต่างประเทศ เขาจำอะไรในวัยเด็กไม่ได้มากนัก นอกจากแผ่นหลังอุ่น ๆ ของพ่อเวลาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อไปเที่ยว
ความฝันแรกในชีวิตของเด็กชายโนบุก็คือ ‘อยากเดินทางไปต่างประเทศแบบพ่อ’
หลังจากเข้าเรียนชั้นประถมได้ 2 เดือน โนบุกลับบ้านมาเจอพ่อกำลังจะออกเดินทางไปหาลูกค้า เขาร้องไห้รบเร้าขอไปด้วย แต่พ่อไม่ให้เพราะระยะทางไกลมาก เด็กชายโนบุจึงได้แต่มองตามแผ่นหลังพ่อที่บิดมอเตอร์ไซค์จากไป
ภาพตัดมาที่พ่อของเขานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เลือดท่วมเต็มตัว ไม่นานพ่อก็สิ้นใจ
ครอบครัวที่ขาดเสาหลักต้องดิ้นรนทำมาหากินกันต่อ โนบุเล่าว่า บางครั้งแม่พูดกับเขาเศร้า ๆ ว่า “เมื่อคืนพ่อของลูกมาหานะ” และพยายามทำหน้าที่แทนพ่ออย่างเข้มแข็ง
เคอิจิ พี่ชายคนรองของโนบุลาออกจากโรงเรียนทันทีเพื่อมาช่วยแม่ และเพื่อให้ โนโบรุ พี่ชายคนโตได้เรียนต่อจนจบมัธยมปลาย
โนโบรุเรียนเก่งมากและใฝ่ฝันจะเป็นหมอ แต่เมื่อพ่อจากไป เขาไม่มีทางเลือกนอกจากทิ้งความฝันนั้น และเรียนให้จบชั้นมัธยมปลายเพื่อมาช่วยแม่กอบกู้กิจการที่พ่อทิ้งไว้ให้
โนโบรุคือบุคคลที่พาโนบุไปร้านซูชิเป็นครั้งแรก ตอนนั้นโนบุเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น สมัยนั้นซูชิเป็นอาหารที่ใช่ว่าจะกินเมื่อไรก็ได้ เป็นอาหารระดับหรูสำหรับเลี้ยงแขก ซูชิราคาประหยัดอย่างซูชิสายพานก็ยังไม่มี การไปร้านซูชิจึงถือเป็นโอกาสพิเศษอย่างยิ่ง

ภาพ : elmundo.es
โนบุจำได้ว่าเมื่อเข้าไปในร้านพร้อมพี่ชาย เหล่าเชฟต่างพากันต้อนรับด้วยเสียง ‘อิรัชไช!!!’ (ยินดีต้อนรับครับ!!) ดังลั่นร้าน โนบุทำอะไรไม่ถูกและกระมิดกระเมี้ยนไปนั่งข้างพี่ชายที่เคาน์เตอร์ ด้านหลังเคาน์เตอร์คือบรรดาเชฟที่เตรียมพร้อมจะทำซูชิเสิร์ฟทีละคำอย่างประณีตบรรจง
โนบุเล่าว่า เขาจ้องการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าของบรรดาเชฟแล้วรู้สึกว่าเท่ซะไม่มี ซูชิที่พี่ชายเขาสั่งมาให้ก็อร่อยสุด ๆ แม้จะไม่รู้จักชื่อปลาเลยสักอย่างเดียว
วันนั้นนั่นเองที่เด็กชายตัวเล็ก ๆ ประทับใจกับอาหารเรียบง่ายอย่างซูชิมากเสียจนตัดสินใจแน่วแน่และบอกพี่ชายว่าจะเป็นเชฟซูชิให้จงได้
จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นอีกครั้ง โนบุในวัย 14 ปีกับแก๊งเพื่อนวัยรุ่นแอบขโมยรถพี่ชายไปขับเล่นกลางดึกทั้งที่ยังไม่มีใบขับขี่


ภาพ : sportshistoryweekly.com
ตอนนั้นคือปี 1963 – 1 ปีก่อนโตเกียวโอลิมปิก จึงมีการก่อสร้างเต็มไปหมด รถบรรทุกแล่นสวนกันไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน
กลางดึกคืนนั้น รถตำรวจและรถพยาบาลแห่กันมาเต็มถนน เพราะโนบุขับรถชนรถที่แล่นสวนมาเข้าอย่างจัง รถคว่ำและม้วนไปหลายตลบ ก่อนชนเข้ากับรถอีกคัน
สภาพรถพังยับเยินจนตำรวจคิดว่าน่าจะตายกันยกคัน แต่ทุกคนกลับรอดอย่างปาฏิหาริย์ รวมถึงคนที่อยู่ในรถที่โนบุขับชน โนบุเชื่อว่าพ่อช่วยคุ้มครองเขาและเพื่อน และย้ำว่านี่เป็นความทรงจำที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
จากเหตุคึกคะนองนี้ โนบุและเพื่อนถูกไล่ออกจากโรงเรียนทันที และต้องเข้ารายงานตัวให้สอบความประพฤติทุกเดือนจนถึงอายุ 20 ปี
อย่างไรก็ดี แม่ของโนบุไม่เคยเอ่ยถึงเหตุรถชนครั้งนั้นเลย
โนบุกล่าวว่า การที่แม่ไม่ดุด่าเขาทั้งที่น่าจะโดนตียับ ทำให้หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเขาไม่กล้าทรยศต่อความไว้ใจของแม่ และไม่เคยทำตัวออกนอกลู่นอกทางอีกเลย เขาออกจากโรงเรียนมาช่วยงานในบริษัทของพ่ออย่างแข็งขัน
โนบุเล่าว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาชอบคุยกับพ่อที่อยู่ในรูปถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามท้อแท้ผิดหวัง

ภาพ : Instagram therealnobu
“ทำไมพ่อต้องตายด้วยล่ะ” เขาจะคร่ำครวญอยู่ต่อหน้ารูปถ่ายของพ่อ “ทำไมพ่อไม่อยู่ช่วยผม ตอนนี้ผมกำลังแย่นะ” อย่างไรก็ตาม โนบุกล่าวว่า หลังจากบ่นยาวเหยียดกับพ่อในรูปถ่ายจนเหนื่อยแล้วเขาจะรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้นบ้าง
เมื่อโนบุอายุครบ 17 ปี เขาขอแม่ไปทำงานเป็นลูกมือในร้านซูชิชื่อ Matsuei-sushi ใช้ชีวิตกินนอนที่ร้าน มีวันหยุดเพียงเดือนละ 2 วัน ทุกเช้ามืดเขาต้องกระเตงตะกร้าตามเจ้าของร้านไปเลือกซื้อปลาที่ตลาดปลาซึกิจิ และแบกปลากลับมาที่ร้านให้เชฟรุ่นพี่เตรียมของ
โนบุกล่าวว่าตอนนั้นเขาทำอะไรไม่เป็นเลย แต่อาวุธอย่างเดียวที่มีก็คือความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะต้องทำงานให้ได้ดีเหมือนเชฟรุ่นพี่

ภาพ : Getty Images
ทุกวันโนบุจะเฝ้ามองพ่อค้าปลาที่ตลาดปลาซึกิจิเคลื่อนไหวด้วยความคล่องแคล่วเพื่อแล่ปลาและเตรียมปลาไว้ขาย เขาพยายามจดจำรายละเอียดต่าง ๆ และใฝ่ฝันว่าสักวันจะทำได้แบบนั้นบ้าง เพราะหน้าที่ของเขาในขณะนั้น คือล้างจาน ชงน้ำชา ขูดวาซาบิ ตัดใบไม้ไว้ตกแต่งจานซูชิ รวมทั้งเป็นเด็กส่งซูชิด้วย
โนบุทำหน้าที่ล้างจานและส่งซูชิอยู่นานถึง 3 ปี บางทีเพื่อน ๆ ก็มาเยี่ยมเยียนบ้าง โนบุกล่าวว่า แม้จะดีใจที่เจอเพื่อน แต่ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกอาย เพราะเพื่อนทำงานมีเงินเดือนและพาสาวสวยน่ารักมาเดต แต่เขากลับล้างจานอยู่หลังร้าน
โนบุได้เบี้ยเลี้ยงน้อยนิดแทบจะไม่พอกิน เขาไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อมีด วันหนึ่งเขาได้มีดที่พังแล้วจากรุ่นพี่โดยไม่คาดฝัน
“ถ้าซ่อมได้ก็เอาไปเลย” รุ่นพี่บอก
โนบุดีใจมาก เขารีบเอาไปซ่อมและลับมีดจนคมกริบ เพราะพอมีพื้นฐานอยู่บ้างจากการช่วยกิจการไม้ของพ่อ เมื่อเสร็จก็เอากลับมาโชว์รุ่นพี่ว่าซ่อมเสร็จแล้ว
“ขอบใจนะ” แล้วรุ่นพี่ก็หยิบมีดคืนไปหน้าตาเฉย
โนบุทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน เพราะกฎการเคารพรุ่นพี่-รุ่นน้องในร้านเข้มงวดมาก แต่เขาตั้งใจมั่นว่าจะต้องเอาชนะรุ่นพี่คนนั้นให้ได้ด้วยฝีมือ
นอกจากนี้โนบุยังเล่าถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คอยมาแวะเวียนมาสอดส่องที่ร้าน ว่าเจ้าเด็กที่ก่อเหตุขับรถชนนี่ยังทำตัวเหลวไหลอยู่หรือไม่ โนบุกล่าวว่าเขารำคาญการถูก ‘แอบส่อง’ ทำนองนี้มากเสียจนคิดแต่ว่าจะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่า เขาเองก็เอาดีในชีวิตได้
โนบุเล่าว่าการถูกไล่ออกจากโรงเรียน ชีวิตพลิกผันกลายมาเป็นลูกมือในร้านอาหารให้เจ้าของร้านและรุ่นพี่จิกหัวใช้และดุด่าว่ากล่าว กลับกลายเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า แม้จะรู้สึกต้อยต่ำเพียงใด แต่เขายังคงยืนหยัดจะทำตามคำมั่นที่เคยประกาศไว้กับพี่ชายว่าจะเป็นเชฟซูชิ หากหัวร้อนจนทำอะไรไม่เข้าท่า เช่น หาเรื่องชกต่อยหรือทำตัวเกียจคร้าน และทำให้ความฝันนี้ต้องพังไปอีก เขาคงรู้สึกว่าตัวเองห่วยแตกสุด ๆ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากกัดฟันอดทนทำต่อไป
หลังจากทำงานที่นี่ได้ 3 ปี รุ่นพี่คนที่เคยหลอกใช้ให้เขาซ่อมมีดลาออกไป โนบุจึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Oimawashi คือผู้ช่วยเชฟ และเริ่มได้ทำซูชิง่าย ๆ บ้าง
โนบุพยายามเก็บเงินและใช้วันหยุดอันน้อยนิดไปกับการตระเวนกินอาหารตามร้านต่าง ๆ เท่าที่เงินในกระเป๋าจะพออำนวย ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องรสชาติอาหารญี่ปุ่นประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากซูชิ จนกระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังบอกพนักงานของร้านโนบุทั่วโลกว่าให้ออกไปตระเวนชิมอาหาร เพราะร้านอาหารดี ๆ มีอยู่มากมายถ้าเสาะหา และการกินคือประสบการณ์ที่ต้องสะสม
จากผู้ช่วยเชฟ เขาค่อย ๆ เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นเชฟที่ได้ทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า โนบุทำงานด้วยความขยันขันแข็งและพยายามสังเกตสีหน้าลูกค้าอยู่ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็คือลูกค้าที่พออกพอใจกับมื้อนั้น
เขาพยายามแนะนำลูกค้าให้ลองเมนูใหม่ ๆ ด้วยความกระตือรือร้น แต่บางครั้งก็อาจจะมากเกินไป ครั้งหนึ่งนักออกแบบชื่อดัง Keisuke Serizawa มาที่ร้าน โนบุพยายามเชื้อเชิญให้เขาลองเมนูต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุด Serizawa ก็ทนไม่ไหว ระเบิดออกมาว่า “ให้ฉันได้กินของที่อยากกินเหอะน่า!”
โนบุเรียนรู้จากความผิดพลาดในครั้งนั้นและไม่เคยหลุดระเบิดอารมณ์ใส่ลูกค้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาชอบคุยกับลูกค้าและพยายามซึมซับความรู้ต่าง ๆ จากลูกค้าอย่างเต็มที่
นี่ก็คือเรื่องราวในวัยหนุ่มของเชฟโนบุค่ะ ในตอนหน้า ซืออยากเล่าถึงชีวิตของเชฟโนบุเมื่อตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่เปรู ทำไมจึงต้องเป็นเปรู และที่นั่นมีอะไรรออยู่สำหรับเชฟหนุ่มไฟแรงอย่างโนบุ ที่นี่เองที่โนบุต้องพบกับความผิดหวังครั้งใหญ่ในอาชีพเชฟ รอติดตามนะคะ

กรุงเทพฯ ก็มี Nobu แล้วนะคะ เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมานี้เอง และเป็นร้าน Nobu ที่ ‘สูงที่สุดในโลก’ เพราะรับวิวกรุงเทพฯ จากตึกสูงชั้น 57 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ noburestaurants.com/bangkok-thai/home
