อาจไม่สุภาพนักที่จะเปิดเรื่องด้วยตัวเงินตัวทอง
แต่การได้เปิดประตูออกจากห้องพักยามเช้า เห็นเจ้าสี่ขาคลานผ่านริมธารน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับมีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งกำลังถ่ายรูปอย่างตื่นตา ราวกับซูเปอร์สตาร์บนพรมแดง
เป็นภาพที่ตรึงใจผมชะมัด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ต (Khaolak Merlin Resort) – รีสอร์ตพื้นที่ 40 ไร่ ริมชายหาดเขาหลัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่นี่มีด้วยกัน 200 ห้อง แต่มีต้นไม้ใหญ่มากเกือบ 300 ต้น จากทั้งหมด 42 สายพันธุ์ และมีสัตว์ป่าใช้ที่นี่เป็นบ้านมากกว่า 150 ชนิด ตัวเงินตัวทอง – สัตว์ที่สะท้อนความสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติ คือหนึ่งในนั้น


ปลาย พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมโครงการ Writer in Residence ที่ The Cloud ร่วมกับ ททท. ชวนนักเขียนไปพำนักตามโรงแรมเชิงอนุรักษ์ทั่วประเทศ เป็นโชคดีของผมที่ได้รับเลือกให้มาพักที่นี่
เขาหลักสำหรับผมคือสวรรค์ของคนเล่นเซิร์ฟ ภาพจำของที่นี่คือชายหาดที่ทอดยาว แสงแดดยามเช้า และสายลมที่พัดคลื่นน้ำลูกใหญ่เข้าชายฝั่งอย่างเป็นจังหวะ เย้ายวนนักโต้คลื่น ผมเคยมาที่นี่หลายครั้ง สารภาพตามตรง ไม่เคยนึกว่าจะมีรีสอร์ตที่เหมือนตั้งอยู่ในผืนป่าริมทะเลแบบที่นี่มาก่อน

เขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ต เปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2543 ด้วยการบุกเบิกที่ดินริมชายหาดซึ่งติดกับอุทยานแห่งชาติเขาหลัก โดยไม่ได้ตัดต้นไม้ใหญ่ต้นไหนบนพื้นที่เดิมทิ้งเลย ความพิเศษของที่นี่จึงหาใช่การออกแบบห้องพักให้หรูหราหรือดูแฟนซี แต่เป็นการเปิดให้แขกได้ซึมซับกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่ซึ่งห้องพักมีจำนวนน้อยกว่าต้นไม้ใหญ่ เช่นเดียวกับจำนวนของสัตว์ป่าที่มากกว่ามนุษย์ที่เข้ามาอาศัยเสียอีก
อันที่จริงแนวคิดเรื่องความหรูหราที่เกิดจากความใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ มีที่พักชั้นนำมากมายทั่วโลกที่นำเสนอประสบการณ์เช่นนี้ บางแห่งเลือกไปอยู่บนสันเขาที่เห็นวิวทอดยาว บ้างซ่อนตัวอยู่กลางป่าไกลโพ้น หรืออีกไม่น้อยที่ตั้งสันโดษบนชายหาดส่วนตัว แต่กับที่นี่มันหาใช่เรื่องของทำเลและความเอกซ์คลูซีฟ


เพราะรีสอร์ตพาตัวเองไปไกลกว่านั้นด้วยการนำงานวิจัยและแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์มาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับ Big Trees Project ในการสำรวจต้นไม้ทุกปี ร่วมกับ มูลนิธิรักสัตว์ป่า (Love Wildlife Foundation) เพื่อสำรวจและวิจัยสัตว์ป่าในพื้นที่ รวมไปถึงจ้างนักชีววิทยาแบบฟูลไทม์ เพื่อค้นหาวิธีที่จะทำให้คนได้อยู่อาศัยร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ที่นี่ยังเป็นรีสอร์ตแห่งเดียวในประเทศที่เป็นแหล่งวิจัยนางอาย (Slow Loris) หรือลิงลม สัตว์ป่ากลางคืนหายากที่ขึ้นทะเบียนใกล้สูญพันธุ์ คุณมน นักชีววิทยาประจำการของรีสอร์ต บอกว่านางอายถูกพบที่รีสอร์ตในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมาจากไหน แต่คาดว่าอาจเพราะความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่ จึงดึงดูดให้พวกมันเลือกเช็กอินตามแนวต้นไม้ใหญ่ จากนั้นไม่นานทางเจ้าของรีสอร์ตก็ชวนกลุ่ม Love Wildlife เข้ามาสำรวจ ก่อนจะยืนยันว่าปัจจุบันมีนางอายตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ด้วยกันถึง 4 ตัว
นั่นล่ะ กิจกรรมหลักของการมาพักที่นี่นอกจากการกินดื่มและดื่มด่ำกับทะเล จึงเป็นการเดินสำรวจต้นไม้และสัตว์ป่าเจ้าถิ่น ทั้งการดูนกและสำรวจต้นไม้ในยามเช้า หรือส่องไฟฉายมองหานางอายและสัตว์อื่น ๆ ในยามค่ำคืน

ผมมีโอกาสร่วม Night Walk หรือกิจกรรมชมสัตว์ยามค่ำกับแขกคนอื่น ๆ ในคืนแรกที่เข้าพัก 2 ทุ่ม เราพบกันที่ชายหาด ก่อนที่คุณมนจะแจกไฟฉายให้ผู้ร่วมกิจกรรมคนละอัน
เราเริ่มต้นจากการสาดไฟฉายส่องหาปูแสมแกละบริเวณหน้าหาด จากนั้นเดินไปที่บ่อมรกตใกล้ ๆ กันเพื่อส่องไฟหาอึ่ง เขียด จักจั่น และแมลงปอสายพันธุ์ต่าง ๆ ก่อนจะแหงนคอขึ้นยอดไม้เพื่อมองหานางอาย ซึ่งเราโชคดีที่ได้เห็นมัน 1 ตัวถ้วนบริเวณยอดไม้ไม่ไกลจากโซนห้องอาหาร

นอกจากนางอายที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน สัตว์ที่กล่าวมาดูธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่เมื่อคุณมน นักชีววิทยาของรีสอร์ต บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของพวกมัน เช่น แมลงปอที่ช่วยไล่ยุง ปูแสมแกละที่ผุดขึ้นจากทรายเพื่อหาอาหาร หรือจักจั่นที่ใช้ต้นสนริมชายหาดเป็นบ้าน แขกชาวต่างชาติกลับมองว่าระบบนิเวศพื้นฐานเหล่านี้เป็นความ Exotic อย่างคาดไม่ถึง แม้แต่ผมเองในฐานะคนไทย เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้สัตว์ที่เคยคุ้นตา ดูน่าสนใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เป็นที่รู้กันว่าโลกเราขับเคลื่อนด้วย Storytelling แต่สิ่งที่น่าทึ่ง คือรีสอร์ตแห่งนี้นำ Storytelling มาใช้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติของตัวเองอย่างรุ่มรวย และขับเน้นให้มันมีชีวิตขึ้นมาตรงตามตัวอักษร
หนังสือ A Compact Guide to Wildlife และ A Compact Guide to Big Trees ที่ทางรีสอร์ตร่วมกับ Love Wildlife Foundation และ Big Trees Project จัดพิมพ์ และวางอยู่ในห้องพักทุกห้อง ขยายภาพที่ว่าได้ดี หนังสือทั้ง 2 เล่มรวบรวมข้อมูลของสัตว์ป่าและต้นไม้ใหญ่ในรีสอร์ตแห่งนี้ พร้อมแผนที่บอกจุดต่าง ๆ
เช้าวันถัดมา ผมหยิบหนังสือ 2 เล่มดังกล่าวไปนอนอ่านริมชายหาด ก่อนจะเดินไปตามรอยแผนที่ เพื่อพบกับต้นนิโครธที่มีรูปร่างคล้ายยีราฟบริเวณหน้าหาด ต้นเหรียง ไม้พื้นถิ่นของภาคใต้ที่เจ้านางอายชอบไปแฮงเอาต์ยามตะวันพลบ ตะเคียนที่สูงเท่าตึก 20 ชั้นที่ช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศอย่างเป็นธรรมชาติ ไปจนถึงการได้ทราบว่านอกจากตัวเงินตัวทองที่เจอเมื่อเช้า ที่นี่ยังมีทั้งตะกวด กิ้งก่าคอแดงและคอฟ้า จิ้งเหลน และงูอีก 5 สายพันธุ์ ฯลฯ

ผมชอบที่พนักงานที่นี่มักบอกแขกเสมอว่าพอเจอสัตว์อะไร ไม่ต้องตกใจ พวกเขาแค่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของเขา เราแค่มาแชร์พื้นที่บางส่วนอยู่
สิ่งนี้เน้นย้ำสถานะการเป็นผู้มาเยือนของเราได้ดี ไม่ว่ามนุษย์จะสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกเราอย่างเลิศหรูเพียงใด ธรรมชาติก็เป็นความดั้งเดิมที่มาก่อนเรา การยอมรับในข้อนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การเคารพสัตว์ป่า หากแต่เป็นการเข้าใจในความเชื่อมโยงระหว่างเรากับธรรมชาติ หากเราเลือกที่จะปรับตัวแทนที่จะครอบครอง เรียนรู้แทนที่จะหวาดกลัว และให้พื้นที่แทนที่จะผลักไส ท้ายที่สุดแล้ว นี่อาจไม่ใช่แค่โมเดลของรีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่มนุษย์ควรนำไปใช้ในการอยู่ร่วมกับโลกใบนี้

แชมป์-ชานน วงศ์สัตยนนท์ คือผู้อำนวยการเครือโรงแรมเมอร์ลิน และเป็นคนที่ชวนผมมาพำนักที่รีสอร์ตแห่งนี้
อาก๋งของเขา วีระ จิรายุส คือผู้ก่อตั้งเขาหลัก เมอร์ลิน รีสอร์ต รวมถึงโรงแรมอื่น ๆ ในเครือที่ตั้งอยู่ในภูเก็ตและพังงา แชมป์สานต่อแนวคิดของอาก๋งในการทำให้รีสอร์ตแห่งนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่เห็น


ระหว่างที่พาผมเดินชมรอบอาณาจักรของครอบครัวเขา แชมป์เล่าถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้อยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืน นั่นคือ ‘น้ำ’
“ทั่วทุกพื้นที่ของรีสอร์ตจะมีลำธารและบ่อน้ำอยู่เยอะมาก แต่จริง ๆ แล้ว เดิมที่ดินผืนนี้เป็นเพียงป่าธรรมชาติ ไม่มีแหล่งน้ำ อาก๋งตั้งใจสร้างลำธารเหล่านี้ขึ้นพร้อมรีสอร์ต เพราะเมื่อหัวใจหลักของที่นี่คือธรรมชาติ ก็จำเป็นต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้ ท่านจึงออกแบบระบบบำบัดน้ำด้วยจุลินทรีย์ แล้วส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดไปตามลำธารที่ไหลผ่านทั่วรีสอร์ต ก่อนจะมารวมกันที่บ่อมรกตริมชายหาด” แชมป์กล่าว
น้ำที่เห็นในลำธารทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงน้ำที่ใช้รดต้นไม้ แต่ยังมีคุณภาพดีพอสำหรับสร้างระบบนิเวศให้กับปลานิล สัตว์น้ำขนาดเล็ก กบ และเขียด นับเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัยมากเมื่อย้อนกลับไปกว่า 25 ปีก่อนตอนที่กลุ่มอาคารในพื้นที่นี้ถูกสร้าง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ‘การจัดการขยะ’ เพราะหากลองนึกภาพดู รีสอร์ตที่มีห้องพักกว่า 200 ห้อง รองรับแขกและพนักงานรวมกันไม่ต่ำกว่า 400 คนต่อวัน ย่อมผลิตขยะปริมาณมหาศาล แชมป์บอกว่า แม้ที่นี่จะตั้งอยู่ใกล้เมืองและใช้ระบบจัดเก็บขยะของรัฐได้ แต่รีสอร์ตก็เลือกที่จะคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง
เศษอาหารและใบไม้ถูกนำมาหมักเป็นปุ๋ยสำหรับเรือนเพาะชำ ขณะที่ขยะพลาสติกถูกส่งไปรีไซเคิล แชมป์ตั้งใจให้ที่นี่เข้าใกล้แนวคิด Zero Waste ให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ความคิดเรื่องการอนุรักษ์ยังถูกส่งผ่านไปยังบริการอื่น ๆ สำหรับแขก ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเซนเซอร์ตัดการทำงานของเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ หากแขกเปิดหน้าต่างห้องพักทิ้งไว้ การไม่ใช่ถุงพลาสติกในถังขยะ หรือการทำป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อขอความร่วมมือกับแขกในการประหยัดพลังงาน ฯลฯ
จริงอยู่ สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการประหยัดต้นทุนการบริหารจัดการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อเราลดการบริโภคพลังงานหรือสร้างขยะโดยไม่จำเป็น มันก็ส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของพื้นที่ รวมถึงเป็นการปลูกจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ด้วยเช่นกัน
ผมเข้าพักที่นี่ 4 วัน 3 คืน นอกจากการเข้าร่วมกิจกรรมของรีสอร์ตแล้ว ยังใช้เวลาหมดไปกับการอ่านหนังสือริมชายหาด เล่นน้ำในสระและทะเล เล่นเทนนิสที่คอร์ตข้างล็อบบี้ และเดินเล่นดูนกดูต้นไม้ในยามบ่าย ถ้าจะไม่นับการขับรถออกไปทานมื้อเย็นที่ร้านดังของเขาหลักในบางคืน ผมก็แทบไม่ออกจากรีสอร์ตเลย
จากที่คิดว่าการมาเยือนเขาหลักคือการเล่นเซิร์ฟ รีสอร์ตแห่งนี้กลับเปลี่ยนภาพจำของผมกับเมืองชายทะเลแห่งนี้ไปอย่างเหลือเชื่อ และที่สำคัญมันยังเปิดประสบการณ์การเข้าพักรีสอร์ตหรู ซึ่งแตกต่างจากที่ผมเคยไปมาอย่างสิ้นเชิง

ภาพ : Khaolak Merlin Resort
