22 เมษายน 2025
1 K

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเคยได้ยินคอนเซปต์ Eco Hotel หรือ Green Hotel มาหลายครั้งหลายครา ทว่าเราไม่เคยคิดจะไปพักโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เลยสักครั้ง อาจด้วยเพราะนิสัยติดแกลมเป็นทุนเดิม ประกอบกับความไม่รู้ (กึ่งไม่สนใจ) เรื่องภาวะโลกร้อนมากนัก เหล่าโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้วนเวียนเข้ามาในหัวจนเป็นตัวเลือกแรก ๆ เวลาเราไปเที่ยวสักเท่าไร

จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เรากำลังเดินทางไปญี่ปุ่น กัปตันประกาศด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเบา ๆ ขณะจอดเครื่องบินเทียบงวงช้างว่า ปีนี้โตเกียวอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติประมาณ 1 – 2 องศาเซลเซียสนะครับ ซึ่งไม่ปกติสำหรับช่วงนี้เลย สงสัยน่าจะเป็นเพราะโลกร้อนล่ะมั้งครับ จำได้ว่านี่คือ Aha Moment สารตั้งต้นที่ชวนให้เราฉุกคิดเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง แม้ตอนนี้ยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าเราเป็นสายเขียวจ๋า ๆ (เขียวที่เท่ากับรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ใช่สายเขียวอีกประเภทที่ผู้อ่านหลายท่าน รวมทั้งตัวเราเอง เคยคุ้นแต่อย่างใด) แต่ก็เป็นจุดแรกที่ทำให้เราตระหนักและสนใจอยากเรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้น

การตัดสินใจสมัครเข้าร่วมแคมเปญ ‘Writer in Residence 2024 : นักเขียนในพำนัก’ จึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ซึ่งโรงแรมเดอะโมทีฟส์ อีโค่ โฮเทล (The Motifs Eco Hotel) คือโรงแรมเดียวที่เราสมัครและได้รับคัดเลือกให้ไปพำนักด้วยในครั้งนี้

ใครที่ติดตามเพจ The Cloud มาพักหนึ่งคงเห็นบทความเกี่ยวกับโรงแรมนี้ผ่านตากันมาบ้าง (ย้อนอ่านกันได้ที่นี่) หากให้อธิบายโดยสังเขป เดอะโมทีฟส์ฯ (จากนี้จะขออนุญาตเรียกโรงแรมด้วยชื่อย่อเช่นนี้จนจบ) คือกรีนโฮเต็ลที่แฝงตัวอยู่ย่านชุมชนหลังวัดใหม่ ในซอยท่าแฉลบ 1 จังหวัดจันทบุรี สร้างขึ้นด้วยการผสมผสานความเป็น Boutique Hotel คละเคล้าเข้ากับแนวคิด Eco Living จนเกิดเป็นโรงแรมที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ มอบภาวะอยู่สบายให้กับผู้เข้าพัก และเชื่อมโยงความรู้สึกหนึ่งเดียวกับชุมชมที่แวดล้อมรอบข้าง

เนื่องด้วยปีนี้ เดอะโมทีฟส์ฯ เปิดให้บริการมาเป็นปีที่ 3 เราจึงอยากแชร์ความดีงาม 3 ข้อ (ตามที่ตั้งชื่อบทความนี้ว่า สามดี) ของโรงแรมที่เราได้เรียนรู้มาตลอด 5 วัน 4 คืนให้ทุกคนได้อ่านกันดังนี้

ดีที่ 1 คือ ‘ดีต่อโลก’

ชื่อโรงแรมก็บ่งบอกถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่โต้ง ๆ หากไม่พูดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ความน่าสนใจของเดอะโมทีฟส์ฯ คือการที่พนักงานในโรงแรมไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมอยู่เพียงฝ่ายเดียว เพราะแท้จริงแล้วตัวผู้เข้าพักอย่างเรา ๆ แทบจะรับบทหลักเลยทีเดียว เดอะโมทีฟส์ฯ ออกแบบประสบการณ์การเข้าพักให้ทุกคนได้มีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็น

  • โรงแรมตั้งใจให้คีย์การ์ดเพียงใบเดียวต่อ 1 ห้องพักเพื่อช่วยประหยัดพลังงานยามแขกไม่อยู่ห้อง
  • โรงแรมไม่ติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างในห้องพักประเภทเริ่มต้น เช่น ตู้เย็น เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ทั้งนี้ทั้งนั้น เราฝากของที่เราอยากแช่เย็นกับพนักงานต้อนรับได้ที่ตู้เย็นส่วนกลางของโรงแรม
  • แขกจะต้องหยิบของใช้บางอย่างเอง เช่น ชุดแปรงสีฟัน คอตตอนบัด หรือหมวกคลุมผม เมื่อจำเป็นจากพนักงานต้อนรับ เพื่อลดจำนวนขยะ
  • แม่บ้านไม่ได้เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนให้แขกโดยอัตโนมัติทุก ๆ วันที่เข้ามาทำความสะอาด เพื่อลดการใช้น้ำมากเกินความจำเป็น

อีกสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจมาก ๆ นั่นคือการที่คุณพี่แม่บ้านไม่เปิดแอร์ระหว่างทำความสะอาดห้องพัก แน่นอนว่าคำถามแรกที่ผุดมาในหัวเราคือ เขาไม่ร้อนกันเหรอ แต่เราได้มีโอกาสกระซิบถาม พี่ขวัญ และ พี่แมว สองแม่บ้านมือฉมังประจำโรงแรมต่างก็ยืนยันว่าอากาศไม่ได้ร้อนเกินไปจริง ๆ เพียงแค่เปิดหน้าต่าง (ที่มีประมาณ 2 – 3 บาน) ในแต่ละห้องพัก ลมก็พัดเข้า ช่วยให้ทำงานได้อย่างสบายใจแล้ว ทั้งนี้คงต้องขอบคุณการออกแบบโรงแรมที่ช่วยให้ลมพัดถ่ายเทรอบตัวอาคารแทบจะตลอดเวลาด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองยังผสมน้ำยาทำความสะอาดด้วยตัวเองจากของใกล้ตัวในครัว พร้อมอวดว่า ผสม 1 ครั้ง (ใส่ขวดเปล่าขนาดประมาณ 1 – 1.5 ลิตร) ใช้ทำความสะอาดได้ร่วมเดือนเลยทีเดียว นอกจากจะเป็นน้ำยาไร้สารเคมีที่ลดผลกระทบต่อน้ำและระบบนิเวศแล้ว ยังดีต่อสุขภาพพี่ ๆ แม่บ้านด้วย

เห็นได้ว่านี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำได้ง่าย ๆ ไม่ได้ลำบากลำบนสุดโต่งตามที่เราจินตนาการในตอนแรกก่อนมา การพักที่นี่จึงเป็นมากกว่าการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการช่วยโรงแรมเติมเต็มปณิธานที่จะช่วยรักษาธรรมชาติและโลกให้คงอยู่ต่อไปด้วย

ดีที่ 2 คือ ‘ดีต่อชุมชน’

คุณดาว (เจ้าของเดอะโมทีฟส์ฯ) บอกเราว่า จริงอยู่ที่การทำธุรกิจให้เติบโตได้ด้วยตัวเองคนเดียวนั้นทำได้ และจะยิ่งช่วยให้โตได้ไวด้วย แต่นั่นก็อาจทำให้เติบโตไม่ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น โรงแรมเดอะโมทีฟส์ฯ จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่โรงแรมให้หลอมรวมกลมกลืนไปกับชุมชนรอบข้าง และพยายามเปิดโอกาสให้ ‘ผู้คนในชุมชน’ มีส่วนร่วมกับธุรกิจให้มากที่สุด ไล่เลียงตั้งแต่การสร้างโรงแรมให้มีเพียง 4 ชั้นเพื่อไม่ให้กดข่มบดบังทัศนียภาพของบ้านใกล้เรือนเคียง หรือการอุดหนุนสินค้าในชุมชนทั้งจากในและนอกจันทบุรี มาตกแต่งหรือใช้ให้บริการแขกในโรงแรม เช่น เสื่อใบปอจากชุมชนบางสระเก้า

ส่วนเมนูอาหารเช้าใน Mini Local Station ทางทีม Food and Beverage (F&B) ของโรงแรมก็ไปอุดหนุนจากตลาดต่าง ๆ ในจันทบุรีทุกเช้า ส่วนที่น่าพูดถึงคือทีม F&B ไม่ได้อุดหนุนเพียงพ่อค้าแม่ค้าเจ้าใดเจ้าหนึ่งเท่านั้น แต่ทีมงานผลัดเปลี่ยนเวียนเจ้าไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวันเพื่อช่วยกระจายรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้าในชุมชน เรามองว่าการใช้ของจากชุมชนในโรงแรมเป็นหนึ่งในช่องทางที่แสดงให้นักท่องเที่ยวเห็นว่ามีงานฝีมือดี ๆ หรืออาหารพื้นถิ่นอร่อย ๆ ที่น่าสนใจจนอยากตามไปสำรวจพื้นที่และอุดหนุนติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน จากการเกื้อกูลกันระหว่างคนในชุมชนและคนทำธุรกิจอีกด้วย

ในแง่มุมของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทีมงานเดอะโมทีฟส์ฯ​ ยังเผยให้เราฟังด้วยว่า การร่วมงานกับคนในชุมชนยังช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าและประหยัดเวลาในการเดินทาง เนื่องจากทีมงานจะเดินทางไปยังแหล่งซื้อขายที่อยู่ในระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตรจากโรงแรม ดังนั้นมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการเดินทางก็ลดลงด้วย

แนวคิดง่าย ๆ แต่ส่งผลดีต่อทั้งชุมชนและธรรมชาติรอบเมืองแบบนี้นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมและน่าสนับสนุน การค่อย ๆ เติบโตไปด้วยกัน แม้จะใช้เวลาสักหน่อย แต่เราเชื่อว่าจะไปได้ไกลแน่นอน

ดีสุดท้าย คือ ‘ดีต่อใจ’

แม้เน้นธรรมชาติและการดูแลสิ่งแวดล้อมเสียส่วนมาก แต่ภาวะ ‘อยู่สบาย’ ของลูกค้าทุกท่านก็เป็นเรื่องที่เดอะโมทีฟส์ฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน เริ่มจากการออกแบบอาคารให้เหลื่อมสลับ เปิดช่องรับลมและแสงธรรมชาติให้ไหลเวียนและสาดส่องเข้ามาอย่างเต็มที่ จนสร้างแสงเงาสวย ๆ ในหลาย ๆ พื้นที่ของโรงแรม ชวนเราเชยชมให้ ‘สบายตา’ ถ้าคุณชอบดูวิว เราขอแนะนำให้ไปที่บันไดหนีไฟชั้น 3 ในช่วงเช้า จากบันไดหนีไฟของโรงแรม คุณจะเห็นความเขียวขจีจากพื้นที่รอบข้าง และเขาสระบาปตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า วันไหนอากาศดีหน่อยจะได้เห็นหมอกปกคลุมบริเวณยอดเขาและหมู่มวลผีเสื้อบินล้อแสงแดดตรงหน้า เป็นวิวที่สวยงามและอบอุ่นราวกับเซตฉากขึ้นมาเลย

ไฮไลต์อีกอย่างของที่นี่ (อย่างน้อยสำหรับเรา) คือการได้ลิ้มลองอาหารพื้นถิ่นเมืองจันท์ฯ จนอิ่มเอม ‘สบายใจ’ แถมได้ซึมซับอัตลักษณ์ความเป็นจันทบุรีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจะเป็น ‘ข้าวต้มจันทบูร’ เหมือนข้าวต้มหมูทั่วไป หากแต่คนจันทบุรีโรยไข่เจียวหั่นฝอยและกุ้งแห้งเพิ่มรสชาติไปด้วย ‘ขนมจ้าง’ ที่มีลักษณะคล้ายขนมเทียน เหนียวนุ่ม ไม่มีรสชาติ เวลากินก็แค่นำขนมจ้างไปจิ้มน้ำตาลอ้อยจากตำบลหนองบัว หวานหอมอร่อยทีเดียว และปาท่องโก๋กรอบ ๆ กินคู่กับน้ำจิ้มใส รสหวานอมเปรี้ยวคล้ายคลึงอาจาด ซึ่งสูตรที่ว่าหาได้ที่เมืองจันท์ฯ เท่านั้น ตอนแรกนึกว่าจะแปลก ไม่เข้ากัน แต่พอลองแล้วอร่อยสุด ๆ และเมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดหากมาเดอะโมทีฟส์ฯ ก็คือ ‘รากเหง้า’ เป็นการนำข้าวเม่าไปอบควันเทียนมาใส่ในกล้วยบวชชี โรยมะกรูดขูดด้านบน ทำให้มีทั้งรสหวานปนขมเล็กน้อย แต่บอกเลยว่าเข้ากันมาก

ผู้ประกอบการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลายที่คงตีความคำว่า ‘ความยั่งยืน’ แตกต่างกัน เมื่อเราได้ลองถามคุณดาวตรง ๆ ในประเด็นนี้ เธอมองความยั่งยืนในแง่ของการพยายามทำอะไรที่ไม่ฝืนจนเกินไป และสิ่งที่ทำนั้นต้องไม่เบียดเบียนสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบข้าง ความยั่งยืนควรเป็นรากฐานในการพัฒนาให้อยู่ยง ไม่ใช่เป็นแค่เทรนด์ที่เข้ามาแล้วก็ไป แน่นอนว่าคำตอบของคุณดาวสะท้อนอยู่ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเดอะโมทีฟส์ฯ ตลอด 3 ปีที่เปิดบริการมาอยู่แล้ว และนั่นเป็นเสน่ห์ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้โรงแรมได้มากโข ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเดอะโมทีฟส์ฯ ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขอาจฟังดูน้อย แต่ต้องอย่าลืมว่าโรงแรมสร้างบนพื้นฐานของการสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ดังนั้น การลดลง 1 เปอร์เซ็นต์อาจเป็นเป้าที่ทำได้ไม่ยาก แต่ก็คงทำไม่ได้ง่าย ๆ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าด้วยพลังที่แข็งแกร่งของคนกลุ่มเล็กกลุ่มนี้จะทำให้เป้าหมายสู่ความยั่งยืนนี้ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ป.ล. ขอขอบคุณทีมงาน The Cloud สำหรับแคมเปญดี ๆ และที่สำคัญขอบคุณคุณดาวและทีมงานเดอะโมทีฟส์ฯ (คุณบา คุณโฟน และคนอื่น ๆ) ที่ดูแลเราเป็นอย่างดีตลอดทริป หวังว่า ‘สามดี’ นี้จะช่วยให้เราจำกันและกันได้ต่อไปนะครับ

The Motifs Eco Hotel
  • 15 ซอยท่าแฉลบ 1 ถนนท่าแฉลบ ตำบลตลาด อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี (แผนที่)
  • 09 3465 5353
  • The Motifs Eco Hotel

Writer & Photographer

พัทธดนย์ สิริอมราพร

นัก (อยาก) เขียน แต่ไม่ค่อยได้เขียนอะไรเป็นชิ้นอัน ในใจชอบคิดหานู่นนี่ทำให้ตัวเองไม่ว่าง แต่ความฝันสูงสุดจริง ๆ ก็คือการนอนอยู่บ้านดูหนังเฉย ๆ อยู่ดี