ปกติเวลาหยุดยาวเทศกาลหรือวันเสาร์-อาทิตย์ หลาย ๆ คนมักอยากหนีไปพักผ่อนต่างจังหวัดสักหน่อย ยิ่งทะเลสวย ๆ น้ำใส ๆ แค่พูดก็รู้สึกเหมือนได้พักผ่อน แต่การพักผ่อนของเราเหมือนเป็นวันทำงานหนักของโลกเสียงอย่างนั้น เพราะทั้งทรัพยากรน้ำ ไฟ และบุฟเฟต์อาหารเช้าโรงแรมที่กินกันกระหน่ำ ทำให้อุตสาหกรรมโรงแรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก


เพียงการเที่ยวไม่กี่วันของเราทำร้ายโลกได้ขนาดนี้ แต่ ปกาสัย รีสอร์ท ณ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ กลับต่างออกไป เพราะที่นี่เป็นต้นแบบของโรงแรมยั่งยืนแห่งแรก ๆ ในไทย ซึ่งทำมา 20 ปี แถมเป็นโรงแรมที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของไทย การมาเที่ยวพักผ่อนครั้งนี้จึงเป็นการพักผ่อนที่โลกได้พักไปกับเราด้วย เพียงแค่มาพักผ่อนที่ปกาสัย 1 คืนก็ลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 14.84 กิโลกรัม ทำให้เรารู้สึกสนใจโรงแรมแห่งนี้มาก อยากรู้ว่าเขาทำอย่างไรโลกถึงได้พักผ่อนไปกับเราด้วย
โรงแรมที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
สิ่งแรกที่สังเกตเห็นหลังก้าวเข้ามาในปกาสัย รีสอร์ท คือต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมทั่วเนินเขาเล็ก ๆ ใช่แล้ว เนินเขา! คุณหลุยส์-ภูมินทร์ ยุวจรัสกุล ทายาทรุ่นสองของโรงแรมแห่งนี้เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มสร้างโรงแรม ผู้ก่อตั้งมีความตั้งใจที่จะเก็บต้นไม้และแลนด์สเคปเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เริ่มจากมุมมองที่ว่าโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ โรงแรมจึงไม่ทำตัวเป็นผู้บงการธรรมชาติ แต่พยายามทำตัวเองให้อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งการใส่ใจเรื่องความยั่งยืน และความตั้งใจที่จะเก็บแลนด์สเคปเดิมที่มีให้ได้มากที่สุด โรงแรมจึงคงความเป็นเนินเขา พร้อมทั้งต้นไม้ใหญ่ รวมถึงบ่อบาดาลของคนรุ่นก่อนไว้
คุณหลุยส์ยังเล่าถึงความตั้งใจที่จะให้ปกาสัยเป็น Ecoscape สำหรับคนเมือง เพื่อมาหลบพักจากความวุ่นวายมาสัมผัสธรรมชาติทั้งต้นไม้นานาพรรณและความสวยที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล


ไม่นานนักพนักงานของโรงแรมก็นำคีย์การ์ดห้องพักมาให้เรา พร้อมหลุดหัวเราะว่า ได้ห้องวิวเห็นทะเลดีสุดเลยค่ะ แต่อยู่บนเนินสูงสุดของโรงแรมเช่นกัน เอาวะ! ออกกำลังกายขาสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น เพราะมีต้นไม้ให้ชมตลอด บวกกับอากาศที่เย็นสบายจากร่มไม้ หันมองดูอีกที เห็นพี่พนักงานแบกกระเป๋าขึ้นหลังกำลังไปส่งกระเป๋าให้ที่ห้อง เพราะห้องที่เราอยู่สูงรถขึ้นไม่ถึง
มองดูแล้วน่ารักดี ได้บรรยากาศเหมือนไปค่ายลูกเสือ เลยแอบแชะรูปเก็บไว้ 1 ช็อต

วันพุธของ Pakasai สีเขียว
“ทุกวันพุธโรงแรมเรามีประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อม”
คุณเพชร ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล และ คุณจุ๋ม เลขานุการช่างของโรงแรม เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่าพนักงานทุกคนจะมีโปรเจกต์สิ่งแวดล้อมเป็นของตัวเอง อย่างของคุณเพชรเป็นโครงการปกาสัยสร้างสุข เกี่ยวกับการดูแลความสุขของพนักงาน เราแอบแซวไปว่า คล้าย ๆ ทำงานกลุ่มสมัยเรียน ซึ่งคุณจุ๋มกับคุณเพชรก็ยิ้มรับ และพาเราชมโปรเจกต์ความยั่งยืนภายในโรงแรม
อย่างแรกที่สังเกตได้ชัด คือไม่มีการใช้ขวดน้ำพลาสติกภายในโรงแรม ขวดน้ำทั้งหมดเป็นขวดแก้ว แถมมีที่กดน้ำให้ด้วย เราจึงได้โอกาสนำกระติกน้ำไปเติมเป็นการช่วยลดการใช้ขวดน้ำพลาสติกไปอีกทาง โรงแรมยังมีโครงการธนาคารขยะที่พนักงานแยกขยะรีไซเคิลเพื่อไปขายต่อ เงินที่ได้นำไปเป็นทุนการศึกษาให้ลูกพนักงานในโรงแรม นอกจากแยกขยะแล้ว ปกาสัยยังคิดถึงการลดขยะจากต้นทาง ด้วยการขอความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ให้เปลี่ยนจากแพ็กเกจจิงที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมาเป็นตะกร้าแทนเพื่อลดขยะ

ส่วนขยะอาหารจากร้านอาหารในโรงแรม นำไปหมักเป็นแก๊สเพื่อใช้ในการทำอาหารต่อไป ส่วนเศษอาหารที่มีรสเปรี้ยวนำไปทำแก๊สไม่ได้ จึงนำไปทำน้ำยาล้างจานและน้ำยาอเนกประสงค์ ใช้ทำความสะอาดภายในโรงแรม ขยะอาหารอีกส่วนหนึ่งนำไปหมักรวมกับเศษใบไม้เพื่อทำเป็นปุ๋ยใช้ภายในโรงแรม

ภายในห้องพัก มีการตกแต่งด้วยของใช้จากชุมชน เป็นการส่งเสริมรายได้ชุมชนไปในตัว แม้แต่ผ้าปูเตียงและปลอกหมอนเองก็ประยุกต์มาจากลายผ้าท้องถิ่นของทางใต้

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการชมโครงการความยั่งยืนของโรงแรม คือแววตาความสุขของพนักงานแต่ละท่านเวลาได้พูดถึงโปรเจกต์ของตัวเอง ทุกคนตอบคำถามอย่างเต็มที่ แถมเล่าจนไม่เหลืออะไรให้ถาม ถ้าถามว่าเคล็ดลับอะไรที่ทำให้โรงแรมปกาสัยเป็นที่ 1 ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก
เราคิดว่าหัวใจสำคัญนั้นคือความร่วมมือจากพนักงาน
Green Building ตึกเขียวพิเศษ
นอกจากมีโครงการความยั่งยืนที่ทำประจำอยู่แล้ว ที่นี่ยังมีตึกที่ชื่อว่า Green Building หรือเรียกเล่น ๆ ตามชื่อที่เราแอบตั้งให้ว่าตึกเขียวพิเศษ ที่ว่าพิเศษนั้น เพราะผู้ที่พักในตึกนี้จะมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ซึ่งลดการใช้พลังงานได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับห้องพักปกติ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มีใจรักษ์โลกสุด ๆ
ความลับของตึกนี้ที่ทำให้ลดพลังงานได้มากกว่าตึกทั่วไปซ่อนอยู่ที่ใต้ตึก ภายใต้ตึก Green Building มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อลดการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง โดยน้ำเสียจากตามห้องพักในตึก Green Building จะนำมาบำบัดเพื่อใช้เป็นน้ำสำหรับการทำสวนและน้ำใช้ในชักโครก

นอกจากนั้นยังมีระบบ Heat Exchange ใช้ลมร้อนจาก Air Compressor มาผลิตน้ำร้อนให้กับห้องพักอื่น ๆ ภายใน Green Building แห่งนี้ ซึ่งคุณจุ๋มเล่าว่า เวลามีลูกค้ามาพักก็จะให้เข้าพักห้องชั้นล่างที่มีระบบ Heat Exchange ติดตั้งก่อน เพื่อให้มีลมร้อนจากการใช้แอร์ของนักท่องเที่ยวมาทำน้ำร้อนใช้เพียงพอภายในตึก ทางทีมงานของโรงแรมยังแอบมากระซิบว่าที่จริงแล้วทางโรงแรมได้ติดตั้งระบบ Heat Exchange ไว้ยังห้องอื่นนอกเหนือจากตึก Green Building ด้วยนะ

เรื่องกินเราไม่กินเล่น
เรื่องอาหาร โรงแรมปกาสัยก็ไม่ได้มาแค่กินเล่น แต่กินจริงจัง เริ่มจาก ‘กินบรรยากาศ’ เย็นวันนี้เรากลับมาที่ GAIA ร้านอาหารของปกาสัยอีกครั้งหลังจากที่ช่วงบ่ายได้มานั่งเล่นจิบกาแฟ ในย่ามค่ำคืนแบบนี้ GAIA ได้แปลงร่างตัวเองจากคาเฟ่ในตอนกลางวันมาเป็น Cocktail Bar พร้อมอาหารในยามค่ำคืน
จากบรรยากาศของคาเฟ่ในตอนกลางวันของ GAIA มีความผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สมกับคอนเซปต์ Mother Earth’s Nature โดยเริ่มจากเก้าอี้สานแปลกตา แต่ละโต๊ะดีไซน์มาไม่เหมือนกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ในที่มุมที่เลือกนั่ง ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ GAIA ที่มากี่รอบก็ไม่เคยเบื่อ
นอกจากนั้นยังประดับประดาไปด้วยต้นไม้ ให้ความรู้สึกสดชื่น เมื่อแสงยามบ่ายตกกระทบจึงเกิดเป็นความงามของลวดลายเฟอร์นิเจอร์จักสานปนกับลวดลายของใบไม้เกิดเป็นความงามแปลกตา

ตอนกลางคืนนั้นมีความงดงามไม่แพ้กันจากแสงสีขาวนวลของโคมไฟหลากหลายดีไซน์ นอกจากความงาม ร้านอาหาร GAIA ยังสนับสนุนชุมชน เพราะเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดทำโดยช่างฝีมือคนไทย

พอเราดื่มด่ำกับบรรยากาศจนอิ่มใจแล้ว ท้องเราก็เริ่มร้องประท้วง อาหารเย็นวันนี้รังสรรค์โดย เชฟแก้ว ประกอบไปด้วย ไก่บ้านต้มขมิ้น ซึ่งกลายเป็นอาหารจานโปรดเรา รสไม่ได้เผ็ดร้อนอย่างพวกแกงต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้จืดอย่างแกงจืด สามชั้นพริกเกลือ ของโปรดเพื่อนเรา เพราะพริกเกลือของที่นี่ซึมเข้าไปที่ตัวสามชั้นจริง ๆ เวลากินจึงได้รสสุด ๆ อร่อยจนแอบอยากจดสูตรไปทำกินที่บ้านเลย ยำผักกูดกุ้งสด ของหากินไม่ง่ายเท่าไหร่สำหรับชาวกรุงเทพฯ อย่างเรา จึงซัดไปหมดจาน และเมนูสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือแกงส้มปลาแบบใต้ สีเหลืองสดใส เครื่องแกงเผ็ดร้อน เนื้อปลาก็สดไม่แพ้กัน กินแล้วรู้สึกว่ามาถึงใต้จริง ๆ แล้วสินะ

เราได้มีโอกาสคุยกับ คุณเจมส์ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมปกาสัย คุณเจมส์เล่าให้ฟังว่าทุกเมนูที่โรงแรมใช้เป็นผักออร์แกนิก ซึ่งคุณ Alexandre Demard หัวหน้าเชฟของโรงแรม ซึ่งเป็นถึงผู้ชนะจากรายการ Iron Chef Thailand และ Vice President ของ Escoffier Thailand เป็นคนลงมือหาวัตถุดิบด้วยตัวเอง และไปเยี่ยมถึงฟาร์มเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าออร์แกนิกไร้สารพิษ ดีต่อสุขภาพของคนกินจริง ๆ นอกจากนั้นยังพยายามเน้นใช้วัตถุดิบจากชุมชนใกล้ ๆ โรงแรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง และสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำ


คุณเจมส์เล่าว่าทางโรงแรมถึงกับลงไปสอนชุมชนในการแบ่งแปลงปลูกผักให้มีหมุนเวียนมาขายได้ทั้งปี จากเดิมทีที่ชาวบ้านปลูกทีเดียวทั้งแปลง พอตัดผักไปขายทีก็ตัดไปทั้งแปลง ทำให้ชาวบ้านได้รายได้ไม่สม่ำเสมอ พอชาวบ้านได้ความรู้จากทางโรงแรมก็ปลูกผักขายได้ทั้งปี ไม่เพียงแต่ส่งผักให้โรงแรม แต่รวมไปถึงขายในตลาดสดทั่วไปได้มากขึ้นด้วย ส่วนอาหารทะเลนั้นก็มาสด ๆ จากประมงพื้นถิ่น คุณเจมส์เล่าให้ฟังว่าบางเมนูที่ลูกค้าชอบมาก ๆ ก็ถูกตัดออกจากเมนูเพราะหาวัตถุดิบจากแหล่งชุมชนไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยที่จะทำอาหารให้อร่อย วัตถุดิบออร์แกนิก ดีต่อสุขภาพคนกิน และดีต่อชุมชน

เที่ยวเล่นรอบโรงแรม
ไม่เคยคิดว่าเที่ยวอ่าวนางที่จังหวัดกระบี่จะเหมือนย้อนไปอยู่ใน Jurassic Park ขนาดนี้
คิดว่าถ้าได้เที่ยวนานกว่านี้อาจจะได้เห็นไดโนเสาร์สักตัว เพราะธรรมชาติสวยมาก มีความเป็นป่าริมชายหาด สลับกับน้ำใส ๆ ของทะเล เหมือนเป็น Untouched Land แต่พอมองกลับมาริมชายฝั่งก็มีความเจริญ ร้านค้าเป็นระเบียบเรียบร้อยจนชวนให้นึกถึงตอนไปเที่ยว Gold Coast เมืองริมทะเลของประเทศออสเตรเลีย อ่าวนางยังเหมือน Gold Coast อีกอย่างหนึ่งคือชาวไทยอย่างเรา ๆ กลายเป็นสัตว์ประหลาดในพื้นที่ เพราะที่อ่าวนางมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ชาวไทยแทบไม่มีเลย ไปไหนมีแต่คนทักทายเป็นภาษาอังกฤษจนอยากจะตะโกนว่า ฮัลโหล นี่มันไทยแลนด์บ้านเราจริง ๆ หรือเนี่ย!
พายคายัคที่คลองหรูด
พายคายัคที่จริงจังที่สุดในชีวิต ต้องใช้สกิลล์ที่ไม่ค่อยมีในการหลบต้นไม้ขอนไม้ต่าง ๆ เบื้องหน้าของเราคือคลองหรูด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมปกาสัย มองแวบแรกก็รู้สึกได้ว่าคลองแห่งนี้ไม่ค่อยเหมือนคลองทั่วไปสักเท่าไหร่ เพราะรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณที่ผุดอยู่กลางน้ำได้อย่างเหลือเชื่อ และโอบล้อมอีกชั้นด้วยภูเขา และหมอกจาง ๆ เรากำลังพายเรือเพื่อเข้าไปดูตอน้ำ เป็นน้ำผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของคลอง เกิดเป็นสีฟ้ามรกตสดใส ไหลไปผสมกับน้ำสีน้ำตาลอ่อนที่เกิดจากการกวนของตะกอนดินหลังฝนตกกลายเป็นทัศนียภาพที่งดงามแปลกตา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้บนโลกด้วย ถ้ามีไดโนเสาร์โผล่ออกมาสักตัวจะไม่แปลกใจเลย เพราะนี่มัน Jurustic Park อีกแล้ว ปรากฏว่าตอนหลังเราเพิ่งมาทราบว่าคลองหรูดเป็นสถานที่ถ่ายทำ Jurustic Park ภาค 4 จริง ๆ ถึงว่าเหมือนของจริงขนาดนี้ เพราะมันคือของจริงไงเล่า!


ภายหลังเราทราบจากไกด์ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความงดงามแปลกตา เขื่อนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ ซึ่งเราพายคายัคไปดูด้วย เป็นเขื่อนเล็กเพียงนิดเดียว แต่ก็ทำให้น้ำเอ่อนองเปลี่ยนป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นคลองไปหมด มองลงไปในน้ำก็จะเห็นตอไม้ขนาดใหญ่มากมาย ทำให้พอจะจินตนาการได้ว่าแต่ก่อนป่าแห่งนี้คงอุดมสมบูรณ์มาก ในทางหนึ่งเขื่อนก็ได้ทำให้ผู้คนแถบนั้นมีน้ำใช้ มีสถานที่อันงดงามแปลกตาอย่างคลองหรูดแห่งนี้ แต่เราเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคุ้มกับสิ่งที่ต้องแลกมาหรือเปล่า
เกาะห้อง
ไม่ไกลจากโรงแรม เพียงนั่งเรือสปีดโบตออกจากอ่าวนางประมาณ 30 นาที เราก็มาถึงเกาะห้อง เกาะเล็ก ๆ ไม่ได้ได้มีร้านค้าอะไรมากมาย แต่กลับถูกแต่งแต้มให้ตรึงตราด้วยหาดทรายสีนวลและน้ำทะเลใสแจ๋ว ที่ขาดไม่ได้เลยคือหน้าผาชัน ๆ อันเป็นสัญลักษณ์ของทะเลใต้ ตั้งอยู่ขนาบกันซ้ายขวาเป็นกำแพงธรรมชาติ ทำให้พอลงเล่นน้ำแล้วเหมือนถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติรอบด้าน

ไกด์พูดเป็นภาษาอังกฤษของเราบอกว่าที่นี่เหมาะแก่การดำน้ำตื้นมาก ก่อนจะหันกลับมาพูดภาษาไทยให้เราและเพื่อนซึ่งเป็นคนไทยเพียง 2 คนในเรือลำนี้ เพื่อนตัวดีของเรามองดูฝรั่งมากหน้าหลายตาดำน้ำอยู่ไม่ไกลชายฝั่งแล้วก็หัวเราะว่า เขาดำทำไมกันตื้นแค่นี้ ดำหาแหวนกันเหรอ แหวนหล่นหายหรือไง เราเองตอนแรกก็รู้สึกว่าดำอยู่ชายฝั่งจะสวยเท่าดำกลางทะเลลึกเหรอ แต่พอลองดำดูแล้วพบว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้สวยด้วยปะการังสีสันสดใส เพราะปะการังยังไงก็สู้ออกเรือไปดูกลางทะเลไม่ได้หรอก แต่สวยด้วยปลาตัวน้อยใหญ่สีสันหลากหลายที่ว่ายกันอย่างไม่กลัวคนเลย และพอนอนหงายอยู่กลางพื้นน้ำก็เจอกับหน้าผาที่โอบล้อมอีกเรากับเพื่อนเลยยอมเข้าลัทธิดำน้ำตื้นหาแหวนไปกับนักท่องเที่ยวฝรั่ง


การเที่ยวอ่าวนางครั้งนี้เป็นการพักผ่อนแบบที่โลกได้พักด้วย เรารู้สึกดีใจที่ได้มาปกาสัย รีสอร์ท สถานที่ที่เปรียบเสมือนเพื่อนใหม่ที่คอยช่วยเรารักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้การมาพักผ่อนของเราต้องกลายเป็นภาระของโลก และรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่หลากหลายของกระบี่ที่สวยชนิดที่ว่าคนไทยอย่างเรา ๆ ไม่ค่อยมากันได้ไงนี่ ไปไหนมาไหนเจอแต่ต่างชาติเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ารู้จักได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาอยู่ไกลกระบี่มากว่าพวกเราหลายพันไมล์ ครั้งนี้หมดเวลา Ecoscape ของเราแล้ว คราวหน้าคงกลับมาพบกันอีกที่ปกาสัย รีสอร์ท ณ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เพราะโลกก็คงต้องการพักด้วย

ข้อมูลอ้างอิง
- sustainablehospitalityalliance.org/only-one-earth
- cf-hotels.com
- www.reddit.com/r/JurassicPark/comments
- mgronline.com/south/detail/9670000047300
