28 มีนาคม 2026
661

ร้อยกว่าปีที่แล้ว ยามที่สยามประเทศเปิดรับวิทยาการทันสมัยจากภายนอกเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลไกสำคัญคือ ‘ชาวตะวันตก’ ที่มีจำนวนไม่น้อยจากบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางมาทำงานและอาศัยในดินแดนไม่มักคุ้นที่ทั้งร้อน ชื้น และเต็มไปด้วยโรคเขตร้อน

ประชากรฝรั่งทยอยย้ายเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในย่านสาทร-บางรัก ประกอบไปด้วยบ้าน โบสถ์คริสต์ โรงเรียน โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตแบบตะวันตกในดินแดนอันห่างไกล

หลังจากห่างหายกันไปหลายปี กลับมารอบนี้ The Cloud ร่วมกับ UNIQLO จัดกิจกรรม Walk with The Cloud : Living & Dying in the Tropics ชวนเดินท้าแดดสลับนั่งรถ สำรวจร่องรอยชีวิตของชาวยุโรปในกรุงเทพฯ ผ่านสถานที่ที่เกี่ยวพันกับช่วงเวลาสำคัญตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิด อยู่ และตาย ไปกับ รศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อต้องจากบ้านมาไกล อะไรช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าเมืองร้อนแห่งนี้มีความเป็น ‘บ้าน’ แล้วพวกเขาใช้ชีวิตและปรับตัวกันอย่างไรกับสภาพอากาศที่แม้แต่คนท้องถิ่นเองยังออกปากบอกว่า ‘ร้อน’ มาช้านาน

01
คริสตจักรไคร้สตเชิช

โบสถ์โปรเตสแตนต์อังกฤษที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตของคนยุโรปพลัดถิ่น

เรามองว่าความร้อนของเมืองไทยเป็นตัวร้ายของการจัดทริปเดินเมือง

แต่กับแสงแดดระอุในบ่ายในวันนี้ น่าจะทำให้เข้าถึงธีมของ Walk with The Cloud ได้มากขึ้น เพราะ Walk with The Cloud ครั้งนี้จะชวนไปดูว่า เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ยามที่ไม่มีเครื่องทำความเย็นอย่างพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ ในเมืองที่มีเพียง 2 ฤดูคือร้อนและร้อนมากอย่างดินแดนสยามเมืองยิ้ม ฝรั่งตาน้ำข้าวจากเมืองหนาวใช้ชีวิตกันแบบไหน

เริ่มต้นกันที่ ‘คริสตจักรไคร้สตเชิช’ ถนนคอนแวนต์ ย่านสีลม หนึ่งในโบสถ์โปรเตสแตนต์-แองกลิกันที่เก่าแก่หลังหนึ่งของกรุงเทพฯ

ทิโมที อีดี (Rev. Timothy Eady) บาทหลวงของโบสถ์ไคร้สตเชิชเล่าว่า ชื่อของโบสถ์หลังนี้ตั้งตามพระนามของพระเยซูโดยตรง เพราะต้องการให้เป็นของชาวคริสต์ทุกคน ไม่จำกัดเชื้อชาติ

โบสถ์ที่เราเห็นกันสร้างขึ้นเมื่อปี 1905 ในท้องทุ่งมหาเมฆ บนที่ดินที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 แทนหลังเดิมที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเจริญกรุง ไม่ไกลกับสุสานโปรเตสแตนต์ เพื่อรับกับการพัฒนาเมืองที่กระจายออกมาทางตะวันออก

สถาปัตยกรรมคริสตจักรไคร้สตเชิชเป็นแบบกอทิกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีหอระฆังสูงอยู่ด้านหน้า เป็นอาคารโถง มีเพดานสูงโปร่ง รอบอาคารทั้งด้านในและนอกทำเป็นซุ้มโค้งแหลม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาคารประเภทนี้ 

ว่ากันว่าที่นี่เป็นโบสถ์ในไทยที่มีกลิ่นอายความเป็นอังกฤษมากแห่งหนึ่ง เพราะถอดแบบโบสถ์มาจากอังกฤษ 

แต่ก็ยังพอมีความต่างอยู่บ้าง จากเมืองหนาวสู่เมืองร้อน ด้วยความที่สภาพอากาศต่างกัน ช่างจำต้องปรับองค์ประกอบบางส่วนของอาคารให้เข้ากับอากาศร้อนชื้น อย่างการทำประตูบานใหญ่และหน้าต่างจำนวนมาก เพื่อช่วยรับลมและระบายความร้อน

หรือการปรับทางเข้าบริเวณใต้หอคอยมาด้านข้างเพื่อให้รถเข้ามาจอดได้ ก็เป็นการปรับหน้าที่ใช้สอยในวันที่การเดินทางทางบกเริ่มแพร่หลาย แทนที่การเดินทางทางน้ำ

ความเรียบง่ายจากภายนอกของโบสถ์ ขับเน้นให้กระจกสี (Stained Glass) ที่ทำเป็นภาพคริสตศิลป์อย่างวิจิตรสวยงาม ประดับประดาอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของโบสถ์ ดูโดดเด่นขึ้น

บาทหลวงประจำโบสถ์หยิบเอาเกร็ดเล็กน้อยจากบานหน้าต่างมาเล่าให้ฟังว่า ภาพพระเยซูตรึงกางเขนตรงแท่นบูชาที่เห็นกัน แต่เดิมป้ายที่มีตัวอักษร INRI (Iesus Nazarenus Rex Iudeorum – เยซูชาวนาซาเร็ธ กษัตริย์ของชาวยิว) เหนือพระเศียร เคยติดกลับด้านมาตั้งแต่แรกสร้าง ต้องออกไปมองจากด้านนอกถึงจะอ่านออก จนเมื่อปี 2012 จึงแก้ไขกระจกให้หันถูกต้อง ยังมีกระจกอีกหลายบานที่เกี่ยวพันกับคนยุโรปที่มีบทบาทในสยาม ทำให้ทริปนี้อัดแน่นไปด้วยชื่อคนต่าง ๆ มากมายตั้งแต่เริ่มต้น

กระจกขนาบข้างภาพพระเยซู เป็นภาพเล่าเรื่องจากพระคัมภีร์ ทางซ้ายเป็นตอนฟื้นคืนพระชนม์ ส่วนอีกฝั่งเป็นภาพพระเยซูกับเด็ก ด้านล่างระบุชื่อผู้บริจาคไว้ คือ ดับเบิลยู จี จอห์นสัน (W.G. Johnson) ที่ปรึกษากระทรวงธรรมการในสมัยรัชกาลที่ 5 

เมื่อหันหลังย้อนมาด้านหน้าโบสถ์ จะพบกับชื่อของ กัปตันจอห์น บุช (John Bush) กัปตันชาวอังกฤษที่รับราชการในสยามช่วงรัชกาลที่ 4 – 5 จนได้ทินนามว่า พระยาวิสูตรสาครดิฐ ซึ่งถึงอสัญกรรมในปีเดียวกับที่สร้างโบสถ์ โดยคำอุทิศที่ใต้กระจกสีบอกว่าลูกสาวเป็นผู้สร้างให้เขา

ใช่ คนนี้คนเดียวกับที่เป็นเจ้าของชื่อซอยกัปตันบุชในย่านเจริญกรุง ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แต่การเลือกกระจกสีตอนพระเยซูระงับพายุในทะเลกาลิลีมาอุทิศในกับกัปตันเรือ ดูเข้าท่าไม่น้อย

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจชมความงามของกระจกเพลินจนเดินเลยผ่านไป ทว่าน่าตื่นใจไม่แพ้กัน นั่นคือป้ายที่ติดตามผนังฝั่งทางเข้า เป็นป้ายที่ระลึกถึงเหตุการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ 

แผ่นหนึ่งที่ทำเอาหลายคนหยุดดูกันอยู่นาน คือป้ายอุทิศให้ แคเทอรีน เอมส์ (Katherine S. B. Ames) ภรรยาผู้ล่วงลับของ หลวงรัถยาภิบาลบัญชา (Samuel Joseph Bird Ames) หรือ กัปตันเอมส์ ผู้บังคับกองโปลิศสยามคนแรก 

อาจารย์พีรศรีชี้ชวนให้ดูความน่าสนใจของป้ายนี้ 2 อย่าง

หนึ่ง ป้ายนี้ปรากฏปี 1862 ช่วงต้นรัชกาลที่ 5 หรือมีอายุก่อนการสร้างโบสถ์เมื่อปี 1905 นี่จึงเป็นมรดกจากโบสถ์หลังเก่าที่ย้ายตามมาด้วย

สอง ด้านบนป้ายมีจารึกภาษาอารบิกที่แปลว่า ‘มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว’ การใช้ศัพท์ของศาสนาอิสลาม เพราะลูกน้องนายตำรวจชาวมลายูที่เข้ามารับราชการในสยามเป็นผู้ทำป้ายอุทิศให้ 

ส่วนข้างกันมีอีกชื่อบนป้ายที่คุ้นหู อย่าง หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ (Louis Thomas Gunnis Leonowens) ลูกชายของ แอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Leonowens) ครูฝรั่งที่รัชกาลที่ 4 ว่าจ้างมาให้สอนหนังสือในราชสำนัก 

ถัดมาเป็นแผ่นหินที่อุทิศให้กับ แฮร์รี ฮูเกอร์ (Harry Hooker) หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของห้างกิจการห้างแบดแมน (Harry A. Badman & Co.) ห้างใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ริมถนนราชดำเนินกลาง และเขายังเป็นกรรมการของโบสถ์ (Church Committee) แห่งนี้ เพื่อน ๆ จึงร่วมใจกันสร้างป้ายพร้อมกับกระจกสีบานหนึ่งของโบสถ์

โบสถ์หลังนี้เรียกชื่อลำลองกันว่า ‘โบสถ์อังกฤษ’ ด้วยเหตุเพราะสมัยก่อนมีพ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามาในสยามจำนวนมาก แต่อันที่จริงสมาชิกของโบสถ์เป็นชาวยุโรปหลายสัญชาติ เมื่อมีใครเกิดในแผ่นดินสยามก็จะมาทำพิธีบัพติศมาหรือพิธีศีลจุ่มตอนเกิดที่นี่ 

วัตถุชิ้นสำคัญที่ยังเป็นประจักษ์พยาน คืออ่างที่ทำจากเงินแท้ สำหรับทำพิธีศีลจุ่มที่ย้ายจากหน้าโบสถ์มาอยู่ใกล้กับแท่นพิธีเพื่อความสะดวก

โบสถ์จึงยังคงมีทะเบียนเกิด (Born Registers) ที่เก็บข้อมูลทั้งชื่อ วันเกิด พ่อ-แม่ ของบุคคลต่าง ๆ ที่มาทำพิธีศีลจุ่ม ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญในการศึกษาชีวิตของชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ อันทรงคุณค่ามาก

หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นชีวิตของผู้คนชาวต่างชาติอยู่ทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิด แต่งงาน การสวดภาวนาประจำสัปดาห์ การฝังศพ ไปจนถึงการอุทิศสิ่งต่าง ๆ ไว้เมื่อพวกเขาล่วงลับ

ปัจจุบันโบสถ์มีพิธีศีลมหาสนิทและเทศนาเป็นภาษาอังกฤษ 2 เวลา รวมทั้งภาษาไทย 1 เวลา มีศาสนิกชนจากประมาณ 40 สัญชาติมาประกอบพิธีกันไม่ขาด

ผ่านมากว่าศตวรรษ โบสถ์อังกฤษหลังนี้ก็คงความเป็นบ้านของคนพลัดถิ่นตามเจตนารมณ์แรกเริ่ม ทั้งยังอบอวลไปด้วยเรื่องราวและชีวิตความเป็นอยู่ของฝรั่งในสยามที่เชื่อมร้อยไปถึงสภาพสังคมไทยตลอดร้อยปีที่ผ่านมา

02
ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์

การปรับตัวของอาคารแบบตะวันตกกลางสวนเขตร้อนในถนนสุรวงศ์

ในวันที่กรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยเรือกสวนกว้างใหญ่ ท้องนาไกลสุดลูกหูลูกตา นอกหนือจากทำงาน ชาวต่างชาติในสยามไปใช้ชีวิตกันที่ไหน พักผ่อนกันอย่างไร

แต่เดิมพื้นที่นัดพบปะของชายชาวยุโรปในสยามคือ ‘คลับ’ หรือสโมสร เป็นสถานที่รวมกลุ่มกันแบบไม่แบ่งแยกเชื้อชาติที่ The United Club จนวันหนึ่งจึงแยกออกมาเป็นคลับของแต่ละชาติ นำโดยชาวอังกฤษ 

บริติชคลับ (The British Club) ตั้งอยู่ริมถนนสุรวงศ์ เป็นสโมสรชายของชาวอังกฤษที่ยามว่างจะมาทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นต้นว่าเล่นกีฬา บิลเลียด กินดื่ม และพูดคุยจิปาถะ

ส่วนฝั่งผู้หญิงเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีพื้นที่ทางสังคมคือการรวมกลุ่มกันอ่านหนังสือและแลกเปลี่ยนความสนใจกันที่ ‘บุ๊กคลับ’ ชื่อว่า สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมห้องสมุดกรุงเทพฯ โดยตอนนั้นยังไม่มีที่ทำการเป็นอาคารถาวร

กระทั่ง โทมัส เฮย์เวิร์ด เฮส์ (Thomas Heyward Heys) นายแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลทหารเรือและอาจารย์วิชาแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ออกทุนทรัพย์ก่อสร้างอาคารหลังใหม่ของสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ เพื่อระลึกถึงภรรยาของเขา เจนนี เนลสัน เฮส์ (Jennie Neilson Heys) ที่ทุ่มเทการทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดฯ มาหลายปี ก่อนเสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรคในสมัยรัชกาลที่ 6

หมอเฮส์ว่าจ้างให้ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกชาวอิตาเลียนมากฝีมือ เจ้าของผลงานออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตึกไทยคู่ฟ้า และอาคารฝรั่งในสยามอีกหลายหลัง มาเป็นออกแบบห้องสมุดหลังใหม่ กลางสวนไม่ไกลจากบริติชคลับ

โอกาสดีงามของทริปนี้ คือการได้ยลห้องสมุดแห่งนี้ในมุมมองใหม่ ผ่านสายตาของสถาปนิกอย่างอาจารย์พีรศรี ทั้งในแง่ของการใช้งานและการออกแบบตกแต่ง ถึงจะมีเปลือกนอกเป็นอาคารแบบตะวันตก แต่ก็แทรกการออกแบบให้เข้ากับภูมิอากาศบ้านเราด้วย 

ตามาญโญอยู่ในสยามมานานพอสมควรจนเข้าใจสภาพอากาศของกรุงเทพฯ เขาออกแบบให้อาคารนี้มีหน้าตาเป็นงานนีโอคลาสสิก แต่โครงสร้างด้านในเป็นคอนกรีตสมัยใหม่ ซ้อนพื้นผิวในหลายส่วน ทั้งฐานรากพื้น ผนัง และหลังคา ช่วยระบายอากาศและป้องกันความชื้นที่จะเข้ามาทำลายหนังสือ กอปรกับซ่อนรางน้ำบนหลังคาทำให้น้ำไม่ไหลย้อนเข้าไปในตัวอาคาร

ส่วนด้านใน ชั้นวางหนังสือไม้สักที่ทอดตัวยาวตลอดแนวผนัง มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะนอกจากออกแบบให้สูงระดับหัวเพื่อบังวิวด้านนอก ทำให้ผู้อ่านมีสมาธิกับการใช้งานในพื้นที่มากขึ้นแล้ว หน้าต่างด้านบนยังทำหน้าที่เป็นช่องแสงส่องสว่างเหมาะสำหรับการอ่านหนังสือ และส่งผลต่อมุมมองที่ทำให้ตึกชั้นเดียวดูเหมือนมี 2 ชั้นไปโดยปริยาย 

อาจารย์พีรศรีอธิบายว่า แรกเริ่มเดิมทีทางเข้าห้องสมุดอยู่ติดกับถนนสุรวงศ์ (ปัจจุบันเป็นด้านข้างของอาคาร) ตามาญโญออกเป็นห้องวงกลม ซ่อนทางเข้าเล็ก ๆ ไว้สำหรับให้บรรณารักษ์จัดการด้านหลังชั้นหนังสือ ขึ้นไปเปิด-ปิดหน้าต่าง และยังทำหน้าที่เป็นช่องอากาศที่กันความชื้นไม่ให้ขึ้นมาทำลายหนังสือด้วยในคราวเดียวกัน

มีหลายสิ่งอย่างที่ชาวตะวันตกต้องปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตในต่างบ้านต่างเมือง ถึงขั้นมีบทความแนะนำใน The Bangkok Times หนังสือพิมพ์อังกฤษช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ที่ชี้ให้เห็นถึงความกังวลต่าง ๆ ของฝรั่งในเวลานั้น

เป็นต้นว่า วิธีเก็บหนังสือในเมืองร้อน ฤดูกาลและช่วงอายุที่เหมาะกับการเดินทางมากรุงเทพฯ เวลาที่ควรอยู่ของแต่ละเพศ โรคภัยไข้เจ็บที่ควรระวังในเมืองร้อน หรือหากเบื่อเมืองหลวงก็มีแนะนำสถานที่พักตากอากาศ

อีกสิ่งคือหนึ่งในปัจจัยสี่อย่างเครื่องแต่งกาย ซึ่งผ้าลินินก็เป็นวัสดุที่ได้รับคำแนะนำ เพราะช่วยระบายความร้อนและเพิ่มความสบายในระหว่างการอาศัยที่ดินแดนตะวันออกไกล 

03
สุสานโปรเตสแตนต์

ฟังเรื่องเล่าก่อนความตายของฝรั่งในสยามที่ย่านเจริญกรุง

เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง ชาวต่างชาติหลายคนไม่ได้กลับบ้าน แต่ทอดร่างไว้ในดินแดนสยาม 

เราเดินทางกันต่อไปยัง ‘สุสานโปรแตสแตนต์’ สถานที่สุดท้ายของทริป และบ้านหลังสุดท้ายของบุคคลผู้มีชื่อเสียงในหน้าประวัติศาสตร์ไทยหลายคน

แต่ก่อนจะเดินเข้าไป ขอไล่เลียงประวัติศาสตร์ว่าด้วยสุสานฝรั่งในไทยพอสังเขป

สมัยรัตนโกสินทร์ ฝรั่งต่างชาตินำทีมโดยชาวโปรตุเกสเข้ามาสู่สยามในช่วงรัชกาลที่ 2 ลงหลักปักฐานอยู่รอบกงสุลโปรตุเกส ใกล้วัดกาลหว่าห์ เมื่อเสียชีวิตก็ฝังกันอยู่ที่สุสานข้างวัด ไม่จำกัดนิกาย ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ฝังรวมกัน

เมื่อเมืองขยาย ชาวคาทอลิกย้ายไปตั้งสุสานของตัวเองที่ย่านสีลม ส่วนชาวโปรเตสแตนต์ได้ที่ดินพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 ด้านหน้าติดแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหลังติดถนนเจริญกรุง

สุสานริมน้ำแห่งใหม่เริ่มก่อร่างสร้างหลุมมาตั้งแต่ปี 1853 แต่เดิมฝังเฉพาะชาวโปรเตสแตนต์มีประชากรใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ อีกทั้งยังย้ายศพเดิมจากสุสานวัดกาลหว่าห์มาไว้ที่นี่ด้วย จึงไม่แปลกที่เรายังพอเห็นป้ายหลุมศพที่มีปีเก่ากว่าปีที่สร้างสุสาน

หากอยากรู้ว่าขณะนั้นจำนวนชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ มีเท่าไหร่ ดูได้จากเอกสารในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ที่ระบุว่า สุสานแห่งนี้มีศพฝังกว่า 771 หลุม อยู่ภายใต้การดูแลจัดการของกงสุลอังกฤษเช่นเดียวกับโบสถ์ไคร้สตเชิช

และไม่ต่างจากโบสถ์ที่มีทะเบียนเกิด ณ สุสานนี้ก็มีทะเบียนตาย (Burial Registers) ที่บอกทั้งชื่อ อายุ วันที่ฝัง

แต่ละหลุมคิดราคาตามทำเล ตอนนั้นแพงสุดอยู่ที่ 100 บาท ลดหลั่นราคาลงไปเรื่อย ๆ จนถึง 25 บาท หากไม่มีเงิน แต่เป็นชาวโปรเตนแตนต์ก็พออะลุ่มอล่วยให้มาฝังร่างได้ พร้อมทั้งมีบริการหลังการตาย คอยดูแลโดยคณะกรรมการสุสาน (Burial Committee) 

ที่ผ่านมา มีบางช่วงที่สุสานถูกปล่อยทิ้งร้างไป น้ำเอ่อท่วม หญ้าขึ้นรก และหลังจากผ่านร้อนผ่านหนาว ปัจจุบันสุสานแห่งนี้ดูแลโดยมูลนิธิสุสานโปรเตสแตนต์ที่ตั้งขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 

ตามแบบฉบับหลุมศพของชาวคริสต์ แต่ละหลุมมีดีไซน์แตกต่างกัน บ้างมีประติมากรรมเป็นหมุดหมาย ซึ่งผู้ดูแลบอกว่าบางหลุมนำเข้าประติมากรรมมาจากต่างประเทศก็มี บ้างสร้างเป็นสถาปัตยกรรมใหญ่โตเหมือนอนุสาวรีย์ และอีกมากมายที่เลือกสร้างอย่างเรียบง่าย ไร้งานตกแต่ง

หลายคนที่พักผ่อนอย่างสงบอยู่ที่นี่ เราได้เจอชื่อแล้วทั้งที่โบสถ์ไคร้สตเชิชและห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ บางคนเห็นชื่อเสียงเรียงนามมานานผ่านหน้าหนังสือ และหลายคนเพิ่งได้รู้จักกันผ่านคำบอกเล่าของวิทยากร 

บรรยากาศของสุสานแห่งนี้จึงไม่ใช่สถานที่น่ากลัว แต่รู้สึกอบอุ่นอยู่ในที เหมือนได้เจอคนที่รู้จักมักคุ้น

อาจารย์พีรศรีลิสต์ชื่อมายาวเหยียว หมายใจจะพาทุกคนในทริปมาเยี่ยมบ้านพวกเขาเหล่านั้น โดยจุดแรกที่อาจารย์นำไปอยู่ไม่ไกลจากทางเข้านัก

เหมือนกับบ้านที่มีเปลี่ยนมือ บางหลุมก็มีเปลี่ยนเจ้าของ เรามาหยุดอยู่ที่ป้ายหน้าหลุมศพสีขาวเขียนว่า เฮมิลตัน คิง (Hamilton King) วิทยากรให้ข้อมูลต่อว่า เขาคือทูตสหรัฐอเมริกาประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 

แต่ความพิเศษต้องเดินอ้อมไปด้านหลัง เพราะในหลุมเดียวกันกลับเจอชื่อ เอ็ดเวิร์ด เฮนรี สโตรเบล (Edward Henry Strobel) อยู่ด้วย

เขาคือชาวอเมริกันผู้ช่วยรัชกาลที่ 5 ร่างสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และเป็นเจ้าของหลุมเดิม ก่อนที่จะส่งต่อมายังคิงผู้เป็นสหาย หลังจากญาตินำร่างของเขากลับไปฝังที่สหรัฐฯ

ตลอดทางเดินเล็ก ๆ ของสุสาน เต็มไปด้วยหลุมศพของเหล่าชาวต่างชาติผู้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในระหว่างการพัฒนาบ้านเมืองเมื่อศตวรรษที่แล้วอีกมาก พร้อมกับเสียงประวัติและผลงานของพวกเขาที่ทำให้กับประเทศเรา พรั่งพรูจากปากของของอาจารย์พีรศรีและผู้ดูแลสุสาน คล้ายกำลังเปิดอ่านนามานุกรมชาวต่างชาติในไทย

พระอาจวิทยาคม (George Bradley McFarland) หรือ หมอแมคฟาร์แลนด์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลศิริราช

เอ็ดนา ซาราห์ โคล (Edna Sarah Cole) หรือ แหม่มโคล ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (วัฒนาวิทยาลัยในเวลาต่อมา)

จอห์น คลูนิส (John Clunis) ช่างหลวงชาวตะวันตกคนแรกของสยาม ผู้รังสรรค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ฯลฯ

ส่วนคนที่เจอกันมาแล้วก่อนหน้านี้ อย่างหมอเฮส์และภรรยา และกัปตันบุช ก็ฝังอยู่ที่นี่

แน่นอนว่า ไฮไลต์ของการมาครั้งนี้อยู่ที่ แดน บีช แบรดลีย์ (Daniel Beach Bradley) หรือ หมอบรัดเลย์ ที่คนไทยรู้จักดี แพทย์ชาวอเมริกันและมิชชันนารีผู้บุกเบิกวงการสิ่งพิมพ์ในสยาม ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตหลังความตายแวดล้อมภรรยาทั้ง 2 คนและลูก

ระหว่างทิวแถวของแผ่นป้ายหลุมศพไกลสุดตา ไม่มีหลุมศพไหนจะโดดเด่นสะดุดตาเท่าของ เฮนรี อาลาบาศเตอร์ (Henry Alabaster) ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 ผู้สร้างคุณูปการให้กับสยามมากมาย จนได้รับพระราชทานหลุมศพเป็นอาคารแบบตะวันตกทรงกอทิก และด้านในมีรูปปั้นเหมือนจริงของเขาเอาไว้

นอกจากชื่อของผู้วายชนม์ ตามป้ายยังมีจารึกคำอุทิศต่าง ๆ เปรียบคล้ายคติธรรมที่ชวนปลงมรณานุสติในพุทธศาสนา ก่อนจะจบวอล์กวันนี้ เราบังเอิญไปเห็นประโยคหนึ่งบนป้ายหลุมศพที่เตะตา

Have fun because time flies and before you know it, it’s over! 

เช่นกันกับเวลาของทริปนี้ แทบไม่ทันรู้ตัว พระอาทิตย์ก็กำลังทำท่าจะลับขอบฟ้า ทางเดินของสุสานนำเรามาสุดที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับบทสรุปส่งท้ายสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับ ทั้งความรู้และความสนุกจากการสำรวจสถานที่ต่าง ๆ 3 แห่งตลอดครึ่งวันนี้

การได้มารู้มาเห็นร่องรอยของคนที่เรารู้จักชื่อตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้ไป นับเป็นประสบการณ์แสนพิเศษที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง

ในปีนี้ Walk with The Cloud จะกลับมาจัดกันทุกเดือน ในธีม ‘กรุงเทพฯ’ ว่ากันด้วยเรื่องราวที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นกรุงเทพฯ จำนวน 10 ทริป 10 เรื่องราว โดยวิทยากร 10 ท่าน ติดตามกิจกรรมต่อไปจากเราได้ที่ readthecloud.co

หนึ่งในตัวช่วยของทริปนี้ คือเสื้อเชิ้ตพรีเมียมลินิน ผลิตจาก ‘เส้นใยแฟล็กซ์’ (Flax) ที่ปลูกในพื้นที่อบอุ่นอย่างยุโรปตะวันตก ผิวสัมผัสของเสื้อจึงเนียนนุ่ม เนื้อผ้าคงรูป สวมใส่ได้หลากหลายสภาพอากาศ โดยเฉพาะในอากาศร้อนอย่างบ้านเรา และมีให้เลือกมากกว่า 35 เฉดสี ให้หยิบมาแมตช์ได้ตามจังหวะของแต่ละวัน
เสื้อเชิ้ตผ้าลินินจาก UNIQLO นอกจากสวมใส่สบาย ยังมาพร้อมความรับผิดชอบตามมาตรฐานระดับโลก เพราะทำจาก Master of FLAX FIBRE™ 100% ที่ผ่านการรับรองว่า เป็นเส้นใยแฟล็กซ์เกรดพรีเมียมที่ปลูกในทวีปยุโรปตะวันตก คำนึกถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำทุกส่วนของพืชมาใช้อย่างคุ้มค่า ตั้งแต่เส้นใยไปจนถึงเศษเหลือและส่วนที่เป็นเมล็ดช้อปผ่าน UNIQLO APP หรือค้นหาสาขาใกล้คุณได้ที่นี่

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน