19 ตุลาคม 2024
3 K

เรามาไต้หวันเป็นครั้งที่ 2 

สิ่งที่เหมือนเดิมคือไม่ถูกรางวัล Lucky Draw ของการท่องเที่ยวไต้หวันอีกแล้ว

คราวก่อนเราตั้งใจเที่ยวในไทเป ช้อปปิ้งที่ตลาดวัยรุ่นซีเหมินติง หาชาบูหม่าล่าอร่อย ๆ กินกับแก๊งเพืื่อนสนิท แต่ครั้งนี้จะขอเที่ยวเชิงธรรมชาติดูบ้าง

เราปักหลักที่เมืองอี๋หลาน (Yilan) หรือเรียกอีกอย่างว่า เมืองอู่ข้าวอู่น้ำของไต้หวัน 

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเมืองนี้อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ด้านหนึ่งหันออกสู่ทะเล อีก 3 ด้านโอบล้อมด้วยภูเขา คลืื่นน้ำสีฟ้าครามกับต้นไม้น้อยใหญ่จึงเป็นภาพจำตลอดทริป 3 วัน 2 คืน ตั้งแต่โผล่พ้นสนามบินนานาชาติเถาหยวนออกไป

ขอออกตัวก่อนว่าทริปนี้ไม่สบาย เพราะภูมิประเทศของอี๋หลานทำให้แหล่งท่องเที่ยวมีความหลากหลาย ต้องเดินขึ้นเขาที่เหนื่อยจริง แช่บ่อน้ำพุร้อนที่ร้อนจริง แต่ก็ได้รื่นรมย์กับการเล่นน้ำทะเล กินซีฟู้ด ทำชานมไข่มุก ชมศิลปะ ท่ามกลางความสงบเงียบของเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม 

เหนื่อย แต่ชอบกว่าตอนไปไทเป

รู้แหละว่าความชอบคนเราไม่เหมือนกัน แต่จะเล่าให้ฟังว่าทำไม

第一天

วันที่ 1

เดินเทรล 3 กิโลที่แหลมปี๋โถวเจี่ยว (Bitoujiao Cape)

ถ้าไม่เริ่มต้นทริปด้วยกิจกรรมที่เหนื่อยที่สุดแล้วจะไปเริ่มตอนไหน ล้อหมุนออกจากที่พักตั้งแต่ 8 โมงเช้า มุ่งหน้าไปเขตหลงต้ง (Longdong) เพื่อไปผจญภัยในเส้นทางธรรมชาติแหลมปี๋โถวเจี่ยว 

นี่เป็นเส้นทางเดินเทรลที่เราคิดว่าสวยที่สุดในไต้หวัน แต่ก็เหนื่อยมากเป็นอันดันต้น ๆ ด้วยเช่นกัน กับระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร พอเดินได้ไม่ถึงกิโลก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนถึงฮิตเดินเทรลที่นี่กัน เพราะแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ปาดเหงื่อแล้วหันหน้าไปเห็นวิวทะเลสุดลูกหูลูกตาก็พอกัดฟันไปต่อได้ 

ข้อดีอีกอย่าง คือเส้นทางเดินที่รอท้าทายเราอยู่ข้างหน้านี้ทำมาอย่างดี ปลอดภัย มีต้นไม้ร่มเย็น รวมถึงมีศาลาให้นั่งพักเป็นระยะ แต่โชคไม่ดีตรงที่ฝนเทลงมายกใหญ่ เลยต้องทยอยกันเดินกลับก่อนถึงปลายทาง 

หากมาในช่วงอากาศดีกว่านี้ เราเชื่อว่านี่คงเป็นอีกสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ตราตรึงใจแน่นอน

คงเป็นเพราะไม่ถูกรางวัล Lucky Draw แหง ๆ

ปั่นจักรยานบนรางรถไฟที่อุโมงค์เก่าเฉ่าหลิง (Old Caoling Tunnel) 

เดินขึ้นเขา 3.5 กิโลเมตรด้วยขามาแล้ว เรามาใช้จักรยานท่องเที่ยวกันต่อที่เส้นทางจักรยานอุโมงค์เก่าเฉ่าหลิง ระยะทาง 2 กิโลเมตร 

ส่วนมากคนที่นี่ใช้จักรยานไฟฟ้ากัน ทำให้ไม่ต้องออกแรงปั่นเอง รวมถึงอุณหภูมิข้างในอุโมงค์ก็ต่ำกว่าข้างนอกหลายองศาเซลเซียส ลมเย็น ๆ ตีหน้าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวละครในหนังเรื่อง แฟนฉัน ใครจะวิ่งออกกำลังกายก็ได้เช่นกัน ขอบอกเลยว่าผู้สูงอายุที่เราพบเจอนั้นร่างกายแข็งแรง วิ่งเก่งกว่าเราแทบทุกคน จนต้องขอหลบหน้าหลบตาอยู่หลังแฮนด์จักรยาน

โดยอุโมงค์เก่าเฉ่าหลิงเปิดใช้งานในปี 1924 สมัยไต้หวันอยู่ในอาณานิคมของญี่ปุ่น แต่ด้วยความที่อุโมงค์มีขนาดเล็กจนเกินไป จึงสร้างอุโมงค์เฉ่าหลิงใหม่ (New Caoling Tunnel) ขึ้นในปี 1986 ทำให้อุโมงค์เก่าแห่งนี้ถูกทิ้งร้างอยู่เกือบ 20 ปี กระทั่งทางการไต้หวันฟื้นฟูอุโมงค์นี้ขึ้นมาอีกครั้ง และปรับปรุงให้เป็นเส้นทางปั่นจักรยานบนรางรถไฟเก่าที่ทั้งคนรักจักรยานและคนรักรถไฟไม่ควรพลาด 

ไหว้พระเสริมสิริมงคงที่วัดต้าหลี่เทียนกง (Dali Tiangong Temple) 

มาไต้หวันทั้งที อีกอย่างที่ขึ้นชื่อไม่พ้นเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

ว่ากันว่ามาที่นี่แล้วขอเงินได้เงิน เพราะวัดต้าหลี่เทียนกงเป็นที่ประดิษฐานของเง็กเซียนฮ่องเต้จากเมืองฝูโจว สร้างขึ้นเมื่อปี 1836 เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้คนในเมือง เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งความเชื่อและศรัทธาแห่งเมืองอี๋หลาน ตั้งอยู่ในเขตต้าหลี่ (Dali)

แม้วัดนี้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการเท่าวัดอื่น ๆ แต่สถาปัตยกรรมมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ภายในมีจุดสักการะเทพเจ้ามากมาย โดยเฉพาะเทพเจ้าเทียนกง (Tiangong) ซึ่งให้พรด้านความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง 

เวลาไปต่างประเทศเราจะชอบไปวัด เพราะแต่ละพื้นที่จะมีการแสดงออกทางความเชื่อเป็นเอกลักษณ์เสมอ อย่างการเสี่ยงเซียมซีที่นี่ไม่ใช่การเขย่าจนมีเลขกระเด็นออกมาเหมือนของไทย แต่คือการหยิบขึ้นมา 1 เลข แล้วโยนไม้ปวยหรือเซ้งปวยให้สูงเหนือศีรษะของตัวเอง หากคว่ำ 1 ข้าง หงาย 1 ข้าง หมายถึง ใช่ คว่ำทั้ง 2 ข้าง หมายถึง ไม่ใช่ หงายทั้ง 2 ข้าง หมายถึง ไม่แน่ใจ คล้ายกับการตรวจเช็กดวงกับเทพเจ้า

แน่นอนว่าเราโยนเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้คำตอบว่า ใช่ จึงไม่มีคำทำนายมาเล่าให้ฟัง

ดีนะที่คนราศีมังกรไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ เลยแค่เซ็งนิดหน่อย

แต่การเดินออกมาจากวัดแล้วเห็นรุ้งกินน้ำเหนือท้องทะเลก็คงมีความหมายอะไรบ้าง

ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ชายหาดสีดำไว่อ้าว (Wai’ao)

ทะเลสีดำที่อี๋หลานไม่หวานหยดเหมือนทะเลสีดำของนักร้องดังท่านหนึ่ง เรามาที่นี่ตอนพลบค่ำ ยิ่งทำให้ชายหาดสีดำดูทะมึนทึมเข้าไปอีก

หากมาตอนอากาศสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ ภาพที่คุณจะได้เห็นคือครอบครัวพากันมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หาดทรายละเอียดนี้ต้อนรับการปิกนิกของคุณหนูน้อยทั้งหลาย การเดินเล่นเตะทรายของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน รวมถึงมีกระดานโต้คลื่นให้บริการ สำหรับนักเล่นกระดานโต้คลื่นมืออาชีพหรือผู้อยากท้าทายทะเลที่มีคลื่นสม่ำเสมอ

ตรงหน้ามีทัศนียภาพของภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่าน นั่นคือเกาะกุยซาน (Guishan Island) หรือเกาะเต่า เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในเมืองอี๋หลาน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางธรรมชาติของเมือง

บรรยากาศในวันนี้ทำให้ทะเลงดงามแต่ก็น่าเกรงขาม จนทำได้แต่นั่งนิ่ง ๆ แข่งกับความสงบเงียบของมัน 

第二天

วันที่ 2

แช่บ่อน้ำพุร้อนเจียวซี (Jiaoxi Hot Springs) 

นอกจากน้ำทะเล อี๋หลานก็มีน้ำพุร้อนด้วย

เช้าต่อมาเรามุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะ Tangweigou ในเขตเจียวซี (Jiaoxi) เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนที่ใครก็มาใช้ได้ฟรี สงบ มีภูเขาล้อมรอบ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ โดยน้ำพุร้อนเจียวซีได้รับการขนานนามให้เป็นสุดยอดบ่อน้ำพุร้อน เพราะเป็นน้ำพุร้อนอัลคาไลน์ตามธรรมชาติ อุดมด้วยแร่ธาตุจำนวนมาก โดยเฉพาะโพแทสเซียมคลอไรด์และโซเดียมซัลไฟด์ เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพ

เห็นสรรพคุณดีงามขนาดนี้ อย่าได้เผลอจุ่มลงไปทีเดียวทั้งเท้าเชียว เพราะมันร้อนมาก! ขอแนะนำว่าควรอย่างยิ่งที่จะค่อย ๆ หย่อนเท้าลงไปแตะผิวน้ำ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อนจะเจอของจริง 

เราที่ทำได้แค่เดินเขย่งเตาะแตะไปหาน้ำที่ตื้นที่สุดยังถึงกับร้องจ๊าก ขอคาราวะพี่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันท่านหนึ่งที่ถกขากางเกงพร้อมจุ่มลงไปทั้งเท้า เมื่อสังเกตดี ๆ ถึงทราบว่าเคล็ดลับคือการมีผ้าชุบน้ำคล้องคอไว้ซับเหงื่อนี่เอง

ทำกิจกรรมชาวสวนที่ฟาร์มพักผ่อนโถวเฉิง (Toucheng Leisure Farm)

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าภูมิประเทศของอี๋หลานทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและออกจะผจญภัยหน่อย ๆ 

ฟาร์มพักผ่อนโถงเฉิงให้ความรู้สึกคล้ายกับการไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะมีพื้นที่สีเขียวครอบคลุมกว่า 100 เฮกตาร์ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์จากการมีลำธารของแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำผิงซี (Pingxi) แม่น้ำเถาจื่อ (Taozi) และแม่น้ำหลินซี (Linxi) ตั้งอยู่ในเขตโถวเฉิง (Toucheng) รายล้อมด้วยมหาสมุทรด้านหน้า มีฉากหลังเป็นภูเขาขนาดใหญ่

ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ฟาร์ม แต่คนไต้หวันมักพาครอบครัวมานอนแคมปิ้ง นอกจากอากาศจะร่มรื่นแล้ว ข้างในยังเต็มไปด้วยพื้นที่ทำกิจกรรมมากมาย (เห็นรูปแผนที่นั่นไหม) ทั้งสนามบาสฯ สนามเด็กเล่น กิจกรรม DIY ให้เล่นสนุก รวมถึงได้เดินเรียนรู้วิถีเกษตรยั่งยืน ผ่านการสำรวจแปลงผัก นาข้าว ฟาร์มไก่ ไปจนถึงบ้านไส้เดือน แถมยังมีโรงกลั่นไวน์องุ่นเปิดให้เยี่ยมชมด้วยนะ

ทำชานมไข่มุก DIY ที่ Kili Bay Pearl Milk Tea Cultural Center 

ถ้าถามว่าอยากให้ไปตามรอยที่ไหนมากที่สุด เราขอตอบว่าที่นี่

เพราะนี่คือศูนย์วัฒนธรรมชานมไข่มุกแห่งแรกในโลกที่ทุกคนจะได้ทำชานมไข่มุกด้วยตัวเอง!

ที่นี่มี 2 ชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเพียงประตูเปิดออกก็พบกับแก้วชานมไข่มุกขนาดใหญ่ ด้านในจัดเต็มด้วยนิทรรศการที่นำเสนอประวัติศาสตร์ของชานมไต้หวัน ตั้งแต่จุดกำเนิด กระบวนการผลิต จนถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ที่เราชอบมากคือมันไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เครื่องดื่ม แต่ยังได้รู้จักทุก ๆ องค์ประกอบของชานม ทั้งท็อปปิ้ง น้ำตาล ใบชา ยันเครื่องซีลแก้วพลาสติก

ส่วนชั้น 2 คือโซนเวิร์กช็อปที่เราจะทำชานมกัน อุปกรณ์ก็ได้แก่ แก้ว เชกเกอร์ ไข่มุก ถุงชา น้ำแข็ง น้ำเชื่อม โดยมีคุณครูชาวไต้หวันที่สอนนักเรียนไทยทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น เราจึงได้รู้ว่าชานมไต้หวันที่ดีควรจุ่มถุงชาขึ้น-ลงมากกว่า 100 ครั้ง! เห็นจะมีแต่ตรงน้ำเชื่อมที่ครูเน้นย้ำว่าชาวไต้หวันไม่นิยมกินหวาน นั่นหมายความให้เราเติมน้ำเชื่อมได้จุใจสไตล์คนไทยรึเปล่านะ

ยังไงก็เถอะ การมาทดลองทำชานมถึงประเทศต้นกำเนิดเป็นการเปิดประสบการณ์ที่สนุกชะมัด

ชมวิถีชีวิตชาวเลที่ท่าเรือหนานฟางอ้าว (Nanfang’ao)

ท่าเรือหนานฟางอ้าวเป็นแหล่งทำการประมงขนาดใหญ่ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของเมืองการประมงที่สำคัญในไต้หวัน เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชิมที่จะได้ลิ้มชิมรสอาหารทะเลสด ๆ ได้อย่างไม่มีผิดหวัง

แต่สิ่งที่เราชอบมากกว่าการแวะมาฝากท้องมื้อเที่ยง คือการขึ้นไปชมวิวบนสะพานที่มองทั้งเมืองได้ 180 องศา เห็นเรือประมงที่กลับมาจากการออกไปจับปลา เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในตลาดสดที่แข่งกันประมูลสินค้า หรือเลือกซื้ออาหารทะเลแปรรูปเป็นของฝากกลับบ้าน 

หากมีที่ไหนพอจะอธิบายความเป็นเมืองติดทะเลของอี๋หลานได้สมบูรณ์ที่สุด ก็คงต้องเป็นที่นี่

ตะลุยสตรีตฟู้ดที่ตลาดกลางคืนหลัวตง (Luodong Night Market) 

สาวนักเดินตลาดเป็นชีวิตมีหรือจะพลาดตลาดกลางคืน ที่นี่เป็นหนึ่งในตลาดกลางคืนที่มีชื่อเสียงและคึกคักที่สุดในเขตหลัวตง (Luodong) ไม่ยิ่งใหญ่เท่าตลาดที่เคยไปมา แต่ขนาดกำลังดีให้เดินหลายรอบจนสำรวจครบทุกร้าน ความพิเศษคือมันให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาและใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นกว่ามาก

สตรีตฟู้ดทั้งคาวหวานวางเรียงรายจนเลือกกินไม่ถูก ทั้งที่เดินกินง่าย ๆ พอดีมืออย่างขนมปังปิ้งไส้ทะลัก ปาท่องโก๋ ชานมไข่มุก (อีกแล้ว) หรือที่ตั้งร้านขายจริงจังเป็นจาน ๆ อย่างข้าวต้มทะเล ก๋วยเตี๋ยว หรือหม้อไฟก็มีให้เห็น อีกประเภทที่แทรกตัวอยู่คือร้านเสื้อผ้าราคาย่อมเยา เพราะแฟชั่นคนไต้หวันเขาก็เก๋ไม่แพ้ใครเหมือนกัน รวมถึงร้านเสี่ยงโชคที่มีทั้งแบบตู้กดกาชาปองสมัยใหม่และแบบดั้งเดิมสไตล์งานวัดที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ เวลาเห็นพ่อแม่กระเตงลูกน้อยมาปาลูกโป่งชิงรางวัลมันชุบชูหัวใจดีนะ

第三天

วันที่ 3

เที่ยวตึกร้างสาธารณะที่ Chung Hsing Cultural and Creative Park 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะและมักจะอดใจไม่ไหวเมื่อเห็นของทำมือ ขอให้เตรียมกระเป๋าตังค์ไว้ให้ดี

เช้าสุดท้ายที่อี๋หลาน เราเดินทางไปยัง Chung Hsing Cultural and Creative Park หรือสวนศิลปวัฒนธรรมจงชิง พื้นที่ที่รวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ครับครัน แถมที่มาที่ไปของมันยังเท่มาก ๆ คือเดิมที่นี่เป็นโรงงานผลิตกระดาษใหญ่ที่สุดในไต้หวันและมีกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกทิ้งร้างนานกว่า 13 ปี จนเมืองอี๋หลานนำโรงงานร้างนี้มาปัดฝุ่นให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สาธารณะของคนทั้งเมือง จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ และเป็นพื้นที่สนับสนุนและส่งเสริมศิลปินท้องถิ่น

ด้วยการคงโครงสร้างเดิมของโรงงานเอาไว้เกือบทุกประการ ทำให้ความสนุกของการเดินที่นี่คือมองจากภายนอกแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าแต่ละโกดังมีอะไรซ่อนอยู่ แต่พอก้าวขาเข้าไปก็เหมือนเจอโลกอีกใบ บวกกับการได้เดินสำรวจพื้นที่ไปพร้อม ๆ กับการสืบประวัติของแต่ละตึกที่สแกน QR Code อ่านได้ง่าย ๆ ก็ทำให้สนุกมากขึ้นอีกเป็นกอง 

นักท่องเที่ยวเดินสนุก คนเมืองมีพืื้นที่คุณภาพสำหรับการใช้ชีวิตนอกบ้าน

นี่สินะ กลิ่นของเมืองสร้างสรรค์ที่แท้จริง

เปิดโลกแห่งจินตนาการที่ Jimmy Park

 มีใครเป็นแฟนคลับ Jimmy Liao บ้างนะ 

เอาใหม่ ๆ ถามใหม่ ใครเคยได้ยินหนังสือชื่อ ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา บ้าง

แต่ต่อให้จะไม่ใช่แฟนคลับ Jimmy Liao ศิลปินชาวไต้หวัน เป็นทั้งนักเขียน นักปั้น และนักวาดภาพประกอบ เราก็อยากชวนมาดูผลงานของศิลปินดังก้องโลกคนนี้ที่ Jimmy Park ไม่ใกล้ไม่ไกลกับสถานีรถไฟอี๋หลาน เพราะเป็นบ้านเกิดของเขา

ตัวละครจากโลกแห่งจินตนาการของ Jimmy Liao ถูกเปลี่ยนเป็นงานประติมากรรมมากมาย ประดับอยู่ในสวนสาธารณะ ราวกับมีชีวิตจริง รับรองว่าแฟนตัวยงจะต้องตื่นตาตื่นใจ ส่วนคนทั่วไปก็คงโดนตกจากสีสันสดใสและความน่ารักทะลุปรอท นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทำกิจกรรมที่ออกแบบให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทั้งยังมีร้านค้าที่จำหน่ายของที่ระลึกและของขวัญที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ Jimmy Liao ด้วยนะ

เรียนรู้ประวัติเมืองที่พิพิธภัณฑ์หลานหยาง (Lanyang Museum) 

พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรืออูสือ (Wushi Port) เป็นจุดรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งอี๋หลานเคยเป็นเมืองท่าสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าของไต้หวันในอดีต ออกแบบโดย Kris Yao สถาปนิกชื่อดัง เพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติของเมือง

ด้านในมีขนาดใหญ่มาก เพราะอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมือง วิธีการเดินคือให้ขึ้นลิฟต์ไปเริ่มดูที่ชั้น 4 แล้วไล่เลียงลงมาจนถึงชั้นล่าง โดยเป็นการเรียนรู้ผ่านสื่อทุกแขนง ทั้งหนังสือ ภาพ แสง สี เสียง ไปจนถึงกิจกรรม Immersive Art ที่ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการรับชมด้วย ซึ่งทำให้ทุกคนสนุกกับการเดินพิพิธภัณฑ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ชืื่นชอบประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย

เรียนรู้ประวัติเมืองที่พิพิธภัณฑ์หลานหยาง (Lanyang Museum)

ก่อนกลับบ้าน ขอแวะปิดท้ายที่ GLORIA OUTLETS ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสนามบิน ว่ากันว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ดีที่สุดในไต้หวัน รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพจากหลากหลายหมวดหมู่ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีร้านอาหารคอยให้บริการ 

นอกจากพายสับปะรดกับขนมเผือกที่ต้องซื้อไปฝากเพื่อน ขอช้อปปิ้งส่งท้ายหน่อยก็ยังดี

นี่มันยิ่งกว่าถูกรางวัล Lucky Draw อีกนะ!

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวไต้หวัน www.taiwantourism.org/th

Writer & Photographer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว