แสนถึงล้านปีที่แล้ว มีหลักฐานทางธรณีวิทยาบอกว่า จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ทั้ง 3 จังหวัดในดินแดนอีสานใต้เคยมี ‘ภูเขาไฟ’ มากกว่าพื้นที่ไหน ๆ ในประเทศไทย
พันปีที่แล้ว ถิ่นอีสานใต้มีเรื่องราวทางวัฒนธรรมของ 2 แผ่นดินที่ปัจจุบันถูกเส้นเขตแดนกำหนดเป็นประเทศไทยและกัมพูชา แต่ในอดีตทั้ง 2 พื้นที่มีหลักฐานถึงการติดต่อไปมาแลกเปลี่ยนสินค้า ทรัพยากร ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งมีกลุ่มปราสาทหินที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคเป็นสิ่งยืนยัน
ร้อยปีที่แล้ว ดินแดนนี้ไม่ร้างรา ยังคงมีผู้คนจากหลายหลากชาติพันธุ์ ทั้งเขมร กูย กะโซ่ ลาว จีน และไทย ดำเนินวิถีชีวิตก่อตัวเป็นพื้นฐานให้กับวัฒนธรรมอีสานใต้จวบจนถึงปัจจุบัน


วันนี้ ต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สั่งสมมากว่าล้านปีกลายเป็นทรัพยากรอันมีค่าให้ผู้คนอีสานใต้ เป็นที่มาของเส้นทาง ‘The Cloud Journey : Routes to Roots 02 – Volcano Route’ ที่เดินทางไปสำรวจวัฒนธรรมที่เกิดจากภูเขาไฟเมื่อล้านปีก่อน พาย้อนไปดูอารยธรรมเขมรโบราณในดินแดนไทยสมัยพันปีที่แล้ว สัมผัสวิถีชีวิตอีสานใต้ที่ก่อร่างเมื่อร้อยปี ก่อนจะปิดท้ายด้วยเรื่องราวของทุเรียนภูเขาไฟ พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ในภูมิภาคนี้
บุรีรัมย์ บุรีรมย์
ประเดิมมื้อแรกของทริปกันที่ร้านชุมนุมไทย ร้านข้าวมันไก่ที่อยู่คู่เมืองบุรีรัมย์มากว่า 60 ปี
เซียะ-ชัยอนันต์ หาญพินิจศักดิ์ เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล่าว่า กิจการเริ่มต้นขึ้นโดยพ่อแม่ของเขาที่เดินทางมาจากเมืองจีน นำสูตรข้าวมันไก่ไหหลำมาเปิดร้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และเปิดมา 3 รุ่น
ที่นี่มีเมนูให้เลือกทุกอย่างตามแบบฉบับร้านข้าวมันไก่ แต่ความพิเศษอยู่ที่ข้าวมัน ใช้ข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวภาคอีสานที่ขึ้นชื่อเรื่องความหอม อีกหนึ่งความพิเศษคือน้ำจิ้ม
มีให้เลือกจิ้มคู่ไก่ต้ม-ไก่ทอด ตั้งแต่สูตรดั้งเดิม น้ำจิ้มหวาน และมีซอสดำมาให้ด้วย
อิ่มแล้ว แต่ยังพอมีเวลา เราเลยเดินไปที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ที่อยู่ไม่ไกลจากร้าน ถือโอกาสมาถึงจังหวัดบุรีรัมย์อย่างเป็นทางการด้วยการยืนกินลูกชิ้นยืนกิน ของดีอีกอย่างของเมืองบุรีรัมย์
จากนั้นนั่งรถจากตัวเมืองบุรีรัมย์ร่วม 60 กิโลเมตร จนมาถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ


จากบนรถมองตรงไปข้างหน้า เห็นทั้งทุ่งนา ป่าผืนใหญ่ และเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่หลิบ ๆ ส่วนภูเขาที่ใกล้ที่สุดที่เห็นข้างหน้า คือเขาพนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง
เรามาถึงบนยอดเขาและเดินขึ้นบันไดศิลาแลงขั้นแรกของปราสาทหินพนมรุ้งกันในเวลาเที่ยง ๆ และเรียนรู้วิชาภูเขาไฟในประเทศไทย 101 โดบมี ดร.ประดิษฐ์ นูเล นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษจากสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 มาเป็นวิทยากรเล่าเรื่องราวเมื่อล้านปีก่อนให้เราฟัง

ดร.ประดิษฐ์ กางแผนที่ธรณีวิทยา ชี้ให้เห็นการกระจายตัวภูเขาไฟในไทย เริ่มด้วยภูเขาไฟอายุแก่ที่ส่วนใหญ่อยู่ในอีสานตอนบนและตอนกลาง แตกต่างกับอีสานใต้ในพื้นที่บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟอายุอ่อน มีอายุย้อน 9 แสน – 3 ล้านปี บุรีรัมย์มีภูเขาไฟราว 6 ลูก เช่น ภูพระอังคาร เขากระโดง เขาปลายบัด และเขาพนมรุ้ง ดร.ประดิษฐ์ ยืนยันว่าภูเขาไฟทุกลูกดับสนิทแล้ว
ต่อด้วยห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเริ่มต้นต่อ โดยมี จำปา จันทร์ประโคน นักวิชาการวัฒนธรรมประจำอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง มาเป็นวิทยากร เริ่มต้นด้วยเรื่องที่มาของชื่อ ‘พนมรุ้ง’ สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า วนํรุง ในภาษาเขมรโบราณ แปลความได้ว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ ตามความในจารึกที่พบในเขาพนมรุ้ง โดยปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามลัทธิไศวะนิกาย หรือลัทธิบูชาพระศิวะ แนวคิด คติ และงานศิลปกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏจึงสัมพันธ์กับพระศิวะเป็นสำคัญ ปราสาทแห่งนี้จึงเสมือนยกให้เป็นที่ประทับของพระศิวะบนเขาไกรลาส


เราเดินกันต่อ ค่อย ๆ เข้าใกล้ตัวปราสาททีละนิด ระหว่างทาง ดร.ประดิษฐ์ คอยชวนสังเกตหินน้อยใหญ่ที่กระจายตัวอยู่บนเขา ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นรูพรุนทั่วทั้งก้อน มีคุณสมบัติลอยน้ำได้ สิ่งนี้คือหลักฐานทางธรณีวิทยาของภูเขาไฟเบื้องต้น ดร.ประดิษฐ์ ยังพาเราเดินไปดูปากปล่องภูเขาไฟ สิ่งอันซีนใจกลางของภูเขาลูกนี้ ซึ่งหลังจากผ่านเวลามากว่าล้านปี คนโบราณเมื่อพันปีที่แล้วเข้ามาใช้งานปรับเปลี่ยนปากปล่องภูเขาไฟเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ร่วมสมัยสร้างปราสาทสำหรับใช้อุปโภค-บริโภค

เดินขึ้นบันไดต่ออีกกว่า 50 ขั้น มาถึงตัวปราสาทชั้นบน มีสิ่งที่ควรได้ชมอยู่ 3 อย่าง
หนึ่ง แผนผังและสถาปัตยกรรมเขมรที่ถือว่าสวยงามที่สุดในไทย


สอง ทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ตั้งอยู่บนปราสาทประธาน ซึ่งในอดีตเคยมีประเด็นเรื่องถูกลับลอบไปขายช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะกลายไปเป็นของจัดแสดงที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก (Art Institute of Chicago) ในสหรัฐอเมริกา จนมีกระแสการเรียกร้องเมื่อ พ.ศ. 2531 เป็นที่มาของเนื้อเพลง เอาไมเคิล แจ็กสัน คืนไป เอาพระนารายณ์ คืนมา ในเพลง ทับหลัง ของวงคาราบาว
เหนือทับหลังยังมีหน้าบันรูปพระศิวนาฏราชหรือพระศิวะขณะร่ายรำที่สวยงามมาก

สาม ศิวลึงค์ สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ตั้งอยู่ใจกลางปราสาทและบนยอดเขาลูกนี้ ชิ้นนี้เป็นของจำลอง ของจริงเชื่อกันว่าทำจากหินภูเขาไฟ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องพิพิธภัณฑ์ของอุทยานฯ


เดินทางลงจากเขาพนมรุ้ง มาตามเรื่องราวของภูเขาไฟกันต่อที่บ้านโคกเมือง
เรามาถึงที่นี่ประมาณ 14.00 น. เริ่มต้นด้วยการย้อมผ้าจากโคลนใต้บาราย หรือสระน้ำโบราณอายุกว่าพันปีที่สร้างขึ้นพร้อมการสร้างปราสาทในพื้นที่แถบนี้ นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของที่นี่

แม่น้อย-ส้มเกลี้ยง สืบวัน ประธานโฮมสเตย์บ้านโคกเมือง พร้อมสมาชิก ยื่นผ้าฝ้ายทอมือสีขาวให้แต่ละคนไปมัดตามจินตนาการ เสร็จแล้วให้นำไปแช่ในหม้อต้มน้ำสีเหลืองที่ได้จากดอกดาวเรือง ก่อนจะนำไปจุ่มกับโคลนบารายที่เตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความนุ่มและสีที่เข้มขึ้นให้กับผ้า ซึ่งกว่าจะได้โคลนมาแต่ละครั้ง ชาวบ้านต้องทำพิธีกรรมขอขมากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะนำโคลนมาเป็นวัตถุดิบให้เราย้อมผ้า
ย้อมผ้าเสร็จแล้ว ไม่ช้าเสียงแต๊ก ๆๆ ของรถอีแต๋นมาเทียบอยู่หน้าบ้าน มีพ่อผู้ใหญ่ป้ายแดงของหมู่บ้านเป็นคนขับ มารับเราเดินทางไปขึ้นภูเขาปลายบัด 1 ภูเขาไฟอีกลูกในจังหวัดบุรีรัมย์
รถอีแต๋นขับผ่านหมู่บ้าน ได้ชมวิถีชีวิตท้องถิ่นอีสานกับบรรยากาศลมเย็นอ่อน ๆ ตีเข้าหน้าแบบชิลล์ ๆ แต่ทันทีที่รถเปลี่ยนเส้นทางจากถนนลาดยางสู่ถนนลูงรัง เป็นสัญญาณว่าการผจญภัยกำลังเริ่มต้น


นั่งเก้าอี้ไม่ติดกับที่ ตัวโยกทางซ้ายทีขวาที ส่วนใบหน้าที่เคยตีกับลมเย็น ๆ ตอนนี้ต้องคอยหลบหลีกกิ่งไม้ที่พาดไปมา สลับกับเส้นทางราบให้เราได้ชมธรรมชาติของผืนป่าอีสาน ตื่นเต้นตลอดเส้นทางร่วม 2 กิโลเมตร ในที่สุดก็ถึงบนยอดของเขาปลายบัด ซึ่งเมื่อล้านปีก่อนเคยเป็นขอบปล่องภูเขาไฟ พันปีให้หลังกลายมาเป็นที่ตั้งของปราสาทปลายบัด 1 เห็นได้จากทางด้านหลังปราสาทที่เป็นแอ่งขนาดใหญ่มาก


บนยอดเขามีต้นไม้ท้องถิ่น ลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง มีชื่อเรียกตามศัพท์ท้องถิ่น แต่เราขอเรียกอย่างสุภาพว่า ‘ต้นโยนีปีศาจ’ เป็นต้นไม้ในตำนานความรักของท้าวปาจิตและนางอรพิม นิทานพื้นบ้านอีสานใต้ เดินเล่นบนยอดเขาได้สักพัก ฝนตั้งเค้าและไล่เราให้ลงจากเขา ทริปของวันนี้ยังไม่จบ เราเดินทางกลับมาที่หมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ปราสาทเมืองต่ำ แหล่งอารยธรรมเขมรแห่งที่ 3 ที่จะไปชมในวันนี้


ปราสาทเมืองต่ำ เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สร้างขึ้นในสมัยบาปวน ร่วมสมัยกับปราสาทปลายบัด 1 ส่วนที่มาของชื่อเมืองต่ำ เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นสมัยหลัง โดยเปรียบกับปราสาทหินพนมรุ้งที่มีที่ตั้งอยู่บนเขาที่สูงกว่า เราเดินวนดูความงามของปราสาทรอบหนึ่ง ก่อนเดินออกแล้วนั่งรถไปกินข้าว
มื้อเย็น เรานั่งล้อมวงกินข้าวกันที่อุโมงค์ต้นไม้ริมบารายโบราณ มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกเมืองเป็นเชฟ มื้อนี้มีกุ้งจ่อม เมนูพื้นถิ่นของอีสานใต้ที่เกิดจากการหมักกุ้ง ตีคู่สูสีมากับต้มยำไก่บ้าน กินกับข้าวร้อน ๆ พร้อมไข่เจียว กะหล่ำปีทอดน้ำปลา และส้มตำ บอกเลยว่าอร่อยมาก หายเหนื่อย


ทันทีที่เรากำลังจะตักข้าวกินต่อเป็นจานที่ 2 ฝนเจ้ากรรมที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงบ่าย กระหน่ำลงมา พาความฟินหาย แต่ยังดีที่ทางแม่ ๆ จากกลุ่มวิสาหกิจได้ยกกุ้งจ่อมให้เรา 1 กล่องไว้ไปกินต่อ
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
ปราสาทเขาปลายบัด 1
ปราสาทเมืองต่ำ
ฐานผ้าหมักโคลนบาราย ม.15
โฮมสเตย์บ้านโคกเมือง
สลัญสุรินทร์ – รักนะสุรินทร์
เราตื่นแต่เช้าเดินทางมุ่งหน้าไปที่จังหวัดสุรินทร์ โดยจุดหมายของเราในช่วงเช้า คือโรงทอผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา ของ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าและงานหัตถศิลป์ไทยหลากหลายแขนง และเป็นผู้ถวายงานด้านพัสตราภรณ์อย่างใกล้ชิดให้กับราชสำนักเสมอมา

เราเดินผ่านม่านเส้นไหมที่ถูกเรียงไว้แบบไล่สี ผ่านกี่ทอผ้าที่มีชาวบ้านกำลังตั้งใจช่วยกันทอ จนมาเจอกับ ป้อม-นิรันดร ไทรเล็กทิม ผู้ช่วยของอาจารย์วีรธรรม ผู้จะพาเราชมโรงทอผ้าทุกซอกทุกมุม
ป้อมเล่าให้ฟังว่าบ้านจันทร์โสมามีจุดเริ่มต้นมาจากพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และฟื้นฟูผ้ายกทองโบราณตามอย่างราชสำนัก อาจารย์วีรธรรมจึงเริ่มต้นด้วยการรวบรวมคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านท่าสว่างกว่า 10 คน ซึ่งชำนาญการทอผ้าตามวิถีของคนอีสาน มาเป็นกำลังหลักในการทอผ้ายกทองโบราณ
สำหรับผ้าทอของบ้านจันทร์โสมา มีเอกลักษณ์อยู่ที่การใช้เส้นไหมน้อย ซึ่งมีความเล็ก-ละเอียดฉบับผ้าไหมเมืองสุรินทร์ และย้อมสีธรรมชาติเท่านั้น เช่น สีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากเปลือกประโหด


ป้อมพาเราเดินต่อเพื่อมาชมการทอผ้าไหมยกทอง เริ่มต้นจากกี่ทอผ้าหลังเล็กขนาด 40 ตะกอ ใช้คนทอประมาณ 3 คน ไปจนถึงโรงทอด้านในสุดของบ้านที่มีกี่ทอผ้าตั้งตะหง่านเรียงกัน 3 หลัง แต่ละหลังมีชาวบ้าน 4 คน ช่วยกันทอผ้า 1 พื้น โดยความซับซ้อนของการทอที่นี่ เห็นได้จากไม้ที่เรียงไว้ด้านบนของกี่คอยทำหน้าที่เป็นกราฟสำหรับใช้ทอออกมาเป็นลายผ้ากว่า 2,600 ตะกอ ซึ่งถือว่ามีจำนวนตะกอมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ผ้า 1 ผืนจึงใช้เวลาทอหลักเดือนกว่าจะสำเร็จเป็นผ้ายกทองโบราณตามอย่างราชสำนัก โดยมีลายสำคัญ อาทิ ลายเทพพนมครุฑที่ได้รับการออกแบบผ่านฝีมือของอาจารย์วีรธรรม
ผ้าของบ้านจันทร์โสมาได้นำไปใช้ในงานสำคัญ ๆ หลายวาระ อย่างงานเมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเมื่อ พ.ศ. 2546 จนทำให้บ้านท่าสว่างกลายเป็นที่รู้จักในชื่อหมู่บ้านเอเปค และ พ.ศ. 2549 ในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ครบ 60 ปี


เดินชมโรงทอเสร็จแล้ว เราเดินไปอุดหนุนผ้าทอมือฝีมือชาวบ้านท่าสว่างที่ถนนหน้าโรงทอผ้าจันทร์โสมาที่ชาวบ้านท่าสว่างรวมตัวกันมาขายผ้าหลังจากที่หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักในงานประชุมเอเปคฯ
เราเดินทางต่อไปทางตอนบนของจังหวัดสุรินทร์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม จนมาถึงในเวลาเที่ยงพอดี เราเลยเริ่มต้นด้วยการกินข้าวเที่ยง วันนี้แซตอมเตรียมเมนูข้าวยำกุ้งจ่อมไว้ให้ทาน
ความพิเศษของเมนูนี้ มี สุแทน สุขจิตร เจ้าของร้าน ออกมาแนะนำ

อย่างแรก คือข้าวที่เลือกมายำใช้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ปะกาอำปึล ข้าวพื้นเมืองสุรินทร์ ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่ความหอมและนิ่มกว่าข้าวในภาคอื่น ๆ ส่วนกุ้งจ่อม เป็นสูตรเอกลักษณ์ของสุรินทร์ เสิร์ฟคู่กับสาโทสดที่หมักจากข้าวพื้นเมืองสุรินทร์ แถมเราได้เรียนรู้วิธีการทำสาโทและนำกลับไปดื่มที่บ้านด้วย

สุแทนยังให้เราลองชิมเครื่องดื่มที่คล้ายกับไวน์ ซึ่งหมักจากข้าวพื้นเมืองเป็นวัตถุดิบหลัก และยังมีไวน์ผลไม้ที่ใช้มะม่วงกะล่อน ผลไม้พื้นถิ่นในบริเวณพื้นที่ของแซตอมฯ ภารกิจเรียนรู้เรื่องข้าวและสาโทเสร็จสิ้นราวบ่าย 3 ก่อนที่เราจะเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อเข้าไปในตัวเมืองสุรินทร์กันต่อ


“จูงกะแม่อ้าว บองปะโอนกร๊ป ๆ คะเนีย” ป๊อป-ดาวสวรรค์ วรรณทอง ผู้นำชมเมือง ต้อนรับเราเป็นภาษาเขมรถิ่นสุรินทร์ ที่แปลว่า ‘สวัสดีค่ะ พ่อแม่พี่น้องทุก ๆ ท่าน’ เย็นนี้ป๊อปจะพาเรานั่งรถรางไปทำความรู้จักกับเมืองสุรินทร์ เริ่มต้นกันที่วัดบูรพาราม วัดคู่บ้านคู่เมืองสุรินทร์ จากนั้นรถรางแล่นผ่านคูเมืองสุรินทร์ยุคแรก ร่วมสมัยทวารวดีหรือพันกว่าปีที่แล้ว ผ่านอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก แวะสักการะศาลหลักเมืองของจังหวัดสุรินทร์ พาเลาะชมบรรยากาศสองข้างถนนในเมือง ก่อนให้เราเดินเล่นแวะเติมพลังมื้อค่ำที่ตลาดไนท์บาร์ซ่าสุรินทร์
โรงทอผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา
แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม (Satom Organic Farm : Surin)
รถรางชมเมืองสุรินทร์
ศรีสะเกษ GI
เรารู้มาตั้งแต่วันเริ่มต้นทริปแล้วว่าวันนี้จะได้กินทุเรียนภูเขาไฟ เราเลยตั้งตารอวันนี้ที่สุด
เดินทางจากสุรินทร์ มุ่งหน้าสู่ตำบลซำขี้เหล็ก อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ราว 130 กิโลเมตร มายังสวนแทนคุณแผ่นดิน จุดเริ่มต้นของทุเรียนภูเขาไฟ พื้นเศรษฐกิจชนิดใหม่ของศรีสะเกษ

ดินสีแดงจากแร่ธาตุที่เกิดจากภูเขาไฟในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ทำให้เมื่อ สุกรรณ์ กองสุข ได้ไปเที่ยวจังหวัดจันทบุรีเมื่อ 30 ปีก่อน สังเกตเห็นดินในจันทบุรีว่ามีลักษณะคล้ายกันกับดินที่บ้านของเขาในศรีสะเกษ จึงทดลองนำทุเรียนหมอนทองจากจันทบุรีมาปลูกเป็นครั้งแรกที่ศรีสะเกษ มี มณีจันทร์ กองสุข ภรรยาและลูก ๆ ช่วยกันดูแลกันมาอย่างตั้งใจ จนกลายเป็นสวนทุเรียนภูเขาไฟสวนแรกของจังหวัด
จากทุเรียนภูเขาไฟต้นแรก ได้รับความนิยมปลูกกันต่อในหมู่บ้าน ก่อนขยายไปสู่ 3 อำเภอของศรีสะเกษ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษณ์ ขุนหาญ และศรีรัตนะ จนปัจจุบันกลายมาเป็นของดีคู่จังหวัดศรีสะเกษและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสินค้า GI (Geographical Indication) ของไทย


มยุรี กองสุข ลูกสาวคนรองของบ้านรับหน้าที่ดูแลสวนทุเรียนต่อจากสุกรรณ์ ผู้เป็นบิดาที่ได้ล่วงลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน พร้อมกับ หัทยา กองสุข ผู้เป็นลูกสาวที่กำลังจะเป็นเจ้าของสวนรุ่นที่ 3 ได้นำเราไปชมต้นทุเรียนภูเขาไฟต้นแรกของจังหวัดศรีสะเกษที่เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรง พร้อมกับทุเรียนรุ่นแรกอีกนับสิบ ๆ ต้น ห้อมล้อมไปด้วยมังคุดและเงาะที่กำลังออกผลให้เราส้อยกินกันแบบสด ๆ จากบนต้น
ช่วงเวลาที่เรารอคอยมาถึง ทุเรียนภูเขาไฟสีเหลืองอ่อนตั้งรอให้เราเลือกทาน


เราเลือกทุเรียนที่ทางสวนบอกว่ากรอบนอกนุ่มใน เมื่อกัดหมับ รสชาติก็เป็นตามอย่างที่กล่าวไว้
สิ่งที่ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟแตกต่างจากทุเรียนที่อื่น ๆ คือกลิ่นไม่ฉุน หวานมันอร่อย เรายืนยันอีกเสียงว่าเป็นเช่นนั้นทุกประการ หลังจากนั้นเราขอล้างปากด้วยเงาะและมังคุดจากดินภูเขาไฟสด ๆ จากต้น
กินทุเรียนจุใจแล้วไม่รอช้า เราเดินทางเข้าเมืองศรีสะเกษกันต่อ ระหว่างทางแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านป้าเขียว ร้านอาหารที่หากมาศรีสะเกษต้องแวะมากินให้ได้! จากนั้นตรงไปที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อร่วมงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟประจำปีของจังหวัด ช่วงที่เราเลือกมาเป็นเวลาพอดีกับที่มีงาน


มีเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงที่เราได้เดินเลือกซื้อทุเรียนและผลไม้จากสวนทั่วทั้งศรีสะเกษ นอกจากนี้ยังมีหัตถศิลป์และของดีในทุกอำเภอของจังหวัดศรีสะเกษที่ได้รวมมาไว้ให้เราได้เลือกซื้อในที่เดียว
ทริปของเราปิดจบที่นี่ ในดินแดนที่เคยมีภูเขาไฟที่เกิดขึ้นเมื่อล้านปีก่อน
ปัจจุบัน ‘ภูเขาไฟ’ ก็ช่วยสร้างเรื่องราว คุณค่า และรายได้ให้แก่คนในอีสานใต้
สวนแทนคุณแผ่นดิน
บ้านป้าเขียว (สีเขียว)

ทริป Volcano Route ของเราได้พาไปสำรวจเรื่องราวล้านปีของภูเขาไฟที่สานต่อเป็นวัฒนธรรมในช่วงพันปีและร้อยปีที่ผ่านมา ก่อนจะกลายมาเป็นพื้นฐานชีวิตให้กับคนอีสานใต้ในยุคปัจจุบัน ตามเส้นทางซึ่งเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูล True-dtac Mobility Data โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เออร์เบินฟลิป จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
โดย Social Design Lab วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวจาก True-dtac Mobility Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวจริงของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบ
ยังมีเส้นทางท่องเที่ยวอีก 3 เส้นทางในทริป The Cloud Journey : Routes to Roots ที่กำลังจะเปิดรับสมัคร ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.co และ Facebook : The Cloud นะ
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ









