หนึ่งในความฝันของเรามาตลอดตั้งแต่เด็กคือการได้ไปเดินเที่ยว ‘ตลาดคริสต์มาส’
เราอยากสัมผัสบรรยากาศเทศกาลแห่งความสุข ท่ามกลางสายลมหนาว อบอวลด้วยกลิ่นหอมของใบสน ขนมปังขิง ไวน์ร้อน และฮอตช็อกโกแลต เหมือนในหนังสือที่อ่าน หนังที่ดู และเพลงที่ฟัง เมื่อได้โอกาสไปเที่ยวยุโรปสักครั้งในช่วงปลายปี เราก็หาข้อมูลและวางแผนไปเยือนตลาดคริสต์มาสในทันที
ทริปเที่ยวออสเตรียครั้งนี้ตั้งใจให้อยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยวางแผนไว้อย่างดีว่าต้องไปตลาดคริสต์มาสในเวียนนาให้ได้ เพราะเช็กข้อมูลแล้วเห็นว่าตลาดคริสต์มาสในเวียนนาเปิดเร็วกว่าประเทศอื่นแถบนี้ แถมยังเปิดเร็วกว่าเมืองอื่นในออสเตรียด้วยกัน นั่นคือปีนี้บางที่เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน
ในเวียนนามีตลาดคริสต์มาสกว่า 20 แห่ง เราเช็กลิสต์ไว้ว่า ถ้าได้ไปเยือนสัก 2 – 3 แห่งก็ถือว่าสมหวังแล้ว เพราะทริปนี้เราเดินทางย้ายไปหลายเมือง อาจมีข้อจำกัดของเวลาที่ทำให้พลาดไปได้ แต่สุดท้ายเส้นทางในเวียนนาก็เป็นใจ เพราะไม่ว่าหลงไปตรงไหนก็พาให้เราไปเจอตลาดคริสต์มาสที่ไม่คิดว่าจะได้ไป ชุบชูใจผู้มาเยือนครั้งแรกอย่างเราเป็นที่สุด
มาถึงตรงนี้ เราอยากชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของตลาดคริสต์มาสและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองช่วงปลายปีนี้ไปด้วยกัน


Schönbrunn Christmas Market
ตลาดคริสต์มาสที่ฉากหลังเป็นพระราชวังเชินบรุนน์
หลายคนรู้จัก ‘พระราชวังเชินบรุนน์’ (Schönbrunn Palace) ว่าเป็นพระราชวังฤดูร้อนแสนงดงามของเวียนนา แต่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนสวนด้านหน้าพระราชวังจะเป็นที่ตั้งของตลาดคริสต์มาสที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง จากที่หาข้อมูลมา ที่นี่มีกำหนดเปิดตลาดเร็วที่สุดเวียนนา โดยปีนี้เปิดวันแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน
จากที่แอบดูในออฟฟิเชียลเพจของที่นี่อัปเดตตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ในที่สุดเราก็มาอยู่ตรงหน้าซุ้มประตูรูปดาวขนาดใหญ่ที่ประดับไฟสีทองอร่าม พร้อมเดินฝ่าลมหนาวเข้าสู่ตลาดคริสต์มาสที่มีฉากหลังเป็นพระราชวังแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กของออสเตรีย


ร้านรวงมากมายตั้งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่จัดเป็นสัดส่วนทั้ง 2 ด้าน ทางเดินตรงกลางนั้นมุ่งไปสู่ต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านต้อนรับ สีเขียวเข้มของใบสนคริสต์มาสตัดกับสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของพระราชวัง โดยได้รับขนานนามว่าเป็นสีเหลืองแห่งเชินบรุนน์ (Schönbrunn Yellow)
เรามาถึงช่วงบ่ายคล้อย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างเดินชมตามร้านค้าต่าง ๆ ที่มีทั้งร้านขายอาหาร ของตกแต่งในเทศกาล สินค้าแฮนด์เมด ไปจนถึงเครื่องประดับ ร้านที่มีคนต่อแถวเยอะที่สุดคือร้านขายอาหารประจำเทศกาล คือไวน์อุ่น ฮอตช็อกโกแลต และพันช์หลากหลายเมนู เคียงคู่กับไส้กรอก (ที่เราได้ชิมไส้กรอกเวียนนาของแท้ก็ที่นี่ อร่อยจนคิดถึงมาจนวันนี้)

ที่สังเกตได้คือตลาดคริสต์มาสในเวียนนาแต่ละที่มีจุดเด่นอยู่ที่ ‘แก้วมัค’ ใส่เครื่องดื่ม ตลาดแต่ละแห่งต่างนำเสนอแก้วในดีไซน์ของตัวเอง ตอนซื้อเครื่องดื่ม ร้านค้าจะเก็บค่ามัดจำแก้วเพิ่มไว้อีก 5 ยูโร หากเราอยากได้แก้ว ดื่มแล้วเก็บกลับบ้านได้เลย หรือไม่ก็นำแก้วไปคืนพร้อมเหรียญที่เขาให้ไว้ก็จะได้ค่ามัดจำคืนมา
นอกเหนือจากร้านรวงขายของ ต้นคริสต์มาส สิ่งที่ขาดไม่ได้คือลานสเกตน้ำแข็งและม้าหมุน ที่ตลาดเชินบรุนน์มีม้าหมุนขนาดย่อมอยู่ 2 – 3 จุด มีเด็ก ๆ ต่อคิวเล่นอย่างสนุกสนาน ส่วนลานสเกตน้ำแข็งของที่นี่บอกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้เด็ก ๆ เล่นฟรีถึงบ่าย 2 ส่วนใครอยากชมวิวมุมสูงก็มีชิงช้าสวรรค์ให้นั่งกันอีกด้วย

ยิ่งบ่ายคล้อย คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มพื้นที่ 5 โมงเย็นท้องฟ้าหน้าหนาวก็มืดในทันที ไฟประดับประดาในตลาดก็เปิดโชว์แสงงดงามตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน สวนด้านข้างที่เรืองรองด้วยแสงไฟหลากสีตระการตา แต่หากใครไม่จุใจ เชิญชวนให้ไปชมสวน Imperial Garden ขนาดใหญ่ จัดแสงสีสุดอลังการสุดลูกหูลูกตา สำหรับใครที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ให้กับลมหนาวพัดแรงท่ามกลางอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสไปเสียก่อน
Stephansplatz Christmas Market
ชมแสงไฟงดงาม เดินเล่นตลาดยามค่ำใต้เงามหาวิหาร
สเตฟานสปลัทซ์ (Stephansplatz) คือจัตุรัสที่ล้อมรอบมหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) อาคารสถาปัตยกรรมแบบโกทิกที่สำคัญที่สุดของออสเตรีย เป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเขตคนเดินของกรุงเวียนนา หากใครมาเยือนที่นี่ในช่วงสิ้นปีจะได้เดินตลาดคริสต์มาสสเตฟานสปลัทซ์ที่อยู่ข้างมหาวิหารแห่งนี้ไปด้วย

เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นมาจากสถานี Stephansplatz ฉันก็ตื่นตาตื่นใจกับไฟประดับประดาบนถนนช้อปปิ้ง Graben ที่ประดับประดาด้วยโคมระย้าประดับไฟสุดอลังการลอยอยู่เหนือถนนทั้งเส้น ยิ่งฟ้ามืดตอนหัวค่ำ แสงระยิบระยับยิ่งส่องสว่างโดดเด่น
เมื่อหันหลังกลับไปจะเห็นตลาดคริสต์มาสหน้ามหาวิหารที่ในเวลานี้ประดับไฟสีสันสวยงาม และมีแสงไฟสีสดจ้าสาดส่องไปยังมหาวิหาร ขับเน้นให้ลวดลายกระเบื้องบนหลังคาที่ดูแปลกตายิ่งโดดเด่น
ตลาดคริสต์มาส Stephansplatz แม้มีร้านรวงไม่มากนัก แต่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ร้านแรกที่อยู่ด้านหน้าคือร้านขายไวน์ร้อน หรือ Glühwein เครื่องดื่มยอดนิยมที่เห็นได้ในทุกตลาด ไวน์ร้อนที่ว่านี้เป็นไวน์แดงที่อุ่นร้อนและปรุงรสด้วยเครื่องเทศ เช่น อบเชย และเติมความหวานด้วยน้ำตาล แน่นอนว่าต้องใส่ในแก้วมัคประจำตลาด จึงจะเรียกได้ว่ามาถึงที่แล้วจริง ๆ
Glühwein ทุกตลาดขายดีมาก คงเป็นเพราะร่างกายที่ฝ่าความหนาวเย็นจับใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเมื่อได้จิบไวน์ร้อนทีละนิด จริง ๆ แล้วเมนูเครื่องดื่มประจำเทศกาลมีหลากหลาย มีทั้งไวน์ผลไม้ต่าง ๆ และพันช์ (ไม่มีแอลกอฮอล์) และหากใครอยากเพิ่มดีกรีให้เครื่องดื่มก็สั่งเติมเหล้ารัมเป็นช็อตได้ สำหรับเรารู้สึกว่าการดื่ม Glühwein ช่วยให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสเพิ่มเป็นเท่าตัว


เดินชมตลาดไม่นานนัก เราเดินลัดเลาะเดินชมไฟที่ถนนสายใกล้กัน แต่ละสายก็มีเอกลักษณ์ที่ชวนให้คนไปเยือน เช่น Rotenturmstraße ที่ประดับลูกบอลคริสต์มาสสีแดงขนาดใหญ่ยักษ์อยู่เหนือถนน Kohlmarkt ถนนช้อปปิ้งที่ตกแต่งด้วยม่านไฟที่งดงามเหมือนดวงดาวนับหมื่นดวง รวมถึงจุดที่ผู้คนต่างเทกันไปคือโบสีแดงขนาดยักษ์ที่ประดับด้านข้างของร้าน Popp & Kretschmer

แสงไฟประดับประดาช่วยให้บรรยากาศคริสต์มาสในเวียนนาดูโรแมนติกมากขึ้นไปอีก โดยการประดับประดาไฟทั้งหมดบนถนนช้อปปิ้งกว่า 30 สายในเมืองนี้ เป็นความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจร้านค้ากับหอการค้า โดยได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลนครเวียนนา เพื่อให้ถนนทุกสายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตราตรึงใจที่ชวนคนทั่วโลกอยากมาเยือน
Wiener Christkindlmarkt at Rathausplatz
ตลาดคริสต์มาสแห่งความรัก ณ ศาลาว่าการกรุงเวียนนา
Wiener Christkindlmarkt ชื่อนี้ติดหนึ่งในตลาดคริสต์มาสของยุโรปที่ควรมาเยือน เป็นตลาดคริสต์มาสที่ใหญ่และดังที่สุดของเวียนนาก็ว่าได้ ตามประกาศแล้ว ตลาดแห่ง Rathausplatz หรือจัตุรัสศาลาว่าการจะเปิดในวันที่ 14 พฤศจิกายน เราที่มาก่อนหน้านั้นก็เทียวมาแอบดูก่อนถึงวันเปิดตลาดเหมือนกับผู้คนอีกมากมาย

จนสุดท้ายเราได้มาอีกครั้งในวันที่ซุ้มครึ่งวงกลมสีเขียว-แดงติดโบขนาดใหญ่เปิดไฟอย่างเป็นทางการ ม้าหมุน 2 ชั้นราวกับในเทพนิยายหมุนล้อแสงไฟคลอไปกับเสียงเพลงสนุกสนาน ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้าซื้อของตามร้านรวงต่าง ๆ พร้อมกับชมไฟประดับประดาที่งดงามสุดตระการตา สมคำยกย่องที่ว่าเป็นตลาดคริสต์มาสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปทีเดียว (แอบบอกตรงนี้ว่าวันแรกที่ตลาดเปิด ไฟประดับทั้งหมดยังเปิดไม่ครบ เพราะเหมือนจะต้องรอพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันถัดไป โดย Michael Ludwig ผู้ว่าการกรุงเวียนนา)

คงจะจริงตามคำบอกที่ว่า ‘คริสต์มาสที่นี่เป็นดังเทศกาลแห่งความรัก’
เพราะไฮไลต์สำคัญที่ชาวเมืองต่างรอคอยให้ถึงเทศกาลก็คือ Heart Tree หรือต้นเมเปิลประดับหัวใจเรืองแสงสีแดงราว 200 ดวง หมายให้เป็นจุดนัดพบของคู่รัก เมื่อเวลาพลบค่ำ ฟ้ามืดลง ผู้คนในตลาดต่างรวมตัวอย่างรู้กันที่หน้าม้าหมุน 2 ชั้น เพื่อเฝ้ารอให้หัวใจสีแดงขนาดใหญ่วิ่งไปตามสายเคเบิลจากเสาสูง 13 เมตร ลอยข้าม Rathausplatz ไปยังต้นไม้หัวใจในทุกเวลาครึ่งชั่วโมง


อีกหนึ่งจุดสำคัญของที่นี่หนีไม่พ้นลานสเกตน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ดูแปลกตา มีเส้นทางระยะ 300 เมตรเป็นที่คดเคี้ยวทอดผ่านสวน Rathauspark ไปจนสุดตา มุมนี้เราจะได้ยินเสียงหัวเราะจากทั้งเด็ก ๆ และหนุ่มสาวเคล้าคลอไปกับเสียงดนตรีและแสงไฟ ส่วนเรานั้นทั้งเล่นไม่เป็นและวัยคงไม่เหมาะให้ลงไปลื่นไถล ทำได้แค่ยิ้มมองตามเด็ก ๆ ในลานไปเท่านั้นพอ
ดูเหมือนว่ายิ่งฟ้ามืดผู้คนยิ่งหลั่งไหลเข้ามามากมาย ร้านค้า 100 ร้านที่มีความหลากหลายที่เราชอบคืออาหารและขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็น Wiener Schnitzel อาหารประจำชาติของออสเตรีย เป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัวชุบเกล็ดขนมปังทอดจนกรอบ และบรรดาขนมหวาน รวมถึงเกาลัดคั่วที่โชยกลิ่นหอมพร้อมไออุ่น ชวนกินท่ามกลางบรรยากาศหนาวเหน็บ
และแน่นอนว่าจะขาด Glühwein ไม่ได้ ซึ่งที่นี่เราได้เก็บแก้วสีแดงมาเป็นที่ระลึกด้วย

ตลาดคริสต์มาสเวียนนายังคงถือจุดยืนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง อาหารและเครื่องดื่มที่นี่ถึง 75% เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและมาจากการเพาะปลูกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ถึงคนจะแน่นขนัด แต่นับว่ามีการจัดการที่ดี เป็นตลาดคริสต์มาสที่ดีต่อใจและดีต่อโลกไปพร้อมกัน (แอบบอกตรงนี้ว่าวันแรกที่ตลาดเปิด ไฟประดับทั้งหมดยังเปิดไม่ครบ เพราะเหมือนจะต้องรอพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันถัดไป โดย Michael Ludwig ผู้ว่าการกรุงเวียนนา)
Spittelberg Christmas Market
ดื่มด่ำบรรยากาศแสนอบอุ่นในชุมชนย่านวัฒนธรรม
ตอนที่ค้นหาข้อมูลตลาดคริสต์มาสในเวียนนา ชื่อของ Spittelberg โผล่ขึ้นมาบ่อยครั้ง นักท่องเที่ยวและชาวเวียนนาต่างแนะนำว่าเป็นตลาดที่คนท้องถิ่นนิยมไปกัน เพราะไม่พลุกพล่าน มีบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ทั้งยังมีงานคราฟต์มากมายอีกด้วย

จริง ๆ แล้ว Spittelberg เป็นย่านประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ใจกลางเวียนนาที่มีเสน่ห์จากบ้านเรือนยุคบาโรกและถนนหินแคบ ๆ ซึ่งยังคงโครงสร้างดั้งเดิมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ชุมชนแถบนี้เกือบถูกทุบทิ้งเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ แต่การรวมพลังของชุมชนทำให้ย่านนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้ จนกลายเป็นย่านวัฒนธรรมในปัจจุบัน เต็มไปด้วยร้านกาแฟ บาร์เล็ก ๆ แกลเลอรี และร้านงานคราฟต์มากมาย

ตลาดคริสต์มาส Spittelberg แตกต่างจากอีกหลายแห่ง เพราะซุ้มร้านค้าอยู่ตามถนนแคบ ซอยเล็ก และลานภายในอาคารที่นับได้สัก 3 ซอยในละแวกนั้นมีประตูและหน้าร้านประดับไฟส่องสว่าง นำไปสู่แกลเลอรี ร้านรวงต่าง ๆ เราลองแวะร้านที่ดูน่ารักร้านหนึ่ง ชื่อว่า IM SIEBTEN HIMMEL WIEN เพียงแค่ผ่านประตูเล็ก ๆ ของร้านเข้าไปก็เหมือนหลุดไปในโลกแฟนตาซีที่มีแต่ของตกแต่งคริสต์มาสงดงามตื่นใจ จนแทบไม่อยากจะออกมาเลย
ตลาดนี้มีงานคราฟต์มากมายให้เดินชม ทั้งถ้วยชามเซรามิก เสื้อผ้า ของเล่นไม้ โมบาย ที่ขาดไม่ได้คืออาหารท้องถิ่น พันช์ และไวน์ร้อน ที่น่ากินมาก ๆ คือ Brezen หรือขนมปังอบรูปทรงเป็นปมบิดเกลียวชิ้นใหญ่ ผลไม้เคลือบน้ำตาลและช็อกโกแลต รวมถึงอีกสิ่งที่ต้องมี คือแก้วมัคประจำตลาดนั่นเอง


แม้เราจะมาเดินตามก่อนเที่ยง แต่คนก็เริ่มคึกคักแล้ว ตามซุ้มโต๊ะที่ตั้งอยู่เป็นระยะ มีผู้คนจับกลุ่มจิบเครื่องดื่มพูดคุยกันอย่างมีความสุข คลอกับเสียงเพลงบรรเลงที่คุ้นเคยในช่วงเทศกาล ช่างเป็นบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่อบอุ่นจริง ๆ
Christmas Market in Innsbruck’s Old Town
หลงเสน่ห์คริสต์มาสย่านเมืองเก่าที่เหมือนอยู่ในเทพนิยาย
วันหนึ่งในทริปนี้ เราเดินทางไกลมาถึง อินส์บรุก เมืองหลวงของรัฐทีโรล อยู่ทางตะวันตกของออสเตรีย เมืองที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์สุดอลังการ แต่น่าเสียดายว่าในวันที่เราไปนั้นฝนตกไม่ซา จึงเกิดหมอกหนาบดบังเทือกเขาไปจนหมด
เมื่อลงรถไฟมาก็ใจแป้วเพราะไม่เห็นไฮไลต์ของเมืองนี้เสียแล้ว แต่พอเราลองเดินเข้าไปในเขตเมืองก็พบกับความน่ารักที่มีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารหลากสีพาสเทลริมแม่น้ำอินน์ที่เหมือนกับบ้านของเล่นวางเรียงต่อกัน หรือตามตรอกซอกซอยที่กลายเป็น ‘ตรอกแห่งเทพนิยาย’ โดยมีตัวละครจากนิทานมาปรากฏอยู่ตามหน้าอาคาร หน้าต่าง และหลังคา เหมือนกับว่าเราเดินหลุดเข้าในโลกแห่งจินตนาการในฝัน
เราเดินชมเมืองมาเรื่อย ๆ เพื่อจะไปยังย่านเมืองเก่าอันเป็นที่ตั้งของ ‘บ้านหลังคาทองคำ’ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ แล้วก็ได้พบเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

ที่นี่มีตลาดคริสต์มาสอยู่ในเวิ้งอาคารยุคเก่าหน้าบ้านหลังคาทองคำ
ต้นคริสต์มาสต์ตั้งตระหง่านเห็นมาแต่ไกล ยิ่งเดินมาใกล้ก็ได้ยินเสียงเพลง Jingle Bells หยอกเย้าไปกับไฟประดับประดาส่องแสงกะพริบระยิบระยับ เคล้ากลิ่นหอมของอัลมอนด์คั่วโชยตามลมพัด ผสานกับกลิ่นหอมของสนและเครื่องหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของเทศกาล
ร้านค้าที่นี่มีเพียงไม่มากนัก ส่วนใหญ่เรียงรายอยู่ใต้ต้นคริสต์มาสนั่นเอง ส่วนใหญ่เป็นงานคราฟต์ มีของที่ระลึกมากมาย ที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งกลิ่นหอมชวนทานต้อนรับผู้มาเยือน ทุกอย่างในที่นี้เติมเต็มบรรยากาศคริสต์มาสในวรรณกรรมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ


เราชอบตลาดเล็ก ๆ แห่งนี้มาก เดินแล้วสบายตัว สบายใจ คนไม่แน่นเกินไป พ่อค้าแม่ค้าก็ต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ขณะที่กำลังเลือกของประดับบ้าน ก็พลันได้ยินเสียงเพลง Santa Claus Is Coming To Town ดังขึ้น พร้อมเสียงพูดคุยหยอกเย้าในภาษาถิ่น
เมื่อหันไปมองก็เห็นชุดสีแดงของลุงซานตาคลอสหนวดขาวกำลังชวนคุยเล่นกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาด นับเป็นสีสันที่น่ารักมากทีเดียว

น่าเสียดายที่เมื่อถึงเวลา 5 โมงเย็นเป็นเวลาที่เราต้องขึ้นรถไฟกลับ แม้ไม่เห็นเทือกเขา แต่เมืองนี้ก็น่ารัก เปิดไฟประดับถนนให้เราได้ชื่นชมตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดเท่าไหร่ เรียกว่าอิ่มอกอิ่มใจ ก่อนจากลาได้มองกลับมาแล้วคิดในใจว่า ขอให้ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งเถอะ

ทุกมุมเมืองมีตลาดคริสต์มาส
ทั้ง 5 แห่งนี้คือตลาดคริสต์มาสที่เราได้ไปเดินเล่นกินบรรยากาศแบบอิ่มใจ ยังมีอีกหลายที่ที่เราหลงไปเจอระหว่างทางหรือมีเวลาเดินได้น้อยนิด ต้องรีบไปต่อด้วยตารางเที่ยวที่แน่นขนัด ไม่ว่าจะเป็นตลาดคริสต์มาสหน้าพระราชวัง Belvedere ตลาดเล็ก ๆ แต่ล้อมรอบด้วยทิวทัศน์ของสวนและพระราชวัง หรือเมื่อเดินทางไป Wien Museum ก็ได้เจอตลาดคริสต์มาส Karlsplatz หน้ามหาวิหารบาโรก Karlskirche โดยบังเอิญ ที่นี่มีความน่าสนใจตรงที่เป็นตลาด Art Advent เน้นงานศิลปะและงานคราฟต์ของศิลปินหรือช่างฝีมือที่สร้างสรรค์ผลงานเอง
แม้แต่หน้าสถานีรถไฟกลางของเวียนนา เราก็ได้เจอตลาดคริสต์มาสที่มีร้านค้าเพียงสองสามร้าน มีเด็ก ๆ วิ่งเล่น นั่งม้าหมุนขนาดจิ๋วกันอย่างสนุกสนาน
การได้มาเที่ยวออสเตรียและได้เดินตลาดคริสต์มาสดังที่ตั้งใจ นับเป็นประสบการณ์และความทรงจำอันแสนดีที่ทำให้เด็กตัวน้อยผู้หลงรักคริสต์มาสในตัวฉันคนนี้หัวใจพองโตด้วยความดีใจไปอีกนาน ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงประจำเทศกาล เราคงคิดถึงการเดินทางครั้งนี้เป็นที่สุด
จนกว่าจะได้พบกันที่ไหนสักแห่งในปีหน้านะ – เราคิดแบบนั้นแล้วก็สุขใจ 🙂
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ


