15 กุมภาพันธ์ 2025
1 K

“อยู่ตรงไหนวะ” เมื่อพูดถึงประเทศโคลอมเบีย สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวคือเสียง โคลอมเบียพิกเจอร์ ภูมิใจเสนออออ

จริง ๆ แล้วมันคือประเทศโคลอมเบีย (Colombia) ซึ่งไม่ใช่ Columbia Pictures หรือแบรนด์อุปกรณ์เดินป่ายี่ห้อดังสัญชาติอเมริกัน แต่ประเทศโคลอมเบียอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ แถมยังจัดเป็น 1 ใน 17 Megadivers Countries หรือประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก ก็ประเทศนี้มีที่ราบตั้งแต่ชายหาดแถวทะเลแคริบเบียนจนภูเขาสูงถึง 6,000 เมตร เมืองหลวงอย่างโบโกตาก็สูงพอ ๆ กับดอยอินทนนท์บ้านเราแล้ว ทำให้ถึงแม้จะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแต่อากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปี และมีฝนชุ่มฉ่ำแทบทุกวัน คนที่นี่บอกว่าไม่ใช่ฝนตกนะ แต่เป็นหมอกตกต่างหาก

โคลอมเบียเป็นประเทศที่มีเทือกเขาแอนดีสพาดผ่าน แบ่งเป็น 3 สันเขาหลักที่แบ่งแยกภูมิประเทศของสิ่งมีชีวิตที่นี่ ระหว่างเทือกเขาเป็นแม่น้ำ Cuaca และ Magdalena สายน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คน ส่วนทางตะวันตกเป็นป่าแอมะซอนผืนใหญ่ที่ติดต่อกับประเทศบราซิลและเปรู

เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือ ‘พาราโม’ (Páramo) ระบบนิเวศสุดพิเศษที่พบแค่เพียง 4 ประเทศในโลกเท่านั้น พาราโมเป็นระบบนิเวศที่พบเฉพาะเทือกเขาแอนดีส พบได้บริเวณรอยต่อระหว่างป่าเมฆและธารน้ำแข็งที่ความสูงตั้งแต่ 3,000 – 4,500 เมตร อากาศจึงหนาวเย็นตลอดทั้งปี แต่ถ้าแดดออกก็เรียกว่าอยู่สูงจนได้รับแดดแบบเต็ม ๆ หมุดหมายของเราคืออุทยานแห่งชาติ Chingaza และอุทยานแห่งชาติ Sumapaz

ประเทศโคลอมเบียมีอุทยานแห่งชาติทั้งหมด 43 แห่ง แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่เปิดให้ผู้คนภายนอกเข้าไปเที่ยวชมได้ ที่เหลือปิดไว้สำหรับการอนุรักษ์และให้เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต จะเข้าอุทยานแต่ละทีก็ต้องลงทะเบียนไปล่วงหน้าและดูวิดีโอเกี่ยวกับความสำคัญของสถานที่และกฎต่าง ๆ ด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะขอตรวจสัมภาระที่เราเอามาทั้งหมด ห้ามนำขนมในหีบห่อพลาสติกเข้าไปเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะถูกทิ้งกลายเป็นขยะในธรรมชาติ ขนาดน้ำเปล่าในขวดพลาสติกที่เตรียมไปเผื่อก็ยังโดนห้าม ดีที่เอาขวดสเตนเลสเก็บความเย็นมาด้วยอีกขวดหนึ่ง

หลังจากตรวจเช็กเรียบร้อย ล้อก็ค่อย ๆ หมุนออกจากที่ทำการอุทยานไปบนถนนขรุขระ รถยนต์ไต่ระดับขึ้นไปตามแนวเทือกเขาแอนดีส ระบบนิเวศค่อย ๆ เปลี่ยนจากป่าเมฆ (Cloud Forest) ไปสู่ระบบนิเวศแบบพาราโม ต้นไม้สองข้างทางเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีมอสส์และเฟิร์นขึ้นปกคลุมอยู่เต็มพื้นที่ ดินอุ้มน้ำไว้จนชุ่ม มอสส์อ้วนกลมบางก้อนก็มีน้ำไหลออกมาราวกับน้ำตก ผืนดินบางส่วนก็กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเล็ก ๆ มีเป็ดหากินอยู่ในดินแฉะ ๆ ด้วย ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้นไม้สีเขียวเริ่มบางตาถูกแทรกด้วยต้น Frailejon (ไฟรเลฮอน) ต้นไม้หน้าตาประหลาดคล้ายพวกป่านศรนารายณ์หรือจันทน์ผา แต่ใบนุ่มกว่ามาก

Frailejon เป็นต้นไม้เด่นของระบบนิเวศนี้ แถมยังไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ มันวิวัฒนาการมาสุดพิเศษที่ปรับตัวให้ทนร้อนตอนกลางวันได้ดี และทนความเย็นยะเยือกในค่ำคืนที่สูงหลายพันเมตร ใบของมันมีสีเงินวาวที่ช่วยสะท้อนแสงแดด มีขนนุ่ม ๆ แบบกำมะหยี่เอาไว้คอยดักจับไอน้ำในอากาศ ใบอ้วนหนาช่วยอุ้มน้ำ ส่วนใบแก่ที่แห้งเหี่ยวแทนที่จะร่วงลงพื้นอย่างเปล่าประโยชน์ก็เก็บเอาไว้แทนผ้าห่ม ด้วยความที่เติบโตในสภาพหฤโหด มันก็เลยโตได้ช้ามาก ๆ บางต้นที่สูงไม่ถึง 2 เมตรอาจมีอายุถึง 100 ปีเลยทีเดียว

เราเริ่มต้นเดินที่ความสูงประมาณ 3,500 เมตร แดดสดใสทำให้ไม่รู้สึกหนาวมากนัก ภูมิประเทศสองข้างทางค่อนข้างแปลกตา ต้น Frailejon ขึ้นอยู่เป็นท้องทุ่งมองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา สลับกับก้อนหินยักษ์และต้นไม้หน้าตาประหลาด ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่นอกโลก! 

ทั้งภูเขาเป็นสีเหลืออ่อนและไม่มีไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเลย หลายคนคงดูแล้วคิดว่าแห้งแล้งมาก แต่จริง ๆ แล้วผืนดินที่เราเหยียบอยู่กลับนุ่มเป็นฟองน้ำ นุ่มขนาดที่บางช่วงเผลอเหยียบแล้วขาจมลงไปครึ่งแข้ง โชคยังดีที่เขาเตือนให้ใส่รองเท้าบูตมาด้วย

ที่นี่จึงได้ชื่อว่า ‘ทะเลสาบแห้ง’ แม้จะดูว่าไม่มีน้ำ แต่จริง ๆ แล้วระบบนิเวศแบบพาราโมอุ้มน้ำไว้เยอะมาก มันกินพื้นที่เพียง 1.7% ของประเทศ แต่ผลิตน้ำกินให้กับประเทศโคลอมเบียถึง 85% แต่ปัจจุบันปัญหาโลกร้อนและการขยายตัวของการเกษตรกำลังทำให้ระบบนิเวศนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ก็ลดลงด้วย

วันนี้เราเดินไม่ไกล แต่ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย เพราะออกซิเจนเบาบางลงเรื่อย ๆ อากาศก็หนาว แดดก็แรงจนอยากจะหยุดเดิน แต่พอเดินไปถึงแต่ละเนินเขามีวิวมุมใหม่ให้ได้ตื่นตาตื่นใจตลอด ฉันทำเป็นแวะถ่ายรูปให้พอได้พักหายใจก่อนเดินต่อ แม้จะเป็นเคยเดินป่ามาหลายแห่ง แต่ก็ยังรู้สึกว่าระบบนิเวศแบบนี้มันพิเศษมากจริง ๆ พุ่ม Frailejon พอมองจากไกล ๆ หลายเป็นจุดละเอียดยิบปกคลุมอยู่ทั้งหุบเขาและบนเขา มีแอ่งน้ำหลายแอ่งแทรกอยู่กลางหุบเขา มองจากตรงนี้ไม่มีบ้านเรือนหรือถนนเลย มันเป็นบ้านของหมีแอนเดียนและเสือพูมาโดยแท้ เราชมวิวให้อิ่มใจก่อนที่ฝนตั้งเค้าจะไล่ให้รีบเดินกลับ ต้นไม้ค่อย ๆ แซมสีเขียวให้เห็นอีกครั้งตามระดับความสูงที่ลดลง

ระหว่างทางนั่งรถกลับ ฉันเจอเขาสวยอีกลูกจนอดใจถามไกด์ไม่ได้ว่า “บนนั้นมีทางเดินป่าไหมนะ” เขาตอบกลับมาอย่างจริงจังว่า “ที่นี่เป็นบ้านของเสือพูมาและหมีแอนเดียน พวกมันกลัวคน เราก็เลยยิ่งไม่ควรขึ้นไป เพราะอุทยานเราทำไว้เพื่อปกป้องพวกมัน มีทางให้เราเดินได้เฉพาะเทรลสั้น ๆ วันนี้ที่เราเดินนั่นแหละ”

เย็นวันนั้นฝนตกหนักมาก จนแนวเขาสองข้างทางแทบจะกลายเป็นน้ำตกตลอดทาง เป็นภาพที่สวยมากขนาดไกด์ที่มาพามายังหยุดรถขอถ่ายรูปด้วย อีกเพียง 10 กว่ากิโลเมตรก็จะถึงทางออก แต่มีต้นไม้ล้มทับทาง ความตื่นเต้นเริ่มเปลี่ยนเป็นความกังวล และเหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า นักท่องเที่ยวที่มาในอุทยานวันนี้มีแค่เรา 4 คนเท่านั้น เจ้าหน้าที่รู้ว่าเราเข้ามาเลยตามมาช่วยและจะหาทางเคลียร์ต้นไม้ออกไปให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้ เราอาจจะต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้า

“อย่างน้อยก็มี 4 ชั่วโมงแน่ ๆ” ฉันคิดในใจ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไหนจะมาตัดไม้ ขน และขุดดินออกไป แถมไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อีก ได้แต่พยายามสงบใจและรอเวลา 30 นาทีต่อมารถตักก็มาถึง ไฟหน้ารถตักดินเหมือนแสงแห่งความหวัง แค่เพียงไม่นานก็เคลียร์ถนนและให้ออกไปได้ ฉันลืมไปว่าไม้ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นไม้พุ่ม เลยไม่ต้องเสียเวลาตัดไม้ซุงท่อนใหญ่ ๆ แบบบ้านเรา แม้จะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก ๆ เลย

ต้องยอมรับว่าก่อนเดินทางมาโคลอมเบีย เราค่อนข้างกังวลพอสมควร เพราะหลายรีวิวบอกว่าอันตรายมาก มีแก๊งค้ายาเสพติด และเหตุการณ์บ้านเมืองเพิ่งสงบเมื่อไม่นานมานี้ แต่พอได้มาสัมผัสจริง ๆ เราพบว่าผู้คนที่นี่น่ารักและเป็นมิตรมาก การท่องเที่ยวโคลอมเบียยังไม่เป็นที่นิยมนัก ทำให้ทริปเป็นส่วนตัวมาก แต่อีกมุมหนึ่งคือหาคนแชร์ยากพอสมควร ที่สำคัญ พื้นที่ธรรมชาติหลายแห่งยังถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของสายสัตว์ป่าและดูนกจริง ๆ

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

สุภัชญา เตชะชูเชิด

นักชีววิทยาติดกาแฟที่สนใจการเปลี่ยนไปของโลกและหลงรักนมคาราเมลเป็นชีวิตจิตใจ