27 พฤษภาคม 2024
1 K

ฉันคิดว่าวันเกิดเป็นวาระพิเศษ นอกจากเป็นสัญญาณว่ากำลังจะเติบโตไปอีกปี วันนี้มักเป็นหมุดหมายให้เราได้นั่งลงทบทวนและตั้งเป้าหมายชีวิต

ซึ่งไม่ใช่แค่วันเกิดของใครสักคน แต่วันเกิดขององค์กรหรือประเทศสักแห่งก็เช่นกัน 

ตอนครบรอบ 100 ปี ประเทศฟินแลนด์ฉลองวันเกิดด้วยการสร้างห้องสมุดขนาดใหญ่สุดสง่างามเป็นของขวัญให้ประชาชน สะท้อนวิสัยทัศน์ประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก ตั้งแต่นั้น ฉันก็มักคอยสังเกตว่าเมื่อถึงวันเกิด องค์กรหรือประเทศต่าง ๆ เฉลิมฉลองวาระนี้ด้วยอะไร

แล้วระหว่างนั่งเสิร์ชหากิจกรรมทำในทริปดูซากุระที่โตเกียว ฉันก็เจอของขวัญกล่องใหญ่จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะย่านรปปงงิซึ่งฉันแวะเวียนไปประจำ

ในวาระครบ 20 ปี Mori Art Museum จัดนิทรรศการใหญ่ชื่อว่า Our Ecology: Toward a Planetary Living ชวนเราทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านงานศิลปะจากศิลปินทั่วโลกกว่า 100 ชิ้น

วันที่เท้าของฉันแตะสนามบินนาริตะ คือวันสุดท้ายของนิทรรศการนี้พอดี

ณ วันที่โลกมีสภาพอากาศแปรปรวนจนพยากรณ์ซากุระปั่นป่วนไปหมด ไม่มีอะไรเหมาะเท่าการไปเก็บกระเป๋าแล้วนั่งรถไฟไปดูนิทรรศการนี้อีกแล้ว

Our Ecology: Toward a Planetary Living

Mori Art Museum ตั้งอยู่ในอาคาร Roppongi Hills หลังขึ้นลิฟต์ไป 50 กว่าชั้นจนหูอื้อ ฉันก็ได้เข้าไปฉลองวันเกิดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

นิทรรศการนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน เริ่มจาก ‘All Is Connected’ ที่พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศและการกระทำของมนุษย์ 

ต่อด้วย ‘Return to Earth’ ที่ย้อนไปสำรวจงานของศิลปินญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1950 – 1980 ซึ่งเป็น 10 ปีที่ปัญหามลพิษของญี่ปุ่นเพิ่มสูงเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ 3 คือ ‘The Great Acceleration’ ที่รวมงานศิลปะซึ่งสะท้อนการใช้ทรัพยากรของมนุษย์บวกกับการจุดประกายความหวังเล็ก ๆ 

และส่วนสุดท้ายคือ ‘The Future Is within Us’ ซึ่งพูดถึงการใช้ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีมาสร้างอนาคตข้างหน้าของมนุษย์ ตั้งแต่ภูมิปัญญาชนเผ่าจนถึง AI

เอาล่ะ มาดูเหล่างานศิลปะที่ฉันชอบกันดีกว่า

ชิ้นแรกคือ Muscle Memory (ปี 2023) เป็นงานจากส่วนแรกสุดของนิทรรศการ โดยศิลปิน Nina Canell จะเรียกงานนี้เป็นชิ้นก็ไม่ถูกนัก เพราะมันคือห้องขนาดใหญ่ที่พื้นห้องเต็มไปด้วยเปลือกหอยสีขาว ซึ่งศิลปินเชื้อเชิญให้เราลองเดินเหยียบพวกมัน 

งานชิ้นนี้พูดถึงการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ โดยเปลือกหอยเหล่านี้มาจากฮอกไกโด ที่ซึ่งเปลือกหอยมากกว่า 200,000 ตันถูกทิ้งทุกปี และต่อให้เราอยากแก้ปัญหานี้ด้วยการนำพวกมันมาใช้ การทำให้เปลือกหอยเหล่านี้พร้อมใช้ก็ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันมหาศาล

ระหว่างเหยียบย่ำไปบนเปลือกหอย ศิลปินอยากให้เราได้สัมผัสสายสัมพันธ์จับต้องได้ระหว่างเราและธรรมชาติ และชวนให้ทบทวนว่า เราได้เข้าไปยุ่งกับวงจรของธรรมชาติที่อยู่มาเนิ่นนานและเปลี่ยนแปลงมัน 

นอกจากห้องที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยสีขาว งานอีกชิ้นจากนิทรรศการส่วนแรกที่ฉันชอบคือ Night Colonies (ปี 2021) งานนี้สร้างสรรค์โดยผู้กำกับและศิลปินไทยชื่อดังอย่าง เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในงานนี้เราจะได้ก้าวเข้าไปในห้องมืดเพื่อดูหนังสั้นที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราและธรรมชาติ ผ่านภาพแมลงนานาชนิดบินมาเล่นไฟจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 

แมลงเล่นไฟเหล่านี้ก็เหมือนความหลากหลายทางชีวภาพที่หลอมรวมกลายเป็นโลกของเรา – พี่เจ้ยอธิบายผลงานไว้แบบนั้น 

อีกชิ้นที่ชอบมากคืองาน Controlled Burn (ปี 2022) ของคุณ Julian Charrière ศิลปินชาวฝรั่งเศส-สวิส ซึ่งอยู่ในนิทรรศการส่วนที่ 3 งานนี้พาเราเข้าห้องมืด (อีกแล้ว) ซึ่งภายในมีวิดีโอการปะทุของดอกไม้ไฟแสนสวยสลับกับภาพสิ่งมีชีวิตและการใช้ทรัพยากรของเรา เป็นงานที่สะท้อนการเผาผลาญทรัพยากร และเชื่อมโยงกับความหลงใหลในเปลวไฟของมนุษย์ที่สะท้อนอยู่ในตำนานกรีก เมื่อ Prometheus นำไฟหรือสัญลักษณ์การเกิดอารยธรรมมาให้เรา

ออกจากห้องมืดมาต่อกันที่ห้องสีฟ้าที่มีลูกบอลทรงกลมสีขาวแขวนอยู่ งานศิลปะชิ้นนี้เป็นอีกงานในนิทรรศการส่วนที่ 3 ชื่อว่า The Disturbance (ปี 2023) โดยคุณ Monira Al Qadiri งานชิ้นนี้สื่อสารเรื่องของไข่มุกและอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยพูดถึงการแพร่หลายของไข่มุกเลี้ยงที่ทำให้การค้าขายไข่มุกธรรมชาติในแถบอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นบ้านเกิดของศิลปินซบเซา ควบคู่มากับการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปด้วย 

เมื่อเราก้าวเข้าห้อง เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้เราไปยืนใต้ลูกบอลสีขาวที่รูปทรงคล้ายทั้งไข่มุกและหยดน้ำมัน ก่อนที่จะมีเสียงดังออกมาจากลูกบอล เป็นเสียงพร่ำบ่นของไข่มุกที่ถูกสร้างจากการนำวัตถุแปลกปลอมเข้าไปใส่ในเปลือกหอย

มาถึงงานชิ้นสุดท้ายที่ฉันชอบ ซึ่งมาจากนิทรรศการส่วนที่ 4 งานศิลปะชิ้นนี้คือคอลเลกชันภาพวาดจาก Jef Geys – คุณครูประถมซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2018 ภาพวาดเหล่านี้คือภาพสมุนไพรที่พบได้ในรัศมี 1 กิโลเมตรจาก Roppongi Hills ซึ่งเก็บโดยผู้คนที่ใช้ชีวิตบริเวณนี้และนักพฤกษศาสตร์ เป็นงานสวยละมุนที่ชวนให้เรามองเห็นคุณค่าในสิ่งแวดล้อมรอบตัว 

และนอกจากงานศิลปะนับร้อยชิ้นที่ชวนเราเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นิทรรศการ Our Ecology: Toward a Planetary Living ยังตั้งใจจัดภายใต้คอนเซปต์ความยั่งยืน ทั้งมีการลดปริมาณการเดินทางและเน้นใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า ตัวอย่างเช่น ฉากกั้นของนิทรรศการนี้ก็นำวัสดุจากนิทรรศการก่อนมาใช้ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เดินไปเห็นแล้วประทับใจ

หลังดูนิทรรศการจบ ฉันเดินออกมาจากอาคาร Roppongi Hills สัมผัสถึงอากาศเย็นยะเยือกทั้งที่ตอนกลางวันอุ่นจนใส่แค่เสื้อยืดก็เอาอยู่

ปีนี้โลกแปรปรวนหนัก ใคร ๆ ก็คงรู้ แต่คงดีถ้าเราได้ใช้เวลาทบทวนและตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตต่อในดวงดาวสีฟ้าใบนี้อย่างไร 

เหมือนที่ของขวัญวันเกิดครบ 20 ปีของ Mori Art Museum บอกเอาไว้ 

The Future Is Within Us

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN