22 มกราคม 2025
5 K

ออกตัว

ความฝันของคุณคืออะไร ของผมคือ ‘โอคาวังโก’ ครับ

โอคาวังโก (Okavango) เป็นดินสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (Delta) ที่แตกต่างจากที่อื่นบนโลก เพราะดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ปากอ่าว เป็นปลายทางที่ปลดปล่อยสายน้ำไหลลงสู่มหาสมุทร แต่โอคาวังโกกลับเป็น Inland Delta ถือกำเนิดมาจากแม่น้ำใหญ่หลากสายที่ค่อย ๆ ไหลจากที่ราบสูงแองโกลา แล้วแบ่งแยกแตกย่อยเป็นสายน้ำเล็ก ๆ กระจายตัวหล่อเลี้ยงพื้นที่กว่า 15,000 ตารางกิโลเมตรของทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) และเปลี่ยนพื้นที่ร้อนแล้งแห่งนี้ให้กลายเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่

โอคาวังโกเป็นกินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็น Inland Delta ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นบนโลก
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Okavango_Delta

โอคาวังโกเป็นดินแดนผสมผสานทั้งทุ่งหญ้า (Grassland) ทุ่งสะวันนา (Savanna) หนองน้ำ (Wetland) และที่ราบน้ำท่วมถึงตามฤดูกาล (Seasonal Floodplain) และเป็นดั่งสรวงสวรรค์ของสัตว์นานาชนิด จนนักธรรมชาติวิทยาหลายคนกล่าวว่า โอคาวังโกคือพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ พิสูจน์ได้ด้วยจำนวนสัตว์มากมายมหาศาลหลากหลายสายพันธุ์มารวมกันอาศัยอยู่ที่นี่

การเดินทางข้ามโลกสู่โอคาวังโก ประเทศบอตสวานา (Botswana) กำลังจะเริ่มขึ้นด้วยความตื่นเต้นมหาศาล เพราะนี่คือการเปลี่ยนความฝันที่มีมาทั้งชีวิตให้กลายเป็นความจริงเสียที

ภาพโอคาวังโกถ่ายจากเครื่องบินเล็ก 

เปิดตัว

เวลา 19.30 น. ที่แคมป์คากานาคา (Camp Xakanaxa) เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าโมเรมี (Moremi Game Reserve) ในโอคาวังโก ขณะที่ผมและแขกอื่น ๆ อีก 10 คนกำลังนั่งประจำที่ที่โต๊ะอาหารซึ่งจัดไว้อย่างงดงามในสวนสวย ต่างคนต่างทำความรู้จักกันด้วยอัธยาศัยอันเป็นมิตร

“เอ่อ ทุกคนครับ” เสียง เทย์เลอร์ ไกด์ของเราดังขี้นแบบพอได้ยิน

“ฮิปโปฯ ครับ ฮิปโปฯ ฮิปโปฯ เดินขึ้นมาจากบึง” เมื่อเทย์เลอร์พูดจบ แขกทั้งหมดลุกพรวดอย่างพร้อมเพรียง แล้วถอยกรูดออกมายืนตัวเกร็ง

หากใครเคยศึกษาข้อมูลมาบ้างจะพอทราบว่าฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์ที่คร่าชีวิตมนุษย์สูงกว่าสัตว์ชนิดใด ๆ ในแอฟริกา ด้วยความที่เป็นสัตว์ดุร้าย หวงที่อยู่อาศัยมาก และนี่คือฮิปโปฯ ป่าของแทร่ ไม่ใช่น้องหมูเด้งแห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว

ขณะนั้นฮิปโปฯ ตัวใหญ่กำลังเดินมาใกล้โต๊ะอาหารของพวกเรามาก ๆ แล้วก็มาหยุดยืนนิ่ง ๆ 

“ผมขอแนะนำให้รู้จักกับออสการ์ ฮิปโปฯ ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหน้าแคมป์ของเราครับ” เทย์เลอร์แนะนำให้เรารู้จักเจ้าถิ่น

เมื่อ 14 ปีก่อน ลูกฮิปโปฯ เพิ่งหย่านมตัวหนึ่งหนีมาซ่อนตัวที่โรงเก็บของในบริเวณแคมป์คากานาคา มันเป็นฮิปโปฯ เด็กที่พ่อทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก่อนไล่ออกจากฝูง เหตุการณ์ที่ฮิปโปฯ ตัวพ่อทำร้ายลูกชายเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่แคมป์พากันอ้าแขนรับฮิปโปฯ ตัวน้อยไว้ โดยให้มันอาศัยอยู่ในแม่น้ำหน้าแคมป์ พร้อมกับตั้งชื่อว่า ออสการ์ ตั้งแต่นั้นมาออสการ์คือสมาชิกคนสำคัญที่วัน ๆ จะนอนแช่น้ำเป็นส่วนใหญ่ อาจขึ้นมาเดินป้วนเปี้ยนทักทายแขกบ้างไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

“เราแค่ต้องระวังตัวและรักษาระยะห่างกับออสการ์ครับ อย่าทำให้มันรู้สึกว่ากำลังโดนท้าทาย” เทย์เลอร์บอกขณะที่ออสการ์เดินเข้ามากินหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย

“ออสการ์ไม่เคยทำร้ายใคร และอาจคุ้นเคยกับมนุษย์ แต่มันก็เป็นสัตว์ป่าอยู่ดี เอ่อ ทุกคนถอยออกมาอีกนิดครับ” เทย์เลอร์กระซิบให้เราทำตาม แต่คราวนี้เราเริ่มหยิบมือถือออกมาถ่ายรูปออสการ์กันรัว ๆ ไม่ได้เกร็งมากเหมือนก่อนหน้านี้

ในแม่น้ำก็มีฮิปโปฯ อื่น ๆ อีกหลายตัว แต่ออสการ์จะคอยกันฮิปโปฯ ดุ ๆ ให้ออกไปจากแคมป์หมดเลย

“บางทีพระเจ้าอาจส่งออสการ์มาคุ้มครองแคมป์ก็ได้นะ” เทย์เลอร์สรุป อีก 10 นาทีต่อมาออสการ์ก็เดินหายไปในความมืด ปล่อยโอกาสให้เรากลับมานั่งทานอาหารกันตามปกติ

“ที่อยู่ของออสการ์คือใกล้ ๆ ห้องหมายเลข 7 นะครับ กลางคืนห้ามออกจากห้องเด็ดขาด ส่วนกลางวันจะออกไปไหน ก็ดูหน่อยว่าออสการ์ขึ้นมาป้วนเปี้ยนหน้าห้องหรือเปล่า” เทย์เลอร์สำทับ 

ผมพลิกกุญแจห้องดูอีกครั้ง เลข 7 ปรากฏอยู่ชัดเจน

หลายตัว

“อยากเห็นสัตว์ตัวไหนเป็นพิเศษกันบ้างครับ” เทย์เลอร์ถาม

“I’ll take whatever nature gives me.” ผมตอบเขาและก็หมายความเช่นนั้นจริง ๆ ถ้าธรรมชาติเลือกแล้วว่าจะส่งหรือไม่ส่งสัตว์ชนิดใดมาให้ผมมีโอกาสได้เห็น ผมก็ขอยอมรับด้วยความยินดีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ขอบอกว่าตลอดช่วงเวลาที่ผมพักอยู่ที่นี่ ผมได้เห็นสัตว์มากมายจนบรรยายไม่หมด สมแล้วที่โอคาวังโกคือสวรรค์ของพวกมัน

รถจี๊ปเปิดประทุนคันโล่งโจ้งคือพาหนะที่พาเราสำรวจพื้นที่ สัตว์ที่เราพบเป็นตัวแรกและพบบ่อยมาก ๆ ก็คือน้องช้างแอฟริกันตัวใหญ่ที่มาทั้งแบบเดี่ยว ๆ เป็นแก๊ง 3 – 4 ตัว และเป็นโขลงที่มีลูกน้อยวิ่งตามต้อย ๆ น่าเอ็นดู ที่สำคัญคือน้องมาใกล้รถมาก ๆ แบบสบตาซึ้ง ๆ กันได้เลย

“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ถ้าสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ ผมออกตัวเอี๊ยดและบึ่งออกไปทันทีแน่ ๆ ครับ” เทย์เลอร์บอกให้เราสบายใจ “ช้างแอฟริกันหูใหญ่ และหูก็มีความสำคัญมาก เพราะรวบรวมเส้นเลือดไว้จำนวนมาก เวลามันโยกหัวพร้อม ๆ กับสะบัดหู เลือดจะไหลเวียนมากขึ้น ช่วยดึงเอาความร้อนในร่างกายให้ไหลเวียนไปตามเส้นเลือด ส่งผ่านไปยังผิวหนังและขับออกมาเป็นเหงื่อ การสะบัดหูยังเกิดลมที่ช่วยพัดคลายร้อนอีกด้วย แต่ถ้ามันยืนนิ่ง ๆ จ้องเขม็งมาที่เรา ไม่มีการขยับหัว สะบัดหู ก็ต้องเผ่นนะครับ”

ตัวที่ตื่นเต้นสุด ๆ คือสิงโตสารพัดสิงโตที่วันหนึ่งเราเคยเจอสูงสุดถึง 16 ตัว

“ถ้าจะตามสิงโต ให้มองหาแร้ง” เทย์เลอร์บอก “ถ้าแร้งเกาะนิ่ง ๆ บนยอดไม้ แปลว่ามันกำลังรอการล่า ถ้ามันบินวน แปลว่าเตรียมจะลงมาจัดการเหยื่อหลังสิงโตเปิดทางให้พวกมันแล้ว” 

วันนั้นเราจึงตามรอยแร้งกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า แล้วเราก็เจอสิงโตคู่แรก เป็นสิงโตพี่น้องเพศผู้ สังเกตที่ท้องป่อง ๆ และแมลงวันตอมเต็มปากก็พอจะบอกได้ว่ามันอิ่มมา อีกไม่นานเราก็พบซากลูกควายน้ำนอนตาย ร่างกายโดนกินไปเกือบหมด เหลือพวกเศษไส้และเส้นเอ็นที่แร้งกำลังช่วยจัดการ

“ยังมีสิงโตอีก” เทย์เลอร์บอกหลังจากแกะรอยบนพื้นทราย แล้วขับรถวนจนมาหยุดที่พุ่มไม้ริมบึง ซึ่งปรากฏสิงโตพี่น้องทั้งตัวผู้และตัวเมียอีก 10 กว่าตัว

“สิงโตกลุ่มนี้เป็นสิงโตพี่น้องพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่ มันออกหากินไปพร้อม ๆ กัน” ผมมองดูสิงโตกลุ่มนี้แอคท่าเท่เหมือนบอยแบนด์ มีเอียงหน้านิด ๆ เอียงคอหน่อย ๆ ในองศาเดียวกัน 

“สิงโตจะออกล่าสัตว์ตามที่ฝึกมา เราเคยเจอสิงโต 4 ตัวพี่น้องที่ออกล่ากันเป็นทีม และล่าเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างควายน้ำกับฮิปโปฯ เท่านั้น เพราะมันฝึกมาแบบนี้ และก็เคยเจอสิงโตพี่น้อง 7 ตัวที่ล่าช้างเป็นหลัก มันฝึกมาแบบนั้นเช่นกัน”

เราขับรถต่อไปอีกพักใหญ่ คราวนี้เจอสิงโต 2 ตัวนอนอยู่ต่างตำแหน่งกัน ตัวหนึ่งอยู่กลางแจ้ง กำลังมองหาอะไรบางอย่าง สิงโตตัวนี้มีแผลที่แผ่นหลัง ปรากฏอาการบาดเจ็บต้องเดินขากะเผลกเล็กน้อย ในระยะห่างออกไปราว ๆ 300 เมตร มีสิงโตอีกตัวนอนสบายใจใต้ร่มไม้

“สิงโตตัวผู้ 2 ตัวนี้เป็นความสัมพันธ์แบบนายและบ่าว ตัวที่บาดเจ็บเข้ามาขอความคุ้มครองจากตัวที่แข็งแรงกว่า เพราะมันรู้ว่าประสิทธิภาพการดำรงชีวิตของมันลดลงจนอาจจะกลายเป็นเหยื่อเสียเอง กรณีแบบนี้เกิดขึ้นได้ถ้าอีกตัวยอมเป็นเพียงผู้ตามเท่านั้น ไม่หือไม่อือ” เทย์เลอร์เล่า

“อย่างตัวนี้มันออกมายืนตากแดดร้อนคอยมองหาสัตว์เป้าหมายให้ ส่วนอีกตัวแค่รอสัญญาณเรียก ถึงวิ่งออกมาจากใต้ร่มไม้ เมื่อล่าได้ มันก็ยอมกินหลังจากที่อีกตัวกินเหลือ ถ้าถึงฤดูผสมพันธุ์ มันก็ให้หัวหน้าได้ตัวเมียทั้งหมด ตัวเองไม่ทำอะไร”

สิงโตลูกน้องยืนตากแดดร้อน กำลังมองหาสัตว์เป้าหมาย
สิงโตลูกพี่นอนคูล ๆ ในร่ม

ที่ผมว่าสุด ๆ แล้วคือการผสมพันธุ์ของสิงโตที่น่าตื่นตาตื่นใจมากจนผมต้องถ่ายคลิปไว้ชื่นชม

“อีกประมาณ 15 นาที ตัวผู้จะมีสัมพันธ์กับตัวเมียอีกครั้ง และจะมีกันไปเรื่อย ๆ ทุก 15 นาทีเช่นนี้ติดต่อกันไปประมาณ 4 วัน” เทย์เลอร์บรรยาย ทุกคนร้องออกมาพร้อมกันว่า “ห๊า 15 นาที 4 วัน โอ้มายก้อด”

“เราจะลองรออีก 15 นาทีไหมครับ” เทย์เลอร์ขอมติจากผู้ร่วมรถจี๊ปหลังกิจกรรมของสิงโตผัวเมียจบลงไปในเวลาไม่ถึงนาที

“รอ” มติเป็นเอกฉันท์แบบเสียงดังฟังชัด และทุกคนก็ให้ผมจับเวลา

ราว ๆ 15.28 นาทีต่อมา ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอีกและจบลงในเวลาอันรวดเร็ว ตัวเมียนั้นทำท่าง่วงนอนสุด ๆ 

“เราไปดูสัตว์อื่นต่อกันนะครับ” เทย์เลอร์เตรียมออกรถ

“เมื่อกี้ลืมถ่ายคลิปอะเทย์เลอร์ ขออีกรอบนะ นะ” เสียง แกรี เพื่อนรวมรถจากอังกฤษดังขึ้นมาแบบเขิน ๆ และเราทุกคนก็เลยได้ดูกันอีกรอบ

ผมนำคลิปสิงโตผสมพันธุ์เผยแพร่ใน Facebook ส่วนตัว ไม่กี่ชั่วโมงมีตัวเลขปรากฏขึ้นมาว่าคลิปของผมมีผู้รับชมไปกว่า 1,500 ครั้ง ลบสถิติทุกคลิปที่ผมเคยโพสต์มาก่อนหน้านี้ 

สิงโตผสมพันธุ์

ส่วนที่เลือดสาดกันเห็น ๆ คือฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดของฮิปโปฯ ตัวผู้ 2 ตัว เมื่อเราได้ยินเสียงคำรามก้องมาจากต้นไม้ใหญ่ริมบึง เทย์เลอร์รีบขับพาเข้าไปยังที่เกิดเหตุทันที ฮิปโปฯ ตัวใหญ่ 2 ตัวกำลังอ้าปากกว้าง โชว์เขี้ยวโค้งท่อนใหญ่ ตัวหนึ่งได้เปรียบกว่า ส่วนอีกตัวกำลังถอยร่น แต่ก็ยังหันหน้าอ้าปากกว้างส่งเสียงคำรามใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ตัวที่เสียเปรียบมีแผลเหวอะหวะทั้งขาหลังและลำตัว มีเลือดไหลแดงฉาน 

“ถ้าฮิปโปฯ หนุ่มท้าทายจ่าฝูง มันก็จะเจอแบบนี้ ถ้าแพ้ มันก็ต้องออกจากฝูงไปอยู่ตัวเดียว ถ้าชนะ มันก็ได้ครอบครองฝูงต่อไป” เทย์เลอร์อธิบาย เราดูการต่อสู่ของฮิปโปฯ ต่อไปอีกนาน ผมแอบนึกถึงเจ้าออสการ์ที่แคมป์

“ออสการ์เองบางทีมันก็หายไปนานเลยนะครับ ไปที 3 – 4 เดือน นานสุดคือ 6 เดือน กลับมาพร้อมแผลเหวอะไปทั้งตัว มันคงไปท้าทายจ่าฝูงอื่น ๆ เหมือนกัน”

ส่วนสัตว์ที่ผมชื่นชอบในความเฉิดฉายสุด ๆ ก็คือเสือดาวครับ คือน้องมีความนางแบบมาก ๆ ตั้งแต่หุ่นที่เพรียวลม พุงป่อง ๆ ไม่มีให้เห็น ท่าเดินก็ระเหิดระหงจนผมต้องถ้ายคลิปมาให้ชมกัน

“Leo มาจาก Leon หรือนักล่าอย่างสิงโต Pardos คือลายจุด 2 คำนี้สมาสกันเป็น Leopard เมื่อก่อนเราเชื่อว่าเสือดาวเป็นลูกผสมของสิงโตกับเสือ เสือดาวเป็นสัตว์สันโดษ มันจะอยู่เดี่ยว ๆ แบบนี้ และเป็นนักกายกรรมที่นอนและกินบนต้นไม้ มันลากร่างเหยื่อที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวมันขึ้นไปกินบนต้นไม้ได้ด้วย”

ก็ใช้พลังงานเยอะแบบนี้ไงล่ะ มิน่าถึงหุ่นดี๊ดี

เสือดาวเดินแบบ 

มีสัตว์บางตัวที่ผมอยากแก้ข่าวให้หน่อยครับ นั่นคือเจ้าอิมพาลา ผมเคยคิดว่ามันเป็นสัตว์จำพวกกวางน้อยสุดติ๋มที่เกิดมาเพื่อเป็นเหยื่ออันโอชะของเหล่านักล่าทั้งหลาย วัน ๆ คงรวมกลุ่มเล็มหญ้ากันตัวสั่นงันงก มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กด้วยความระแวงไปหมดทุกสิ่ง คอยแต่จะเผ่นหนีก่อนโดนขย้ำ

ขอให้ลืมภาพจำเหล่านั้นไปเลยครับ เพราะวันนั้นผมได้เห็นอิมพาลาแบบเท่ ๆ ชนิดที่ผมเปลี่ยนความคิดตัวเองไปเลย

วันนั้นฝูงสิงโต 6 ตัวกำลังนอนก่ายเกยกันใต้ร่มไม้ ต่อมาเมื่อสิงโตพี่ใหญ่ลุกขึ้นเดินนำ น้อง ๆ ผู้ตามทั้ง 5 ก็ออกเดินตามทันที เทย์เลอร์เลยขับรถตามสิงโตกลุ่มนี้ไปด้วย

“บ๊อก ๆๆ” มีเสียงเหมือนหมาเห่าดังขึ้นมา เมื่อหันไปก็พบกับผู้ที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับสิงโตทั้ง 6 และนั่นคืออิมพาลาจำนวนหนึ่ง

อิมพาลาไม่ได้วิ่งหนีหางชี้อย่างที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์สารคดี แต่กลับยืนเรียงหน้ากระดาน จ้องไปยังกลุ่มสิงโตอย่างผู้รู้เชิง หูกลม ๆ ที่ปกติจะลู่ลงก็กางออกเป็นแผ่นกลม ๆ 

ที่สำคัญคือมันกำลังเผชิญหน้าเจ้าป่าด้วยศักดิ์ศรีระดับเดียวกัน

“ปกติอิมพาลาไม่ได้โดดหนีตลอดเวลานะครับ ตรงกันข้าม มันจะยืนรวมกลุ่มจับตาดูสิงโตทุกฝีก้าวอย่างสังเกตสังกา พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนสมาชิกฝูง เชื่อไหมว่าอัตราความสำเร็จของการล่าอิมพาลานั้นต่ำมาก คาดว่าไม่เกิน 20%” เทย์เลอร์อธิบาย

อิมพาลาเป็นสัตว์ที่ธรรมชาติมอบพลังพิเศษให้ มันกระโดดได้ไกลถึง 10 เมตร (33 ฟุต) ในครั้งเดียว นอกจากโดดไกลแล้ว ยังโดดสูงได้ประมาณ 10 เมตร ถ้าวิ่งไปเจอพุ่มไม้ มันก็กระโดดข้ามได้สบาย ๆ ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งอ้อม เขาของมันยาวได้มากที่สุดถึง 75 เซนติเมตร และมันพร้อมจะใช้ต่อสู่กับผู้ล่าทุกตัว ไม่ว่าสิงโต เสือ หรืออะไรก็ตาม

“ถ้าอากาศยังคงแห้งแล้งต่อเนื่อง ฝนไม่มาตามฤดูกาล อิมพาลาเลื่อนการคลอดลูกออกไปได้อีกเป็นเดือน จนกว่าสภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวยต่อการให้กำเนิด และมันยังมีต่อมสำคัญที่ปล่อยกลิ่นออกมาระหว่างหนี หากสมาชิกฝูงกระจายหายกันไปคนละทิศละทางก็ยังตามกลิ่นกลับมารวมตัวกันได้”

ต่อไปนี้ห้ามใครมาหาว่าอิมพาลาติ๋มอีกนะครับ ผมขอเถียงเลย 

สัตว์อีกตัวที่ผมอยากบันทึกไว้คือยีราฟครับ ซึ่งเป็นสัตว์ตัวแรกที่ผมเห็นตั้งแต่มองลงมาจากเครื่องบินเล็กเมื่อวันแรกที่ผมเดินทางมาถึงที่นี่ ณ วินาทีนั้นผมตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าผมจะได้เห็นสัตว์มากมายที่นี่แน่ ๆ

ยีราฟเป็นสัตว์ที่ระวังตัวมาก ๆ ยิ่งเวลาจะกินน้ำยิ่งระวังเป็นพิเศษ มีวันหนึ่งที่เราเห็นยีราฟกำลังยืนริมบึง เทย์เลอร์ถามว่าจะ ‘รอ’ ดูยีราฟดื่มน้ำไหม และทุกคนพยักหน้า

น้องยีราฟยืนมองไปรอบ ๆ 10 นาที เดินไปเดินมาอีก 10 นาที ทำท่าจะก้มแต่ก็ไม่ก้ม เดินไปมาสับขาหลอกอีก 10 นาที ขณะที่ผมเริ่มหาวออกมานั้น น้องยีราฟก็ก้มลงไปดื่มน้ำท่ามกลางความปีติของทุกคน แต่พอผมกำลังจะถ่ายรูป น้องก็หยุดดื่ม เงยหน้าขึ้น แล้วทำตั้งแต่ต้นจนจบใหม่ (รบกวนอ่านซ้ำอีกรอบนะครับ)

“ยีราฟมีอวัยวะพิเศษเรียกว่า Blood Sponge ทำหน้าที่คอยซับเลือดปริมาณมหาศาลที่วิ่งจากลำตัวผ่านคอยาว ๆ ไปสู่สมองขณะก้มลงดื่มน้ำ อวัยวะสำคัญนี้ช่วยรักษาชีวิตยีราฟไว้ แต่มันดื่มน้ำได้ทีละไม่เกิน 1 นาที เพราะถ้านานกว่านั้นถือว่าเสี่ยงต่ออาการเลือดคั่งในสมองจนเสียชีวิตได้ และที่ยีราฟมีอาการหวาดระแวงระแวดระวังก็เพราะท่าก้มดื่มน้ำของมันเป็นท่าที่ไม่อยู่ในสภาพป้องกันตัวได้เลย และจะเป็นช่วงเวลาที่สิงโตเข้ามาปฏิบัติการ”

แต่ยีราฟมีพลังถีบมากมายมหาศาล แรงถีบจัง ๆ ของมันเพียงครั้งเดียว ทำลายหัวกะโหลกของสิงโตให้แหลกละเอียดได้ทันที

ธรรมชาติเป็นธรรมเสมอทั้งผู้ล่าและเหยื่อ

ส่วนเจ้าตัวสุดท้าย เป็นสัตว์ที่ซี้กับผมแบบแทบจะถึงเนื้อถึงตัว นั่นคือเจ้าหมูป่าที่ (อุตริ) มาออกลูกใต้ห้องเบอร์ 7 ที่ผมพักอยู่ครับ ชาวแคมป์คากานาคาก็ช่วยกันตั้งชื่อแม่หมูตัวนี้ว่า ‘พุมบ้า’ ตามเรื่อง The Lion King

ตั้งแต่คืนแรก ผมก็รู้สึกแล้วว่ามีตัวอะไรบางอย่างเดินป้วนเปี้ยนไปมารอบ ๆ ห้อง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นฮิปโปฯ ออสการ์ แต่ว่าเสียงของมันลอดลงไปใต้ห้องด้วย ซึ่งฮิปโปฯ ขนาดออสการ์ไม่มีทางมุดลงไปได้

บ่ายวันรุ่งขึ้น หลังส่องสัตว์เสร็จแล้วกลับมาที่ห้อง ผมได้ยินเสียงอู๊ด ๆ อี๊ด ๆ ดังขึ้นมาเป็นระยะจนต้องแอบไปส่อง แล้วก็พบแม่หมูป่ากำลังเล่นกับลูก ๆ ของนางอย่างอบอุ่น ผมรีบบันทึกภาพไว้ทันทีก่อนที่พุมบ้าและลูก ๆ จะหายกลับไปใต้ห้องหมายเลข 7

วันต่อ ๆ มาพุมบ้าเลิกอาย นอกจากนี้ยังคอยเดินมาทักทายระหว่างเดินกลับห้อง ระหว่างนั่งอยู่หน้าห้อง จนผมรู้สึกว่าพุมบ้าเป็นเจ้าของพื้นที่ ผมต่างหากที่มาขออาศัยอยู่ชั่วคราว 

โอคาวังโกเป็นสรวงสวรรค์ของสัตว์อย่างแท้จริง ถ้าผมเขียนครบทุกตัวคงจะใช้เวลาอ่านนานนับเดือน นอกจากการส่องสัตว์ด้วยรถจี๊ปเปิดประทุนทางบกแล้ว ยังมีด้วยเรือทางน้ำอีกนะครับ ซึ่งเราจะมีโอกาสเห็นทั้งจระเข้ นกสวย ๆ หลากชนิด กบหายาก แมลงและพืชพรรณอีกมากมาย และเทย์เลอร์ก็พร้อมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของพวกมันให้เรารู้จักมากขึ้น ความรอบรู้ของเขานั้นคือสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผมรู้จักธรรมชาติของสัตว์ป่านานาชนิดขึ้นอีกมาก และอีกหนึ่งความประทับใจก็คือภาพพระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าเหนือแม่น้ำโอคาวังโก ภาพนี้คือความทรงจำที่จะอยู่กับผมตลอดไป

สบายตัว

แคมป์คากานาคาคือสวรรค์น้อย ๆ กลางดินแดนกึ่งทะเลทรายอย่างโอคาวังโก เพราะที่นี่มอบความสุขความสบายแบบจัดเต็ม และถ้าได้นอนห้องหมายเลข 7 ก็จะมีเพื่อนบ้านเป็นแม่หมูป่าพุมบ้ากับฮิปโปฯ หนุ่มน้อยออสการ์อีกด้วย ซึ่งเพื่อนทั้งสองพร้อมจะเอนเตอร์เทนให้เราตื่นเต้นอยู่เรื่อย ๆ

เวลากลับมาจากการตระเวนชมสัตว์ป่าทั้งภาคเช้าและบ่าย ผมชอบหลบมานั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่ชานไม้ริมแม่น้ำ บริเวณนั้นเป็นพื้นที่สงบ มีแต่เสียงธรรมชาติ ทั้งเสียงลม เสียงร้องของสัตว์นานาชนิด หรือเสียงปล้องหญ้าเสียดสีกันยามไหวลู่ไปตามแรงลม เวลาย่ำค่ำคือช่วงเวลาพิเศษที่ธรรมชาติมอบความงามอันหลากหลาย ผ่านสีสันของพระอาทิตย์และการเคลื่อนไหวของหมู่เมฆ แสงเปลี่ยน สีก็เปลี่ยน หมู่เมฆก็ไม่เหมือนเดิม แต่ละนาทีเหมือนธรรมชาติกำลังเริงระบำให้เราชื่นชม

ที่แคมป์คากานาคา เรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญมาก อาหารทุกมื้ออร่อยครบเครื่องครบรสและหลากหลาย ผมพักที่นี่หลายวัน แต่ละวันมีไฮไลต์ต่างกันไป บางวันเป็นสเต๊กเนื้อนุ่ม บางวันเป็นไก่ซอสไวน์ บางวันเป็นปลาทอดแบบ Fish & Chips ขนมหวานอีกสารพัด ทั้งหมดสร้างสรรค์โดยเชฟฝีมือระดับโรงแรม 6 ดาว

ที่ผมชอบที่สุดคือการพักดื่มชา-กาแฟตอนสาย ๆ ราว ๆ 10.00 น. ระหว่างที่เราตระเวนดูสัตว์ เทย์เลอร์จะเลือกจอดรถในทำเลที่ปลอดภัยและสวยงาม ซึ่งส่วนมากเป็นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กลางทุ่งโล่ง

โดนัทกับบิสกิตอุ่น ๆ เพิ่งทำสด ๆ เมื่อเช้า เสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนหอมฉุยหรือจะเลือกชาซีลอนรสโปรดก็ตามใจ เป็นช่วงเวลาที่ได้ลงมายืดแข้งยืดขา และชมธรรมชาติสวยงามรอบ ๆ ตัว

นอกจากสบายตัวแล้วคือความสบายใจ ทุก ๆ เย็นเจ้าหน้าที่แคมป์จะร้องเพลงพื้นเมืองด้วยเสียงประสานอันไพเราะถือเป็นการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนอาหารค่ำ ตอนกลางวันเขาอาจเป็นพนักงานทำความสะอาด พนักงานต้อนรับ พ่อครัว เจ้าหน้าที่ปะยางรถ ฯลฯ แต่กลางคืนเขาคือศิลปินที่ร้องเพลงได้เพราะมาก ๆ ผมแอบเห็นเทย์เลอร์ร้องบ้างเต้นบ้างอยู่แถวหลัง กลางวันเขาขับรถพาเราตระเวนชมสัตว์ป่าไปหลายชั่วโมงแล้ว กลางคืนยังมาแสดงให้ดูอีก

ซึ้งใจมาก ๆ เลย 

ส่งท้ายก่อยสลายตัว

“I’ll take whatever nature gives me.” เป็นคำตอบที่ผมบอกเทย์เลอร์เมื่อเจอกันครั้งแรกและเขาผมถามว่าอยากเห็นสัตว์ชนิดไหน ตลอดเวลาที่ผ่านมาในโอคาวังโก ประเทศบอตสวานา ธรรมชาติได้เมตตาผมมาก ๆ ด้วยการส่งสัตว์นานาชนิดมาให้ชื่นชมจนจำไม่หวาดไม่ไหว ฮิปโปฯ ออสการ์มาร่วมอาหารเย็นตั้งแต่วันแรก แม่หมูป่าพุมบ้ามาคลอดลูกใต้ห้องเบอร์ 7 สิงโตอีกมากมายหลายตัว รวมทั้งตัวที่สืบพันธุ์ทุก 15 นาที ยีราฟจอมระวัง และฝูงอิมพาลาที่แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติยุติธรรมเสมอ ไม่มีใครได้เปรียบใครจนเกินไปในเกมชีวิตที่โอคาวังโก

สุดท้าย ธรรมชาติส่งอากาศที่ท้าทายมาให้ผมได้ทดสอบตนเอง ตั้งแต่อุณหภูมิหนาวเหน็บตอนเช้า และร้อนแทบละลายในตอนสายจนตลอดบ่าย เช้า 14 องศาเซลเซียส บ่าย 40 องศาเซลเซียสคือความจริงที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน 

“I’ll take whatever nature gives me.” ไม่ใช่คำตอบที่ผมมอบให้เทย์เลอร์เท่านั้น ผมตั้งใจว่าจะเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตต่อไปด้วย พยายามเป็นคนง่าย ๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมทะยานอยาก กินให้ง่าย อยู่ให้ง่าย รับได้ทุกสถานการณ์

ขอบคุณบอตสวานาสำหรับประสบการณ์พิเศษที่วันนี้มิใช่ความฝันอีกต่อไป และหวังว่าเราอาจจะเจอกันอีกเมื่อธรรมชาติจัดสรร 

ข้อมูลสำคัญเพื่อเตรียมตัว

  • นักเดินทางชาวไทยเดินทางเข้าประเทศบอตสวานาได้โดยสมัครวีซ่าออนไลน์ อ่านรายละเอียดได้ที่ www.gov.bw/visa-applications/visa-application-tourism-visa และสมัครทาง evisa.gov.bw 
  • การเดินทางไปยังโอคาวังโก ให้เดินทางไปที่เมืองมาอูน (Maun) ซึ่งเป็นปากทางสู่ดินแดนโอคาวังโก ก่อนเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กไปยังแคมป์ต่าง ๆ มีสายการบินหลายสายที่มีเที่ยวบินไปมาอูน เช่น Ethiopian Airlines และ Airlink เป็นต้น
  • วิธีที่สะดวกที่สุดคือเดินทางกับบริษัทท่องเที่ยว ซึ่งจะจัดการให้ทุกอย่าง ในกรณีของผมเดินทางด้วย A2A Safaris ซึ่งมีทีม Travel Consultant ออกแบบกำหนดการ ที่พัก ฯลฯ ตามที่เราต้องการ รวมทั้งให้คำแนะนำสำหรับการเดินทางด้วย ติดต่อ A2A Safaris ได้ที่ www.a2asafaris.com 
  • โอคาวังโกอยู่ในเขตมาลาเรีย ควรทานยาป้องกันมาลาเรียด้วย

ภาพ : Desert & Delta Safaris

Write on The Cloud

Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK