The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขอเริ่มต้นด้วยการสารภาพ เราเข้าใจว่าฮ่อมกับครามคือสิ่งเดียวกัน ทริปทำครามรู้จักสกล คงเหมาะที่เราจะไปทำความเข้าใจใหม่ และเติมความรู้ที่มีเท่าหางอึ่งให้ยาวเท่าหางแมวพันธุ์เมนคูน
ก่อนเท้าจะเหยียบสกลนคร เราทบทวนสิ่งที่ตัวเองรู้เกี่ยวกับจังหวัดนี้ คือเป็นจังหวัดในภาคอีสาน และตัวละคร สกล ในซิตคอม บ้านนี้มีรัก ที่เป็นคนสกลนคร เราเลยค้นในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเอาให้ไม่ขายหน้าเพื่อนร่วมทริป สกลนครเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อุดมไปด้วยหลากหลายวัฒนธรรมที่มาจากภูไท ลาว จีน เวียดนาม ฯลฯ และยังมีชื่อเสียงเรื่องวัดวาอารามจนเป็นหนึ่งในจุดหมายของผู้แสวงบุญ ยังมีแหล่งธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณ พร้อมของดีขึ้นชื่ออย่างคราม โพนยางคำ หมากเม่า… ซึ่งเราจะขอหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านี้ ไม่งั้นคงจะไม่ต้องไปทริปกันแล้ว
ถ้าใครอยากรู้จักเมืองสกลฯ ให้มากขึ้น ไปกันต่อที่บรรทัดถัดไปได้เลย
ป.ล. นี่เป็นบันทึกประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เนื้อหาอาจอัดแน่นคล้ายบันทึกวิชาการ ตามประสาคนที่จดทุกอย่าง เพราะเราอยากให้คนอ่านได้รับข้อมูลแน่น ๆ เหมือนกันกับเรา
ย้อมคราม พิมพ์ลายผ้าด้วยข้าว

จุดเริ่มต้นแรกของทริป คือร้านมัดสกล คาเฟ่ ร้านอาหาร และอีกหนึ่งพื้นที่รวบรวมของดีสกลนคร มื้อเช้าของเราเลยเป็นโจ๊กข้าวหอมดอกฮัง ที่ร้านใช้ข้าวจากกลุ่มข้าวหอมดอกฮัง วิสาหกิจชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

หลังกินข้าวเช้าเสร็จ เราก็เดินทางกันต่อ เพราะโปรแกรมวันนี้อุทิศให้การทำความรู้จักครามภายในห้องเรียน สวนแมน Man Gardens Creative Crafts Center มี แมน-ปราชญ์ นิยมค้า เป็นเจ้าของห้องเรียนและผู้สอนวิชาคราม 101 ในวันนี้
ที่สำคัญ แมนยังเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ปลุกปั้นผ้าครามสกลนครให้โด่งดัง

แมนเดินออกมาต้อนรับชาวคณะพร้อมน้ำอัญชันสีม่วง เขาให้เราลองหยิบมะนาวหั่นแว่นใส่ลงไป อย่างที่รู้กันว่ากรดในมะนาวจะเปลี่ยนสีน้ำเงินจากดอกอัญชันให้กลายเป็นสีม่วงตามกลไกธรรมชาติ ซึ่งแมนกำลังสื่อสารให้เราเห็นว่า กระบวนการทำครามก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน
ก่อนไปทำคราม เราก็ควรรู้จักที่มาที่ไปของพืชชนิดนี้ก่อน สวนแมนมีพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งแมนใช้ปลูกต้นไม้สำหรับย้อมผ้าและทำ Eco Print ก่อนเข้าไปชมสวน แมนออกตัวว่าการทำสวนนั้นทำได้เรื่อย ๆ ตอนนี้สวนแมนจึงอุดมไปด้วยพืชหลายร้อยชนิดซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างออกไป

ยกตัวอย่างพืชบางส่วน อย่างต้นไม้ใหญ่ที่ดอกสีชมพูคือเทียนกิ่ง จัดเป็นสมุนไพรสำหรับทำยาไปจนถึงเครื่องสำอาง เช่น ยาย้อมผม น้ำยาอุทัยทิพย์
ต้นหนาดเป็นต้นที่เราชอบที่สุด เพราะใบนำมาทำลูกประคบ ยาดมยาหม่องได้ แมนเด็ดมา 1 ใบแล้วขยี้ ๆ ก่อนยื่นให้ลองดม ไม่ต้องเอามาแตะจมูกก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคย เป็นกลิ่นคล้าย ๆ ยาดมหงส์ไทยที่ดมแล้วชื่นใจจนอยากพกทั้งต้นติดตัว และยังมีต้นคำแสด ไม้ยืนต้นขนาดเล็กนำผลมาทำสีผสมอาหารได้ด้วย
นางเอกของสวนเรายกให้ต้นคราม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indigofera อยู่ในวงศ์ Leguminosae ที่นี่ปลูกคราม 2 แบบ คือฝักตรงหรือครามเตี้ย (Indigofera tinctoria) นิยมปลูกบริเวณภูพาน เทือกเขาของสกลฯ และครามฝักงอหรือครามใหญ่ (Indigofera suffruticosa) ปลูกได้ทั่วไป เก็บเกี่ยวได้เรื่อย ๆ ทนน้ำทนแล้ง ซึ่งยังมีต้นไม้อื่น ๆ ที่ให้สีครามได้เช่นกัน แมนบอกว่าต้นครามเป็นพืชที่ดูแลง่าย คนจึงนิยมปลูก ในขณะที่ต้นฮ่อมก็ให้สีครามเช่นเดียวกันและให้ปริมาณสีเยอะกว่าด้วย เพราะใบหนากว่าคราม แต่ต้นฮ่อมชอบอากาศเย็นชื้น ปลูกในภาคอีสานไม่ค่อยรอด จึงปลูกกันมากในภาคเหนือ


มาถึงกระบวนการสกัดสีเพื่อนำไปย้อม แมนไม่เล่าเปล่าแต่พาทุกคนทำไปด้วยกัน เริ่มจากสกัดสีคราม นำใบครามใส่ลงในถัง เทน้ำสะอาดจนท่วมใบเล็กน้อย (แมนชอบใช้น้ำบาดาลเพราะไม่มีคลอรีน ไม่ส่งผลกระทบต่อการย้อมผ้า) ทิ้งไว้ 16 – 18 ชั่วโมง น้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว จากนั้นนำใบครามออกจากถังเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนตีครามหรือโจกคราม เป็นการเพิ่มอากาศลงไปในน้ำ


วิธีการคือใช้ขันตักน้ำขึ้นและเทลงเร็ว ๆ อาจใส่ปูนขาวหรือปูนกินหมากเพื่อเร่งการเกิดออกซิเจน และการตกตะกอนได้เช่นกัน แต่ปูนจะทำให้สีเจือจาง ถังแช่ใบครามที่เคยมีฟองเต็มไปหมดค่อย ๆ ยุบตัวในถังกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มขึ้น เป็นสัญญาณว่านำไปใช้งานได้ จึงทิ้งไว้ให้ตกตะกอนอีกประมาณ 1 คืน

ถ้ารอข้ามคืนชาวคณะอาจไม่ได้ไปทำกิจกรรมอื่นต่อ แมนจึงเตรียมของบางส่วนเพื่อย่นระยะเวลา เขาหยิบถังครามที่ตกตะกอนแล้วและเตรียมถังอีกใบที่มีผ้าขาวบางปิดถังอยู่ แมนเรียกขั้นตอนนี้ว่า ครามขึ้นอู่ เพราะลักษณะถังเหมือนอู่นอนของเด็ก แล้วเทน้ำครามลงไป ผ้าขาวบางจะช่วยกรองให้เหลือแต่ตะกอนครามเพื่อนำไปทำสีย้อมต่อ ซึ่งขั้นตอนนี้ควรทิ้งไว้สัก 1 วัน ให้เวลาครามตกตะกอนเต็มที่
ก่อนไปย้อมสีคราม แมนพาพวกเราแวะที่บ้านหลังเล็กชั้นเดียว เป็นสถานที่ที่เขาไว้จัดนิทรรศการคราม เขาอยากทำให้สวนแมนเป็นพื้นที่เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และเกิดไอเดียพัฒนาคราม นิทรรศการนี้เลยจัดแสดงความรู้เกี่ยวกับคราม ตั้งแต่การนำวัสดุต่าง ๆ ไปย้อมคราม เช่น หิน ไม้ หนังสัตว์ ฯลฯ มีการจัดแสดงผลงานของ Mann Craft ในรอบ 15 ปี พร้อมทั้งแนะนำหนังสือเกี่ยวกับครามสำหรับคนที่สนใจด้วย

ก่อหม้อคราม ได้ยินแล้วเรานึกภาพขั้นตอนนี้ไม่ออก นี่เป็นวิธีเตรียมสีสำหรับย้อม เริ่มจากเตรียมถังใส่น้ำด่างขี้เถ้าที่ได้จากเศษใบไม้หรือกิ่งไม้ในสวนมาเผา แมนตั้งใจให้เกิดการลดขยะ จึงหมุนเวียนทุกสิ่งในสวนมาใช้ให้มากที่สุด เขานำเนื้อครามผสมลงไปในน้ำด่างขี้เถ้า ตามด้วยเนื้อผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น สับปะรด เพื่อเป็นเชื้อหรืออาหารเลี้ยงคราม อย่างที่แมนบอกว่าครามเป็นสีมีชีวิต จึงต้องเลี้ยงครามในหม้อไปเรื่อย ๆ เหมือนเลี้ยงยีนต์ขนมปัง เพื่อไม่ให้ครามตาย

เมื่อผสมทุกอย่างให้เข้ากันแล้วเป็นอันนำไปใช้ย้อมได้ บริเวณย้อมผ้ามีหม้อครามที่รอให้เราเข้าไปย้อมประมาณ 4 – 5 หม้อ แต่ว่าเราไม่ได้ย้อมผ้าเลยทันที ต้องนำผ้ามาพิมพ์ลายก่อน ซึ่งคนที่จะมาสอน คือ โอเล่-ชิษณุชา สุขสร้อย เจ้าของแบรนด์ขอ ที่ทำผ้าทอย้อมครามและพิมพ์ลายผ่านเทคนิคกั้นสีด้วยข้าว 3 ชนิด ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว และข้าวไรซ์เบอร์รี มาผสมกันเป็นเนื้อครีมหนืดสีเข้ม นำไปปาดบนกระดาษลายลงผ้า ซึ่งเนื้อข้าวจะแนบสนิทไปกับผ้า ลายที่เกิดขึ้นจึงเนียนกว่าการพิมพ์ด้วยเทียน


อ่านถึงตรงนี้อาจจะงงว่า แล้วข้าวทำให้เกิดลายได้อย่างไร เมื่อปาดเนื้อครีมลงไปบนผ้า มันจะเป็นตัวกั้นไม่ให้โดนสีย้อม เมื่อย้อมเสร็จบริเวณลายยังเป็นสีผ้าอยู่ อธิบายเสร็จโอเล่ก็ให้ทุกคนเลือกพิมพ์กระดาษตามใจชอบ มีลายแคน ลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ลายขันหมากเบ็ง ลายธุงใยแมงมุม และอีกเพียบ


พิมพ์ลายข้าวต้องรอให้แห้งก่อนนำไปย้อม ย้อมได้ 2 – 3 รอบเพื่อให้สีเข้มขึ้น ถ้าเนื้อข้าวหลุดแปลว่าต้องนำไปล้างน้ำ จากนั้นตากให้แห้ง เป็นอันเสร็จ ทุกคนได้ของที่ระลึกพร้อมความรู้เรื่องคราม


ถ้าอยากมาสวนแมน เดินทางมาชมด้วยตนเองได้ในวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น. หากอยากเวิร์กช็อปเรียนรู้คราม ติดต่อนัดหมายล่วงหน้าที่ โทรศัพท์ : 08 1055 6301

อาหารภูไท ป่า บ่อเกลือ
วันที่ 2 เราเริ่มต้นด้วยการนั่งรถออกมาไกลจากตัวเมืองสกลฯ ราว 45 กิโลเมตร เพื่อไปบ้านเชิงดอย ชุมชนชาวผู้ไท (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอธิบายไว้ว่า ภูไทเป็นคำใช้เรียกชนเผ่า ถ้าเรียกคนให้ใช้คำว่าผู้ไท) กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กิจกรรมแรกเริ่มที่โต๊ะตัวยาวริมน้ำ มีอาหารหลายสิบจานวางอยู่ หนุ่มน้อย-ศิริศักดิ์ ศักดิ์เพชร เชฟจากร้าน House Number 1712 เป็นเจ้าบ้านและผู้รังสรรค์อาหารมื้อนี้

อาหารบางจานหน้าตาไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ทุกจานเป็นอาหารที่คนผู้ไทกิน เช่น แกงหวายซี่โครงหมู ทำมาจากต้นหวายชนิดเดียวกับที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ลาบปลานิลที่เพิ่มรสเปรี้ยวด้วยมดแดงตัวเบิ้ม ๆ ซั่วไก่บ้านใส่ผักแพวคล้าย ๆ ยำจิ้นไก่ของภาคเหนือ ลาบไก่บ้าน แกงหัวปลีใส่เนื้อแห้ง แจ่วหัวโปกกินกับผักแนมสด ๆ ป่นเห็ดไค และปิดท้ายด้วยข้าวจี่แท่งโต



เมื่อท้องเริ่มตึง เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ผู้ร่วมก่อตั้งร้าน House Number 1712 ก็พาพวกเราไปเดินป่าท้ายหมู่บ้าน เพื่อดูระบบนิเวศและหาวัตถุดิบในป่าทำอาหาร

เสือออกตัวก่อนว่าวัตถุดิบอาจไม่ค่อยมี เพราะชาวบ้านก็นำไปทำอาหารเช่นกัน เป้าหมายหลัก ๆ เลยตั้งไว้ที่การเดินศึกษาธรรมชาติของสกลนคร เส้นทางเดินราว 2 กิโลเมตร ไม่ยากมากสำหรับเราที่ไม่ค่อยเดินป่า แม้อากาศจะร้อน แต่มีลมคอยพัดให้สดชื่นขึ้น ป่าที่นี่ดูเผิน ๆ เหมือนป่าทั่วไป แต่เพราะผู้นำทางครั้งนี้คือ พ่อพร พ่อของเชฟหนุ่มน้อย คอยชี้บอกว่าต้นนี้คือต้นอะไร เด็ดใบเด็ดผลให้ชิมบ้าง ทำให้การเดินป่าสนุกขึ้น

พ่อพรโชว์ผลชนิดหนึ่ง คล้าย ๆ หน่อไม้ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร มีสีขาวที่ไล่เฉดไปจนถึงสีชมพู พ่อพรเฉลยว่าคือต้นกระทือ เป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง รสชาติคล้ายหน่อไม้ นิยมนำมาทำแกง ผ่านไปสักพักพ่อพรก็เด็ดผลสีดำจิ๋ว ๆ ให้เราพร้อมบอกชื่อหมากเล็บแมว เป็นสมุนไพรที่นิยมเอามาทำยา
บางช่วงเป็นหินดาน ถือเป็นเสน่ห์ของป่าแถบภาคอีสาน เสือบอกว่าถ้าฝนตกหนัก ๆ บริเวณหินดานจะกลายเป็นแหล่งน้ำ

เดินไปสักพักเราก็ถึงบริเวณยอดภูเขาที่มองลงมาเห็นหมู่บ้านลิบ ๆ เป็นสถานที่สำหรับทานอาหารกลางวัน อาหารส่วนใหญ่เตรียมมาจากบ้าน เหลือทำให้สุกอย่างเดียว มีหมกปลายอน หมกหน่อไม้ ส้มตำฝีมือแม่เชฟหนุ่ม ไก่บ้านย่าง ฟากหนึ่งเลยเป็นคนที่ช่วยกันก่อไฟ ส่วนอีกฟากช่วยกันเตรียมของ

เมื่อกินเสร็จอิ่มหนำแล้ว พวกเราก็ออกจากป่าเพื่อไปสถานที่ถัดไปต่อ คือบ้านกุดเรือคำ
สกลนครถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่ เสือเล่าว่าที่นี่ผลิตเกลือ 3 รูปแบบ คือเกลือต้ม เกลือตาก และเกลือขูด ที่ที่เขาจะพาเราไปดูเป็นบ่อต้มเกลือชื่อว่า ‘บ่อต้มเกลือกุดเรือคำ’ ถือเป็นหนึ่งภูมิปัญญาของชาวสกลนคร ว่ากันว่านี่คือแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ใหญ่ที่สุดในจังหวัด

บ่อต้มเกลือวางผังเป็นซอย ซอยหนึ่งมีประมาณ 10 บ่อ แต่ละบ่อมีเจ้าของดูแล บางบ่อส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เกลือมี 2 แบบ คือเกลือสีขาวและเกลือสีชมพู ได้จากการนำมะตูมแห้งใส่ลงไปในบ่อต้มเกลือ

บ่อเกลือที่นี่เริ่มต้นราว พ.ศ. 2520 หลังโครงการสำรวจน้ำบาดาลในจังหวัดสกลนคร แต่พบน้ำเค็มจากการเจาะดินแทน เลยมีคนทดลองนำน้ำมาต้มจนได้เกลือ คนที่นี่จึงประกอบธุรกิจบ่อเกลือตั้งแต่นั้น
ส่วนบ้านกุดเรือคำก่อตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2433 กรรมวิธีทำเกลือต้มที่บ้านกุดเรือคำเริ่มจากขุดน้ำเค็มขึ้นมาเทไว้ในบ่อเกลือ จุดเตาฟืนข้างล่างให้น้ำเดือด ทิ้งไว้จนเกลือเริ่มตกตะกอน จากนั้นตักเกลือขึ้นมาบรรจุเตรียมจำหน่าย


สถานที่รองสุดท้ายก่อนไปจบมื้อเย็น คือตลาดสด อ.อากาศอำนวย หนึ่งในตลาดสดของสกลนครที่น่าไปศึกษาวัตถุดิบอาหาร นอกจากตลาดบายพาสชื่อดัง แต่ช่วงที่เรามาใกล้เวลา 4 โมงเย็น บางร้านจึงทยอยปิดไปแล้ว แต่ยังพอเห็นความคึกคักและของที่วางขาย ปลา กบ ดูจะเป็นเนื้อสัตว์ยอดนิยม (แต่ยอดนิยมสุดเห็นจะเป็นเนื้อวัว จนมีประโยคแซวกันเล่น ๆ ว่า ถ้ามาสกลฯ ไม่กินเนื้อถือว่ามาไม่ถึง)


มื้อเย็นของเราในวันนี้อยู่ที่ร้าน House Number 1712 เสือเล่าว่าตั้งใจทำร้านนี้เพื่อให้คนที่ไม่ได้มีเวลาอยู่ในสกลฯ มากนัก ถ้ามากินอาหารที่ร้านจะพบของดีและเรื่องราวทั้งหมดของสกลนคร

Welcome Drink เป็นชาข้าวที่ทำจากข้าวฮาง ข้าวสายพันธุ์ขึ้นชื่อของสกลนคร นำมาผ่านวิธีดริปแบบกาแฟ รสชาติไม่หวาน หอมกลิ่นข้าว พร้อมข้าวเกรียบกินคู่น้ำพริกเผาผสมมะม่วง

จานแรกเป็นปลานิลซาชิมิ ปลามาจากฟาร์มเลี้ยงแบบปิด ปลอดภัย นำมาแล่ราดด้วยซอสพอนสึ มีวาซาบิผสมน้ำจิ้มซีฟู้ดไว้ตัดเลี่ยน ทานคู่กับสลัดผักพืชบ้านที่รสออกเปรี้ยว จานนี้กินแล้วรู้สึกสดชื่น


จานที่เราชอบที่สุดเป็นข้าวมันปลายอนย่าง ปลายอนเป็นปลาที่คนภาคอีสานนิยมกิน คล้ายปลาเนื้ออ่อน นำมาเลาะก้าง ย่างแล้วทาด้วยซอสหวานที่ปรุงจากกระดูกหัวปลา เสิร์ฟพร้อมข้าวฮางและซอสครีมมะม่วง เวลากินให้คลุกทุกอย่างเข้าด้วยกัน มีอุ๊กะปูที่นำมาดัดแปลงให้เป็นซุปทานคู่กัน

ไฮไลต์ของมื้อนี้อยู่ที่เนื้อย่าง เป็นเนื้อวัวส่วนริบอายหรือบริเวณซี่โครงที่นำมาย่างแล้วราดด้วยแจ่วบอง ทานคู่กับเกลือ 15 ชนิดที่เสือเตรียมไว้ให้ลองชิม (เขาบอกว่านี่คือการ Cupping เกลือ) เราได้ลองเกลือมันปู ตอนแรกคิดว่ามีมันปูผสม แต่จริง ๆ เพราะสีของเกลือเป็นสีน้ำตาลเหมือนมันปู

“สกลนครไม่ได้มีดีแค่เนื้อหรือเกลือ ที่นี่ยังมีของดีอีกมากที่รอทุกคนไปเจอ” คุณเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครพนมที่มาร่วมด้วยในทริปนี้ พูดขึ้นบนโต๊ะอาหาร คนฟังอย่างเราพยักหน้ารับทันที เพราะแค่ 2 วัน เราพบของดีเมืองสกลฯ มากมาย และได้สัมผัสวิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง
เป็นสิ่งที่คนเบื้องหลังและชาวสกลฯ เองต่างพยายามค้นหาผลักดันของดีในจังหวัด รวมไปถึงการร่วมมือกับคนในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อร่วมกันผลักดันภูมิภาคนี้ที่อุดมไปด้วยคุณค่ามากมาย
ท่าแร่ ประเพณีแห่ดาว คฤหาสน์ร้อยปี
วันสุดท้ายเรามากันที่หมู่บ้านท่าแร่ อีกหนึ่งย่านของเมืองสกลฯ ที่ห้ามพลาด แพท-วรารัตน์ และ เจมส์-ศรัณยู กายราช สองพี่น้องเจ้าของ UDD Udomdetwat Café and Bistro และ โชคดีที่ พ่อแอ๊ต-สมฤทธิ์ กายราช ซึ่งเป็นคุณพ่อของแพทและเจมส์จะมาเล่าประวัติของหมู่บ้านท่าแร่ให้ฟังด้วย

ท่าแร่ หรือที่คนในพื้นที่ออกเสียงว่า ท่าแฮ่ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองสกลนคร ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ สืบทอดจากบรรพบุรุษที่ชาวญวนคาทอลิกอพยพมาจากตัวเมืองสกลนครใน พ.ศ. 2427 เรื่องที่เล่าต่อกันมา คือ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก บาทหลวงชาวฝรั่งเศส กับครูเณรชาวญวนชื่อ ครูทัน ร่วมกันต่อแพขึ้นมาเพื่อหลบหนีความขัดแย้งทางศาสนา พวกเขาล่องแพลำนั้นข้ามทะเลสาบหนองหาร ขึ้นมาทางเหนือพร้อมคริสตชนจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งภายหลังกลายเป็นตำบลท่าแร่

บ้านเรือนในท่าแร่บางหลังยังคงเป็นแบบดั้งเดิม อย่างคฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของคาเฟ่ UDD อายุ 91 ปี พ่อแอ๊ตเล่าประวัติว่า คฤหาสน์นี้เป็นของ คำสิงห์ อุดมเดช สร้างโดยช่างชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามา สถาปัตยกรรมเลยเป็นลูกผสมระหว่างฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลในเวียดนามและไทย


สิ่งที่สะดุดตาเราระหว่างเดินชมท่าแร่ คือพื้นถนน แพทเล่าว่าพื้นถนนในหมู่บ้านออกแบบให้เป็นลายผ้าคราม แม้ว่าจะไม่เหมือนเป๊ะ แต่ความสร้างสรรค์เต็มร้อย นอกจากนี้หากสังเกตเสาไฟ หรือบ้านเรือนต่าง ๆ เกือบทุกหลังมีดาวห้อยอยู่ตามผนัง รั้ว ระเบียงชั้น 2 เพราะดาวถือเป็นสัญลักษณ์ของคนท่าแร่ตามความเชื่อศาสนาคริสต์ ช่วงธันวาคมของทุกปีจึงมีพิธีแห่ดาว โดยคนในชุมชนจะทำดาวจากไม้ไผ่ใส่เทียนตรงกลาง เดินแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน และหลังจากจบพิธีก็จะนำดาวเหล่านั้นมาประดับประดาตามบ้าน
สถานที่สุดท้ายของทริปนี้อยู่ที่บ้านข้าวฉันท์ชนก ร้านจำหน่ายสินค้างานหัตถกรรมและสินค้าทางการเกษตรของกลุ่มข้าวหอมดอกฮัง

แน่นอนว่าข้าวเป็นสินค้าหลักของร้าน สายพันธุ์ที่วางจำหน่ายก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ตอนนี้มีข้าวฮาง มีข้าวโสมมาลี รสสัมผัสหนึบ ๆ แบบข้าวญี่ปุ่น ข้าวทับทิม ผสมระหว่างข้าวหอมมะลิอีสานกับข้าวสังข์หยดภาคใต้ ข้าวสามสี ผสมระหว่างข้าวหอมนิลโบราณ ข้าวหอมใบเตย และข้าวทับทิมชุมแพ



ถ้าให้ชมข้าวเฉย ๆ ก็อาจไม่สนุก การชิมจะทำให้รู้จักข้าวดีขึ้น ที่นี่เลยเตรียมกิจกรรมทำข้าวต้มมัดไว้ให้ เป็นข้าวต้มมัดที่ทำจากข้าวเหนียวแดง กล้วยน้ำว้า และถั่วแดง ปราศจากน้ำตาลเพราะได้ความหวานจากกล้วยแล้ว ขั้นตอนทำไม่ยาก เพียงแค่ตักทุกอย่างใส่ใบตอง ส่วนที่ยากที่สุดคือการห่อ ขึ้นอยู่กับฝีมือแต่ละคน ข้าวต้มมัดที่นี่จะนำไปต้มแทนนึ่ง เพราะข้าวเป็นข้าวสาร ต้องผ่านการต้มถึงจะสุก
ถ้าใครสนใจอยากมาบ้านข้าวฉันท์ชนก มาได้วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 08 1954 1506
ทริปสกลนคร 3 วัน 2 คืนของเราจบลงที่ตรงนี้ พร้อมความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และชาติพันธุ์ หากมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง การเที่ยวสกลฯ ของเราคงสนุกมากขึ้นแน่ ๆ
และทริปนี้เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนของ มัดสกล, สวนแมน, แบรนด์ขอ, House Number 1712, ครอบครัวศักดิ์เพชร, ครอบครัวกายราช, กลุ่มข้าวหอมดอกฮัง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ถ้าใครสนใจอยากไปเที่ยวหรือรู้เรื่องภาคอีสานมากขึ้น ติดตามได้ที่ Facebook : เที่ยวอีสาน
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
